Mail to Hell ถึงคุณยมบาล (Yaoi)

ตอนที่ 8 : [ 06 ] ความคิดเป็นสิ่งที่ห้ามกันไม่ได้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 399
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    3 พ.ค. 57

 
 
06.
ความคิดเป็นสิ่งที่ห้ามกันไม่ได้

 

 

ผมเข้าใจว่าบนโลกนี้ ไม่ได้มีแค่ผมที่มีปัญหาเพียงคนเดียว

ผมรู้, ผมรู้

ผมเองก็เพิ่งจะรู้เอาตอนที่ตายไปแล้วนี่ละมั้ง

 

 

ผมเพิ่งรู้ว่าเขี้ยวมันเรียนจบแล้ว แถมแก่กว่าผมตั้งหกปี

แต่จะว่าไป มันก็เป็นผู้ใหญ่นี่นะ...

 

 

เทศกาลปีใหม่ผ่านพ้นไปก่อนที่ใครจะทันรู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าเด็กนักเรียนทั้งหลายที่ทำหน้าเหมือนอยากตายเมื่อรู้ว่าปีการศึกษายังไม่จบ อีกแค่เดือนสองเดือนการสอบปลายภาคก็ไล่หลังมาจนอยากจะร้องไห้ เพิ่งสอบกันไปแท้ๆ แต่ไม่เห็นได้รู้สึกหยุดกับเขาบ้างเลยสักนิด

พฤทธิ์อยากบ่นเหมือนกัน แต่บ่นปุ๊บจะโดนกวินสวนกลับมาทันทีว่าตอน ม.ปลาย น่ะสบายแล้ว เจอบ่อยๆ เข้าก็เริ่มขี้เกียจบ่นจนกลายเป็นหันไปด่าคนอื่นๆ ที่บ่นแทนเสียเอง นี่เขาต้องโดนเขี้ยวมันไซโคมาแน่ๆ ให้ตายชักเถอะ

“พวกมึงจะเรียนอะไรกันวะ”

เป็นคำถามที่หาได้ไม่ยากในหมู่เด็กที่กำลังจะขึ้น ม.6 อยู่รอมร่ออย่างพวกเขา และคงจะเป็นประเด็นยอดฮิตไปจนกว่าจะหมดฤดูกาลสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ครุฯ มั้ง คะแนนกำลังดี ไม่สูงไม่ต่ำเข้าได้ไม่ยาก จบมามีงานทำ” เกรียงไกรตอบลอยๆ ก่อนจะก้มหัวหลบฝ่ามือเพื่อน “เฮ้ย ตบกูทำไม!

“จะเป็นพ่อพิมพ์ของชาติก็เป็นจากจิตวิญญาณหน่อยสิโว้ย การศึกษามันถึงได้บัดซบอยู่นี่ไง”

“โหย ไอ้คนมีจิตวิญญาณ แล้วมึงจะเข้าอะไรครับไอ้หาญ”

“วิศวะ”

“อื้อหือ ด้วยคะแนนระดับมึง จิตวิญญาณทำให้เข้าเรียนได้มาก--- อั๊ก!!

หมัดแข็งๆ จากคนคะแนนต่ำลอยไปประทับที่สีข้างคนพูดได้อย่างสวยงามจนเพื่อนรอบข้างที่เหลือต้องหันมาปรบมือ เกรียงไกรร้องโอดโอย ค่อยๆ คลานหลบไปเกาะอยู่ด้านหลังพฤทธิ์แล้วแยกเขี้ยววับ

“ใช่ซี้ ไอ้คนไม่ยอมรับความจริง!

“มึงจะกวนตีนใครก็ไปกวนตีนต่อหน้าสิวะ ไม่ต้องมาเอากูเป็นโล่” พฤทธิ์เอาสันมือยันหัวเพื่อนสนิทออกไปไกลๆ พลางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเล่นต่อ “บิ๊ก เอามันไปเก็บดิ๊”

“ไม่ต้องลากกูเข้าไปยุ่งเลยครับ กูหย่อนตูดแล้ว ไม่ลุกเด็ดขาด” บุคคลที่สามหัวเราะร่วน “ว่าแต่พ่อมึงยอมให้เรียนครุฯ เหรอวะเก่ง”

“เออว่ะ ลืม กูจะเข้าอักษร”

