[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Another Guy (Y)

ตอนที่ 4 : 3 : รอยยิ้มนั้น [ Rewrite ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16,044
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 517 ครั้ง
    20 ก.พ. 63

Calista εїз




3

รอยยิ้มนั้น

 

                ผมรู้สึกตัวขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่เหมือนกับว่าหัวกำลังจะระเบิด ผมอยากจะนอนต่ออีกสักงีบแต่เสียงกีตาร์แผ่วเบาที่ลอยมาจากไหนสักแห่งทำให้ต้องจำใจฝืนลืมตาตื่นขึ้นมาสู้กับแดดจ้าที่ส่องเข้ามาจากหน้าต่าง

                อา... ใครเปิดม่านทิ้งไว้เนี่ย

                ผมพลิกตัวหนีแสงมาอีกด้าน แต่ก็ต้องชะงักเมื่อพบว่าในห้องนี้ไม่ได้มีเพียงผมอยู่คนเดียว

                แน่นอนว่าคนแปลกหน้าที่ไม่รู้ว่ามาอยู่ในห้องของผมตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็คือคนคนเดียวกับที่ดีดกีตาร์เรียกให้ผมตื่นขึ้นมาตั้งแต่ไก่โห่แบบนี้

                “ตื่นแล้วเหรอ” น้ำเสียงเรียบนิ่งถูกเอ่ยขึ้นจากเจ้าของร่างสูงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ซึ่งห่างออกไปไม่ไกลนัก ร่างกายท่อนบนที่ตอนนี้เปลือยเปล่าเผยให้เห็นมัดกล้ามและซิกซ์แพ็คขนาดกำลังพอดีนั่น ทำให้ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

                “เฮ้ย! นาย!?” ผมผุดลุกขึ้นมาด้วยความเร็วจนร่างกายปรับสภาพไม่ทันแล้วต้องล้มลงไปหัวฟาดหมอนอีกรอบ

โอย ปวดหัวชิบ

                “เฮ้ๆ ใจเย็นสิ” ผู้บุกรุกเอ่ยด้วยท่าทางเหนื่อยหน่าย นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปหยิบบุหรี่ที่วางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือขึ้นมาจุดสูบอย่างใจเย็นขัดกับสถานการณ์จนน่าหงุดหงิด

                “เข้ามาในห้องฉันได้ยังไง!” ผมโวยวาย แต่คนตรงหน้ากลับแสยะยิ้มและพ่นควันบุหรี่ออกมาจนกลิ่นคละคลุ้งไปทั่วห้อง

                “ก้าวร้าวจริง เมื่อคืนยังแทนตัวเองว่าผมอยู่เลย” เขาเลิกคิ้ว สีหน้ากวนประสาทเช่นเคย ผมอยากจะพุ่งไปชกหน้าเขาสักที แต่สภาพร่างกายที่เหมือนกำลังจะแหลกเป็นเสี่ยงๆ ก็ทำให้ผมได้แต่ส่งสายตาไม่เป็นมิตรกลับไปให้เท่านั้น

                “เข้ามาในห้องฉันได้ยังไง” ผมย้ำคำถามเดิมด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลง บ่งบอกว่าถ้าหมอนี่ขืนยังกวนประสาทอีก ผมคงอดไม่ได้ที่จะหาอะไรสักอย่างใกล้ๆ นี่ปาหัวเขา

                “นี่จำอะไรไม่ได้เลยเหรอ”

                ผมไม่ตอบ พยายามนึกว่าเมื่อคืนทำอะไรลงไปบ้าง จำได้ว่าผมดื่มไปค่อนข้างเยอะ หมอนี่ก็เลยอาสาขับรถมาส่งที่หอ แต่หลังจากที่บอกทางมาหอเสร็จ ผมก็รู้สึกง่วงและคงจะเผลอหลับไป แล้วหลังจากนั้น...

ผมก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย

                “ตอนฉันขับรถมาถึง นายก็หลับเป็นตาย ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น ฉันเลยต้องอุ้มขึ้นมานี่”

                “อะ...อุ้ม!?” ผมแทบทึ้งหัว

จะบ้าตาย! ผมไม่ใช่ผู้หญิงร่างเล็กบอบบางนะเว้ย หมอนี่จะมาอุ้มผมไหวได้ยังไง ถึงผมจะเคยเห็นเขาแบกไอ้ซันอย่างง่ายดายต่อหน้าต่อตาก็เถอะ แต่นั่นก็ไม่ได้เรียกว่าอุ้มสักหน่อย

                “โกหก” พอเห็นว่าผมเหวอไป เสียงทุ้มก็เฉลยขึ้นมาพร้อมกับแสยะยิ้มราวกับจะบอกว่าผมนี่มันช่างเชื่อคนง่ายเหลือเกิน

                กวนตีนชิบ...

