Mail to Hell ถึงคุณยมบาล (Yaoi)

ตอนที่ 9 : [ 07 ] ร่องรอยบาดแผลปรากฏอยู่ในลมหายใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 370
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    7 พ.ค. 57

 
 
07.
ร่องรอยบาดแผลปรากฏอยู่ในลมหายใจ

 

 

ผมเพิ่งรู้ว่าการหายใจมันทรมานขนาดนี้

 

 

คุณยมบาล

ช่วงนี้เขี้ยวมันหายหัวไปไหนก็ไม่รู้ มันไปรบกวนอะไรคุณรึเปล่า ผมถามเท่าไรมันก็ไม่เห็นจะยอมตอบ

ถ้ามันทำตัวแย่ก็ฟ้องผมได้นะครับ จะจัดการให้

 

 

“ตั่วเฮีย สองสามวันนี้บรรยากาศรอบตัวมึงมันบริ้งๆ ขึ้นป้ะ”

พรูด

พฤทธิ์แทบพ่นไมโลห้าบาทที่กำลังดูดอยู่ใส่หน้าคนถาม เขาหันไปมองเพื่อนข้างตัวตาปริบๆ แล้วขมวดคิ้วเข้า ไม่ใช่แค่เขาหรอก เกรียงไกรที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ทำหน้าเงิบไปเหมือนกัน

“อะไรของเอ็งวะจ่อย”

“ก็ออร่ารอบๆ ตัวมึงมันหนาวเยือกๆ ยังไงไม่รู้ตั้งแต่เปิดเทอมสองมานี่หว่า จะว่าเครียดเพราะอ่านหนังสือหนักก็ไม่ใช่” จิรายุไม่รู้จะอธิบายกับเพื่อนยังไงดีเหมือนกัน พฤทธิ์ยิ่งสำลักไมโล พอจะเดาได้ว่าไอ้ความหนาวเยือกๆ รอบตัวเขาน่ะมันอะไร จ่อยมันหมายถึงเขี้ยวแหงๆ ไม่ต้องสงสัยเลย

“มึงคิดไปเอง” เด็กหนุ่มชี้หน้าแทนการตัดบท แต่จิรายุยังไม่ยอมหยุดง่ายๆ

“เฮ้ย จริงๆ นะเว้ย วันหลังมึงไปเข้าวัดบ้างอะไรบ้างนะ”

ยังกับว่าไอ้ผีนั่นมันกลัวพระนะแหม คนโดนวิญญาณตามหลอกหลอนอยากจะสวนกลับไปเหมือนกันแต่รู้สึกว่าไม่ใช่เรื่อง รวมทั้งเรื่องสัมผัสที่หกของเขาที่ค่อนข้างจะ... รุนแรง ยิ่งกว่าคนทั่วๆ ไปนั่นด้วย ขืนพูดไปจะทำให้ไอ้สองคนนี้ขวัญผวากันไปเสียเปล่าๆ

“แต่เมื่อกี้มึงบอกว่าช่วงนี้ไม่รู้สึกแล้วไม่ใช่เหรอ เขาไม่อยู่แล้วมั้ง” เกรียงไกรยังพยายามมองโลกในแง่ดี จิรายุแยกเขี้ยววับ ทำหน้าหลอน

“ไอ้บ้า ยิ่งไม่อยู่นี่แหละยิ่งต้องรีบเข้าวัด รีบทำบุญไปให้ เขาจะได้ไม่กลับมาไงโว้ย”

พฤทธิ์แทบจะเคี้ยวหลอดดูดไมโลแตกระหว่างนั่งคิดว่าควรจะตอบอะไรกลับไปดี ก่อนจะสรุปสุดท้ายกับตัวเองว่าเงียบไว้ดีที่สุด ปล่อยให้ไอ้เก่งกับไอ้จ่อยมันถกกันเรื่องวิญญาณอาฆาตกันต่อไป หลังๆ เริ่มไพล่ไปถึงเรื่องผีมากมายที่เคยประสบพบเจออีกต่างหาก

แต่จะว่าไป ไอ้วิญญาณอาฆาตของเขาก็หายหัวไปหลายวันแล้ว...