พฤทธิ์โน้มเข้ามากระซิบเบาๆ ที่ข้างหู “เศรษฐศาสตร์ก็ดีนะมึง ตามป๋าวินแกไป”

“ไม่ไป! กูไม่ถูกกับเรื่องเงิน!!” เกรียงไกรรีบโวยวายน้ำลายแทบจะกระเซ็นใส่หน้าเพื่อน ไม่โดนพฤทธิ์ตบหัวอีกรอบก็บุญเท่าไรแล้ว ปล่อยให้คนที่เหลือหันมามองอย่างสงสัยว่าเขาร้อนตัวอะไรทำไมต้องหน้าแดง เล่นเอาคนมีชนักติดหลังต้องรีบหันไปกลบเกลื่อน “จบเรื่องกูเหอะ คนอื่นจะเข้าอะไรกันวะ”

“รัฐศาสตร์ว่ะ”

“กูว่าจะลองนิติ”

“อะไรสักอย่างเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มั้ง”

คำตอบหลากหลาย ก่อนที่เกรียงไกรจะหันกลับไปถามไอ้คนที่นั่งนิ่งอยู่ข้างๆ

“แล้วมึงจะเรียนอะไรวะฤทธิ์”

คนถูกถามยักไหล่ทีหนึ่งเหมือนไม่ใส่ใจ ตอบสั้นๆ

“วิศวะ”

 

 

“โอ๊ยยย พอๆๆ ไม่ทงไม่ทำแล้วว้อย!!

หนังสือเตรียมสอบลอยละลิ่วข้ามห้อง ทะลุร่างโปร่งแสงของวิญญาณหนุ่มหน้าบากไปหล่นแปะอยู่บนเตียง กวินลอยไปพลิกๆ ดูอย่างสนอกสนใจ ระหว่างที่เจ้าของหนังสือแทบจะกลายเป็นซากซอมบี้อยู่คาโต๊ะ มีวงจรไฟฟ้ากระแสสลับเป็นดายอิ้งเมสเซจ

“เฮ้ย จะสอบเข้าวิศวะมันก็ต้องขยันกว่านี้มั้ง”

“รู้โว้ย ไม่อยากฟัง” คนตอบตอบเหมือนไม่มีแรง “แต่ให้ฟ้าผ่าตายเหอะ ไอ้ไฟฟ้า ขดลวด ระนาบบัดซบนั่นมันอะไร นี่กูหมุนจนมือจะหักแล้วยังหาคำตอบไม่ได้เลยว้อย จะรู้ไปทำอะไรเนี่ย!

“ไอ้พวกวงจรไฟฟ้า อะไรงั้นน่ะนะ”

พฤทธิ์ผงกหัวขึ้นจากโต๊ะพรึ่บ ถ้ามีหูมีหางก็เรียกว่าหูตั้งหางกระดิก ส่งสายตาวิบวับไปให้อย่างมีความหวัง

“แกทำเป็นเหรอ”

“ทำเป็นอะไร ผมจบการโรงแรมมาโว้ย”

คนฟังทำหน้าช็อก “หน้าอย่างแกทำงานบริการเนี่ยนะ มี service mind กับเขาด้วยเรอะ!?” ใครเขาจะรับมึงเข้าทำงานครับไอ้หน้าบาก ตอบ!

“อ้าว ไอ้เด็กนี่ดูถูก เอาภาษาอังกฤษมาสิ จะตอบให้”

“ไม่เอา อังกฤษฉันทำเองได้”

“แล้วทำไมไม่เรียนภาษา”

“ก็ไม่ได้ชอบภาษานี่หว่า” พฤทธิ์ทำหน้าเหยเก “จริงๆ ฉันก็ไม่ได้ชอบอะไรฟิสิกส์นักหรอก แค่อ่านแล้วพอทำได้บ้าง แต่ไอ้พวกอะตอม นิวเคลียร์ห่าเหวอะไรนั่น ฉันไม่โอเคจริงๆ ว่ะ”

“แปลกนี่ ไหนเคยบอกว่าเกลียดเลข”

“เลขมันไม่เหมือนฟิสิกส์ว้อย” อีกฝ่ายก็เถียงกลับหน้าดำหน้าแดง “ช่างมันแล้ว ไว้ค่อยทำทีหลังก็ได้”