                “เมื่อคืนพอฉันขับรถมาถึงหอ นายก็เดินละเมอขึ้นมาที่ห้องตัวเองทันทีเลย ฉันขี้เกียจขับรถแล้ว ก็เลยเดินตามมา” ว่าพลางยักไหล่ เรื่องมันง่ายขนาดนั้นเลย?

                “แล้วทำไมนายต้องถอดเสื้อด้วย ละ...แล้วนอนตรงไหน อย่าบอกนะว่านอนบนเตียง!” ผมโวยวายอีกครั้งเมื่อเริ่มมีคำถามน่ากลัวๆ เข้ามาในหัวเต็มไปหมด

                ยิ่งผมก้มลงสำรวจสภาพตัวเองตอนนี้ก็ยิ่งน่าตกใจไปกันใหญ่ ผมว่าเมื่อวานตอนไปเลี้ยงสายผมใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวไปไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมตอนนี้มันเหลือแต่เสื้อกล้ามวะ!?

                “โวยวายเป็นสาวเวอร์จิ้นเลยนะ” เสียงเรียบนิ่งเริ่มเจือความรำคาญเล็กๆ มือเรียวคีบบุหรี่ออกจากปาก ก่อนจะชี้ไปที่พื้นข้างเตียง

                “เมื่อคืนฉันนอนตรงนั้น” ผมมองตามก็พบว่าที่พื้นมีหมอนและผ้าห่มอีกชุดที่ผมมีไว้สำหรับเอาไปนอนที่สตูดิโอกองอยู่ “ส่วนเสื้อนี่ ถอดเพราะถูกสาวเวอร์จิ้นอ้วกใส่” ว่าพลางยักไหล่และก้มลงเกากีตาร์ของผมต่ออย่างไม่ยี่หระ

                อยากจะโมโหอยู่หรอกที่เขาปากเสียเรียกผมว่าสาวเวอร์จิ้น แต่ความโล่งใจก็มีมากกว่า เมื่อได้รับคำตอบที่ฟังดูไม่ได้แย่อย่างที่คิด จริงๆ แล้วผมไม่ควรโวยวายหรือคิดว่าหมอนี่จะทำอะไรที่ไม่น่าไว้ใจกับผมเลยนะ เพราะคนอย่างเขาคงไม่มีทางมาสนใจผมหรอก

แล้วอีกอย่าง หมอนี่ก็มีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้วด้วย

ผมมองไปยังคนที่ก้มหน้าดีดกีตาร์เบาๆ ในทำนองที่ไม่คุ้นหู แล้วก็อดไม่ได้ที่จะมองสำรวจร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่าที่แม้แต่ผู้ชายด้วยกันเองอย่างผมยังต้องยอมรับ จริงๆ ผมคิดว่าหมอนี่จะผอมมากๆ ซะอีกนะ ดูจากรูปร่างภายนอกแล้ว ไม่คิดว่าจะมีซิกซ์แพ็คกับเขาด้วย แต่พอนึกถึงเหตุการณ์ที่เขาช่วยแบกไอ้ซันที่เมาทิ้งตัวหมดสภาพได้สบายๆ แถมเมื่อคืนก็กระชากผมให้ลุกขึ้นได้ด้วยมือข้างเดียวได้อีก แรงเยอะขนาดนั้นจะมีกล้ามหรือซิกซ์แพ็คก็คงไม่แปลก

                “ฉันเคยเห็นนายเล่นดนตรีที่บาร์” อยู่ๆ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนก็เหลือบขึ้นมามองผม ที่กำลังทำเรื่องมารยาทอยู่ ทำให้ผมต้องรีบเบือนหน้าหนี พร้อมกับกระแอมเบาๆ เพื่อตั้งหลัก

                “ละ...แล้วไง” หวังว่าจะไม่ทันเห็นหรอกนะว่าผมจ้องร่างกายของเขาอยู่

                “ฉันเองก็เล่นกีตาร์ในวงดนตรีเหมือนกัน สนใจมาร่วมวงมั้ยล่ะ” คำถามของคนตรงหน้าทำให้ผมนึกถึงวันแรกที่เราเจอกัน จำได้ว่าวันนั้นหมอนี่แบกกีตาร์มาด้วย ก็คิดอยู่หรอกนะว่าคงเป็นนักดนตรี

                “ไม่ล่ะ ฉันชอบเล่นคนเดียวมากกว่า” ผมปฏิเสธ พลางลุกขึ้นจากเตียงและเดินไปหาเสื้อใส่ และไม่ลืมที่จะหยิบเสื้อยืดอีกตัวโยนไปให้คนหน้าไม่อายที่เอาแต่นั่งโชว์ร่างกายของตัวเองอย่างไม่เกรงใจเจ้าของห้องอย่างผมเลย

