♔ อริร้าย มายารัก {chanbaek} 。

ตอนที่ 11 : 梅花 ❀ กลีบที่ ๑๑

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,203
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 71 ครั้ง
    3 พ.ย. 57



梅花

เหมยฮวากลีบที่ 11

“ข้ามีความลับจะบอกให้เจ้ารู้...”

 

แฟนอาร์ตคุณชายเปี้ยนจากน้องรี่จ้า สวยมากๆง่ะ เลอค่าเลย ;^;

 

            “อื้อ...” เสียงครางฮือจากในลำคอดังขึ้นพร้อมกับกายบอบบางที่นอนทับเตียงกว้างบิดไปบิดมา คนบนเตียงแน่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ ยกมือขยี้ดวงตาเรียงรีพร้อมกับพยายามลืมตาขึ้น

 

            ...เช้านี้เป็นเช้าวันแรกของการฝึกกับคนใจร้าย...

 

            เพียงแค่คิดก็ทำเอาคนบนเตียงแทบไม่อยากรู้สึกตัวตื่นเลยสักนิด ปั๋วเสวียนซุกหน้าลงกับหมอนใบเขื่อง ใจรึก็อยากจะร้องไห้ที่ต้องมีชะตาชีวิตเช่นนี้ หากแต่ก็นึกถึงบิดาของตนผู้ที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อวันก่อนบิดาอันเป็นที่รักได้มาเยี่ยมเยียนตนถึงตำหนัก สองพ่อลูกโอบกอดตามความเป็นห่วงและความคิดถึง ปั๋วเสวียนกลั้นน้ำตาอย่างมากที่สุดเพราะอยากเป็นคนที่เข้มแข็งต่อหน้าผู้เป็นพ่อ

 

          ใครเล่าจะหยั่งถึง ดวงชะตาฟ้าลิขิต พ่อเชื่อว่าฟ้ามิได้กลั่นแกล้งเจ้า หากแต่นี่อาจเป็นสิ่งที่ฟ้าสวรรค์ต้องการแต่แรก...

          ‘…’

          ‘พ่อเองก็ทำงานในวังหลวงเสียทุกวัน ดีเสียอีกที่เจ้าสามารถมาหาพ่อได้ตลอดเวลาเพียงแค่เอ่ยปาก ดีกว่าแต่งงานกับคุณชายบ้านอื่นที่ไม่อาจรู้ว่าจะอยู่ไกลเพียงใด...

          ‘…’

          ‘ลูกพ่อ เจ้าเป็นคือสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตของพ่อ เจ้าจงเข้มแข็งกับดวงชะตาของตน พ่อภูมิใจในตัวเจ้ายิ่งนัก ปั๋วเสวียน...ลูกเป็นบุรุษใจกล้าที่สุดที่พ่อเคยเห็น

 

          เพียงเท่านี้ใจดวงน้อยก็พองโตพร้อมเรี่ยวแรงในการขยับเขยื่อนเคลื่อนกายลงจากเตียง...ใช่แล้ว เขาจะไม่ทำให้ท่านพ่อผิดหวัง ถึงจะไม่ชอบหน้าอาจารย์คนใหม่อย่างองค์ชายนิสัยเสียก็ตาม แต่เรื่องการเรียนวิถีปฏิบัติการเป็นพระชายานั้นจะให้ตกเป็นขี้ปากใครต่อใครไม่ได้ว่าคุณชายจากสกุลเปี้ยนนั้นไม่เอาไหน

 

            “ฮึบ! ...อะ เอ๋?” ทันทีที่หย่อนปลายเท้าลงจากเตียงก็ต้องตกใจกับสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในสายตาตรงหน้า...เสื้อผ้าลายมังกรสูงส่ง พร้อมเครื่องทรงของเชื้อพระวงศ์ในวังอยู่วางเรียงเป็นระเบียบอยู่บนโต๊ะทำงานกลางห้อง

 

            เอียงคอกระพริบตาปริบๆ มองสิ่งของตรงหน้า

            เอียงซ้ายเอียงขวาจนน่ารักอย่างไม่รู้ตัวอยู่ครู่หนึ่งก็ลุกขึ้น

 

            “ไม่เห็นต้องคิดอะไรมากเลย ก็แค่เสื้อผ้าใครก็ไม่รู้ สงสัยวันนี้จะเรียนเรื่องชื่อเรียกเครื่องแต่งกาย” พยักหน้าหงึกๆ เออออตามความเข้าใจของตนเองแล้วละความสนใจไปหยิบอาภรเนื้อดีก่อนจะไปอาบน้ำชำระร่างกายให้พร้อมกับเช้าวันใหม่แห่งการเรียนรู้

 

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀

 

            ปั๋วเสวียนฮัมเพลงเบาๆ ตามนิสัยนายน้อยอารมณ์ดีของสกุลเปี้ยน ปลายนิ้วเรียวสางเกศายาวสลวยอย่างแผ่วเบา รอจนผมแห้งแล้วก็เริ่มจัดแต่งม้วนมวยผมขึ้นเป็นช่อ บรรจงกลัดผมนุ่มให้อยู่ทรง ตบท้ายด้วยการปักปิ่นทองสลักลายดอกเหมยของคู่กายแล้วหันซ้ายหันขวาตรวจดูความเรียบร้อย

            “ข้ารอเจ้าอาบน้ำทำผมจนเลยเวลาเรียนมานานแล้วนะ...” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นทางด้านหลังจนคนที่นึกว่าอยู่ในห้องคนเดียวสะดุ้งโหยง คุณชายตัวน้อยรีบลุกขึ้นหมุนตัวเตรียมหันไปต่อว่าคนเป็นอาจารย์ที่เข้ามาโดยไม่เคาะประตูก่อน

            “เฮ้ย!” เผลออุทานออกมาเสียงดังพร้อมถอยหลังกรูจนตัวเกยอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งเมื่อเห็นอีกฝ่ายอย่างเต็มตา

            “ทะ ท่าน!” นิ้วสวยชี้ตรงไปยังคนหน้านิ่งที่ยืนโต้ลมไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยสักนิด

            “ท่านถอดเสื้อทำไมน่ะ!” เอ่ยปากถามเสียงดังพลางไล่สายตามองคนตรงหน้าอย่างพินิจ ไม่ทันจะสำรวจได้ทั่วผิวหน้าก็ร้อนเห่อเพียงแค่เห็นกล้ามหน้าท้องสมส่วนของคนหน้านิ่งจนต้องเสหน้าหนี

            “ก็สอนการแต่งตัวให้พระสวามีในอนาคตของเจ้า การเรียนที่ดีที่สุดคือการปฏิบัติให้รู้แจ้งเห็นจริง” ตอบหน้าตายอย่างไม่สะทกสะท้านใดๆ ปั๋วเสวียนนึกอยากจะเอ่ยถามจริงๆ ว่าการมาเปลือยอกเพียงกางเกงตัวเดียวต่อหน้าคนอื่นนี่ไม่อายบ้างหรือไร?

 

            เอ๋...ไม่นะ! จุดประสงค์ต้องไม่ใช่คำถามนี้สิ!

 

            “ท่านเข้ามาในห้องของข้าได้อย่างไร ทำไมไม่เคาะประตูก่อน แล้วเข้ามาเมื่อไร เหตุใดข้าจึงไม่ได้ยิน” ตวัดสายตาวีนเหวี่ยงใส่องค์ชายหน้านิ่งแล้วกอดอกถามราวกับเป็นผู้พิพากษาอย่างนั้น

            “ข้าก็เดินเข้ามาปกติ ทหารยามตะโกนบอกถึงการมาเยือนตามกฏมณเฑียรบาลแล้ว แต่เจ้าไม่ตื่นเอง...”