“ขี้เกียจขนาดนี้ทำไมไม่ไปหาที่เรียนพิเศษวะ เขาเรียนกันทั้งบ้านทั้งเมือง”

“บ้านฉันไม่ให้เรียน เขาว่าเสียเงินเสียเวลา อ่านเองเรียนเองเอาก็ได้” พฤทธิ์กลอกตา “พี่พัชน่ะทำได้หรอก แต่ฉันเนี่ยสิกำลังจะฉิบหาย”

“หืม...” กวินลากเสียงยาว “วิศวะมันน่าเรียนขนาดนั้นเลยเหรอ สภาพคุณตอนนี้เหมือนหลุดมาจากหนังโรคจิตสักเรื่อง ไอ้ประเภทที่ลักพาตัวเด็กไปเป็นเหยื่อทารุณกรรมอะไรงั้นน่ะ”

“ไม่รู้” พฤทธิ์ตอบกลับมาเท่านั้น “ฉันเรียนอะไรก็ได้นั่นแหละ”

ประโยคนั้นตอบกลับมาอย่างค่อนข้างจริงจัง ไม่ใช่แค่ตอบส่งๆ แบบขอไปทีอย่างเวลาตอบคนไม่สนิทอย่างแต่ก่อน เป็นผลพลอยได้มาจากเรื่องเมื่อคราวที่แล้ว พฤทธิ์ไม่เซ้าซี้ถามจริงๆ อย่างที่ปากว่า และกวินเองก็กระดากปากถ้าจะเล่าอะไรเกี่ยวกับที่บ้านออกไปให้ฟังหลังจากที่เขาเพิ่งแสดงความอ่อนแอออกไปให้เห็น มันเลยกลายเป็นว่าไม่ได้ยุ่งเรื่องสาเหตุการตายของนายก่อและกวินอีกเลยนับตั้งแต่นั้น

จริงๆ ก็ไม่แปลก พวกเขาสองคนเชื่อมกันด้วยสายสิญจน์เส้นนั้นเส้นเดียวมาตั้งแต่ต้น ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยพบหน้า ไม่เคยมีเรื่องราวใดๆ เกี่ยวข้องระหว่างกันมาก่อนเลย เป็นแค่คนแปลกหน้าที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับชีวิต

แต่กำแพงของ คนแปลกหน้า เหมือนจะถูกทำลายลงในวันที่พฤทธิ์กอดเขา

พื้นที่ว่างที่เว้นไว้ระหว่างกันเลยเข้ามาใกล้ขึ้น พูดคุยด้วยง่ายขึ้น ไม่ได้รู้สึกเกร็งๆ แปลกๆ เหมือนมีคนนอกมาอาศัยอยู่ด้วยอย่างแต่ก่อน ก็คงถือว่าดีแล้วล่ะมั้งสำหรับคนที่จะต้องอยู่ด้วยกันไปอีกนาน

“คุณเป็นเด็กใกล้เอนท์ประสาอะไรวะ ไม่มีไฟอ่านหนังสือเอาซะเลย” แต่จริงๆ กวินก็ด่าแบบไม่เกรงใจมาตั้งแต่แรกแล้วน่ะนะ พฤทธิ์เองก็สวนกลับมาแบบไม่แคร์สื่อเหมือนกัน

“ก็บอกว่าขี้เกียจไงโว้ย เห็นโจทย์เยอะๆ แล้วจะอ้วกเอานี่หว่า!

ไอ้เด็กนี่ตอบออกมาอย่างที่ใจคิดแบบไม่มีการปิดบังเลยแม้แต่น้อย กวินขยับยิ้มขบขัน แหม เห็นเวลาอยู่กับคนอื่นชอบทำตัวเก๊กนั่นเก๊กนี่ (เดือนแรกที่อยู่ด้วยมันก็เก๊กเนียนทำเป็นอ่านหนังสือให้เขาเห็นเหมือนกันแหละ) ทำตัวเป็นเด็กเรียนดีครูจะได้ไม่ด่าเรื่องความประพฤติ ทำตัวเป็นเด็กขยันคนที่บ้านจะได้ไม่บ่น แต่เนื้อแท้แล้วพี่แกขี้เกียจเข้ากระดูกสันหลังเลยชัดๆ นิสัยแบบนี้แก้ให้หายกันไม่ได้ง่ายๆ เสียด้วย

เหมือนเห็นใครสักคนเป็นแบบนี้มาก่อน ใครสักคนในกระจกที่ตอนนี้ไม่สะท้อนเงา

“คุณจะเรียนวิศวะเหรอ” เขาถามซ้ำ พฤทธิ์ยักไหล่

“คงงั้นมั้ง ฉันไม่เคยคิดถึงอย่างอื่นเลย”

เหมือนไหมล่ะ ให้ตายเถอะ...

