Mail to Hell ถึงคุณยมบาล (Yaoi)

ตอนที่ 7 : [ 05 ] ความตายไม่ได้ทำให้กฎของแรงดึงดูดหายไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 395
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    30 เม.ย. 57

 
 
05.
ความตายไม่ได้ทำให้กฎของแรงดึงดูดหายไป

 

 

ท่านยมบาลครับ

ถ้าชื่อของคุณฤทธิ์คือสิ่งสุดท้ายก่อนตายที่ผมจำได้ เขาก็ควรจะนำผมไปสู่คำตอบว่าทำไมผมถึงต้องมาเป็นวิญญาณเร่ร่อนอยู่แบบนี้

มันควรจะเป็นอย่างนั้นใช่หรือเปล่าครับ

 

 

คุณยมบาลครับ

มาคิดๆ ดูแล้ว ผมนี่ไร้ประโยชน์กับไอ้เขี้ยวมันสิ้นดี

สนใจยกเลิกพันธะแล้วให้มันไปผูกกับคนอื่นแทนไหมครับ คุณจะได้ไม่ต้องลำบากนั่งอ่านอีเมล์ผมไง

 

 

“ฤทธิ์ ปิดปีใหม่ไปไหนปะวะ”

“ไม่มั้ง ไม่เห็นที่บ้านพูดอะไร” พฤทธิ์ตอบทั้งๆ ที่ยังกินไอติมแท่งในมือง่วนอยู่ ก็หายหวัดมาตั้งนานแล้ว เขาขอกินแก้แค้นส่วนที่กินไม่ได้ช่วงนั้นให้คุ้มเหอะ “ทำไม จะมาเที่ยวบ้าน?”

“ไปไหว้พ่อเอ็งเรอะ! ถ้ายังงั้นปีนหน้าต่างข้ามไปง่ายกว่า” เกรียงไกรแยกเขี้ยวใส่วับ ใช่สิ หน้าต่างห้องนอนเขาอยู่ห่างกันแค่นิดเดียว ถ้าไม่กลัวตกลงมาคอหักตายก็ปีนข้ามไปหากันได้แล้ว “อยากไปเที่ยวว่ะ แต่ไอ้หาญกับไอ้แคนมันไปกับที่บ้าน บิ๊กกับจ่อยก็มีสาวให้ควงแล้ว เหลือแค่มึงคนเดียวนี่แหละ”

“ไม่ได้ว่ะ กูมีนัดไปเที่ยว กูไปล่ะนะ”

“สอบมิดเทอมยังไม่เสร็จ คุณเอ็งจะไปไหนครับ! ไหนเมื่อกี้บอกว่าไม่มีแพลนไงว้อย!!

“เพื่อนคุณนี่ก็ตลกดีนะ”

ข้างขวาก็ไอ้เก่งโวยวาย ข้างซ้ายก็ผีไอ้เขี้ยวกวนตีน พฤทธิ์กลอกตาแล้วก้มหน้าก้มตาแทะไอติมฟรุตตี้สามสีต่อ

ปลายเดือนธันวาคมใกล้เข้ามาทุกที เปิดเทอมสองมาได้สองเดือนแล้ว นับช่วงเวลาเอาก็เท่าๆ กับระยะที่กวินมาอาศัยอยู่ข้างกายเขา เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าจะต้องเห็นหน้ากันไปอีกนานแค่ไหน แต่เขาก็เริ่มชินชากับการมีผีตนนี้อยู่ใกล้ๆ คุ้นเคยกับวิญญาณตนอื่นๆ ที่แวะเวียนเข้ามาทักทาย

พวกที่เพิ่งมาเป็นวิญญาณใหม่ๆ ชอบมาในลักษณะแบบที่เจอในหนังผี คือค่อยๆ บอกวิธีการตายผ่านรอยแผลที่เห็นได้ด้วยตา แต่พวกที่อยู่มานานแล้วจะอยู่ในสภาพสมบูรณ์ดีพร้อม ไม่มีอะไรน่าหวาดเสียวปรากฏให้เห็น ก็คงเหมือนมนุษย์ปกติที่แรกๆ เจออะไรใหม่ๆ ก็ตื่นเต้น ทดลองไปจนกว่าจะเบื่อ จนกว่าจะเริ่มโตแล้วคิดได้สักทีว่าความจริงควรทำอะไรกันแน่

พฤทธิ์สรุปกับตัวเองว่าวิญญาณเป็น สิ่งมีชีวิต ที่ขี้เหงาและขี้กลัว... กลัวมนุษย์อย่างพวกเขาจะ กลัว ตัวเอง

ยิ่งเวลาผ่านไป เขายิ่งไม่มีปัญหากับการรับมือพลังงานเหนือธรรมชาติรอบตัว วิญญาณเหล่านี้ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการทักทายธรรมดา สั้นๆ ง่ายๆ แค่หันไปลอบยิ้มให้ แค่ช่วยรับฟัง แค่ไม่กลัว ไม่ลบหลู่ ไม่ดูถูก แค่รับรู้ว่าพวกเขายังมีตัวตนอยู่ก็เพียงพอแล้ว เพราะวิญญาณรับพลังด้านลบได้ง่ายยิ่งกว่ามนุษย์มากนัก แต่ก็พอใจกับพลังด้านบวกได้ง่ายกว่าเช่นกัน

กวินเรียกเขาว่า “สถานรับเลี้ยงผี” ไม่ได้สำเหนียกเล้ยว่ามันนั่นแหละตัวต้นเหตุ

 

“ปกติปีใหม่บ้านมึงไปไหนวะ พ่อกูไม่เคยพาไปเที่ยวเลย”