                เหอะ! คงคิดว่าตัวเองหุ่นดีมากสินะ

                ฝ่ามือหนาเอื้อมมือมารับเสื้อยืดสีขาวที่ผมโยนไปให้ได้ทันแม้ว่าผมจะไม่ได้บอกล่วงหน้าก็ตาม “ใส่ซะ ถือว่าฉันชดใช้ที่อ้วกใส่เสื้อนาย” ผมบอก ร่างกำยำจึงยักไหล่ ก่อนจะวางกีตาร์ลงและใส่เสื้อของผมอย่างช่วยไม่ได้

                ผมเดินไปหยิบน้ำมาดื่มเพราะรู้สึกคอแห้งขึ้นมา หอพักผมเป็นหอพักถูกๆ จึงไม่ได้หรูหราอะไร เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างรวมอยู่ในห้องเดียวกันอย่างที่เห็น ยังดีที่มีมุมครัวเล็กๆ ที่ผมเอาไว้ปรุงอาหารง่ายๆ กินเองได้ ผมเดินกลับมาพร้อมกับน้ำเปล่าแก้วหนึ่งที่รินมาด้วยหลังจากที่นึกขึ้นได้ว่าควรมีน้ำให้แขก (ถึงจะไม่ได้รับเชิญก็เถอะ) ผมวางน้ำไว้ใกล้ๆ ร่างสูงที่กำลังจุดบุหรี่มวนใหม่ขึ้นสูบอีกแล้ว

                “ถามจริงๆ เถอะ สูบบุหรี่จัดขนาดนั้น แฟนนายไม่ว่าบ้างเลยหรือไง” ผมขมวดคิ้วถามอย่างจริงจัง หมอนี่สูบบุหรี่จัดจริงๆ นะ ต่อไปผมจะเรียกเขาว่านายมะเร็งปอด แทนชื่อเขาซะเลยดีมั้ย

                แต่จะว่าไป...ตั้งแต่เจอกัน ผมเรียกชื่อเขาไปไม่กี่ครั้งเองนี่หว่า แม้แต่ในความคิดผมยังเรียกหมอนี่ว่าหมอนี่เลยด้วยซ้ำ... ไม่มีคำนำหน้าว่าพี่ใดๆ

ก็นะ ใครใช้ให้ทำตัวไม่น่าเคารพเองล่ะ

                “ถึงว่า ฉันก็ไม่แคร์หรอก” เขาว่าพลางพ่นควันบุหรี่ออกมาอย่างไม่แยแส ผมขมวดคิ้ว ก่อนจะเดินไปเปิดหน้าต่างห้องเพื่อระบายอากาศ

                “นี่นายรักแฟนนายจริงๆ หรือเปล่าเนี่ย” ผมเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กๆ ทำไมเขาถึงดูไม่แคร์ใครในโลกเลยนะ ถ้าผมเป็นแฟนหมอนี่ ผมคงขอเลิกไปนานแล้ว ผู้หญิงคนนั้นมีความอดทนสูงจริงๆ ที่ทนคบกับคนที่มีดีแค่หน้าตาแบบนี้ได้

                “ไม่เห็นจะเกี่ยวตรงไหน”

                “เกี่ยวสิ” ผมหันกลับมาทำหน้าจริงจัง “ถ้านายรักผู้หญิงคนนั้นจริง ก็ต้องเป็นห่วงเธอสิ ไม่รู้หรือไงว่าควันบุหรี่มันอันตรายแค่ไหน ถ้านายยังสูบตลอดเวลาขนาดนี้ อาจทำให้คนรอบข้างอย่างแฟนนาย เป็นมะเร็งตายได้ในอนาคตเลยนะ ถ้าไม่รักตัวเอง ก็หัดสนใจคนรอบข้างบ้างก็ดี” ผมร่ายยาวแฝงไปด้วยความประชดประชัน

                จริงๆ แล้วผมไม่ได้เป็นห่วงแฟนหมอนี่อย่างที่พูดหรอก ผมแค่เป็นห่วงตัวเองต่างหาก ไม่ว่าจะครั้งไหนๆ ที่เจอกัน ผมเป็นอันต้องรับสารก่อมะเร็งมาด้วยทุกที โอเค ผมยอมรับนะว่าผมเองก็เคยสูบ แต่ช่วงนี้ผมห่างหายจากบุหรี่มานานมากแล้วล่ะ เวลาที่เพื่อนๆ หรือคนรอบข้างของผมสูบ ผมก็จะปลีกตัวออกมา หรือไม่พวกนั้นก็จะปลีกตัวออกไปสูบเงียบๆ ไม่รบกวนคนอื่น แต่ดูหมอนี่สิ ห้องผมแท้ๆ แต่ยังพ่นสารก่อมะเร็งออกมาอย่างไม่เกรงใจเลย