 

“พ่อ ผมติดวิศวะแล้วนะ”

“ม.อะไร”

ชื่อมหาวิทยาลัยรัฐอันดับหนึ่งของประเทศหลุดออกมาจากปาก คำเดียวสั้นๆ แต่มากพอจะทำให้ผู้เป็นบิดาฉีกยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ

“เอ้อ มันต้องยังงี้---”

“พอใจแล้วใช่ไหมครับ”

“อะไรนะ”

“ถ้าพอใจแล้วก็ยินดีด้วยครับ ผมสละสิทธิ์ไปแล้ว”

“เอ็งว่าไงนะ!

“ถ้าจะระบุให้ถูก ผมจะไปเรียนสายอาชีพนะครับ สวัสดี”

 

กวินเคลื่อนเข้าไปขยี้ผมคนที่นอนอืดอยู่บนโต๊ะแรงๆ พฤทธิ์ผงกศีรษะขึ้นมามองหน้าเขาอย่างไม่สบอารมณ์นัก แต่พอเห็นแววตาสีหมอกว่างเปล่าค่อนไปทางขบขันอย่างทุกทีแล้วก็ต้องคลายหัวคิ้วลง ขอแค่ไม่มีแววตำหนิหรือคาดหวังอะไรในดวงตาก็พอแล้วสำหรับเขา

“หยุดลูบหัวฉันได้แล้ว ไม่ใช่หมา”

ปากก็งึมงำไปอย่างนั้นแต่ไม่ยอมขยับตัว วิญญาณข้างกายส่งเสียงหึเบาๆ ในลำคอ จะว่าเอ็นดูก็ไม่ใช่ หมั่นไส้ก็ไม่เชิง แต่เด็กหนุ่มก็ไม่ได้รังเกียจอะไรนักหรอก ทั้งมือที่ลูบหัวอยู่ทั้งเสียงหัวเราะแบบนั้นด้วย

พฤทธิ์หลับตา

“เขี้ยว”

“หืม”

“มีเพื่อนเรียนอยู่วิศวะบ้างมั้ย”

“ก็มีบ้าง ทำไมครับ”

“มันสนุกรึเปล่า”

ท้ายเสียงเบากว่าที่คิด กวินยักไหล่

“ก็ปกติ แต่เห็นบ่นว่ายากเหมือนกัน มันบอกว่าเหมือนสอบเอนท์ทุกเดือน” เห็นพฤทธิ์ทำหน้าแหยงแล้วยิ่งหลุดขำ “อะไร ป๊อดขึ้นมาแล้วรึไง”

“เปล่าโว้ย! ไอ้นี่ปากเสีย!

“แล้วพี่น้องคุณเรียนอะไรกันน่ะ น้องคุณดูไม่เห็นเครียดเลย”

“อักษรล่ะมั้ง ภาษายัยลินก็ไม่แย่” พฤทธิ์ยักไหล่ส่งๆ “ลินเป็นคนเครียดยากอยู่แล้ว แม่สนับสนุนให้เรียนด้านนี้ด้วย”

กวินส่งเสียงลากยาวในลำคอ ปล่อยให้อีกฝ่ายเอ่ยต่อไปเรื่อยๆ

“พี่พัช -- พี่ชายฉันน่ะ -- ก็เรียนวิศวะนี่แหละ แต่ฉันไม่ได้ถาม” เด็กหนุ่มว่าพลางเกาหัวตัวเองแรงๆ หน้าตายุ่งเหยิง “ไม่รู้สิ เขาดูเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว เหมือนพี่ปราชญ์น่ะ ถ้าให้นึกภาพพวกพี่ๆ เขาไปเรียนอย่างอื่นก็นึกไม่ออกเหมือนกัน”

“แต่คุณก็ดูสนุกกับการซ่อมมอเตอร์ไซค์คุณนี่”