เกรียงไกรบ่นระหว่างรอสอบวิชาสุดท้าย พวกเขาสองคนไม่เคยอ่านหนังสือเพื่อไปสอบวิชาภาษาอังกฤษเพราะอ่านไปก็ไร้ค่า เกรดมันดีงามเองโดยธรรมชาติ (บุญกุศลจากการอ่านการ์ตูนดูหนังเล่นเกมฝรั่งอย่างจริงจังและบ้าคลั่ง) ในขณะที่พวกไอ้จ่อยหันกลับมาด่าแล้วหนีไปนั่งซุ่มอ่านกับแฟนมัน เลยต้องหลบมานั่งอยู่ด้วยกันสองคนจะได้ไม่ไปทำลายสมาธิคนอื่น

พฤทธิ์กัดไอติมเข้าปาก หยุดคิด

“ไม่เคยนะ เคยไปแต่ตอนเด็กๆ สมัยที่ลุงก่อยังอยู่” แว่วเสียงกวินสำลัก แต่เขาไม่ทันได้สังเกต “มึงจำได้ปะ ลุงคนขับรถของพ่อกู คนที่สูงๆ ใจดีๆ”

“ที่ชอบเอาลิ้นจี่จากไร่มาฝากช่วงสงกรานต์”

“นั่นแหละ ก็บ้านลุงก่อเป็นไร่ลิ้นจี่นี่หว่า แล้วแกก็กลับบ้านแค่ช่วงสงกรานต์ ตอนปีใหม่พ่อเลยให้ลุงก่อขับรถ พาไปเที่ยวต่างจังหวัด”

“โหย ดีจังว้า”

“ครั้งสุดท้ายก็ตั้งแต่นู่น กู ป.6 พอลุงก่อแกลาออกไปอยู่ไร่ก็ไม่ได้ไปแล้ว พ่อขี้เกียจขับรถ”

“คิดๆ ไปก็คิดถึงลุงแกเหมือนกันนะ แต่ก่อนเขาชอบเล่าเรื่องอะไรแปลกๆ ให้ฟัง ไม่รู้ป่านนี้เป็นไงบ้าง” เกรียงไกรฉีกยิ้ม พฤทธิ์หัวเราะ ไอ้เพื่อนเขาคนนี้มันน่าเอ็นดูเหมือนเด็กๆ ก็ตอนยิ้มแบบนี้นี่แหละ ไอ้เก่งตัวเล็กกว่าเขานิดหน่อย คุ้นหน้าคุ้นตากันมาตั้งแต่จำความได้จนอยากจะนับมันเป็นน้องชายอีกคน

“ว่าแต่มึงเหอะเก่ง” เขาโบกไม้ไอติมที่กินหมดแล้วไปมา “ที่ว่าจะเที่ยวนี่จะไปไหน”

“เออ ออกทะเลจนเกือบลืมเลย คือป๋าวินแกชวนไปห้างที่เพิ่งเปิดใหม่เว้ย”

พฤทธิ์กะพริบตา “เดี๋ยวนี้พัฒนานะเอ็ง”

“พัฒนาอะไร!” อีกฝ่ายรีบร้อนตัว แยกเขี้ยววับ “ไม่มีอะไรว้อย! เขาชวนไปเกมเซ็นเตอร์ตรงนั้น มีเกมตู้เฮอร์เรอร์เจ๋งๆ อันใหม่เข้ามา รีวิวดีโคตรๆ น่าไปลองเล่นดู”

“แล้วเอากูไปเป็น กขค. นี่จะดีเรอะ”

“ยู้ดด!! มึงต้องหยุดแซวกูได้แล้ววว กูยังไม่ได้เป็นอะไรกับป๋าโว้ยครับไอ้คุณริดดด!!

เกรียงไกรแทบจะเอารองเท้านันยางฟาดกบาลเพื่อนสมัยเด็กของตัวเองด้วยความรักและความเขินอย่างสุดซึ้ง หน้าเหน้องี้แดงไปหมดเหมือนมีใครเอาถังสีมาเทราด พฤทธิ์ขำพรูด ในขณะที่กวินเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ลืมหัวข้อสนทนาก่อนหน้านี้ไปชั่วขณะ

วิญญาณหนุ่มมองหน้าเกรียงไกรอย่างแปลกใจนิดหน่อย เพราะอีกฝ่ายดูไม่มีสัญญาณอะไรที่บ่งบอกว่าเป็นเพศที่สามเลยสักนิด ดูเหมือนเด็กผู้ชายติดเกมธรรมดาๆ ทั่วไป ส่วนป๋าวินที่ว่า... ถ้าจำไม่ผิดเป็นลูกชายเจ้าของร้านซ่อมคอมพิวเตอร์และร้านอินเตอร์เน็ตเจ้าเดียวที่มีแถวๆ บ้าน น่าจะยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ รุ่นใกล้ๆ กันกับปราชญ์ที่เป็นไอดอลของเด็กพวกนี้

เอาเถอะ เขาวิจารณ์สิ่งใดๆ ในชีวิตของพฤทธิ์มามากเกินพอแล้ว เลยตัดสินใจไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวของชาวบ้านในคราวนี้ พอดีจังหวะกับตอนที่พฤทธิ์เหลือบมามองเขาชั่ววูบคล้ายจะดูท่าที แต่พอเห็นไม่มีวี่แววอะไรผิดปกติก็หยัดยิ้มให้เขานิดหนึ่ง ยิ้มง่ายๆ เหมือนจะขอบคุณ -- ง่ายและจริงใจที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา -- ก่อนจะหันกลับไปคุยกับเพื่อนตัวเองต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

กวินยกมือขึ้นเกาท้ายทอยแกรกๆ จู่ๆ ก็ดีใจที่วันนี้ตัวเองไม่ขี้เสือกและไม่ได้รังเกียจอะไรคนเพศต่างขึ้นมากะทันหัน ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน

 