            “...”

            “...ข้ามาตั้งแต่เจ้ายังหลับอุตุ”

            “อะไรนะ!” เบิกตากว้างกับคำตอบที่ได้รับ มาตั้งแต่ข้ายังไม่ตื่นงั้นหรือ?

            “ละ แล้วท่าน...ท่านอยู่ตรงไหนกัน แล้วเห็นอะไรบ้างรึเปล่า!

            “ข้านั่งอยู่ตรงมุมห้องริมหน้าต่าง ข้าไม่ทันได้เอ่ยทักเจ้า เจ้าก็เข้าไปชำระร่างกายเสียแล้ว”

            “ไม่ๆ ท่านเห็นอะไรบ้าง!” เม้มริมฝีปากแน่นรอฟังคำตอบด้วยใจเต้นระส่ำ ขอร้องเถอะ...ขออย่าให้เห็นอะไรเลย...

            “ทุกอย่าง...”

            “!!!

            “...ตั้งแต่บิดขี้เกียจ นั่งงงบนเตียง หยิบเสื้อผ้า เข้าไปชำระร่างกาย พันผ้าหมิ่นเหม่เดินออกมา เปลี่ยนเสื้อผ้าหลังฉากกั้น...”

            “ท่าน!” ปั๋วเสวียนชี้หน้าอีกฝ่ายพร้อมกับปรางค์แก้มใสที่ขึ้นสีแดงแปร๊ด เห็น! ทุก! อย่าง! งั้น! หรือ! ปั๋วเสวียนแทบจะทึ้งหัวตัวเองอยู่รอมร่อเมื่อฟังสิ่งที่องค์ชายตรงหน้าเห็น

 

          เช่นนี้แล้วเขาก็ต้องเห็นที่ข้าล่อนจ่อนออกจากหลังฉากกั้นไปหยิบชั้นในแวบหนึ่งน่ะสิ!

            .

            .

            .

          บึ้ม!!! ฟ้าสวรรค์แกล้งข้าจริงๆ นะท่านพ่อ! ฮือออออ

            ฉุกคิดแค่นั้นใบหน้าก็เห่อร้อนราวกับถูกดวงอาทิตย์แผดเผา ยกมือขึ้นปิดหน้าหลับตาปี๋พลางก่นด่าในใจถึงความโชคร้ายแต่หัววัน ขาเล็กกระดุกกระดิกส่ายตามแรงเจ้าของเรือนร่างเพราะขลาดอาย

            แต่คนมองกลับใจสั่นเพราะท่าทีน่ารักน่าฟัดถุกแสดงออกจากกายบอบบางตรงหน้า! ชานเลี่ยแทบจะคุมอารมณ์ของตนไม่อยู่จึงต้องเบือนหน้ามองสิ่งอื่นแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ

 

            ใครใช้ให้เหมยฮวาตัวน้อยทำท่าทางน่ารักชวนกอดรัดเช่นนั้นเล่า!

 

            “เลิกทำตัวตลกต่อหน้าข้าได้แล้ว แล้วลุกขึ้นมาเรียนซะ ข้าจะบอกว่าของชิ้นใดเรียกว่าอะไร และใช้ทำอะไร” ปั๋วเสวียนเงยหน้าอ้าปากหวอหลังถูกต่อว่าว่าแสดงท่าทีตลกออกไป...หนอย! องค์ชายคนบ้า! เห็นเรือนร่างว่าที่ภริยาคนอื่นแล้วยังมาตีหน้านิ่งราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นงั้นแหละ ด้านชาทั้งใบหน้าและความรู้สึกเสียจริง!

 

          หารู้ไม่ว่า ชานเลี่ยรับรู้ว่าปั๋วเสวียนเปลี่ยนเสื้อผ้าแต่มิได้รับรู้ถึงสิ่งอื่นใดอีก เพราะองค์ชายปากแข็งนั้นหลับตาลงตั้งแต่เห็นแผ่นหลังบางที่ก้าวเดินไปหลังฉากกั้นแล้ว ชานเลี่ยรับรู้แค่นั้นจริงๆ...

 

            ฟังรายละเอียดของเครื่องแต่งกายของเหล่าองค์ชายที่แต่งกันในวังทุกวันหรือพูดตรงๆ ก็คือเสื้อผ้าของพระสวามีสักคนของตนในอนาคต ปั๋วเสวียนรับรู้ได้เร็ว ฟังแล้วจดลงสมุด พูดทวนอีกไม่กี่รอบก็สามารถจดจำได้หมด ชานเลี่ยเอ่ยชมเล็กน้อยทำให้ว่าที่พระชายาตัวแสบเผลอยิ้มรับกับคำชมไปครู่หนึ่ง

            “เจ้าเรียนรู้หมดแล้วว่าอะไรเป็นอะไร ทีนี้ก็ปฏิบัติเสีย...”

            “เห?”

            “ในทุกๆ เช้าของเหล่าองค์ชาย ตั้งแต่การตื่นนอนจนถึงก่อนออกากตำหนัก การดูแลทุกอย่างนั้นมาจากนางกำนัลที่คอยช่วยเหลือ...”

            “...”

            “หากแต่เมื่อองค์ชายองค์ใดแต่งงานมีพระชายาแล้ว หน้าที่เหล่านั้นจะตกเป็นของพระชายาทันที โดยที่พระชายาจะได้รับการปรนนิบัติจากนางกำนัลในตอนอาบน้ำและแต่งตัวแทนพระสวามี”

            “ขะ ข้าด้วยเหรอ? แต่ข้าเป็นผู้ชายนะ จะให้นางกำนัลมาอาบน้ำถูตัวให้ข้าแทนสามี...”

            “พระสวามีของเจ้าก็เป็นบุรุษเพศเช่นกัน...”

            “...” เบะปากทำหน้าบึ้งอย่างไม่ชอบใจนักหากต้องมีสาวๆ หลายคนมาคอยรับใช้ คิดเรื่อยเปื่อยได้ครู่หนึ่งคนเป็นองค์ชายก็เดินไปนั่งบนเตียงของตนก่อนจะเอ่ยปากพูดต่อ

            “อย่างแรกเจ้าต้องตื่นมาทำธุระส่วนตัวก่อนพระสวามีของเจ้า เมื่อองค์ชายผู้นั้นตื่นก็จะลุกขึ้นนั่งเช่นข้า ทีนี้เจ้าก็มาประแป้งแต่งกายให้ข้าได้แล้ว”

            “ห้ะ! ทำไมข้าต้องทำให้ท่าน!

            “ข้าสอนเจ้าอยู่ เจ้าก็ต้องลองปฏิบัติดูเท่านั้น หรือเจ้าคิดอะไร?”

            “เปล่านะข้าไม่ได้คิด!” ตอบปฏิเสธอย่างพัลวันแม้ความจริงในใจจะคิดไปเลยเถิด...นึกว่าพูดอย่างนั้นเพราะตนต้องไปเป็นพระชายาของคนใจร้ายเสียอีก

 

            ดูสิ! แค่คิดใบหน้าก็เห่อร้อน หัวใจก็เต้นระส่ำไปหมด!

            เพราะโกรธไงล่ะ! ใช่แล้ว เพราะปั๋วเสวียนโกรธเลยเป็นเช่นนี้ไงเล่า!