                “นี่หลอกด่ากันนี่หว่า” เขารู้ทัน ผมเลยยักไหล่ตอบ

                “ก็ทำนองนั้น” ไม่คิดจะปฏิเสธ

                “หึ โอเค ขอโทษครับ” พอรู้ตัวว่าถูกว่าซึ่งๆ หน้า คนหน้าตายก็แสยะยิ้มออกมาก่อนจะเอ่ยคำขอโทษที่ดูยังไงก็ไม่มีความจริงใจ พร้อมกับดับบุหรี่ที่ยังสูบได้ไม่ถึงครึ่งมวนลงกับที่เขี่ยบุหรี่เก่าเก็บของผม “พอใจยัง?”

                ผมไม่ได้ตอบคำถาม แค่ยักไหล่กลับไป คนตรงหน้าแค่นหัวเราะร้ายกาจเหมือนเคย ก่อนจะหยิบน้ำที่ผมวางไว้ให้ขึ้นมาดื่มจนหมดแก้ว แล้วก้มหน้าลงดีดกีตาร์ต่ออย่างสบายใจ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงได้สบายใจขนาดนั้น ห้องก็ห้องผม กีตาร์ก็กีตาร์ผม ไม่มีขอกันสักคำ แถมยังทำตัวชิลเหมือนเป็นของตัวเองอีก

                “นี่ไม่คิดจะกลับบ้านกลับช่องหรือไง” ผมขมวดคิ้วถาม จริงๆ เขาควรจะกลับไปตั้งแต่ตื่นมาแล้วสิ มัวมานั่งเอ้อระเหยอะไรอยู่เนี่ย

                “ขี้เกียจ” คำตอบสั้นๆ ที่แสนจะไม่ยี่หระนั่น ทำเอาผมจนคำพูดไปหลายวินาที ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ

                “เอาเหอะ จะทำอะไรก็ทำ ถ้าออกไปเมื่อไหร่ฝากล็อกประตูให้ด้วยล่ะ” ผมว่า ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้งเพราะอาการแฮงก์ที่ยังไม่หายดีกำลังกลับมาเล่นงานอีกแล้ว

ยังไงก็ขอนอนต่ออีกสักหน่อยละกัน

                “อืม” ผมได้ยินเสียงตอบรับสั้นๆ ในขณะที่ตาของผมค่อยๆ หลับลง

                “เชน” แต่ไม่รู้อะไรดลใจ ผมถึงได้เรียกชื่อเขาออกมาทั้งๆ ที่ยังหลับตา

                “ฮะ?”

                “เปล่า ก็แค่อยากลองเรียกชื่อดู” ผมตอบตามตรง แค่อยากรู้ว่าจะรู้สึกยังไง เพราะที่ผ่านมาผมแทบจะไม่เอ่ยชื่อเขาเลยเพราะรู้สึกแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะต่างออกไป อาจเพราะกำลังแฮงค์จนไม่อยากจะคิดมากอะไร หรือเป็นเพราะอยู่ในสถานการณ์สบายๆ จนทำให้อยู่ๆ ก็รู้สึกว่าสามารถเรียกชื่อได้อย่าสนิทใจขึ้นมา

                “น่าขนลุก” ผมได้ยินเสียงบ่นอย่างไม่จริงจังของอีกฝ่าย ก่อนที่เขาจะเงียบไป และผมก็ได้ยินเสียงกีตาร์เป็นทำนองเบาๆ ขึ้นมาแทน

                ทำนองที่กล่อมให้ผมหลับสนิทเป็นตาย โดยไม่สนใจเลยว่ามีคนแปลกหน้าท่าทางไม่น่าไว้ใจนั่งอยู่ข้างเตียง

 

                09.25 P.M.

พอตื่นมาอีกครั้งในตอนบ่ายผมก็ไม่เห็นเชนอยู่ในห้องแล้ว ทุกอย่างในห้องล้วนเป็นเหมือนเดิมราวกับว่าหมอนั่นไม่เคยอยู่ในห้องนี้มาก่อน และผมคงจะคิดว่าตัวเองแค่ฝันไป ถ้าไม่เหลือบไปเห็นเสื้อยืดสีน้ำเงินเข้มแบบเดียวกับที่ผมเห็นเขาใส่เมื่อคืนตากอยู่ที่ระเบียง คิดดูสิแม้แต่แก้วน้ำที่ผมรินไปให้เขาดื่ม ก็ไม่ได้วางอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือแล้ว แต่กลับวางอยู่ที่ชั้นอย่างเรียบร้อยเหมือนก่อนที่หมอนั่นจะมา ผมไม่อยากจะนึกหรอกว่าหมอนั่นจะเป็นคนเก็บ แต่มันก็ไม่มีข้อสันนิษฐานอื่นแล้วนี่นะ