 

มันเป็นวันสุดท้ายของการสอบกลางภาคของเด็ก ม.5 สายวิทย์-คณิต พฤทธิ์ไม่มีแพลนจะไปไหน ในขณะที่พลิน สาวน้อยฝาแฝดวิ่งดุกๆ ออกมาจากห้องสอบแล้วกระโจนเข้ากอดคอเพราะเจ้าหล่อนตัวเล็กกว่าพฤทธิ์โขอยู่ ผิวก็ขาวกว่ากันมาก ชนิดที่ถ้ากวินไม่รู้จักมาก่อน เขาจะนึกว่าสองคนนี้เป็นแฟนกันแน่ๆ มีแค่รอยยิ้มกว้างจนเห็นเขี้ยวนั่นแหละที่พอจะคล้ายคลึงกันหน่อย

“เฮีย วันนี้หนูไปกินข้าวกับพี่ปราชญ์นะ ฉลองสอบเสร็จ”

“บอกไรเฮียวะ ไปบอกแม่เด้”

“บอกแล้ว แต่ต้องบอกเฮียด้วย เดี๋ยวเฮียห่วง” พลินหัวเราะคิกคัก เหวี่ยงตัวไปมาทั้งๆ ที่ยังกอดคอฝาแฝดอยู่ แต่อีกฝ่ายดูเหมือนจะชินไปแล้วเพราะไม่ได้ขัดขืนแต่ประการใด

“โตขนาดนี้แล้ว อย่าไปปล้ำพี่ปราชญ์เขาละกัน”

“เดี๋ยวๆๆ ทำไมคนปล้ำมันเป็นหนูได้วะเฮีย!

กวินปล่อยให้ฝาแฝดคุยอะไรกันจุ๊กจิ๊กเสร็จ รอจนกว่าพลินจะเป็นฝ่ายขอตัวจากไปก่อนค่อยหันไปมองอีกคนที่เหลือคล้ายจะแซว เปรยขึ้นมาระหว่างที่พฤทธิ์เดินไปเอามอเตอร์ไซค์ที่จอดไว้

“หวงน้องสาวด้วยหรือคุณน่ะ”

“ไม่ได้หวง พี่ปราชญ์คนดีจะตายห่า ไม่เป็นไรหรอก” พอเห็นว่าลานจอดรถไม่มีคน เด็กหนุ่มก็ยักไหล่ “ถ้าพี่เขาจะปล้ำลิน อย่างมากฉันก็ตามไปถีบพี่แก”

“พวกคุณสองคนดูไม่เหมือนฝาแฝดเลยนะ” ทั้งทางกายภาพและนิสัย

“ยังงี้แหละ ยัยนั่นชอบทำตัวเหมือนเด็ก” พฤทธิ์ตอบแบบไม่ใส่ใจอะไรนัก หยิบหมวกกันน็อคขึ้นมาปัดๆ ฝุ่น “ลูกสาวคนเดียว คนเล็กด้วยก็ยังงี้ล่ะมั้ง”

กวินนิ่งไปนิดหนึ่ง

“รู้อะไรไหม” เขาเปรย “คุณทำให้ผมนึกถึงพี่ชายผม”

คนฟังเลิกคิ้วสูง “แกมีพี่ด้วย?

“หนึ่งคน แต่บ้านผมไม่สนิทกันเหมือนบ้านคุณหรอก” คำตอบง่ายๆ ไม่ได้แฝงแววอะไรเจ็บปวดขนาดนั้น “ผมไม่ค่อยได้คุยกับเขาตั้งแต่แม่ผมเสีย”

“อ้าว แล้วพ่อ?”

“ก็เสียแล้ว”

พฤทธิ์ยังไม่ยอมสวมหมวกกันน็อค หันกลับมามองหน้าเขา

 

“งั้นตอนนี้ก็มีพี่เขาเหลือคนเดียวแล้วสิ?”

 

“ประมาณนั้น” เขาตอบส่งๆ ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายพูดประโยคนั้นด้วยอารมณ์แบบนั้น และเขาพร้อมจะหงุดหงิดจริงๆ ถ้ามันเป็นความสงสารหรือสมเพช หากพฤทธิ์ดูจะไม่ใส่ใจตาวาวๆ ของเขาระหว่างที่เอ่ยออกมาเรียบๆ

“ไว้วันหลังฉันจะไปให้ละกัน”

“...อะไรนะ”

“ก็แกออกห่างจากฉันมากไม่ได้ไม่ใช่หรือไง ถ้าแกจะกลับไปหาพี่ ฉันก็ต้องพาไปสิ” เด็กหนุ่มโบกข้อมือข้างซ้ายที่ผูกสายสิญจน์ไว้ไปมา “ไอ้พันธะนี่มันน่ารำคาญฉิบ”

กวินชะงักกึก

ตะกอนบางอย่างในใจถูกกวนขึ้นมา ล่องลอย วนเวียน ไม่ได้หายไปไหน แต่ทำให้หัวใจที่หยุดเต้นไปแล้วของเขาเบาขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด

 

ปากก็บอกว่ารำคาญ แต่รู้ตัวมั่งมั้ย

ว่าก่อนหน้านั้น... พูดอะไรออกมา...