จิรายุก็เซ้นส์แรงดีใช่ย่อยเหมือนกัน

 

 

มีอย่างหนึ่งที่คมเดช ไชยโรจน์ ไม่เคยคิดว่าจะได้เจอกับตัวเอง

นั่นคือการอยู่คนเดียว

 

“สวัสดีค่ะคุณคม ยกงานมาทำที่นี่อีกแล้วหรือ”

พยาบาลสาวยิ้มให้ระหว่างเดินเข้ามาเช็กอาการคนป่วยบนเตียง คมเดชยิ้มรับ พยายามไม่เหลือบมอง งาน ของพยาบาลคนนั้นแล้วจดจ่อความสนใจไปที่จอโน้ตบุ๊คของตัวเองต่อ

“เป็นยังไงบ้างครับ” เขาถามแบบพอเป็นมารยาท หล่อนหันกลับมายิ้มให้บางๆ ไม่มีคำตอบใดนอกจากโค้งศีรษะลงให้นิดหนึ่งแล้วขอตัวออกจากห้องไป

ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งวัยยี่สิบกลางๆ ยกมือขึ้นนวดที่หัวตาเบาๆ อย่างอ่อนล้า ขอบตาคล้ำเหมือนอดนอนมาหลายวัน เส้นผมตัดสั้นดูเรียบร้อยก็ยุ่งเหยิงไปหมดอย่างไม่ได้เอาใจใส่ เขาเหลือบมองเตียงคนป่วยที่กลางห้องแล้วก็ทำได้เพียงเสหลบ ไม่อยากมอง ไม่อยากเห็นอยู่ในสายตา และไม่อยากให้มันฉายขึ้นมาในหัวสมอง

เขาไม่เคยคิดว่าจะต้องอยู่คนเดียว ไม่เคยเลยจริงๆ

“พักผ่อนบ้างนะ ป้าขอโทษที่เพิ่งมาได้เอาป่านนี้ งานที่โรงงานยุ่งจริงๆ” ญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งเคยมาเยี่ยมเมื่อหลายวันก่อน ในตอนนั้นชายหนุ่มก็ทำได้เพียงยิ้มแห้งๆ กลับไปเท่านั้น

“ได้แค่นี้ก็ดีเท่าไรแล้วครับ ถ้าไม่ได้คุณป้า ผมก็ไม่มีเงินจ่ายค่ารักษากับค่าห้องแน่”

“ดูแลน้องดีๆ นะลูก เหลือกันอยู่เท่านี้แล้ว” หล่อนว่า “ถ้าฟื้นแล้วก็ปรับความเข้าใจกับน้องนะลูก รักน้องมากๆ อย่าให้เขาพยายามฆ่าตัวตายแบบนี้อีก บาปหนักนะรู้มั้ย ป้าล่ะห่วงเจ้าเขี้ยวมันมานานแล้ว”

คมเดชทำอะไรไม่ได้นอกจากตอบไปว่า “ครับ” คำเดียว ทั้งๆ ที่ปากไม่อยากจะเอ่ยเลยด้วยซ้ำไป

มันเงียบ เงียบเหลือเกิน

 

“คมเอ๊ย มาช่วยแม่ล้างจานหน่อยลูก”

“ให้เขี้ยวมันทำไปดิแม่ วันนี้มันไปต่อยกับเด็กต่างโรงเรียน”

“ไอ้ห่าพี่คม พูดทำไม---!

“เขี้ยว! ใครสั่งใครสอนให้หยาบคายนักนะ แม่บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าทำตัวเลวๆ แบบนี้!

“ยังกับพี่คมไม่เคยเลว ใครวะไปพนันซะหมดตัว ยังคืนเงินผมไม่ครบเลย”

“ไอ้เขี้ยว หุบปาก!!

“พอทีทั้งคู่นั่นแหละ จะให้แม่ฟ้องพ่อรึไง มานี่!

 

บ้านเขาไม่เคยเงียบ มันไม่เคยเงียบมาก่อนเลย แม้ว่าความสัมพันธ์ภายในบ้านไชยโรจน์จะถือว่าค่อนข้างห่าง แต่คลื่นเสียงไม่เคยห่างหายไปจากรั้วบ้าน พวกเขาโตมากับแม่ที่ไร่ที่ต่างจังหวัด ขอบเขตรั้วกว้างเลยตะโกนใส่กันได้ไม่ต้องเกรงใจใคร ซ้ำแม่ยังเป็นคนเข้มงวด หน้าดุ เสียงดุ ลักษณะท่าทางที่แสดงออกก็ดุตามไปด้วย ยิ่งบวกกับมีแต่ลูกชายเลยยิ่งดุและผลักให้ถอยห่างไปกันใหญ่