                มันทำให้แวบหนึ่งในหัวผมคิดว่า บางทีเขาอาจจะเป็นคนดีกว่าที่คิด

                ผมอาบน้ำแต่งตัวเตรียมออกจากห้องเพื่อไปตามนัดกับเพื่อนในคณะ ไม่ต้องแปลกใจที่ทั้งๆ ที่ใกล้จะสอบแล้ว แต่พวกเราก็ยังคงเที่ยวไม่เว้นแต่ละวัน แทบไม่มีใครกังวลเรื่องอ่านหนังสือเลยด้วยซ้ำ จริงๆ ต้องบอกว่าช่วงสอบนี่แหละที่เป็นช่วงพักผ่อนที่แท้จริง เพราะพวกเรามีสอบแค่ไม่กี่วิชาเท่านั้น แถมแต่ละวิชาก็มีเนื้อหาไม่มาก แต่เว้นช่วงการสอบตั้งสองสามวัน ทำให้ทุกคนต่างก็สบายใจอย่างที่เห็น

                เพื่อนผมนัดเอาไว้ตอนสามทุ่มซึ่งผมควรจะออกจากหอได้แล้ว ถ้าไม่ติดที่ว่า ผมหากุญแจรถไม่เจอ รถโฟร์คสีน้ำเงินยังคงจอดอยู่ที่ลานจอดรถหน้าหอ แต่ไม่ว่าผมจะควานหาจนทั่วห้อง ลิ้นชักทุกลิ้นชัก หรือกระเป๋ากางเกงทุกตัว แต่กลับไม่เห็นสิ่งที่หน้าตาเหมือนกุญแจรถของผมเลย

                อยู่ไหนวะเนี่ย

                ผมหยุดการค้นหา เป็นจังหวะเดียวกับที่เพื่อนผมโทรเข้ามาพอดี ทันทีที่ผมกดรับเสียงดนตรีก็ดังกระหึ่มลอดเข้ามาจนผมต้องนิ่วหน้า

                “มึงอยู่ไหนวะไอ้ตรี ตกลงจะมามั้ยเนี่ย” เสียงไอ้เวสป้าเพื่อนสนิทในคณะตะโกนแข่งกับเสียงดนตรีเข้ามาในสาย ผมนั่งลงที่เตียงพร้อมกับถอนหายใจ

                “กูหากุญแจรถไม่เจอว่ะ”

                “อ้าว แล้วเอาไง ให้กูไปรับมั้ย?” ไอ้เวสป้าอาสา ผมเลยตอบตกลงไปอย่างช่วยไม่ได้ “งั้นรอแป๊บ เดี๋ยวกูแว้นมอไซค์ไป”

                ผมตัดสายจากไอ้เวสและนั่งรอพร้อมกับพยายามนึกไปด้วยว่าผมเอากุญแจรถตัวเองไปวางไว้ไหน ก็เมื่อคืนนี้ผมไม่ได้ขับกลับมาซะหน่อยนี่หว่า...  

เอ๊ะ เดี๋ยวสิ ก็จริงที่ผมไม่ได้ขับรถกลับมา ถ้างั้นกุญแจรถผมก็อาจจะอยู่กับ...

                อา เวรละกู

                ผมตบหน้าผากตัวเองแรงๆ หนึ่งที เมื่อนึกขึ้นได้ พรุ่งนี้ผมต้องใช้รถซะด้วยสิ แล้วแบบนี้จะไปเอากุญแจรถคืนได้ยังไง? ตอนนี้หมอนั่นอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เบอร์โทรติดต่อก็ไม่มี...

                หรือว่ามี?

                เมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้ ผมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกรอบและกดค้นหาเบอร์ที่ผมไม่เคยลบ แต่ก็ไม่ได้โทรออกมาพักใหญ่...เบอร์ของไอ้ซัน  

นานเท่าไหร่แล้วนะ ที่ผมไม่ได้ยินเสียงมันผ่านสายโทรศัพท์ มันจะดูแปลกเกินไปมั้ย ถ้าอยู่ๆ ผมก็โทรหามัน...