 

 

แล้วพฤทธิ์ก็ทำหน้าที่พี่ชายที่ดี ด้วยการเปิดประโยคทักทายคำแรกทันทีที่ถึงบ้านว่า

“แม่ เย็นนี้ลินไม่กินข้าวบ้านนะ”

“รู้แล้วๆ ลินมาบอกแม่แล้ว จะไปกินกับปราชญ์ใช่มั้ย” คุณมทนาตอบกลับมาจากในตัวบ้าน “สอบวันนี้เป็นไงบ้างลูก”

“ก็เฉยๆ” ตอบเหมือนไม่ตอบ พฤทธิ์ก้าวเข้าไปในบ้านก่อนจะกะพริบตาเมื่อเห็นชามใส่ผลไม้สีแดงวางอยู่บนโต๊ะกินข้าว “แม่ซื้อลิ้นจี่มาเหรอ”

“เปล่า เลขาฯ พ่อเขาซื้อมาฝากเป็นของขวัญปีใหม่ล่วงหน้า เดี๋ยวเขาจะไปเที่ยว”

คนเป็นลูกชายหยิบลิ้นจี่ลูกหนึ่งขึ้นมาปอกกินเข้าปาก จะว่าไปมันน่าจะยังไม่ถึงหน้าลิ้นจี่นี่หว่า แต่เอาเถอะ สมัยนี้มีผลไม้กินทุกฤดูอยู่แล้ว แล้วไอ้ที่เข้าปากไปนี่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ติดจะเปรี้ยวไปบ้าง แค่...

“เออแม่ จะว่าไป” พฤทธิ์คายเม็ดใส่มือ เดินไปทิ้งถังขยะ “เห็นลิ้นจี่แล้วคิดถึงลุงก่อ เขาเป็นไงแล้วมั่ง”

“เอ๊ะ อ้าว ฤทธิ์ยังไม่รู้หรอกเหรอ” คุณมทนาโผล่ศีรษะออกมาจากห้องครัว สบตาเข้ากับลูกชายแล้วก็ทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “อ้อ ช่วงที่มีเรื่องฤทธิ์ไปเข้าค่ายนี่นะ ตอนนั้นแม่ก็มัวแต่ยุ่งๆ ลืมเล่าไปเลย”

“หือ เกิดอะไรขึ้นครับ”

“ลุงก่อเสียแล้วจ้ะลูก”

พฤทธิ์แทบสำลัก ดีที่ไม่ได้ปอกลิ้นจี่กินอีกลูกเลยไม่ติดคอ

“เฮ้ย! ได้ไง ตั้งแต่เมื่อไร”

“ก็ช่วงที่ฤทธิ์ไปเข้าค่ายเทอมที่แล้วนั่นแหละ แกขับรถไปทำธุระแล้วเกิดอุบัติเหตุ”

เด็กหนุ่มขนลุก ไม่แน่ใจว่าควรแสดงท่าทียังไง ใจมันหายวูบๆ หน่วงอยู่ลึกๆ เพราะเขาสนิทกับคนขับรถเก่าของพ่อไม่น้อยเลยเมื่อตอนเด็กๆ ถึงจะไม่ได้เจอกันมาหลายปีแล้วแต่แกก็เหมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง

“น่ากลัวชะมัด” เขาลูบหลังคอตัวเองเบาๆ ตีหน้าไม่ถูก “บ้านเขาล่ะแม่”

“เมียแกเสียไปนานแล้ว เหลือลูกชายอยู่สองคน ได้ยินว่าคนเล็กก็โดนรถชน โคม่ายังไม่ฟื้นเลยเหมือนกัน” คุณมทนาส่ายศีรษะเบาๆ พลางพ่นลมหายใจยาว “แม่เจอคนโตเขาที่งานศพ น่าสงสารนะ ยังหนุ่มอยู่แท้ๆ”

“ฮื่อ...”

“นี่ยังจำได้อยู่เลย แต่ก่อนนายก่อชอบเล่าเรื่องลูกชายให้แม่ฟังบ่อยๆ ชื่อคมกับเขี้ยว...”

คราวนี้พฤทธิ์สำลักอากาศหายใจกะทันหัน

 

 

“แล้วทำไมแกไม่บอกฉันว่าแกเป็นลูกลุงก่อ!

นายกวิน ไชยโรจน์ ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระกับคำคาดโทษเสียงก้าวร้าวนั่น พฤทธิ์ตวัดมองวิญญาณตรงหน้าตาขวางจัดพลางยกมือขึ้นกอดอกอย่างไม่สบอารมณ์ จริงๆ เขาก็รู้ว่าดวงตาของวิญญาณไม่มีแวว แต่หลังๆ คุ้นเคยจนคิดว่าพอจะจับอารมณ์อีกฝ่ายออกได้ไม่ต่างจากคนธรรมดา และนั่นไม่ใช่แววตาแบบที่เขาอยากเห็นเลยสักนิด

“ก็ไม่รู้จะบอกทำไม”

กวินตอบง่ายๆ บ่งบอกชัดเจนว่าเจ้าตัวรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าความสัมพันธ์ของบิดากับบ้านเขามันเป็นยังไง พฤทธิ์ส่งเสียงคำรามในลำคออย่างไม่พอใจ ตวาดเสียงห้วน

“ไอ้บ้าเอ๊ย มันใช่เรื่องที่ควรจะปิดมั้ย!

“ถ้ารู้แล้วคุณจะทำอะไรรึไง”

“ถามได้ ก็แม่บอกว่าแกรถชน แต่แกบอกว่าแกติดห่วงว่าใครฆ่า แล้วแกก็กลับมาหาฉัน” เด็กหนุ่มชี้ตัวเอง สบตาเขม็ง “ฉันไม่ได้โง่นะเว้ย มันมีอะไรที่เกี่ยวกับฉันใช่มั้ย มันต้องมีสิวะ!

 

“ถ้าผมรู้ ผมจะมาอยู่กับคุณตรงนี้รึไง!