พ่อทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ นานๆ ถึงจะกลับบ้านที พ่อทำให้รู้ว่าจริงๆ แล้วแม่เป็นคนใจดีและน่ารักมากเวลาหัวเราะ พ่อเองก็ใจดี แต่ว่าปากร้าย... ร้ายทั้งคู่ คมเดชรู้ว่าพ่อกับแม่ด่าไปอย่างนั้นเอง และมันไม่เคยมีอะไรมากไปกว่าความหวังดี

ลูกชายสองคนไม่ถูกกันนัก ไม่ได้เกลียด แต่แข่งกันอยู่ในทีตามประสาผู้ชายสองคนทั่วไปที่โดนเปรียบเทียบกันในทุกด้าน -- คมเดชเรียนดี กวินหัวไว -- คมเดชเป็นที่รักของครู กวินเป็นที่รักของเพื่อน -- คมเดชเป็นนักกีฬาตัวจริงของชมรม กวินถูกขอร้องให้ช่วยทุกครั้งที่คนในชมรมแข่งไม่ได้ -- คมเดชสอบติดมหาวิทยาลัยที่พ่อคาดหวัง กวินสอบให้พ่อดูแล้วหนีไปเรียนสิ่งที่พ่อไม่อยากให้เรียนมากที่สุด

กวินเป็นคนหัวกบฏมานานแล้ว กบฏมาตั้งแต่ต้น ทะเลาะกันก็มาก ตะคอกด่ากันก็บ่อย

 

แต่ว่าไม่ได้เกลียด... คมเดชไม่ได้เกลียดน้อง

 

ชายหนุ่มหยุดมือที่พรมอยู่บนคีย์บอร์ดลง มองปลายนิ้วตัวเองนิ่งก่อนจะเหลือบมองใครอีกคนที่อยู่ในระยะสายตา

“เขี้ยว...”

เขาลองเรียก ไม่มีคำตอบ

“ได้ยินฉันรึเปล่า”

ในห้องยังคงเงียบกริบ มีแต่เสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังเป็นระยะไม่ให้เสียดหูจนเกินไป

 

แต่ว่าพอแล้ว มากเกินพอแล้วสำหรับความเงียบ

มันเงียบพอจะทำให้คมเดชอยากเป็นบ้า

 

ชายหนุ่มแค่นหัวเราะกับตัวเอง

“ฉันไม่คิดว่าคนอย่างแกจะสิ้นคิดออกไปฆ่าตัวตายนะเขี้ยว ฉันไม่คิดเลย” เขาพึมพำเสียงแผ่ว “ที่ตำรวจบอกว่าแกเมาแล้วออกไปเดินบนถนน ฉันไม่เชื่อ ฉันรู้ว่าแกเลิกบุหรี่กับเหล้าแล้วตั้งแต่ตอนที่พ่อตาย...”

ความเงียบงันยังคงทิ้งตัวลงมาอย่างดุร้าย คมเดชยิ่งรู้สึกได้ว่าหัวใจมันหนักลงมากว่าเดิม

“ฉันจำได้นะเขี้ยว... ว่าในงานศพพ่อ แกยืนยันว่าอุบัติเหตุของพ่อเป็นฆาตกรรม ฉันยังจำได้อยู่เลยว่าตอนนั้นฉันด่าแกด้วย ด่าแกอีกแล้วว่าไร้สาระ” เขาฝืนยิ้มอย่างสมเพชตัวเองนัก ลูบปลายคางตัวเองเบาๆ “แกมันงี่เง่าก็จริง แต่คนรักตัวเองอย่างแกจะทำตัวสิ้นคิดแบบนั้นได้ยังไง...”

สิ้นเสียงเขา ทุกอย่างก็เงียบสงัดลงได้อย่างน่าชัง

คมเดชหลับตา

 

ฉันไม่เชื่อ ไม่เชื่อว่าแกเลือกที่จะตายเองด้วยวิธีนี้

แต่ว่า...

 

“ถ้าไม่ไหวเมื่อไร ไม่ต้องทนก็ได้นะเว้ย...”

เสียงกระซิบแหบแห้ง

“ใครจะฆ่าพ่อ ใครจะฆ่าแก ฉันจะช่วยหาให้เอง ฉันฟ้องต่อให้แล้ว ตำรวจจะสืบต่อให้...”

ต่ำพร่า

“เพราะงั้น ไม่เป็นไรนะ...”

และสั่นเครือ

 

“หลับก็ได้นะเขี้ยว หลับให้สบาย...”