                ผมสะบัดหัวไล่ความกังวลที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาให้หายไปเมื่อรู้ตัวว่าตัวเองเริ่มเพ้อเจ้อ จะคิดมากทำไมกัน ในเมื่อนี่มันเบอร์เพื่อนผมนะ มันแปลกตรงไหนล่ะที่เพื่อนจะโทรหาเพื่อน แถมเป็นเรื่องด่วนด้วย มันไม่เป็นไรหรอกน่า

                ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะตัดสินใจกดโทรออก เสียงรอสายดังขึ้นมา แต่ผมกลับได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นดังกว่าเสียอีก ในใจคิดแล้วว่าถ้ามันไม่รับสายภายในห้าวินาทีผมจะกดวาง...

                [ ไอ้ตรี! ] แต่ไม่ทันแล้วล่ะ

                “อะ...ไอ้ซัน”

                [ นานแค่ไหนแล้วเนี่ยที่มึงไม่ได้โทรหากู ] น้ำเสียงตื่นเต้นจากปลายสายทำให้ผมกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่อย่างไม่รู้จะตอบว่าอะไร [ มีอะไรหรือเปล่าวะ ] โชคดีที่มันเป็นฝ่ายถามขึ้นมาก่อน

                “มึง...มีเบอร์พี่รหัสมึงหรือเปล่า” ผมถาม โดยเลี่ยงที่จะไม่เอ่ยชื่อหมอนั่นออกมาตรงๆ ถ้าให้เรียกชื่อเฉยๆ ผมก็ไม่รู้สึกอะไรหรอก แต่ถ้าให้นำหน้าด้วยคำว่าพี่นี่สิ มันรู้สึกขนลุกยังไงชอบกล

                ให้เรียกว่าพี่เชนเหรอ? แค่คิดก็คลื่นไส้แล้ว

                [ เบอร์พี่เชนอ่ะนะ มึงจะเอาไปทำอะไรวะ ] คำถามของไอ้ซันทำเอาผมนิ่งไปเลย จะให้ตอบว่ายังไงดีล่ะ ผมทำกุญแจรถหาย คิดว่าอยู่ที่หมอนั่นก็เลยว่าจะโทรไปทวงงั้นเหรอ แบบนั้นผมก็ต้องสาวไปถึงว่าทำไมกุญแจถึงไปอยู่ที่หมอนั่นอีกน่ะสิ ยุ่งยากตายชัก

                “พอดีกูมีธุระนิดหน่อย ตกลงมึงมีเบอร์มั้ย” ผมถามซ้ำ

                [ เออ แป๊บนะ ตัวเอง หาเบอร์พี่เชนให้เค้าหน่อยสิ ] มันบอก ก่อนจะหันไปถามใครอีกคน ซึ่งเดาจากการใช้สรรพนามผมก็รู้แล้วว่าใคร

                “มึง...อยู่กับวีเหรอ” ปากของผมถามออกไปโดยที่สมองยังไม่ทันคิดจะห้ามด้วยซ้ำ

                [ เออ พอดีกูมาติวหนังสือที่หอวี ] คำตอบนั้นทำให้ผมได้แต่เงียบ หัวใจที่เคยพองโตเมื่อได้ยินเสียงคนที่ผมแอบชอบกลับหดลงทันทีที่รู้ว่ามันอยู่กับแฟน

                นี่ผมกำลังหวังอะไรกัน มันอยู่กับแฟนมันก็ถูกแล้วนี่

                [ ได้ละ มึงจดนะ ] ผมเรียกสติตัวเองกลับมาและหยิบกระดาษกับปากกาที่อยู่ใกล้ตัวมาจดเบอร์ของเชนตามที่ไอ้ซันบอก

                “เออ ขอบคุณนะ” ผมบอกหลังจากที่ได้เบอร์ที่ต้องการแล้ว “แล้วก็...ขอโทษด้วยที่รบกวนเวลาของมึงกับแฟน” น้ำเสียงของผมฟังดูประชดประชันซะจนตัวเองยังตกใจ แต่โชคดีที่ไอ้ซันดูเหมือนจะจับน้ำเสียงนั่นไม่ได้

                [ โอ๊ย ไม่รบกวนเลยมึง ดีซะอีกที่มึงโทรมา กูจะได้พักบ้าง ยัยตัวเล็กนี่เอาแต่บังคับให้กูอ่านหนังสือจนหัวกูจะระเบิดตายอยู่แล้วเนี่ย โอ๊ย! ตีเค้าทำไมเนี่ย ] ยังไม่ทันพูดจบมันก็เปลี่ยนเป็นร้องโอดโอยขึ้นมา ถ้าผมเดาไม่ผิด มันคงโดนยัยตัวเล็กที่ว่าฟาดเอาล่ะมั้ง