 

พฤทธิ์สะอึกไปนิดหนึ่ง แลเห็นความร้าวบางอย่างในดวงตาสีหมอกจางๆ คู่นั้น

“แต่...” เขาสวนกลับไปได้แค่นั้น ไม่รู้จะพูดอะไรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ตอนแรกเขาช็อกที่รู้ว่าลุงก่อเสียแล้ว แต่ก็เป็นแค่ใจหายหน่อยๆ คิดแค่ว่าความไม่แน่นอนของโลกนี้น่ากลัวชะมัด เล่นงานได้แม้แต่คนใกล้ชิด ถึงในตอนนี้เขาจะห่างๆ ไปบ้างแล้วและเห็นวิญญาณคนตายมานับสิบ มันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโหวงแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก

แต่ตอนที่รู้ว่ากวินเป็นลูกชายของลุงก่อ... มันคนละเรื่องกันไปเลย

แล้วเวลาแบบนี้เขาต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ต้องพูดอะไรมันถึงจะถูกต้อง...

บอกกันตรงๆ เด็กหนุ่มไม่รู้เลย เขาไม่รู้จริงๆ จึงทำได้เพียงสบตากลับ เป็นแววตาที่กวินเองก็อ่านไม่ออกว่ากำลังจะพูดอะไรแน่... เด็กนี่กำลังคิดอะไร สงสารหรือ สมเพชเขาหรือ

เหยียดหยันหรือ...

“คุณเองก็พูดไม่ใช่หรือไง คุณจะช่วยแค่ผูกวิญญาณผมไม่ให้ออกไปเร่ร่อน แต่เรื่องความทรงจำก่อนตายที่หายไปของผม ใครฆ่าผม ผมจะเคยเจออะไรมาบ้าง... ไม่ใช่เรื่องของคุณ”

ไม่ว่าอีกฝ่ายจะหยันหรือไม่ แต่กวินหยัดเสียงดูแคลนไปกระแทกหน้าคนฟังก่อนแล้ว เปิดให้รู้สึกได้กันชัดๆ ไม่มีปิดบัง มากพอจะทำให้พฤทธิ์ขบกรามแน่น กวินยิ้มเหมือนไม่ได้ยิ้ม เคลื่อนเข้าไปใกล้แล้วบีบคางคนอายุน้อยกว่าให้เงยขึ้นมอง รุนแรงจนแทบจะเป็นกระชาก

พฤทธิ์มองกลับมาอย่างยากลำบาก กวินแค่นเสียงหัวเราะดังเหอะในลำคอ แค่มองตาเขาตอนนี้ มันยังแทบไม่กล้าสบด้วยเลย ใช่สิ เขาเกือบลืมไปแล้วว่าเคยเกลียดคนตระกูลอัศวพงศ์แค่ไหน

 

ในตอนแรกก็เป็นแค่ความอิจฉาแบบเด็กๆ ก่อนจะค่อยๆ ทับถมมาเป็นตะกอนที่ไม่เคยกรองได้สะอาด ไอ้ครอบครัวระยำที่มีดีแค่จ่ายเงินให้ และไม่ได้ทำอะไรให้มันดีขึ้นเลยนอกจากพรากบิดาคนเดียวของเขาไป พรากไปพร้อมกับชีวิตของเขาเอง

ทำไมนะ ทำไม...

ทำไมพ่อถึงต้องตายเพื่อคนพวกนี้ แทนที่จะอยู่เพื่อเขา...

 

“แล้วฉันก็จำได้” เสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาขัดจังหวะความคิด “ว่าแกบอก... ว่าอย่างเดียวที่แกจำได้ก่อนตายคือชื่อฉัน”

กวินชะงักกึก พฤทธิ์หลุบตาลงไปชั่ววินาที ก่อนที่จะเงยกลับขึ้นมาสบเข้าเต็มๆ แฝงความตรงไปตรงมาที่เคยดึงดูดเขาให้เข้าไปโคจรใกล้ๆ กับอะไรสักอย่างที่ทำให้ความเกลียดถูกกร่อนลงช้าๆ...

วิญญาณหนุ่มส่งเสียงเหอะเบาๆ

“แล้วทำไมถึงเพิ่งคิดจะช่วย เพราะผมเป็นลูกพ่อรึไง”

“ก็ตอนนั้นฉันกับแกมีอะไรเกี่ยวข้องกันที่ไหน” พฤทธิ์แยกเขี้ยววับ “ฉันยอมรับนะว่าฉันเห็นแก่ตัว ฉันช่วยคนทั้งโลกไม่ได้ แล้วฉันก็ไม่คิดจะหาเหาใส่หัวด้วย... แต่อีแบบนี้มันเกี่ยวแล้ว เกี่ยวเต็มๆ โดยเฉพาะเมื่อแกจำชื่อฉันได้ทั้งๆ ที่เราไม่เคยรู้จักกัน”

“ก็แล้วมัน---”

“หยุดทำเสียงแบบนั้นสักที! แกคิดว่าฉันจะปล่อยเรื่องของคนที่ฉันรักไปได้รึไง ลุงก่อก็เหมือนญาติฉันคนหนึ่งนะโว้ย!

นั่นหุบปากของกวินไปได้ชะงัดนัก ความเงียบทิ้งตัวลงระหว่างพวกเขา กดเอาบรรยากาศหนักๆ ให้ตามลงมาด้วยอย่างน่าชัง หากสิ่งที่เปลี่ยนไปคือสีหน้าของคนสองคน... ที่คนหนึ่งเด็ดเดี่ยว ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นทุกวินาทีว่าจะไม่มีวันปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ ในขณะที่อีกฝ่ายกลับยิ่งบาดร้าว...

 

ร้าวไปด้วยคำถามที่ว่า ทำไมถึงพูดคำว่ารักออกมาได้ง่ายๆ แบบนั้น...

ขนาดเขาที่เป็นลูกแท้ๆ ยังไม่อยากยอมรับเลย ว่าเขารักพ่อมากแค่ไหน...