“ตอนซ่อมไม่สนุกหรอก แค่ซ่อมเอาไว้ให้เป็นจะได้ไม่ไปเดือดร้อนใครเท่านั้นแหละ ขี้เกียจฟังแม่ด่า” เขาว่า นึกถึงมอเตอร์ไซค์ของตัวเองแล้วก็หยัดยิ้มออกมาได้นิดหนึ่ง “ไม่เหมือนพี่พัชหรอก รายนั้นบ้าเครื่องยนต์มาตั้งแต่เด็กแล้ว”

“ไม่สนิทกันหรือไง”

“ก็ไม่ได้ห่างนะ แต่เขาแก่กว่าฉันเกือบสิบปีเลยต่อไม่ค่อยติดมั้ง ฉันเกรงเขา” เป็นคำตอบ “ลูกรักพ่อเลยล่ะ”

พฤทธิ์เอ่ยมันออกมาง่ายๆ เหมือนพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ แต่กวินรู้ดีว่ารูปประโยคแบบนั้นไม่มีทางง่ายเหมือนอย่างที่มันกระทบโสตประสาท

 

“เขี้ยวนี่ฉลาดนะ ฉลาดว่าไอ้คมมันซะอีก”

“แล้ว?”

“จบมัธยมแล้วจะเรียนอะไรล่ะเอ็ง”

“ไม่รู้”

“วิศวะไหม สถาปัตย์ก็ดี พ่อไม่หวังสูงให้แกเรียนถึงหมอหรอกนะ แต่อย่างน้อยๆ...”

“พ่ออยากเรียนใช่ไหม”

“อะไรนะ”

“ผมถามว่าพ่ออยากเรียนใช่ไหม”

“เอ๊ะ ทำไมพูดจากับพ่อแบบนี้วะ ไอ้เด็กเกกมะเหรกเกเรแบบแกน่ะ หัดทำตัวดีๆ ให้พ่อแม่เขาภูมิใจซะบ้าง ดูพี่ชายแกซิ ลูกบ้านอื่นเขาซิ ได้ดิบได้ดีไปถึงไหนต่อไหน ไม่ใช่มาตกต่ำเป็นไอ้นักเลงข้างถนนไม่มีที่ซุกหัวนอน”

“อ้อ นี่ผมนับบ้านเป็นที่ซุกหัวนอนไม่ได้แล้วใช่มั้ย”

“ไอ้ลูกทรพีนี่ กูให้มึงมาเกิดก็บุญเท่าไรแล้วยังจะเถียงคำไม่ตกฟาก ไปหัดมารยาททรามๆ แบบนี้มาจากไหนวะ!

“ก็ตั้งแต่พ่อบอกอยากเอาขี้เถ้ายัดปากผมตั้งแต่เกิดนั่นแหละ!!

“เขี้ยว มึง!!!

 

กวินยกมือขึ้นลูบที่ข้างแก้มตัวเองแผ่วเบา นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ได้แผลบนใบหน้าจากผู้ให้กำเนิด ก็แค่เรื่องดินฟ้าอากาศที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปอีกเรื่องหนึ่งในชีวิตเขา ง่ายๆ ไม่มีอะไรมากเช่นเดียวกับประโยคเมื่อครู่นี้

แต่สิ่งที่เหลือทิ้งเอาไว้ในหัวใจ กวินรู้ดีว่ามันไม่ได้ง่ายเหมือนกันเลยสักนิด

“คุณนี่ชอบทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่บ้าน” ร่างโปร่งแสงเอ่ยลอยๆ น้ำเสียงเรื่อยเปื่อย “ตอนที่พ่อกลับมาไร่ผมก็อายุเท่าๆ คุณนี่ล่ะมั้ง กลับมาตอนผมกำลังจะเอนท์พอดี”

“ลุงก่อน่ะเหรอ” พฤทธิ์เหลือบไปสบด้วย อ้าปากเหมือนจะถามอะไรสักอย่างแต่ก็หุบลงฉับ ส่งเสียงจึ๊กจั๊กในลำคอเบาๆ แล้วตัดสินใจถามใหม่ “ตอนแกเอนท์เป็นไงมั่ง”

“ก็... บัดซบดี”

“อธิบายได้เห็นภาพมาก”

“เรียนสายอาชีพก็สนุกดีนา” วิญญาณหนุ่มเปลี่ยนเรื่องเสียงกลั้วหัวเราะ “ไม่ต้องเครียดมาก ทำงานจริงได้ด้วย”