 

            “เช่นนั้นก็มาแต่งตัวให้ข้าซะ” เอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ปั๋วเสวียนเม้มปากอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสูดหายใจลึกๆ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจของตนก่อนจะหยิบเสื้อขาวบางที่เป็นตัวในบรรจงห่อหุ้มร่างกายกำยำของอีกฝ่าย

 

            ต้องโอบแขนรอบตัวเขาเพื่อสวมอาภรณ์ให้ ใบหน้าใกล้ใบหน้าบ้าง บางครั้งปลายจมูกก็ใกล้กับแผงอกของอีกฝ่าย กลิ่นกายชายชาตรีแท้มิได้พรมน้ำหอมแต่อย่างใด ทำเอาปั๋วเสวียนเคลิบเคลิ้มกับกลิ่นนั้นจนอยากจะสูดดมเข้าไปแรงๆ

 

            ...ไม่อยากจะยอมรับหรอก

            แต่ว่าปั๋วเสวียนชอบกลิ่นกายของชานเลี่ยจริงๆ...

 

            “ท่านยืนขึ้นหน่อยสิ ข้าผูกผ้าคาดเอวให้ไม่ถนัด” พูออกไปพลางขยุกขยิกตัวขณะที่นิ้วเรียวกำลังพยายามผูกผ้าคาดเอวให้อีกฝ่าย

            “เจ้าต้องใกล้ข้ามากกว่านี้ถึงจะผูกถนัด” พูดไม่พูดเปล่า วงแขนหน้าข้างซ้ายโอบรอบเอวบางของคนตัวเล็กแล้วช้อนเอาร่างบางให้ขยับเข้ามาใกล้ๆ ปั๋วเสวียนเบิกตาโพลงแล้วปล่อยมือจากผ้าคาดเอวมาดันอกแกร่งของอีกฝ่ายไว้

            “ท่านทำอะไร!

            “เปล่า...”

            “ท่านลวนลามข้า!” อีกนิดเดียวเท่านั้นน้ำโหที่มีก็จะปะทุขึ้นมาพร้อมสาดใส่องค์ชายนิสัยเสียตรงหน้า

            “ข้าเปล่า...อย่าหลงตัวเองนักสิปั๋วเสวียน ข้าบอกว่าเจ้าต้องเข้าใกล้ข้าอีกเจ้าจะได้ผูกได้ถนัด ใครบอกให้เจ้านั่งห่างจากข้าซะมากแล้วพยายามเอียงแขนที่แสนสั้นของเจ้ามาผูกผ้าคาดเอว”

 

            แขนที่แสนสั้นของเจ้า...

            แขนที่แสนสั้น...

            แขนที่แสนสั้น...

            แขนที่แสนสั้น!!!

 

            ปั๋วเสวียนแทบจะกรีดร้องใส่หูคนตรงหน้า อยากจะทำให้แก้วหูแตกกลายเป็นคนหูหนวกเสียจริง เหตุใดจึงเป็นคนที่มีคำพูดคำจาร้ายกาจถึงเพียงนี้!

 

            “เจ้าใช้เวลาผูกผ้าคาดเอวนานเกินไป ข้าจะสอนเจ้าผูกเอง หันหลังสิ” ปั๋วเสวียนเก็บความไม่พอใจเอาไว้ในใจแล้วเชื่อฟังคำสั่งของคนเป็นอาจารย์ ร่างเล็กลุกขึ้นยืนเต็มตัวแล้วหันหลังให้อีกฝ่ายพลางคิดในใจว่าอีกฝ่ายจะสอนตนเช่นไร

 

          จะสอนข้าผูกอย่างไรในเมื่อให้ข้าหันหลังให้เช่นนี้?

          คนผูกต้องหันหน้าหาคนนั่งแล้วให้ข้าหันหลังให้?

          ไม่ว่าเขาจะหันหน้าให้ข้าตามวิธีที่ถูกหรือผูกอยู่ด้านหลังข้าก็ไม่เห็นวิธีอยู่ดีไหมล่ะ!?

 

            จินตานาการคาดคิดถึงวิธีผูกของอีกฝ่ายอย่างไม่รู้เลยว่า วิธีที่องค์ชายหน้านิ่งผู้นี้ไม่ได้อยู่ในความคิดของตนสักนิด

 

            “เฮือก!” สะดุ้งเฮือกเมื่อจู่ๆ ก็ถูกโถมกอดจากทางด้านหลัง คนตัวเล็กเตรียมหันไปตวาดใส่คนมือไวที่ลวนลามตนเองอยู่แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อมืออีกฝ่ายแทรกผ่านเอวบางมายังหน้าท้อง...

            “สมมติว่าข้าเป็นเจ้า แล้วเจ้าเป็นพระสวามี เจ้าต้องเริ่มผูกจากการนำด้านซ้ายทับที่...” และอีกหลายถ้อยคำที่ถูกกล่าวออกมาขณะสอนถูก ปั๋วเสวียนไม่ได้ยินคำสอนอะไรเลยนอกเสียใจหัวใจตนเองที่เต้นถี่รัวราวกับจะหลุดออกมาให้ได้ ไม่นานนักองค์ชายเจ้าของอกอุ่นก็ผละตัวออกพร้อมบอกให้ปั๋วเสวียนก้มมองดูถึงความสวยงามของปมผ้า

            “เจ้าทำหน้าบึ่งทำไม?” คนเป็นองค์ชายเอ่ยถามเมื่อเห็นปั๋วเสวียนทำหน้านิ่วคิ้มขมวดจ้องมองตนอย่างเอาเรื่อง

            “ท่านล่วงเกินข้า...”

            “ข้าสอนเจ้า” ชานเลี่ยเถียงออกไปตามจุดประสงค์ในการใกล้ชิดกัน เขาเองก็ไม่ได้มีอะไรแอบแฝง เพียงแต่พอทำไปแล้วก็มีความคิดเกินเลยอยู่บ้าง แต่สาเหตุหลักที่ทำก็ไม่ได้คิดอกุศลใดๆ เลย

            “เจ้าอย่าทำหน้าตาเช่นนั้นสิ รู้ตัวหรือไม่วาเหมือนดอกเหมยถูกเหยียบ”

            “ท่านว่าหน้าข้าเหมือนถูกเหยียบงั้นเหรอ!?” เบิกตาโพลงกับคำพูดคำจาที่กรีดแทงให้เจ็บใจเล่นเฉยๆ แต่คำตอบที่ได้รับกลับทำให้เขาทั้งสองยุติการทะเลาะเบาะแว้งลงเสียอย่างนั้น...

            “ข้าหรือจะเหยียบหน้าเจ้า? ข้าคงจะทับตัวเจ้าเสียมากกว่า...”

 

            ชานเลี่ยคนโง่เอ๋ย

            เหตุใดจึงหลุดปากตอบโต้ด้วยสิ่งที่อยู่ในใจเช่นนั้นเล่า...

           

❀❀❀❀❀❀❀❀XX%❀❀❀❀❀❀❀❀

 

            หลังจากอ้ำอึ้งกันไปนานสองนานหลังจากประโยคกำกวมหลุดออกมาจากปากองค์ชายหน้านิ่ง ปั๋วเสวียนไม่กล้าสบตาคนพูดเพราะกลัวสมองจะฟุ้งซ่านไปใหญ่เลยได้แต่ม้วนปลายผมเล่นพลางเสหน้าไปอีกทางอย่างเคยชิน

            “อะแฮ่ม...” คนทำลายบรรยากาศที่แสนอึดอัดลงเป็นฝีมือของคนที่สร้างบรรยากาศแปลกๆ ภายในห้องเมื่อครู่ ชานเลี่ยกระแอมไอก่อนจะปั้นหน้าขรึมเช่นเคย

            “เอาล่ะ นั่งลงที่โต๊ะเครื่องแป้งแล้วแก้ผมเจ้าออกซะ ข้าจะได้สอนวิธีการรวบผมในแบบต่างๆ ของเหล่าองค์ชาย” ฟังอีกคนพูดจบก็รีบพยักหน้ารัวแล้วนั่งจุ้มปุ๊กโดยเร็ว มือเรียวแก้ปมผมออกอย่างรวกๆ โดยไม่กลัวเจ็บเพราะยังอดใจสั่นไม่หายกับคำพูดคำจากำกวมเมื่อครู่

 

          ความจริงแล้วประโยคนั้นอาจไม่มีอะไรแอบแฝง

          แต่ข้าต้องเพ้อเจ้อคิดลามกอยู่ฝ่ายเดียวเป็นแน่! ฮืออออ พ่อจ๋า!