 

กวินอ้าปากจะถาม ก่อนจะเปลี่ยนใจไปกลางคันแล้วผละถอยออกห่าง หัวเราะเบาๆ พลางส่ายศีรษะช้าๆ คล้ายจะสมเพชตัวเอง

“ถ้าผมไม่ใช่ลูกพ่อ คุณก็คงไม่สนใจใช่ไหม”

“ก็ถ้าแกไม่ใช่ลูกลุงก่อ แกก็คงไม่มาผูกพันธะกับฉันเหมือนกันนั่นแหละ”

เขาเบนสายตากลับไปสบด้วย คราวนี้ดวงตาดุกร้าวคมกริบของพฤทธิ์ดูอ่อนลงแล้ว อ่อนลงมาก แต่ยังคงแรงดึงดูดนั่นเอาไว้ไม่เปลี่ยน... ไม่สิ มันอาจจะยิ่งมีอิทธิพลหนักขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ

“เออ แล้วฉันช่วยอะไรแกได้บ้าง ไปหาพี่ชายแกไหม” พฤทธิ์เอ่ยเปลี่ยนเรื่อง พยายามทำเสียงให้เป็นปกติขึ้นอีกหน่อยเมื่อเห็นร่องรอยเหมือนถูกบาดลึกของคู่สนทนา “ฉันคุยกับเขาให้ได้นะ แกอยากถามอะไรแกฝากถามมาทางฉันเลย เดี๋ยวฉันเนียนต่อให้เองแหละ---”

“ไม่ต้องหรอก” กวินตัดบทเสียงเรียบ “พี่คมไม่ได้อยู่ด้วยวันนั้น เขาไม่รู้อะไร”

“มันต้องได้สักทางสิน่า” ยังคงดึงดันไม่เลิก “เอางี้ เดี๋ยวฉัน---”

ปลายนิ้วโปร่งแสงเอื้อมมาแตะที่ริมฝีปากเขาก่อนจะทันจบประโยค แทนคำพูดที่ไม่จำเป็นจะต้องเอ่ยออกมาก็เข้าใจ

 

พอเถอะ...

 

พฤทธิ์แทบกลืนน้ำลายไม่ลงคอ ใจหายขึ้นมาอย่างประหลาดเหมือนมีคนเอาอะไรมาแทง ค่อยๆ กรีดลงช้าๆ ให้เห็นเป็นร่องรอย ไม่ถึงขั้นได้เลือด แต่ว่าแสบไปหมดจนทรมาน

ดวงตานั่นหนึ่ง ความหนาวเย็นของปลายนิ้วอีกหนึ่ง พอรวมกับร่างที่โปร่งแสงจนมองทะลุเห็นไปด้านหลังนั่นแล้ว มันยิ่งทำให้พฤทธิ์รับรู้ได้ถึง ความเป็นวิญญาณของอีกฝ่ายที่ชัดเจนเหลือเกิน...

มันว่างเปล่าเกินไป เจ็บปวดเกินไป อ้างว้างเกินไป...

 

บ้าเอ๊ย เขาน่าจะรู้ตัวอยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิ์จะไปออกปากช่วย และคนอย่างเขาไม่เคยทำอะไรได้

ไม่ได้เลย...

 

มันเป็นความอ่อนแอที่ทิ้งตัวลงมาในหัวใจเขา โดยไม่ทันรู้ตัว เด็กหนุ่มก็คว้าข้อแขนตรงหน้าเอาไว้หมับ ก่อนจะกระชากเข้ามาแล้วกอดร่างโปร่งแสงนั่นไว้อย่างถือสิทธิ์ท่ามกลางความแปลกใจของคนถูกกอด

“เฮ้ย คุณ---”

“เงียบๆ” เขาแทรกเสียงดุ “แล้วอยู่นิ่งๆ”

กวินกะพริบตาอย่างค่อนข้างสับสน จะว่ามึนงงก็ไม่ผิดนัก แต่สัมผัสวิญญาณของอีกฝ่ายแรงพอจะทำให้ร่างที่เหมือนหมอกควันของเขารู้สึกได้ถึงแรงที่กดลงมา... อาจเป็นเพียงความรู้สึกแค่ครึ่งเดียวเมื่อเทียบกับประสาทสัมผัสของจริง หากชายหนุ่มรู้ดีว่าลักษณะ ท่าทาง และวิธีการกอดแบบนั้น มันไม่ใช่แค่การกอดลอยๆ แค่พอเป็นมารยาทหรือสมเพชแน่

แว่วเสียงกระซิบงึมงำจากใบหน้าที่ซุกลงกับบ่าของเขา

“...ขอโทษ”

คนฟังไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายขอโทษเรื่องอะไร รู้แต่ว่าเขาเผลอก้มลงแนบหน้าผากเข้ากับกลุ่มผมนั่น รับรู้ถึงลมหายใจกับจังหวะหัวใจเต้นของคนอายุน้อยกว่าอย่างเงียบๆ ปล่อยให้แขนนั่นโอบกอด ให้มือคู่นั้นแทบจะจิกแน่นลงมาบนเงาร่างที่ไม่ควรจะแตะต้องได้

แม้แต่ตอนที่ยังมีชีวิต ยังไม่เคยมีใครกอดเขาได้แน่นเท่านี้เลย...

กวินยกแขนขึ้นกอดตอบพลางกระชับเข้าอีกนิด อีกฝ่ายไม่ขัดขืน ร่างที่สัมผัสได้ยังคงมีเลือดเนื้อครบสมบูรณ์ มีพลังงาน มีเลือดอุ่นๆ ที่ไหลเวียน และมีอุณหภูมิร่างกายอยู่ที่ 37 องศา... แม้ว่ามันจะไม่ซึมมาถึงการรับรู้ของเขาได้โดยตรง แต่ชายหนุ่มเชื่อว่ามีอะไรบางอย่างที่อุ่นกว่านั้น กินลึกลงไปถึงหัวใจ

อะไรบางอย่างที่เขาเกลียดไม่ลง...