 

เขากระซิบทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าจะไม่มีคำตอบ ร่างของคนเป็นน้องชายยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียง นิ่งสนิท ไม่มีวี่แววว่าจะขยับตัว และไม่มีสัญญาณว่าจะฟื้นกลับคืนมาอย่างที่พวกญาติผู้ใหญ่คาดหวังกันเอาไว้ ยังพยายามยื้อไม่ยอมให้ถอดเครื่องช่วยหายใจเสียทีอย่างที่คมเดชไม่รู้ว่ามันถูกต้องแล้วหรือเปล่า

ถ้าน้องของเขาจะต้องทรมานขนาดนี้...

ถ้าความเงียบ... จะทำให้ทรมานได้ถึงขนาดนี้...

ชายหนุ่มเก็บเครื่องคอมพิวเตอร์ลงใส่กระเป๋า ลุกขึ้นยืนพลางคิดว่าถ้าไม่ได้คาเฟอีนมาไหลอยู่ในเส้นเลือดตอนนี้ เขาต้องทนไม่ได้แน่

เขายังพยายามเชื่อว่าร่องรอยเปียกชื้นที่เอ่อขึ้นมานั่นเขาแค่คิดไปเอง แค่คิดไปเองเท่านั้น

 

เวลาเดินไปอย่างเงียบเชียบ กวินยังคงไม่ฟื้นขึ้นมา.

 

 

“อ้าว เพิ่งกลับบ้านรึฤทธิ์ น้านึกว่าเอ็งกลับมาตั้งนานแล้วซะอีก”

น้าเทิด ผีเจ้าที่ที่บ้านเอ่ยทักเมื่อไขกุญแจประตูรั้ว พฤทธิ์กะพริบตาปริบๆ ทำหน้างงๆ น้าเทิดแกหันมองไปเห็นคนเดินผ่านไปผ่านมาที่หน้าบ้านแล้วก็เข้าใจว่าเขาพูดไม่ได้ เอ่ยต่อไปโดยที่เขาไม่จำเป็นจะต้องถาม

“ก็น้าเห็นเขี้ยวมันกลับมาแล้ว ไหนบอกว่าห่างกันมากไม่ได้ไง”

“จะไปรู้มันได้ไงครับ”

พฤทธิ์งึมงำแทบไม่มีเสียงระหว่างเดินเข้าไปในตัวบ้าน น้าเทิดเห็นหัวคิ้วนั่นมุ่นเข้าแปลกๆ แล้วก็ได้แต่สงสัย นั่นดูไม่เหมือนคนหงุดหงิด ค่อนจะไปทางสับสนและรำคาญเสียมากกว่า ผสมกับอะไรบางอย่างที่แกเองก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร หากสุดท้ายก็ไม่ได้ถามเมื่อพฤทธิ์โยนรองเท้าคอนเวิร์สสีชมพูแสบตาทิ้งแล้ววิ่งกลับขึ้นไปบนห้อง

ห้องนอนของพฤทธิ์เป็นที่เดียวที่เทิดไม่เคยเข้าไปยุ่ง และมีวิญญาณเพียงตนเดียวเท่านั้นที่ได้รับคำอนุญาตให้เข้าออกได้ตามสบาย

“เขี้ยว หายไปไหนมาวะ”

เด็กหนุ่มถามขึ้นมาเป็นคำแรกทันทีที่เปิดประตูห้องนอนเข้าไป แลเห็นร่างวิญญาณโปร่งแสงลอยอยู่ใกล้โต๊ะทำงานเขา มือข้างหนึ่งแตะอยู่ที่ฝาหน้าจอโน้ตบุ๊คเหมือนเพิ่งพับมันปิดลงไป พฤทธิ์ล็อกห้องตามปกติแล้วเลิกคิ้วสูง ดวงตาสีเทาคู่นั้นจับค้างอยู่ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่หันกลับมามองเขาด้วยซ้ำ

“ไปหาคุณยมบาลมาเหรอ” พฤทธิ์ถามอีกรอบพลางโยนกระเป๋านักเรียนไปไว้ที่มุมห้อง “ไปไหนมาตั้งสองสามวัน ฉันนี่นึกว่าแกไปดีแล้วซะอีก”

ยังคงไม่มีคำตอบ พฤทธิ์ขมวดคิ้วมุ่น

“เขี้ยว?