                การที่ได้ยินสองคนนั่นหยอกล้อกันในสายทำให้ผมยิ่งรู้สึกเจ็บปวดจนอยากจะปาโทรศัพท์ในมือทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด แต่เพื่อไม่ทำให้อีกฝ่ายดูออกว่าผมกำลังรู้สึกแย่แค่ไหน ผมจึงได้แต่ส่งเสียงหัวเราะที่แสนจะฝืนใจกลับไปเท่านั้น

                “งั้นกูวางก่อนนะ ขอบใจมึงมาก” ผมบังคับเสียงตัวเองให้พูดออกไปอย่างปกติ ก่อนจะกดตัดสายทันที

                ถึงจะวางสายไปแล้ว แต่ผมก็ยังคงกำโทรศัพท์ไว้แน่น ราวกับมันจะช่วยระบายความเจ็บปวดที่ก่อตัวขึ้นมาภายในใจให้หายไปได้...ผมไม่น่าโทรไปหามันตั้งแต่แรกเลย ให้ตายเถอะ

                ครืดดด

                แต่แล้วโทรศัพท์ของผมก็สั่นขึ้นมาอีกครั้ง ผมกดรับสายทันทีเมื่อพบว่าเป็นไอ้เวสป้า มันคงมาถึงแล้วล่ะมั้ง

                “เออ กูกำลังลงไป” ผมพูดแค่นั้น ก่อนจะกดตัดสายและลุกออกจากเตียงโดยไม่ลืมที่จะหยิบกระดาษจดเบอร์โทรมาด้วย  

ความเจ็บปวดที่ได้รับ ทำให้ความรู้สึกกระหายแอลกอฮอล์ของผมเพิ่มขึ้นมาเป็นสิบเท่า ปกติผมไม่ใช่พวกขี้เหล้าต้องเมาเช้าเมาเย็นหรอกนะ แต่คราวนี้ขอหน่อยเหอะ ให้ผมได้ปลดปล่อยกับชีวิตรักบัดซบนี่สักที ก่อนจะความเจ็บปวดมันจะเล่นงานผมจนตายเข้าจริงๆ สักวัน

               

                ไอ้เวสป้าขับรถพาผมมาจนถึงร้านอาหารกึ่งผับที่มีชื่อเสียงในย่านนี้มากทีเดียว บรรยากาศคึกคักและเสียงดนตรีที่ดังออกมาถึงนอกร้านทำให้ผมรู้สึกกระตือรือร้นตามไปด้วย

                “มึงเข้าไปก่อนแล้วกัน กูขอทำธุระแป๊บ” ผมบอกไอ้เวส มันพยักหน้าก่อนจะเดินเข้าไปในร้านอย่างไม่ขัดอะไร ผมหยิบกระดาษจดเบอร์โทรที่หยิบติดมือมาออกจากกระเป๋ากางเกง ก่อนจะกดโทรออกตามเบอร์นั้น ช่วยไม่ได้นะ ผมอยากได้กุญแจรถคืนนี่นา ถึงจะยังไม่มั่นใจว่ามันจะอยู่ที่หมอนั่นจริงหรือเปล่าก็เถอะ แต่ถ้าอยู่จริงๆ ผมก็จะได้แวะไปเอาคืนเลยไง ไหนๆ ก็ออกมาข้างนอกแล้ว

                [ สวัสดีครับ ] เสียงรอสายดังอยู่นานพอสมควรก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงเรียบนิ่งตอบกลับมา

                พูดเพราะจังแฮะ นี่ถ้าไม่เคยเจอกันมาก่อนผมคงคิดว่าเขาเป็นคนที่สุภาพมากๆ คนหนึ่ง

                แต่การที่เขาพูดเพราะ ยังไม่น่าแปลกใจเท่ากับการที่ผมได้ยินเสียงเพลงลอดออกมาจากปลายสาย และที่สำคัญ มันเป็นเพลงเดียวกับที่ดังออกมาจากร้านที่ผมกำลังยืนอยู่นี่ด้วย

                [ นั่นใคร ] น้ำเสียงที่เริ่มหงุดหงิด ทำให้ผมเลิกสนใจเสียงเพลง และกลับมาตอบคำถามอีกฝ่าย ก่อนที่เขาจะหงุดหงิดจนตัดสายไปซะก่อนที่จะได้คุยธุระ

                “ฉันตรี” ผมบอกชื่อตัวเองไป ดูเหมือนมันจะทำให้เขาตกใจไม่น้อย เชนเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะถามต่อ

                [ เอาเบอร์ฉันมาจากไหน ] อยู่ๆ ผมก็จินตนาการออกว่าหมอนั่นต้องกำลังขมวดคิ้วอยู่

                เป็นสีหน้าที่ผมเห็นจากเขาบ่อยครั้ง นับตั้งแต่ที่เราเจอกัน

                “เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก ฉันแค่จะโทรมาถามว่ากุญแจรถของฉันอยู่ที่นายหรือเปล่า”