กวินไม่พูดอะไรอีก คนในอ้อมแขนเองก็จบบทสนทนาไว้แต่เพียงเท่านั้นเช่นกัน ปล่อยการกระทำให้สะท้อนย้ำอยู่ในความคิด ย้อนกลับไปถึงคำถามที่เคยถามตัวเองว่าทำไมทุกคนต้องเดินทางมาโคจรรอบตัวเด็กคนนี้ ทั้งๆ ที่ก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีสักอย่าง

วิญญาณเร่ร่อนหลับตาลง กอดให้แน่นขึ้น

 

ไม่รู้ว่านานเท่าไรที่ค้างอยู่เช่นนั้น นานจนพฤทธิ์เริ่มทนอยู่นิ่งๆ ต่อไปไม่ไหว ยกแขนขึ้นกันตัวออกห่างนิดหนึ่ง กวินชะงักไปนิด เผลอปล่อยแขนออกเมื่อเห็นใบหน้ากระดากแปลกๆ ของอีกฝ่าย

พฤทธิ์ยกมือขึ้นเกาหัวตัวเองแกรกๆ นึกเกลียดบรรยากาศน่ากระอักกระอ่วนนี่ขึ้นมาจับใจ

“แกพร้อมจะให้ฉันช่วยเมื่อไรค่อยบอก ตกลงนะ”

เด็กหนุ่มทำลายความเงียบชวนให้อึดอัดนั่นด้วยประโยคง่ายๆ ระหว่างที่ชี้หน้าเขา ยังไม่ยอมสบตาด้วยตรงๆ เหมือนเขินตัวเองมากกว่าอย่างอื่น เพียงพอจะทำให้กวินยกมือขึ้นลูบแผลเป็นบนสันจมูกเบาๆ แล้วเผลอยิ้ม

“ปกติคุณกอดปลอบทุกคนแบบนี้เหรอ”

“ก็...” ใบหน้าคนถูกถามยิ่งดูกระดากเข้าไปใหญ่ “เปล่า”

“อ้าว”

“ฉันแค่รู้สึกว่าเวลาไม่รู้จะพูดอะไร กอดเอาง่ายกว่า” พูดแล้วก็ยักไหล่ “จะให้ฉันบอกว่าเข้าใจก็ไม่ได้ จะให้พูดว่าจะช่วยมันก็ไม่ใช่เรื่องของฉันด้วย”

วิญญาณหนุ่มอ้าปากจะพูด หากอีกฝ่ายกลับชิงเอ่ยประโยคถัดไปออกมาเสียก่อนจนต้องหุบปากลงฉับ

 

“เพราะงั้น... แกพร้อมเมื่อไรค่อยเล่าให้ฉันฟัง เพราะฉันก็ทำได้แค่นั้นแหละ”

 

แล้วคำว่าแค่นั้นของคุณ... รวมถึงการคว้าผมไปกอดแบบเมื่อกี้ด้วยหรือเปล่า...

กวินสบตากลับ คราวนี้พฤทธิ์ไม่หลบ

แปลก เด็กนี่มีอะไรสักอย่างที่เขาระบุได้แต่ว่าแปลกมาก ผิดไปจากทุกคนที่รู้จัก ไม่เหมือนกับคนนอกครอบครัวที่เสือกหน้าเข้ามาบอกว่าเข้าใจ ไม่เหมือนกับคนในบ้านที่ห่างกันราวกับเป็นคนละสายเลือด และที่สำคัญ มันแตกต่างจากภาพที่เคยสร้างเอาไว้ในหัวมาตลอดชีวิต...

ร่างวิญญาณหันไปสบถกับตัวเอง ก่อนจะเปรยขึ้นมาลอยๆ

“อาจจะดีก็ได้ที่ผมตายแล้ว”

“หือ”

“ถ้ายังไม่ตายแล้วคุณเสือกกอดแบบเมื่อกี้ จั๊กกะเดียมตายห่าเลย”

คิ้วที่ขมวดเข้าของพฤทธิ์คลายออกกะทันหัน แลเห็นแววขบขนปนเข้ามาในดวงตา ก่อนที่เด็กหนุ่มจะหลุดหัวเราะก๊าก

 

“แล้วรู้สึกดีขึ้นมั้ย”

 

กวินไม่ตอบ ไม่แน่ใจว่าจะตอบยังไงดีเหมือนกัน

“เฮ้ย ถ้ามันไม่โอเคก็คือไม่โอเคนะเว้ย ฉันไม่ว่า” คนกอดรีบยกมือขึ้นโบกไปมาท่าทางร้อนรน สีหน้าเปลี่ยนเป็นเหยเกอย่างบอกไม่ถูก “จริงๆ ฉันก็จั๊กกะเดียมตัวเองเหมือนกัน กอดผู้ชายว่าแย่แล้วนะ กอดผีนี่มะเร็งแทบแดกตับ”

ผีขำพรืด มองไอ้เด็กธรรมดาๆ ตรงหน้าที่ทุกคนเดินทางเข้ามาโคจรโดยรอบอย่างไร้เหตุผลแล้วส่ายศีรษะเบาๆ เอื้อมมือไปขยี้เส้นผมสีดำสนิทนั่นอย่างมันเขี้ยว

ไร้เหตุผลหรือ ไม่สิ

 

บางทีนะ บางที...

เขาอาจจะรู้เหตุผลนั่นเข้าสักวันก็ได้...