“ไอ้นี่ไม่ต้องมาโฆษณาคณะตัวเองเลย ขืนไปเรียนสายอาชีพพ่อฉันด่าตาย!” โวยไปได้ครึ่งทางก็ชะงัก รีบโบกมือปัดไปมา “เอ้ย ไม่ได้ว่านะ แต่--- แต่คนที่ไปเรียนเพราะสอบอย่างอื่นไม่ติดมันเยอะ แล้วพ่อฉันก็---”

“อย่าร้อนตัวน่า ผมก็ยังไม่ได้ว่าอะไรคุณเลย” กวินหัวเราะอีกรอบ โคลงศีรษะนิดหนึ่ง “แล้วผมก็ไม่เห็นคุณพูดอะไรผิดตรงไหน ไอ้ที่มาเพราะอยากมาก็ส่วนหนึ่ง แต่ไอ้คนที่มาเพราะไม่มีที่เรียนก็เยอะจริง”

“จริงๆ มันก็ไม่ได้แย่ใช่ไหม” น้ำเสียงดูมีความหวัง

“ดูคะแนนสอบเข้าแล้วตัดสินเอาเองละกัน” อีกฝ่ายก็ดับความหวังลงหน้าตาเฉย “อยู่เมืองดัดจริตก็ต้องดัดจริตตามอย่างนี้แหละ ไอ้พวกอาชีพเล็กอาชีพน้อยที่ไม่ใช่หมอ วิศวะ สถาปัตย์ ไม่ค่อยได้แจ้งเกิดในมหาลัยหรอก ต้องไปเมืองนอกนู่นเขาถึงจะเห็นความสำคัญ ได้เรียนดีๆ มีงานดีๆ...”

“แกพูดเหมือนพ่อฉันเลย” คนฟังแยกเขี้ยววับ ไถหน้าเข้ากับโต๊ะ “แต่ฉันไม่อยากไปเมืองนอกนี่หว่า”

คราวนี้กวินเลิกคิ้วสูง

“คุณอยากเรียนอะไร”

“กราฟฟิคดีไซน์”

“สายนี้ในประเทศไทยก็ไม่ได้แย่อะไรนี่” ค่อนข้างจะดีเลยด้วยซ้ำในสายตาเขา

“แต่ตกงาน”

“คนมันจะตกงาน เรียนคณะไหนก็ตกงาน”

“แต่หัวครีเอทฉันไม่ถึง”

“แต่อยากเรียน”

“ก็แค่นั้น”

“แล้วไหนบอกไม่เคยคิดถึงอย่างอื่นไง”

เป็นคำถามแซวที่เล่นเอาพฤทธิ์ยันตัวขึ้นลุกพรวดเหมือนจะตกใจ หากแทนที่จะได้ลุกขึ้นมานั่งคุยกันดีๆ กลับทำให้ใบหน้าเฉียดกับอีกฝ่ายไปไม่ถึงคืบ ใกล้จนกวินสังเกตเห็นรอยไหวในดวงตาคมกริบคู่นั้น ดวงตาคมๆ ที่ดูไม่คมเท่าปกติ

กวินไม่เคลื่อนออก ปล่อยระยะหนึ่งคืบเอาไว้เพียงเท่านั้นให้ตรึงร่างตรงหน้าเอาไว้กับที่ แล้วพฤทธิ์ก็เป็นฝ่ายเสหนีไปอย่างทนไม่ได้ ฟุบลงไปกับโต๊ะตามเดิมก่อนจะย้ำคำสุดท้าย

“ฉันอยากเรียนวิศวะ”

คนฟังถอนหายใจเฮือกอย่างพอเดาอะไรได้

 

แล้วที่พูดออกมา เจ็บบ้างไหมครับ

คุณฤทธิ์...