“ขอผมกอดทีได้ไหม”

กวินถามกลับสั้นๆ อย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ มีแค่ดวงตาร้าวรานที่กำลังจะแตกสลาย ก่อนจะเคลื่อนเข้ามาคว้าตัวเขาไปกอดไว้โดยไม่รอคำอนุญาต พฤทธิ์สะดุ้งไปนิดหนึ่งกับสัมผัสเย็นยะเยือกของร่างวิญญาณที่ดูจะทารุณกว่าทุกที เล่นเอาเขาเผลอยันตัวเองออกโดยไม่ได้ตั้งใจ

อ้อมแขนถูกผละห่างอย่างง่ายดาย กวินไม่ขืน แต่ความเจ็บไหลย้อนกลับขึ้นมาจุกที่คอหอยอย่างช่วยไม่ได้

เคยมีใช่ไหม เหตุการณ์แบบนี้...

 

เคยเกิดขึ้นใช่ไหม สิ่งที่เขาเผลอลืมเลือนไปเมื่อสิ้นลมหายใจ...

 

 

“เขี้ยว แกจะไปไหนวะ!

วันนั้นอากาศร้อนจัด มันไม่ใช่นิยายหรือละครที่บรรยากาศจะได้เป็นใจให้ฟ้าครึ้ม มีเมฆ ฝนตก ลากบรรยากาศรอบข้างให้โศกเศร้าไปตามๆ กัน ตรงข้าม อุณหภูมิในช่วงนั้นร้อนขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะประชดกัน อบอ้าวจนแม้แต่คนที่มาร่วมงานศพของนายก่อ ไชยโรจน์ แต่ละคนแทบทนอยู่ต่อไปไม่ไหว

และสิ่งที่อากาศร้อนแผ่อิทธิพลไปถึงได้สาหัสที่สุด คงหนีไม่พ้นเส้นอารมณ์ของใครบางคน

กวินปลดกระดุมคอเสื้อเชิ้ต ไม่หันกลับไปมองคนเรียกด้วยซ้ำ

“ไปหาใครก็ได้ที่ฟังผม”

“แล้วใครจะฟังแกวะ หา!” คมเดชกระชากคอเสื้อน้องชายมาไว้แล้วตะคอก “หยุดบ้าได้แล้ว พ่อแกเสียทั้งคนนะโว้ย ทำตัวดีๆ หน่อย!

“ให้ทำอะไร นั่งเงียบๆ ดูพ่อตายตาไม่หลับยังงี้รึไง!!

“พ่อจะตายตาไม่หลับก็เพราะมึงนี่แหละ กลับเข้างานไปซะไอ้เด็กเปรต เราเป็นเจ้าภาพนะโว้ย!

ผัวะ!

หมัดหนักๆ ของนักเลงเก่าเสยเข้าที่ปลายคาง คมเดชล้มโครมไปกับพื้นปูนร้อนระอุ

“แล้วมึงล่ะทำได้ยังไง รถพ่อเบรคไม่ทำงานกะทันหันเนี่ยนะ รถที่เพิ่งเอาออกจากอู่เนี่ยนะ! มึงฟังยังไงให้เป็นอุบัติเหตุวะ!!

“เพิ่งออกจากอู่ยังไงพ่อก็แค่ไปซ่อมกันชนกับซื้ออะไหล่ เกี่ยวอะไรกับเบรควะ! ตำรวจบอกว่ารถพ่อเก่าแล้ว ระบบก็แค่ขัดข้องกะทันหัน อย่าบ้าให้มันมากนักได้มั้ย!

“ก็บอกว่า---!!

 

ผัวะ!!

“คิดว่ากูอยากให้พ่อเสียมากนักรึไง ไอ้เด็กเปรต!!

 

หมัดที่หนักหน่วงยิ่งกว่าสวนกลับมา แต่กวินไม่ล้ม เพราะหมัดที่ต่อยออกไปนั่นคว้าเขาไว้ก่อนที่จะล้ม เป็นครั้งแรกที่คมเดชคว้าน้องชายไปกอด... กอดให้แน่นที่สุดเท่าที่ทำได้ระหว่างพึมพำคำต่อมาเสียงแหบแห้ง

“ทั้งบ้านฉันเหลือแค่แกแล้วนะเว้ย...”

เสียงสั่นเครือเหมือนกำลังจะร้องไห้ งี่เง่า บัดซบ และน่าสมเพชที่สุดเท่าที่กวินเคยเห็นมา ชายหนุ่มหันไปสบถอะไรออกมาคำหนึ่ง ใช้ศอกกระแทกตัวคนเป็นพี่ชายออกแล้วยันสุดแรง คมเดชเซถอยไปสองสามก้าว มองหน้าเขา

กวินยิ่งสบถ

นั่นคือครั้งสุดท้ายที่สองพี่น้องได้พูดคุยกัน

 

ครั้งสุดท้าย,

ก่อนที่คนเป็นน้องชายจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลย.