 

 

  
From Writer:

เริ่มเข้าเนื้อเรื่องซะทีละมั้ง เราว่าจุดเริ่มต้นทุกอย่างมันเริ่มจากตอนนี้นี่แหละค่ะ *หัวเราะ*
เราเชื่อว่าความรักไม่ใช่เรื่องของคนสองคน แต่เป็นเรื่องของคนทั้งโลก ตามจังหวะที่พอดี หมุนมาเข้าล็อกกันด้วยสิ่งที่เติบโตมาจนปัจจุบันนี้ ผสมกับสถานการณ์ที่วนมาเจอกัน พื้นความคิดของแต่ละคน เหตุผล หัวใจ -- ไม่ใช่โลกที่มีกันอยู่แค่สองคนเท่านั้นแน่ๆ
ธีมพื้นฐานความรักของเรื่องนี้ก็จะประมาณนี้แหละ อยากเขียนให้ได้แบบนั้นนะคะ 55555

อ้อ และเราชอบฉากกอดมากเลยค่ะ เราว่ามันเป็นการแสดงความรักที่อบอุ่นที่สุดเลยนะ สากลโลก และไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นคนรักเท่านั้นด้วยล่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

122 ความคิดเห็น

  1. #111 bucha (@bucha) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 มีนาคม 2558 / 21:16
    พลิน=วลาด ใช่ป่ะ?
    #111
    0
  2. #89 wand of determine (@nisharee) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2557 / 21:01
    กอดกันอ่ะกอดกัน!!!
    ดุเดือดเผ็ดมันกับการต่อปากต่อคำไม่แพ้ชาติก่อนแต่ลดดีกรีความเกรียนลง ฮ่าๆๆๆๆๆ
    ปล.เกรียงไกรกับป๋าวินนี่ซัมติงนะเนี่ยยยยย อยากรู้เรื่องของสองคนนี้ด้วยจุง
    #89
    0
  3. #43 arolis tranzee (@sengoku) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2557 / 12:05
    กริ๊ดดดดดดดดดดดดดดด
    น่ารักเกินไปแล้ว  -///-
    #43
    0
  4. #40 pommijika (@5354) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2557 / 03:30
    มาต่อเถอะมุ๊งมิ๊งน่ารักน่าชมมากๆเลย>W #40
    0
  5. #39 suikun (@shinora) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 / 16:45
    อ๊ากกกกกก กอดแบบบริสุทธิ์ใจฝุดๆ อยากให้คุณพี่คมมีบทจัง คุณพี่คงไม่ได้เกลียดน้อหรอกม้างง
    คู่นี้น่ารักจริงๆ อุฮิ >w<
    #39
    0
  6. #38 -เกม- (@-gem-) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 / 14:13
    กอดกันแล้ววว

    ปฏิกริยาหลังโดนกอดของแต่ละคนน่าสนใจดีนะ 555 ฤทธิ์เขินใช่ไหม เขินใช่ไหมล้าาา♥
    #38
    0
  7. #36 mesomeo2 (@mesomeo2) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 / 07:29
    คุณฤทธิ์น่ารักง่าาาาาาา ฮวืออ อยากโดนกอดมั่งจัง :v
    #36
    0
  8. #35 rin199742 (@rin199742) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 เมษายน 2557 / 23:47
    ป๊ะริ๊ดจะน่ารักเกินไปแล้วววว~ มากอดเค้ามั่งจิ >//< //โดนคุณเขี้ยวตบ



    อยากเห็นอิหนูมีบทคู่กะป๋ามั่งอ่ะ อยากเห็นอิหนูเขินนนนน
    #35
    0
  9. #34 สายฝนโปรยปราย (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 เมษายน 2557 / 23:05
    ตอนนี้แอบหวานมากค่าาาาา

    กรี๊ดคุณฤทธิ์สุด ๆ ไปเลย

    พี่เขี้ยวก็น่ารัก อยากเห็นตอนเขินว่าจะเป็นแบบไหนจัง ฮิฮิ

    ชอบโมเม้นท์นี้มาก แบบไม่ต้องพูดให้ร่างกายสื่อถึงกันก็พอ

    อยากให้พี่คนมาทำกับตัวเองบ้าง //เพ้อแหล่ว

    แต่พี่วูล์ฟขยันอัพแบบนี้ คนอ่านดีใจค่ะ

    แล้วจะรอตอนต่อไปนะคะ
    #34
    0
  10. #33 Sushi_Burger (@superkiller) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 เมษายน 2557 / 22:44
    //หยุดหายใจไปกับฉากกอด//ป๊ะริ๊ดน่ารวักเกินไปเเล้ว โอยยยยยยยยย

    ฮือ อ่านเเล้วอยากให้ป๊ะริ๊ดมากอดเราเเบบนั้นบ้าง เเกทำบุญด้วยอะไรเขี้ยว ฮืออออออ//เกือบร้องไห้ตามดราม่าเขี้ยวเเต่ไปๆมาๆอิจฉาเเทนซะงั้น ฮรืออออ อยากอดป๊ะริ๊ดดดด อยากให้ป๊ะริ๊ดโอ๋มั่งงงงง *อีกอย่างคือ พี่คะ หนูลุ้นตัวสั่นเลยค่ะว่าจะจูบไม่จูบ//คอนเวิร์สเสยหน้า*



    อีหนูก็น่าฮักกกกกกก ชักอยากอ่านด้วยรักเเละบัดซบเลย*พี่วูล์ฟถีบ* นี่ก็ยิ้มเเล้วดูสดใส ฟฟฟฟฟฟ ลินก็น่ารว๊ากกกกก เเต่ตอนที่ริ๊ดบอกว่าจะปล้ำเฮียปราชญ์นี่หนูหลอนเลยล่ะค่ะ ฟฟฟ//กลัวเป็นจริง//ตายไป



    เเล้วก็ หนูรอพี่คมเสมอนะคะพี่ เเอรรรรรรรรร๊

    //นั่งกระดิกหางกินกล้่วยสวรรค์ *ผิด*
    #33
    0