 

            “ข้าจะสอนจากการเกล้าผมในยามเช้าหลังตื่นนอนเสียก่อน เจ้าต้องเริ่มจาก...” ปั๋วเสวียนพยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านในหัวออกไปให้หมดแล้วจดจ่ออยู่กับสิ่งที่คนเป็นอาจารย์กำลังพร่ำสอน หากแต่เมื่อจ้องหน้าพินิจดูแล้ว ปั๋วเสวียนรู้สึกคุ้นเคยกับดวงตาดวงนี้ยิ่งนัก

 

            ...ราวกับเคยเห็นดวงตาแบบนี้ที่ไหนมาก่อน...

 

            “เอาล่ะเจ้าลองจับขมวดผมของเจ้าดูว่ามีลักษณะใด แล้วดูในกระจกด้วย” ว่าแล้วก็หยิบกระจกใบเล็กขึ้นส่องจากด้านหลังให้คนตัวเล็กได้มองเห็นภาพสะท้อนในกระจกบานใหญ่ จากนั้นก็ผลัดกันนั่งเกล้าผม ให้ชานเลี่ยเป็นฝ่ายถูกปั๋วเสวียนเกล้าให้เสียบ้าง

 

            “...” ความเงียบโรยตัวอยู่ในห้องของปั๋วเสวียนจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเนื้อผ้าเสียดสีกันเวลาเจ้าของตำหนักขยับกาย และมีอีกหลายครั้งที่สายตาทั้งสองประสานกัน โดยคนเริ่มมองคือเจ้าของห้องตัวเล็ก แล้วพอคนถูกมองจ้องกลับก็รีบหลบตาอยู่หลายที

            “จ้องหน้าข้าเช่นนั้นอยากได้ข้าเป็นคนรักหรือไง? ข้าทูลเสด็จพ่อให้ได้นะ” พูดจบแล้วก็แอบกะตุกยิ้มมุมปากเล็กๆ ที่ถ้าหากไม่สังเกตุก็จะไม่เห็น

            “บะ บ้าหรือ! ใครจะอยากไปเป็นเมียท่านกันเล่า!” เผลอฟาดไหล่คนพูดจาไร้สาระไปหนึ่งทีแล้วรีบชักมือกลับเมื่อนึกขึ้นได้ว่าไม่ควรทำ ปั๋วเสวียนยกมือขึ้นจับแขนเสื้อของตนขึ้นแล้วขบกัดอย่างลืมตัว

            “ข้า...ข้าก็แค่รู้สึกคุ้นกับดวงตาของท่านก็เท่านั้นเอง” เอ่ยบอกเสียงอู้อี้เพราะชายเสื้อกับมือบางนั้นยังคงจ่ออยู่ที่ริมฝีปาก

            “นี่เป็นมุกจีบข้าหรือเปล่า?”

            “ท่านนี่!...”

            “หื้ม?”  

            “นอกจากจะชอบปั้นหน้ายักษ์ใส่ข้าแล้ว ท่านก็ยังหลงตัวเองอีกนะ” ว่าเข้าให้หนึ่งประโยคแล้วเกล้าผมให้อีกฝ่ายต่อ ถึงจะเป็นเพียงการคุยเล่นท่ดูจะผ่อนคลายมากว่าทุกครั้งที่เคยคุยกัน แต่ถ้อยคำที่ว่า ใครจะอยากไปเป็นเมียท่าน ก็ทำเอาภายในอกแกร่งถึงกับวูบโหวงไปทันที...

            “อ๊ะ ข้าจำได้แล้ว!” เอ่ยออกมาเสียงดังลั่นแล้วก้าวถอยหลังออกมาจากอีกฝ่ายเล็กน้อย

            “ท่าน...ท่านคือบุรุษชุดดำที่ขึ้นมาประลองกับข้าในวันนั้นใช่หรือไม่!” จะว่าไปแล้วเพราะเขาเห็นแต่ดวงตาที่ลอดผ่านออกจากผืนผ้าสีดำ จึงทำให้ส่วนนี้เป็นส่วนที่ปั๋วเสวียนจ้องมองแล้วจดจำเอาไว้ และเมื่อได้ลองมองดวงตาขององค์ชายตรงหน้าก็รู้คุ้นเคยจนนึกออกในที่สุด

            “...”

            “ใช่หรือไม่!

            “...เจ้าเก่งดีนี่...” เพียงเท่านี้คุณชายสกุลเปี้ยนก็รู้คำตอบ

            “ท่านแกล้งข้า!

            “แกล้งอะไร?”

            “ท่านแกล้งมาประลองกับข้าเพื่อให้ข้าแพ้ใช่หรือไม่!

            “เปล่า...”

            “ท่านโกหก!

            “หากเจ้าเก่งจริงเจ้าก็ชนะข้าแล้ว...”

            “ท่าน!” ปั๋วเสวียนถึงกับต่อล้อต่อเถียงไม่ออกเมื่อได้ยินประโยคล่าสุดออกจากปากคนใจร้าย

 

          หากเจ้าเก่งจริงเจ้าก็ชนะข้าแล้ว...

          ‘หากเจ้าเก่งจริงเจ้าก็ชนะข้าแล้ว...

 

          หากเจ้าเก่งจริงเจ้าก็ชนะข้าแล้ว...

 

            พูดแบบนี้ได้อย่างไรกัน? นี่มันตอกย้ำสุดๆ ฮืออออออ

            นี่เป็นความจริงที่แสนเจ็บปวดที่สุดในชีวิตเลยนะ!

 

            “หนอย! ท่านรอข้าตรงนี้นะ!” พูดจบก็วิ่งหนีเข้าห้องน้ำไปทิ้งให้องค์ชายตัวสูงขมวดคิ้วงงงวยกับการกระทำดังกล่าว

            “อั่ก...” เสียงกรีดร้องเล็ดลอดออกมาจากปาก ปั๋วเสวียนตัวน้อยกระทืบเท้าปึงปังอยู่ในห้องน้ำ ยกแข้งยกขาต่อตีอากาศเหมือนคราวก่อนที่ถูกอี้ฝานทัก แต่คราวนี้เพิ่มทึ้งหัวตัวเองเข้าไปด้วยอีกหนึ่งอย่าง..

 

            ไอ้องค์ชายนิสัยไม่ดี!

            นอกจากใจร้าย ปากเสีย หน้ายักษ์ หลงตัวเองแล้วยังพูดแทงใจดำข้าอี๊กกกกก!