 

 

  
From Writer:

เนื้อหาการเอนท์มาแบบเข้มข้นมาก ที่เข้มข้นนี่หมายถึงการบิ้วด์ของเราเองค่ะ (ฮา) เพราะเรื่องดีไซน์เอาไว้สำหรับระบายความเครียดระหว่างการสอบเอนท์ของเราเอง แต่กว่าจะได้ลงมือเขียนจริงคือผ่านไปแล้วสองปี กู้ความทรงจำกับฟีลลิ่งช่วงนั้นกลับมาแทบไม่ทันค่ะ 55555
เรายึดการเอนท์ช่วงปี 54-55 เป็นหลักนะคะ เพราะรุ่นหลังจากนั้นไม่ทันแล้ว คือมีข้อสอบกลาง (แอดมิชชั่น / O-NET / GAT-PAT) จัดสอบประมาณ ม. 6 เทอม 2 รู้ผลช่วง เม.ย. - พ.ค. ปีถัดไป กับรับตรงที่จัดสอบและรู้ผลก่อนหน้านั้น

คงจะได้เขียนถึงเรื่องการศึกษาแนวๆ นี้อีกพอสมควรล่ะค่ะ กำลังคิดอยู่เลยว่าเนื้อหาเรื่องสอบบางส่วนมันจริงเกินไปไหมเนี่ย 5555
คิดเห็นยังไง บอกกันได้นะคะ แหะๆๆๆ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

122 ความคิดเห็น

  1. #90 wand of determine (@nisharee) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2557 / 21:18
    ทำไมไม่ไปเมืองนอกล่ะลูก เอาผีไทย เอ้ย วิญญาณไทยไปเปิดหูเปิดตา ฮ่าๆๆๆๆๆ
    แต่เออ กราฟฟิคดีไซน์นี้ตัวไนท์เองเลยนี่หว่า =*=lll แต่โชคดีพ่อแม่สนับสนุน ฮะๆ
    เออ ตอนแรกไนท์ก็ติดจุฬา
    แต่โทรไปบอกแม่ ติดแต่สละสิทธิ์แล้วนะ ฮ่าๆๆๆๆ

    #90
    0
  2. #57 MooK_KunG_Zaa (@letsdance12) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2557 / 00:36
    อ้ายยยยย ภาพซ้อนทับเรา

    แม่ติดันตะ จุฬาแล้วนะ


    แม่ - เหรอ ดีเลยๆ


    แต่หนูสละสิทธิ์นะ จะเรียนอนิเมชัน ฮ่าๆๆๆ

    แต่แม่รับได้ เลยลุยยยย
    #57
    0
  3. #50 Sushi_Burger (@superkiller) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2557 / 22:06
    ติดเถอะติดเถอะติดเถ้อออออออออออ//กราบไหว้บูชาหาน้ำเเดงมาเซ่นเด็กดอย\\
    ฮาจิตวิญญาณของอิหนูกับหาญ คนเราอยากเข้าเข้าที่สปิริตใช่คะเเนนปัจจุบันนะนาย5555555555(...เเต่ก็ต้องใช้อยู่ดีนี่หว่า//ทรุด) เชียร์ให้นายเกรียงไกรไปเศรษฐศาสตร์ เเต่เชียร์ยิ่งกว่าคือให้หนุ่มเศรษฐศาสตร์ขับรถมาส่งเทียบหน้าอักษรนะคะะะะะะะะะ//วิ่งหนี
    ....
    ต่อไปเป็นพื้นที่กรี๊ดอัด
    เขี้ยววววววววววววววววววววววว เขี้ยวววววววววววววววววววว เเงงงงงงงงงงงงงงงง ผีบ้าาาาาาาาาาาา ผีหล่อออออออออออออออออออออออ ย้อนอดีตทีไรมีหล่อทุกทีเลย ฮืออออออ อิผมจะไปเข้าสายอาชีพครับสวัสนั่นมันอะรั๊ย เกรียนเเกก็จะหล่อใช่มั้ย าฟกาฟหกวสาฟกหวา ตอนไล่ถามไล่สอนริ๊ดนั่นอีก ทำเอาจำได้เลยว่าเขี้ยวเเก่ เอ๊ย เป็นผู้ใหญ่เเล้ว โฮรวววววว ถ้ายังไม่ให้มองเป็นฟิลเตอร์สีชมพูเหมือนเขี้ยวเป็นพี่ชายที่อบอุ่นเลยค่ะ ฟฟฟฟฟ //เเปะป้าย เขี้ยวเป็นผีอันตราย หล่อเกินไปสำหรับหัวใจดิ๊กกี้เเละสาวน้อย*อ่อก!*
    ส่วนป๊ะริ๊ด ตอนนี้ดิ๊กกี้ริ๊ดมากๆเลยค่ะ เเงงงง ฉากลูบหัววววว ทำตาขวางๆเเต่จริงๆเคลิ้มเเบบอยากนอนหงายท้องให้เกาด้วยใช่ไหมล่ะะะะะะะะะ เรารู้นะะะะะะะะะ *หลบคอนเวิร์ส* โซดิกกี้ เวรี่ดิ๊กกี้ เเอบโซลูตลี่ดิ๊กกี้เวรี่มัชชชช ฟฟฟฟฟฟฟ ตอนถูกเขี้ยวไล่บี้ถามเเล้วตอบก็ดูน่าเอ็นดูพิลึก เหมือนดิ๊กกี้ถูกเจ้านายดุ //ถูกจับโยนออกนอกไรท์//คลานกลับมา ฮือ เหมือนเด็กถูกผู้ใหญ่ดูก็ได้ ฟฟฟฟฟฟ
    กำเเพงนั่นอีก อะไรกันพวกนาย เเปลว่าเปิดใจให้กันเเละกันเเล้วใช่ม้าาา ข้ามรูทคนเห็นผีเป็นคนกับผีจะรักเเล้วชิม้าาาาาาาาา จะเเต่งเมื่อไหร่บอ----//เขี้ยวเหวี่ยงออกนอกหน้าต่าง
    ---ส่วนเรื่องจะเอนท์นี่ก็ก็กระเทาะใจดำขย้ำลิ้นปี่มาก ฮือ ใกล้เเล้วสินะ TTwTT ----
    เเต่ชอบคำพูดเขี้ยวมากเลยค่ะ "อยู่เมืองดัดจริตก็ต้องทำตัวดัดจริตตาม" จี๊ดถึงติ่งจริงๆ......... คณะที่อยากเรียนเรื่องที่อยากเรียนจริงๆมีเเต่คนถามว่าจะทำอะไรกิน ไม่สิ ปัจจุบันยังถามตัวเองอยู่เลยว่าถ้าไม่ออกนอกประเทศจะทำอะไรกินTTwTT *หยิบอิฐขึ้นมา สวัสดี นายอายุเท่าไหร่ //มรั่ย*
    //เรื่องพฤติกรรมขยันของริ๊ดนี่ก็จี๊ดไส้ติ่ง เเอ....*ลงไปเลื้อยใต้เตียงริ๊ด เเอ่ก*