 

 

กวินมองศอกของพฤทธิ์ที่ดันตัวเขาออกแล้วได้แต่กำหมัดแน่นเข้า

เคยมีใช่ไหม เหตุการณ์แบบนี้...

พฤทธิ์เลิกคิ้วเมื่อสังเกตเห็นอีกฝ่ายชะงักไปราวกับถูกฟาดเข้าอย่างจัง นัยน์ตาว่างเปล่าของดวงวิญญาณที่สบกลับมาถูกบาดลึก เป็นรอยร้าวเหมือนกำลังจะตายทั้งๆ ที่ก็ไม่มีร่างเนื้อให้หายใจหลงเหลืออยู่แล้วแท้ๆ เด็กหนุ่มดุนลิ้นเข้ากับกระพุ้งแก้มอย่างลำบากใจ ก่อนจะถอนหายใจยาวแล้วโคลงศีรษะเข้า ลากข้อแขนโปร่งแสงให้ตามมาระหว่างทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิบนเตียง รวบแขนเข้ากับไหล่กว้าง รั้งให้เข้ามาประชิดแล้วทิ้งหน้าผากลงกับบ่าเย็นเฉียบเหมือนหมอกควันนั่น

“อะ จัดที่แล้ว จะกอดเท่าไรก็เอาเลย”

กวินหยุดนิ่งไปอย่างอึ้งๆ จัดการกับรอยบาดแผลในดวงตาของตัวเองไม่ถูกระหว่างที่พฤทธิ์เงยหน้าขึ้นฉีกยิ้มให้

 

“อะไรเล่า ทำหน้าแบบนั้นทำไม ฉันไม่ไปไหนหรอก” พูดแล้วก็หัวเราะ “วันนี้ไม่มีการบ้าน”

แล้วเหตุการณ์แบบนี้เล่า เคยมีบ้างหรือเปล่า...

 

กวินรวบอีกฝ่ายเข้าไปกอดแน่นก่อนที่จะทันสิ้นคำดีเสียด้วยซ้ำ แน่นพอๆ กับครั้งแรกที่เคยกอด พฤทธิ์ไม่แน่ใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่สภาพของกวินย่ำแย่กว่าตอนที่คุยเรื่องลุงก่อเมื่อครั้งนั้นเสียอีก มือใหญ่บีบแน่นอยู่กับบ่าเขาจนสั่นไปหมด ว่าแต่กล้ามเนื้อของวิญญาณนี่ยังทำงานอยู่ด้วยหรือ พฤทธิ์ไม่รู้ว่าระบบกล้ามเนื้อมันจะมีปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติเหมือนกับมนุษย์หรือเปล่า

แต่หัวใจ... ไม่ต่างกันหรอก...

“โดนคุณยมบาลด่ามาเหรอ”

ห้องเงียบกริบลงกะทันหัน พฤทธิ์แยกเขี้ยวกับมุกของตัวเองแล้วเปรยใหม่

“นี่...”

กวินยังไม่ตอบอะไร ไม่เป็นไร เขาก็ไม่คาดหวังให้ตอบอยู่แล้ว

“แม่ฉันบอกว่าวิธีที่ให้พลังงานที่ดีที่สุดคือการกอด” เด็กหนุ่มว่า “ไว้วันหลังถ้าฉันทำโจทย์ฟิสิกส์จน HP หมดแล้วมาลองกอดแกดูบ้าง แกว่ามันจะช่วยมั้ยวะ”

คนถูกถามเงียบไปนานจนเผลอคิดแล้วว่าจะไม่ได้คำตอบ ก่อนที่พฤทธิ์จะรู้สึกได้ถึงปลายจมูกที่ฝังลงกับซอกคอเขา ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม มันแปลกๆ สำหรับผู้ชายสองคน จั๊กจี้ก็ไม่ใช่ แต่แปลกตรงที่จะว่ารังเกียจก็ไม่น่าใช่อีกนั่นแหละ

“ฮื่อ...”