 

            นึกอยากจะโกรธแล้วปั้นปึงใส่ให้รู้แล้วรู้รอด แต่เรื่องมันก็ผ่านมานานแล้วจนไม่น่ากลับมารื้อฟื้น หนำซ้ำเรื่องฝีมือของตนนั้นก็ด้อยจริงอย่างที่อีกฝ่ายว่า ต่อให้สู้กับใครในตอนนั้นเขาก็คงแพ้อยู่ดี เพียงแค่รู้สึกเสียหน้านิดหน่อยที่พ่ายแพ้ให้ต่อคู่อริคนสำคัญ

 

            หรือจะพูดให้ถูก...ปั๋วเสวียนยอมแพ้กับโชคชะตาเสียแล้ว เพราะต่อให้โกรธหรือทำร้ายร่างกายอีกฝ่ายจนหนำใจก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงให้ตนพ้นจากการเป็นผู้สืบเชื้อสายเช่นนี้ได้ จะเก็บเรื่องนั้นมาใส่ใจก็ไม่มีประโยชน์ สู้รบราฆ่าฟันกันในเรื่องปัจจุบันยังจะดูมีผลเสียกว่า

 

            คนตัวเล็กหอบหายใจเหนื่อยหอบเพราะได้ลงแรงระบายความเคียดแค้นเล็กๆ น้อยๆ ออกไปจนหมด ขาเรียวก้าวพาตนเองไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นแล้วหอบหายใจเข้าลึกๆ แล้วชูกำปั้นขึ้น

            “สู้ๆ!” ให้กำลังใจตัวเองแล้วรีบเดินกลับออกไปโดยเร็ว คนนั่งรออยู่นานสองนานอยากจะถามเหลือเกินว่าหายไปทำอะไรมา แต่ดูจากสีหน้าไม่สู้ดีกับคิ้วสวยที่ขวมดเข้าหากันแล้วก็เลือกที่จะเงียบลง

 

            ...เขาก็แค่ไม่อยากทำให้ทะเลาะกันอีกก็เท่านั้น...

 

            “สอนเกล้าผมตอนออกพระราชพิธีต่อสิ” องค์ชายตัวสูงเลิกคิ้วเล็กน้อย เมื่ออีกฝ่ายไม่ได้พูดถึงเรื่องอะไรอีก แต่เพราะคิดว่าดแล้วที่ไม่ได้มีปากเสียงกันจึงลุกขึ้นให้ปั๋วเสวียนนั่งลงแล้วเริ่มสอนต่อไปแม้จะยังไมหายงงกับท่าทีเช่นนี้ของปั๋วเสวียน

 

          ก็นึกว่าจะโวยวายร้องไห้ฟูมฟายตรงอกตนเหมือนทุกครั้งที่ทะเลาะกันเสียอีก

          ทำไมรู้สึกเสียดายนักนะ...

 

            บ้าจริง! นี่ข้าคิดอะไรอยู่เนี่ย!?  

           

❀❀❀❀❀❀❀❀XX%❀❀❀❀❀❀❀❀

 

            “ต่อไปจะสอนแต่งชุดเข้าพระราชพิธี...” เอ่ยขึ้นหลังจากปล่อยให้ปั๋วเสวียนได้นั่งพักยืดเส้นยืดสายย่อยอาหารหลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ

            “ครานี้ข้าจะเป็นคนใส่เสื้อผ้าให้เจ้าแทนการบอกให้เจ้าทำ เพราะเจ้าผูกทบผ้ามั่วไปหมด” ปั๋วเสวียนตวัดสายตาวีนเหวี่ยงเล็กน้อยใส่คนเป็นองค์ชาย

 

          ก็ใครมันจะไปเก่งเหมือนท่านล่ะแหม่! องค์ชายชานเลี่ยผู้เก่งกาจไปเสียทุกอย่าง!!

 

            ได้แต่เหน็บแนมในใจเท่านั้นเพราะคราวนี้ระงับใจยั้งปากเอาไว้ทัน ไม่อยากนั้นก็ไม่รู้ว่าเมื่อเจ้าตัวได้ยินแล้วจะสั่งลงโทษอะไรกับตนเองหรือไม่

            “เอาล่ะถอดเสื้อผ้าเจ้าออก”

            “หา!” ปั๋วเสวียนเบิกตาอ้าปากกว้างพร้อมกับยกแขนขึ้นไขว้ปิดอกตนเองแล้วลุกหนีอีกฝ่ายวิ่งขึ้นไปบนเตียงเมื่อเห็นว่าองค์ชายหน้าตายตรงหน้ากำลังจะก้าวเข้ามาหาตน

 

          โถ่ถัง! ...แล้วข้าจะหนีขึ้นมาบนเตียงทำไมเนี่ย ฮืออออออ

 

            “ตอนข้าสอนเจ้า ข้าก็เปลือยท่อนบน หรือเจ้าอยากจะใส่เสื้อผ้าซ้อนกันงั้นหรือ?”

            “แต่ข้าเป็นผู้สืบเชื้อสายนะ!

            “แล้ว?” องค์ชายชานเลี่ยเลิกคิ้วถามอย่างกวนอารมณ์คนฟังยิ่งนัก ปั๋วเสวียนเม้มปากแน่นแล้วบอกเหตุผลออกไป

            “ก็ท่านบอกเองว่าเป็นผู้สืบเชื้อสายต้องรักนวลสงวนตัว...”

            “กับการเรียนเป็นความรู้นั้นไม่ถือ”

            “ข้าจะแก้ผ้าโชว์อกให้ท่านได้อย่างไร ในเมื่อข้าไม่ใช่เมียท่าน!

            “กับการเรียนเป็นความรู้นั้นไม่ถือ”

            “แต่ข้าเป็นผู้สืบเชื้อสายนะ ร่างกายของข้าต้องหวงห้ามเหมือนอิสสตรีสิ!

            “แต่อย่างไรเจ้าก็เป็นผู้ชาย”

            “ท่านจะเห็นเมียคนอื่นเปลือยอกให้ดูไม่ได้นะ!

            “กับการเรียนเป็นความรู้นั้นไม่ถือ”

            “โธ่เอ๊ยข้าเกลียดท่าน!” เพียงประโยคเดียวเท่านั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลง ปั๋วเสวียนหอบหายใจรัวเมื่อรู้สึกเหนื่อยกับการต่อลอต่อเถียงเมื่อครู้

            “ไม่รู้ล่ะ ท่านอยากให้ข้าแก้ผ้าก็แก้เองสิ แก้เองเลย! ข้าไม่ถอดเสื้อให้ท่านหรอก! ให้มันรู้ไปว่าท่านจะกล้าทำ! ถ้ากล้าก็ลองดู!” ว่าแล้วก็นั่งจุ้มปุกลงบนเตียงนุ่มของตนแล้วเชิดหน้าหันหันหน้าไปทางอื่นเพื่อไม่ให้กรอบหน้าคมเข้ามาอยู่ในสายตาตน ที่พูดออกไปอย่างนั้นก็เพราะรู้ดีว่าคนเป็นถึงองค์ชายคงไม่ลดตัวลงเปลื้องผ้าให้ว่าที่พระชายาที่ยังไม่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการนักหรอก

 

            ...แต่ดูเหมือนปั๋วเสวียนจะคิดผิด...