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 4 พฤษภาคม 2557 / 22:08
    #50
    0
  4. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  5. วันที่ 4 พฤษภาคม 2557 / 16:37
    //เข้ามาสาดน้ำตาใส่คุณฤทธิ์
    นิยายพี่เรื่องนี้เป็นอะไรที่สะท้อนชีวิตตอนนี้ออกมาได้ชัดเจนเกินไปค่ะ หนูไม่ทน โฮ O<---<
    ว่าเครียดๆ อยู่ เข้ามาอ่านแล้วจะยิ้มก็ยิ้มไม่สุด เหมือนโดนกระแทกเข้ากลางใจจนน้ำตาหดมากกว่าค่ะ ฟฟฟฟ #ถลาเข้าไปกอดคุณฤทธิ์บ้าง อยากร้องไห้ แง #ผีเตะปลิว
    รู้สึกเมาๆ กับระบบความคิดของคุณฤทธิ์ หรือเรากำลังเมาอยู่ไม่แน่ใจ เอาเป็นว่า---- หนูจะรอตอนต่อไปนะคะ โฮรว //โดนโบก
    #48
    0
  6. #47 สายฝนโปรยปราย (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2557 / 01:09
    เครียดมากค่ะตอนนี้ หึหึ เข้าใจคุณฤทธิ์นะ เพราะใกล้ม.6แล้วเหมือนกัน 555
    #47
    0
  7. #46 mesomeo2 (@mesomeo2) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2557 / 17:42
    เครียดนะ เครียดกับระบบความคิดของคุณฤทธิ์ #โดนต่อย
    #46
    0
  8. #45 suikun (@shinora) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2557 / 13:59
    เครียดเลยเหมือนกัน ช่วงนี้มันยากจริงๆ เราก็จะม.6แล้ว ต้องเอนท์ ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาคณะอะไร
    บางทีก็เครียดเหมือนกันนะ//ยิ้ม
    #45
    0
  9. #44 arolis tranzee (@sengoku) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2557 / 12:12
    อ่านแล้วเครียดอะ
    #44
    0