“ฮื่อนี่มันฮื่ออะไร” เขาเบี่ยงคอหนี พยายามไม่ให้ดูเป็นการผลักไสมากจนเกินไปนัก “เป็นอะไร แก่กว่าฉันตั้งกี่ปีทำตัวเป็นเด็กไปได้ ไอ้บ้า”

“ผู้ใหญ่งี่เง่ามีถมไป” อีกฝ่ายงึมงำเสียงอู้อี้มาจากบ่าเขา พฤทธิ์หัวเราะ

“นี่หลอกด่าคุณยมบาลอยู่รึเปล่า เดี๋ยวปั๊ดฟ้องเลย”

กวินหัวเราะเสียงแค่นๆ ไม่ยอมผละอ้อมแขนออก พฤทธิ์เอนตัวไปมาเหมือนเริ่มเบื่อแต่ไม่ได้ว่าอะไร ไม่ได้ขัดขืนและไม่ได้ปฏิเสธ ปล่อยให้เขากอดง่ายๆ จนกวินเผลออธิษฐานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ใครสักคนมากอดคมเดชไว้แบบนี้บ้าง

เพราะเลือดที่ช้ำอยู่ในหัวใจ, บรรเทาลง

บรรเทาลงพร้อมกับขอบตาที่ร้อนผะผ่าวขึ้น แม้ว่าดวงวิญญาณจะไม่เหลือน้ำตาให้ร้องไห้ แต่กวินเชื่อว่าถ้าเขายังเป็นมนุษย์ สิ่งที่ไหลออกมาจากดวงตาคงเป็นสัญลักษณ์ของความอ่อนแอแน่

 

เพราะวินาทีที่ได้ยินเสียงกระซิบของคมเดช เขาทำได้เพียงนอนนิ่ง

เพราะวินาทีที่พี่ชายคนเดียวของเขา -- สายเลือดเดียวของเขาที่ยังมีชีวิตอยู่ -- ร้องไห้ เขาลุกขึ้นไปกอดไม่ได้...

ไม่ได้เลย...

 

“นี่” พฤทธิ์เปรยขึ้นมาอีกครั้ง “ดีขึ้นไหม”

กวินวาดยิ้มกับบ่าแข็งๆ ของอีกฝ่าย เคยคิดเหมือนกันว่าถ้ามันเป็นบ่ากลมมน ขาวนวลและบอบบางของหญิงสาวสักคนจะดีแค่ไหน แต่วินาทีนี้ ชายหนุ่มรู้แล้วว่ามันคงไม่มีอะไรดีไปกว่าสิ่งที่สัมผัสได้ตรงหน้า...

ดีที่สุดแล้ว ดีเกินกว่าที่คนอย่างเขาควรจะได้รับ

 

“คุณฤทธิ์ครับ”

“หืม...”

“ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง เกี่ยวกับพ่อของผม”

 

 

   
From Writer:

เริ่มดราม่าแล้ว เอื้อห์ จะพยายามปรับสมดุลระหว่างความดราม่ากับเฮฮาไปด้วยกันนะคะ หวังว่าจะไม่หนักไป
ปล. เราชอบพี่คมมากเลยล่ะค่ะ TvT


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

122 ความคิดเห็น

  1. #91 wand of determine (@nisharee) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2557 / 21:36
    เว้ยยยยย
    มาแล้วบทดราม่าเคล้าน้ำตา
    รักเนื้อเรื่องแบบนี้มากอ้ะ
    ชอบๆๆๆๆๆ
    อ่านแล้วชวนอารมณ์ซึ้ง เอ๊ะๆ เอาจมูกฝังซอกคอ
    แต๊ะอั๋งนี่หว่า!!!!
    #91
    0
  2. #58 MooK_KunG_Zaa (@letsdance12) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2557 / 00:42
    โห ตอนนี้หน่วงมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก มันมีเงื่อนงำๆๆๆๆ


    โอ้ยย ลุ้นสุดๆอ่ะ T^T


    มือสั่นมากตอนที่ฤทธิ์ผลักออก ตอนนี้ยังส่วนไม่หายเลย ไม่รู้ทำไม หรือว่าตูเจอของดีแทนฟะ = =
    #58
    0
  3. #56 rin199742 (@rin199742) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2557 / 20:06
    สงสารทั้งพี่คม ทั้งเขี้ยวเลยอ่ะ 
    #56
    0
  4. #55 suikun (@shinora) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2557 / 17:40
    ตอนนี้ค่อนข้างปวดใจนะ ตอนที่เขี้ยวผลักคุณพี่คมออกนั่นล่ะค่ะ