 

            คนตัวเล็กนั่งหลังตรงตัวแข็งทื่อเมื่อคนตรงหน้าสาวเท้าเข้ามาใกล้ ไม่นานนักฝ่ามือหนาก็สอดเข้าข้างเอวอ้อมไปด้านหลังแล้วแก้ผ้าพันเอวออก นึกอย่างจะเอ่ยห้ามแต่ก็ทำไม่ได้เมื่อพล้งปากพูดออกไปเช่นนั้นแล้ว ลูกผู้ชายที่ดีพูดคำไหนต้องเป็นคำนั้น หากกลับกรอกล่ะก็รู้ถึงไหนอายถึงนั้น

            “...” ความเงียบปลกคลุมในห้องจนคนที่นั่งนิ่งถูกถอดผ้าออกนั้นได้ยินเสียงหัวใจของตนที่เต้นถี่รัวเพราะกลัวจริงๆ กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

            “...” ไม่นานนักเสื้อคลุมชั้นในก็ถูกถอดออกจนเผยให้เห็นเนื้อผิวเนียนเปลือยเปล่าที่น่าลุ่มหลงกับกางเกงท่อนล่างที่ยังอยู่ครบ

 

            ลมหายใจอุ่นร้อนที่ถูกพ่นออกมายามที่ชานเลี่ยอยู่ใกล้เรือนร่างของตนนั้นทำเอาขนอ่อนตั้งชัน และชานเลี่ยเองก็เหมือนกันที่ถูกปลุกปลั่นภายในด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ จากเรือนร่างบอบบางตรงหน้า

 

            “ตัวนี้คือเสื้อชั้นในสุด มันก็เหมือนเสื้อชั้นในทั่วไป เพียงแต่เมื่อองค์ชายเข้าเฝ้าฮ่องเต้หรือเข้าร่วมงานพระราชพิธีใดๆ เจ้าต้องหาเสื้อชั้นในสีขาวสะอาดที่ถูกซักอย่างปราณีตและถูกอบด้วยกลิ่นหอมจาก...” ผู้เป็นอาจารย์อธิบายอาภรที่ถูกใช้ในการเข้าพระราชพิธีอยู่พักหนึ่งแล้วเริ่มโน้มตัวลงสวมผ้าชิ้นแรก

 

            เพราะปั๋วเสวียนนั่งอยู่ ชานเลี่ยจึงต้องโน้มตัวเข้าหา

            เพราะชานเลี่ยสูงกว่า ปลายจมูกคมจึงจรดอยู่ที่หน้าผากเกลี้ยงเกลา

 

            กลิ่นหอมในเรือนร่างของปั๋วเสวียน่างส่งกลิ่นยั่วยวนกระตุ้นชายหนุ่มยิ่งนัก ถึงจะเป็นเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์ แต่ทุกคนย่อมมีความอยากที่เกิดจากการเป็นมนุษย์ ตัณหา ราคะ ล้วนมีกันท้งสิ้น องค์ชายห้าพยายามอย่างมากที่จะอดทนอดกลั้นและหักห้ามใจ

            ยับยั้งชั่งใจอยู่นานก็เหลือแค่ผูกผ้าคาดเอวเป็นสิ่งสุดท้าย ชานเลี่ยต้องทำท่าเหมือนโอบกอดคนตัวเล็กอย่างยากลำบากเพราะอีกฝ่ายดื้อดึงไม่ให้ความร่วมมือใดๆ เลย ความใกล้ชิดน้ำให้ปั๋วเสวียนรู้สึกสั่นไปทั้งใจ ท่อนแขนแกร่งที่สอดลอดผ่านเอวของตน ใบหน้าคมของอีกฝ่ายที่อยู่ตรงต้นคอตน

            “ท่านผูกเสร็จหรือยัง?”

            “!!!” องค์ชายห้าชะงักมือที่กำลังผูกปมผ้าคาดเอวอยู่ หอบหายใจหนักแล้วค่อยๆ ผละตัวออกมาจ้องใบหน้าเรียวเล็กโดยห่างจากกันแค่นิดเดียวเท่านั้น

            “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าทำสิ่งใด...” เสียงแหบพร่าเอ่ยถามออกไปจนคนฟังที่กำลังก้มหน้าเม้มปากอยู่ต้องค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับนัยน์ตาคมแล้วถาม

            “ข้าทำสิ่งใด?” เสียงเล็กๆ นั้นเอ่ยขึ้นพร้อมกับดวงตาหวานที่ค่อยๆ ช้อนมองคนตรงหน้า...เพียงเท่านี้เอง...

            “อื้อ!!!” เสียงร้องตกใจดังขึ้นแต่ไม่สามารถเอ่ยออกมาได้เพราะถูกครองครองริมฝีปากงาม ปั๋วเสวียนเบิกตากว้างยกมือขึ้นดันอกคนหยาบคายที่ฉกชิมริมฝีปากของตนอยู่

 

            ปั๋วเสวียนน่าจะรู้สักนิดว่าเนื้อตัวผุดผ่องกับกลิ่นหอมหวานของตนนั้นเปรียบดั่งสุราชั้นยอดที่แปรเปลี่ยนคนมีสติให้มัวเมา เสียงหวานเอ่ยขึ้นพร้อมกับลมหายใจรินรดที่ต้นคอของคนฟังทำให้ขนลุกซู่ และสุดท้าย...ชานเลี่ยก็ไม่อาจทนไหวกับการเงยหน้าที่ดูแสนออดอ้อนยั่วยวนใจของตน...

            “อื้อ!” กายบางสั่นสะท้านเพราะความตื่นกลัวกับสิ่งที่พบเจอจนไม่รู้ว่าต้องขัดขืนหรือต่อสู้อย่างไร เพราะสติของปั๋วเสวียนนั้นก็หลุดหายไปเสียแล้ว...เพียงไม่นานเมื่อถูกรังแกจนพอใจแล้วอีกฝ่ายก็ค่อยๆ ผละออกเมื่อเริ่มรู้สึกตัว

            “ปั๋วเสวียน...ข้า...” ชานเลี่ยผละตัวออกมาสบสายตากับคนตัวเล็กที่นิ่งเงียบไป ปั๋วเสวียนมองหน้าคนใจร้ายที่ตนเกลียดแสนเกลียดอย่างไม่เข้าใจ

            “ท่าน...ทำ...อะ...ไร...ข้า...” เหมือนคนเลื่อนลอยเสียอย่างนั้น สมองฉายภาพแพรขนตาของอีกฝ่ายขณะอยู่ใกล้กันจนปั๋วเสวียนต้องสะบัดหน้า เกือบจะขาดใจล้มพับอย่างที่เคยเป็นเมื่อถูกองค์ชายตรงหน้าล่วงเกิน แต่ประโยคต่อมาที่ออกจากปากของชานเลี่ยก็ทำเอาปั๋วเสวียนตาสว่าง

          “เจ้าลืมเรื่องนี้ไปเสียเถอะ...”

            “!

            “...ข้ารู้ว่าเจ้ามิได้อยากจำ และข้าก็มิได้ตั้งใจ...

 

            เพี๊ยะ! เสียงฝามือกระทบบนเนื้อแก้มของคนเป็นองค์ชาย ชานเลี่ยหันกลับมามองหน้าคนที่ตบตนอย่างช้าๆ เขาเองก็เตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าหรือถูกทุบตี แต่เหตุผลในการตอบโต้ของปั๋วเสวียนต่างหากที่เขาไม่ได้คาดคิด...

            “ฮือ...ไอ้คนบ้า! หากเจ้าพูดว่า ข้าล้อเจ้าเล่น หรือบอกว่า ข้าแกล้งเจ้าก็เท่านั้น ข้ายังไม่เจ็บใจเท่านี้เลย...”

            “!

            “นี่จูบแรกของชายชาตรีอย่างข้าเลยนะ! เจ้าได้มันไปแล้วกลับพูดให้ข้าลืมอย่างนี้เหรอ? เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าจะไม่อยากจดจำ? เจ้ามันคนไม่มีหัวใจ! จูบแรกของข้าต้องเป็นของสามีของข้าสิ มิใช่คนทีไม่ได้รักข้าเช่นเจ้า ไอ้คนบ้า!” ปั๋วเสวียนคว้าหมอนหนุนและของทุกๆ อย่างบนเตียงปาใส่คนไม่มีหัวใจแล้วร้องไห้โยเยเป็นเด็ก

 

            ทั้งที่ควรจะโกรธและเกลียดอีกฝ่ายให้มากกว่านี้...

            แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกแค่ผิดหวังเสียมากกว่า...

            ผิดหวัง...ที่รู้ว่าอีกฝ่ายทำไปเพราะเผลอตัวมิได้ตั้งใจ...

 

            “ออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ! ตอนนี้ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้า! ฮึก...”

           

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀

 

            ผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว คนที่แอบฟังเสียงคนในห้องอยู่ก็ยังไม่ได้ไปไหน รวมถึงเสียงสะอื้นไห้ที่ยังไม่หยุดลงเสียที ชานเลี่ยรู้สึกเป็นกังวลกับสิ่งที่เกิด แม้ปั๋วเสวียนจะอาละวาดใส่ตนมา แต่ประโยคคำพูดนั้นก็ยังฟังดูแปลกๆ อยู่ดี...เหมือนจะโกรธ แต่ก็โกรธไม่สุด...

            ชานเลี่ยคงจะปรึกษาใครไม่ได้นอกจากรีบรุดหน้าไปพบองครักษ์ปากเสียที่ชอบจิกกัดเรื่องส่วนตัวของตน แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตาม เวลาที่ตนมีปัญหาก็คนปากเสียคนนี้แหละ เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กก็เป็นคนหาทางออกให้เสมอ และแน่นอนว่าให้คำปรึกษาพร้อมกับคำด่าที่ไม่กลัวหัวหลุดจากบ่าสักนิด

 

          เจ้ามันโง่นัก เจ้าเป็นคนที่มีความรักแล้วซื่อบื่อที่สุดในโลกที่ข้าเคยเจอมาเลย!’

            ไม่นานองค์ชายห้าก็วิ่งกลับมาพร้อมเจ้าแมวรักของตนกับซองจดหมายสีขาวที่จงเหรินย้ำนักย้ำหนาว่าห้ามอ่านหากไม่อยากให้เหมยฮวาที่เฝ้ามองมาสิบปีเกลียดตนมากไปกว่านี้ ชายหนุ่มวางเจ้าแมวตัวน้อยลงกับขอบหน้าต่างปล่อยให้เจ้าขนปุยคาบซองจดหมายแล้วกระโดดเข้าไปในห้องเอง มองจนเห็นว่าเจ้าขนปุยอยู่ในอ้อมแขนของคนตัวเล็กแล้วจึงเดินทางกลับตำหนักของตน

           

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀

 

            คนตัวเล็กสะดุ้งตัวเมื่อถูกความชิ้นแฉะจากบางสิ่งบางอย่างที่ปลายนิ้ว พอมองหาต้นเหตุก็พบกับเจ้าเหมียวน้อยที่ตนชื่นชอบแต่เป็นสัตว์เลี้ยงของคนที่ตนไม่ชอบขี้หน้า

 

            เหอะ...จดหมายที่เจ้าเหมียวน้อยคาบมาก็คงเป็นของเจ้าของสินะ

 

            ปั๋วเสวียนเบ้ปากแล้วหยิบจดหมายปาทิ้งอย่างไม่ใยดี แต่เจ้าเหมียวตัวน้อยก็ดิ้นหลุดออกจากอ้อมกอดของตนกระโดดไปคาบซองจดหมายซองเดิมขึ้นมาให้...และอีกหลายๆ ครั้งที่จดหมายถูกปาทิ้งแล้วก็ถูกเก็บกลับมาโดยสัตว์เลี้ยงแสนรู้

            “เจ้าจะให้ข้าอ่าให้ได้เลยใช่หรือไม่เจ้าเหมียวน้อย?”

            “เมี้ยว~” ร้องเหมียวๆ เป็นคำตอบแล้วก้มลงคาบจดหมายขึ้นมาอีกครั้งให้คนตรงหน้าได้อ่าน ปั๋วเสวียนเช็ดคราบน้ำตาแล้วถอนหายใจแรงๆ อย่างเหนื่อยหน่าย

            “ที่ข้ายอมอ่านก็เป็นเพราะเจ้ามิใช่เพราะเจ้าของของเจ้าหรอกนะ!” ว่าแล้วก็คลี่กระดาษออกมาอ่านดังที่พูด นัยน์ตาเรียวตวัดไล่สายตาไปตามตัวอักษรบนหน้ากระดาษโดยมีเจ้าเหมียวน้อยขี้อ้อนขึ้นมานั่งบนตักตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทันรู้ตัว

 

          ข้ารู้ว่าเจ้าคงโกรธและเกลียดข้า ตอนนั้นเจ้าคงตกใจมาก และข้าเองก็เช่นกัน ข้าตกใจจนทำอะไรไม่ถูกจึงได้พูดคำพูดสิ้นคิดออกมา ข้ารู้ว่าเจ้าไม่พอใจที่ข้าทำเหมือนกับจูบของเจ้านั้นไม่มีค่า แต่เปล่าเลย เจ้ามีค่าเสมอทั้งตัวและจิตใจ ข้าไม่อาจขอร้องให้เจ้าอภัยให้ข้า แต่เลิกร้องไห้เถอะนะ ดวงตาของเจ้ามิควรจะบอบช้ำเพราะคนเช่นข้า...ข้าขอโทษ

 

            “คิดว่าแค่กระดาษแผ่นเดียวคิดว่าข้าจะหายโกรธงั้นเหรอ เหอะ!” ขยำกระดาษแผ่นนั้นปาทิ้งลงจากเตียงแล้วกอดอกเงยหน้าขึ้นเพราะไม่อยากให้น้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วไหลลงมาอีก

            “ความจริงข้าก็แค่เสียใจที่เขาไม่ได้ตั้งใจจะจูบข้า แม้ข้าจะไม่ชอบขี้หน้าเจ้านายของเจ้า แต่หากเขาจงใจจูบเพื่อแกล้งข้า อย่างน้อยเขาก็ยังตั้งใจ มิใช่เผลอไผลมิได้ตั้งใจจูบเช่นนี้...”

            “เมี้ยว~

            “ข้าก็แค่ผิดหวังน่ะ...ที่จูบแรกของข้ามิได้เกิดขึ้นโดยความรัก...แต่เพราะข้าเองแม้จะเป็นผู้สืบเชื้อสาย แต่เนื้อแท้แล้วข้าก็เป็นชาย...จูบของข้า...ก็คงไม่ต้องรักษาหวงแหนไว้ขนาดนั้นหรอกมั้ง...”

            “...”

            “ข้าควรจะให้อภัยเจ้านายของเจ้างั้นหรือเจ้าเหมียวน้อย?”

            “เมี้ยว~” ไม่เอ่ยร้องเปล่า เจี้ยวเหมียวอวบอ้อนกลับพลิกตัวคลอเคลียออดอ้อนอยู่บนตักคนตัวเล็กประหนึ่งว่ากำลังงอนง้อคนน่ารักตรงหน้าแทนเจ้านายมันอย่างนั้น...

            “เฮ้อ...” ปั๋วเสวีนถอนหายใจ โอบอุ้มเจ้าเหมียวแสนรู้ขึ้นมากอดแล้วเอนกายลง

            “ข้ามีความลับจะบอกให้เจ้ารู้...”

            “เมี้ยว~

            “เจ้าห้ามบอกใครนะ!

            “เมี้ยว~

            “อือ...ความจริงแล้ว...”

            “...”

            “ความจริงแล้วข้าน่ะ...”

            “...”

            “ข้า...”

            “...”

            “...ข้ารู้สึกเหมือนว่าจะโกรธเจ้านายของเจ้าไม่ลงเสียเลย และใจข้าก็เต้นแรงมากเวลานึกถึงสัมผัสนั้น...”

            “เมี้ยว~” เจ้าเหมียวน้อยร้องเสียงดังแล้วกระโดดคลอเคลียใบหน้าของคนที่เพิ่งพูดจบ ปั๋วเสวียนหัวเราะร่าเพราะรู้สึกจั๊กจี๊ และเสียงแห่งความสุขกับการได้มีเพื่อนเล่นของปั๋วเสวียนนั้นยังคงดังออกมาอยู่นานสองนาน...

           

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀

 

พูดคุยกับหมาน้อย  

สรุปว่าโมโหที่องค์ชายเขาไม่ได้ตั้งใจจูบตัวเองสินะ? เอ๊ะมันยังไง ความจริงตอนแรกแต่งไว้ว่าองค์ชายเขาหน้ามืดจะปล้ำปั๋วเสวียนเจ้าค่ะ ถอดเสื้อน้องออกไปแล้วพอน้องร้องไห้ถึงได้สติ แต่อย่ากระนั้นเลย...ลองอ่านพล็อตที่ตัวเองร่างไว้ในตอนหน้าแล้ว เฮ้ย! ตอนหน้าเขาก็ง้องอนงุ้งงิ้งกันสองคน หากโดนแบบนี้ในตอนนี้ มันคงจะแปลกมากหากปั๋วหายโกรธโดยเร็ว เอาเป็นว่าเขาแค่เผลอจุ๊บกันก็พอ...

ไม่รู้ว่าเขียนอธิบายได้ดีหรือแย่แค่ไหนง่ะ ไม่รู้จะเขียนยังให้รู้ว่าปั๋วแค่งอนแต่โกรธไม่ลง เครียดมากกกกก นี่อัพฟิคช้าเพราะอิฉากนี้แหละ ฮืออออออออ

            หากใครอ่านแล้วขัดใจ ไม่พอใจ บรรยายเอื่อยหรือพรรณนามากไปติได้นะคะ ฟิคพีเรียตเรื่องแรกมันค่อนข้างยากสำหรับไรท์เตอร์หมาน้อยคนนี้ แต่จะพยายามทำออกมาให้ดีที่สุดค่ะ ฮืออออออ 

ขอบคุณที่เอ็นดูน้องปั๋วกับพี่ชานและฟิคเรื่องนี้นะคะ ขอบคุณจริงๆค่ะ  #อริร้ายชานแบค 

 

 

 

 

S Y D N E Y ` Tiny Hand Pink Bow Tie
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 71 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,947 ความคิดเห็น

  1. #2925 notisez (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2562 / 10:27
    น่าร้ากกกกกกกก
    #2,925
    0
  2. #2907 tenpeachyy (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 01:33
    พี่ชานอยากทับน้องหรือทำอะไรคะ กิ้วววว
    #2,907
    0
  3. #2890 jwsnpy (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 14:35
    แหม่ชอบเขาาาา อยากให้องค์ชายห้ามาได้ยินจัง
    #2,890
    0
  4. #2822 EUNHWA_OK (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2560 / 09:45
    ปากแข็งจริงๆองค์ชายห้า
    #2,822
    0
  5. #2759 pim pimmi (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 / 18:28
    เค้าเรียกว่าชอบแล้วลูกกกกก
    #2,759
    0
  6. #2722 Meannie Sirichon (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2559 / 23:45
    เมื่อไหร่จะเลิกคิดว่าอารมณ์เขิลของตัวเองมันคืออารมณ์โกด? เห้อมมมมม
    #2,722
    0
  7. #2696 เคแอล9091 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2558 / 07:04
    ปากแข็งจริงๆ
    #2,696
    0
  8. #2657 Beebee ja (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 กันยายน 2558 / 03:01
    ปากแข็งแล้วยังอีกนะคะองค์ชาย ถถถถถถ
    #2,657
    0
  9. #2622 YeolYoda (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2558 / 08:10
    พี่ชานแม่งทนไม่ไหวแล้ว แฮ่กๆๆๆๆ
    #2,622
    0
  10. #2568 joylnr (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2558 / 01:21
    พี่ชานแม่งงงงง ตั้งใจจูบเขาแท้ๆดันบอกไม่ได้ตั้งใจ

    มันน่าไหมล่ะ
    #2,568
    0
  11. #2530 Jammie-Lee (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2558 / 00:45
    ทะเลาะกันตลอด ถถถถถถถถ
    #2,530
    0
  12. #2174 ชั้นรักexo (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 / 07:41
    ชานเก่งทุกอย่างอ่ะยกเว้นเรื่องระก ดีนะที่จงเหรินแนะนำพร้อมจิกกัดได้ถึงใจจริงๆ
    #2,174
    0
  13. #1577 Hztp (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 มกราคม 2558 / 18:15
    คำว่าขอโทษมันพูดยากขนาดนั้นเลยหรอ
    เลยต้องเขียนออกมาเป็นตัวหนังสือ  โถ่ๆๆ
    ถ้าชานยอลพูดอาจจะดูหล่อขึ้นเยอะเลยนะ

    #1,577
    0
  14. #1293 ENIMEENI :) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2557 / 18:16
    ก็ขอโทษเป็นนี่นาชานเลี่ย 5555

    ถึงแม้จงเหรินจะเป็นเขียนให้ก็ตามเถอะ
    #1,293
    0
  15. #785 Pins_99 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2557 / 18:41
    เขิน ./////.
    #785
    0
  16. #734 ✦ RIGOLO ✦ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2557 / 17:38
    โอ้ยยยย แอบละมุน 
    #734
    0
  17. #578 Pawhale (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2557 / 13:46
    First kiss >\\< ที่ใจเต้นแรงนั้นเพราะโกรธจริงจริ๊ง 55555555
    #578
    0
  18. #411 BACON_BAEK (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2557 / 21:59
    แมวน้อยน่ารักแสนรู้มากเลย
    #411
    0
  19. #345 pig197713 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2557 / 07:01
    ยิ่งใกล้ชิดยิ่งหวั่นไหวในความน่ารักสินะองค์ชายห้า กับปิวขาวๆนุ่มๆปากแดงๆแก้มยุ้ยๆตัวหอมๆอดใจไหวก็เก่งแล้วเถอะ
    #345
    0
  20. #311 AoOm* (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 / 12:42
    วินาทีนี้เค้าล่ะอยากให้เจ้าเหมียวนั่นพูดได้ขึ้นมาจริงๆจังเลยค่ะ จะได้วิ่งกลับไปบอกเจ้านายตัวเองให้ได้รู้ความในใจของปั๋วเสวียน โหยยยยยยยยยยยย ก็เล่นปากแข็งกันขนาดนี้ กว่าจะใจอ่อนไม่มีลูกปาไปเป็นสิบคนแล้วหรอคะ 555555555555
    #311
    0
  21. #302 love38 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2557 / 01:24
    โอ้ยยยยย องค์ชายท่างซึนเกินไปแล้วนะ
    #302
    0
  22. #288 sarocha06 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 / 15:50
    เขินนนนนเลย
    #288
    0
  23. #278 Suesue Sue (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 / 23:39
    น่ารักอ่ะะะ... น้อยใจที่ท่านชานเลี่ยบอกว่าไม่ตั้งใจจจจจ
    #278
    0
  24. #277 Kaddi (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 / 21:51
    งื้ออ เชินอ่ะ -////- องค์ชายเรายังซึนเดเระเหมือนเดิมสินะ 555
    #277
    0
  25. #274 หมาน้อยของพี่หูกาง (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 / 17:04
    อ๊ายยยยเขินเหมยฮวาตัวน้อยชอบชานเลี่ยจิงๆแล้วใช่มั้ย???มีการส่งแมวมาให้ง้อด้วยยฉิฮิ
    #274
    0