    หวังว่าฤทธิ์จะไปกอดคุณพี่คมให้นะคะ #ไม่ขำ อยากให้เขี้ยวมีโอกาสฟื้นเร็วๆจัง #แต่คิดว่าไม่น่านะ จะได้ไปทำความเข้าใจกับคุณพี่ได้สักที เฮ้อ เฟลไปด้วยเลย
    #55
    0
  5. #54 สายฝนที่โปรยปราย (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2557 / 18:23
    ฮือออออออออออออออออออออออออ//ร้องไห้ น้ำตาท่วมจอ

    กับตอนนี้ความรู้สึกบอกไม่ถูกจริง ๆ ค่ะ

    ด้านบนอย่างดราม่า ด้านล่างแอบหวาน

    ปรับฟีลไม่ถูกกันเลยทีเดียว

    โอยยยย เข้าใจความรู้สึกพี่เขี้ยวนะ เพราะบ้านเราก็ทะเลาะกันทุกวันแบบนี้

    ที่เค้าบอกว่ายิ่งทะเลาะ ยิ่งผูกพันธ์ก็คงใช่มั้งคะ 555+

    แง ๊๊ อยากมีคนกอดแบบคุณฤทธิ์มั่งอ่ะ //เพ้อ

    ถึงจะแซวยังไง แต่ก็ยอมให้กอดนะคะ คุณฤทธิ์ น่ารักจริงเชียว

    แหมมม พี่เขี้ยวคะ กอดนุ่มนิ่มแบบผู้หญิงจะไปสู้กล้ามเนื้อหนุ่ม ๆ ได้คะ

    กินเด็กเค้าว่าจะอายุยืนนะเออ (แต่พี่เขี้ยวเป็นวิญญาณนะ...)

    สู้ ๆ ค่ะพี่วูล์ฟจะรอตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อนะคะ

    #54
    0
  6. #53 mesomeo2 (@mesomeo2) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2557 / 07:47
    เรื่องราวมันจะเศร้าไปแล้วนะ พี่น้องคู่นี้ ;___;
    #53
    0
  7. #52 arolis tranzee (@sengoku) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2557 / 07:45
    กริ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
    น่ารักกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
    คุณพี่อย่าเพิ่งให้เขี้ยวตายนะ
    ให้มาคู่กับหนูฤทธิ์ก่อน
    ฟินอะ -.,-
    #52
    0
  8. #51 Sushi_Burger (@superkiller) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2557 / 23:11
    //กระพือขนตาซัดโฮกความพรากส์ใส่ โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก โฮกกกกกกกกกกกกกกกก

    พี่คมมมมมมมมมม พี่คมมมมมมมมม พี่ชายยยยยย พี่อย่าร้องไห้ซี่ เเงงงงงงงง ไม่ใช่เเค่เขี้ยวเเล้ว บ้านนี้ทั้งบ้านตอนนึกย้อนอดีตที่ไรทำเราพรากส์ทุกที เป็นพี่น้องที่เเบบ.....ไม่ได้รักกันจนเวอร์ เเต่ก็รักกันมากขนาดร้องไห้ให้กันเเละกันได้เเบบนี้อ่ะ ฮือออออออ *ซับน้ำตาให้พี่คม ซับๆ* //ไม่มีเเรงต้านทานฉากทะเลาะกันเเล้วเข้ามาดราม่าจริงๆ ฟื้ดดดดดT..T

    ส่วนคุณฤทธิ์

    ตอนนี้จะเรียกคุณฤทธฺ์ เด็กบ้า น่าหลงรักเกินไปเเล้ว มีมาจัดท่งจัดที่ให้กอด เเถมกอดไปนั่งเเซวไปอีก ไม่เเปลกใจเเล้วว่าเขี้ยวจะโดกิโดกิกับป๊ะริ๊ดได้ยังไง นี่ไง ชัดเลยยยยย โฮกกกกกก เป้นเราเราไม่ทนเเค่กอด เราจะฟัด เราจะอ้อน เราจะเก็บเกี่ยว เเงงงง อิจฉีเขี้ยวมาก ไม่ซับน้ำตาให้ ซับกับบ่าฤทธิ์ไปเลย โฮรววววววว



    ปล.ตอนจ่อยทักว่าป๊ะริ๊ดมีรังสีบุ๊งบิ๊งนี่หนูนึกว่าป๊ะริ๊ดมีความรัก(กับผี)เเล้วซะอีกค่ะ ก๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

    ปล2.รอบนี้เราต้องชนะ ชนะเซร่วววววววววววววววว 



    #51
    0