[ กุญแจอะไร ]

“กุญแจรถที่เมื่อคืนนายขับไง ฉันหาไม่เจอ มันอยู่ที่นายหรือเปล่า” ผมถามอย่างชัดเจนอีกรอบ พลางเดินเข้าไปในร้านเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่าง

ไม่ว่าจะฟังยังไง เสียงเพลงที่ลอดเข้ามาในโทรศัพท์กับเสียงเพลงที่ร้านนี้เปิด มันก็เป็นเพลงเดียวกันจริงๆ นะ

                ผมขมวดคิ้วอย่างรู้สึกไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ ถึงระยะนี้ผมกับหมอนั่นจะบังเอิญเจอกันบ่อยๆ ก็เถอะ แต่มันก็ไม่น่าจะบังเอิญถึงขนาด...

                “ไอ้เชน ใกล้แสดงแล้วนะมึง เสร็จหรือยังวะ”

                บังเอิญถึงขนาดนี้... เลยเหรอวะ

นี่พระเจ้ากำลังเล่นตลกกับผมอยู่ใช่มั้ยเนี่ย?  

                ผมกลับมาหลบอยู่ในมุมมืดอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าร่างสูงที่ผมกำลังคุยโทรศัพท์ด้วย ยืนห่างออกไปไม่ไกล เชนหันไปตอบอะไรบางอย่างกับเพื่อนของเขา ก่อนจะหันกลับมาคุยกับผมต่อ

                [ แป๊บนะ ] ร่างสูงพูดก่อนจะใช้ปากคาบบุหรี่ไว้ เพื่อจะใช้มือล้วงหาของในกระเป๋ากางเกงยีนซึ่งผมจำได้ว่าเป็นตัวเดียวกับเมื่อวาน โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าทุกการกระทำของเขาอยู่ในสายตาผมหมด ไม่นานนิ้วเรียวนั่นก็เกี่ยวพวงกุญแจที่แสนจะคุ้นตาออกมาจากกระเป๋า

                อยู่กับหมอนี่จริงๆ ซะด้วยสิ

                [ อยู่ ] ปลายสายตอบกลับมาสั้นๆ ทั้งที่ปากยังคาบบุหรี่อยู่

                เออ ผมรู้แล้วล่ะ

                [ โทษที สงสัยจะเผลอหยิบติดมือมา ] เชนยกกุญแจรถของผมขึ้นมาพิจารณา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเหมือนพยายามจะนึกว่ามันมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ อะไรทำนองนั้น

                “ช่างเหอะ เดี๋ยวฉันไปเอา” ว่าจบผมก็กดตัดสายทันทีโดยไม่ถามสักคำว่าเขาอยู่ที่ไหน แหงล่ะ ก็หมอนั่นยืนหัวโด่อยู่ตรงหน้าผมนี่ไง มีอะไรจะต้องถามล่ะ  

                ร่างสูงขมวดคิ้วนิดหน่อยเมื่อผมตัดสาย เขาบ่นอะไรอุบอิบก่อนจะอัดบุหรี่เข้าปอดอีกครั้งอย่างไม่ยี่หระ ผมกำลังจะเดินออกจากมุมมืดเพื่อออกไปทวงกุญแจคืน แต่เพื่อนคนเดิมของเขาก็เดินออกมาเรียกอีกรอบ ทำให้ผมจำเป็นต้องหยุดฝีเท้าไว้ก่อน เชนพูดบางอย่างกับเพื่อนของเขา ก่อนจะอัดควันเข้าปอดเป็นรอบสุดท้าย แล้วทิ้งก้นบุหรี่ลงกับพื้นและเดินเข้าไปในร้านทันที ผมที่ตั้งใจจะเดินเข้าไปหาเลยได้แต่ยืนเก้ออยู่ที่เดิมสักพัก ก่อนจะตัดใจแล้วเดินเข้าไปในร้านบ้าง

                เอาเหอะ ยังไงก็รู้แล้วนี่ว่าหมอนั่นอยู่ไหน รอให้เสร็จธุระก่อนแล้วค่อยไปทวงก็ได้

                 

ผมเดินเข้ามาในร้านและเจอกับเพื่อนคนอื่นที่กำลังโหวกเหวกโวยวายกันได้ที่ คณะผมเป็นคณะเล็กๆ ที่รับนักศึกษาปีละไม่กี่คน และแต่ละคนก็ผ่านการรับน้องมาอย่างหนักหน่วง ทำให้พวกเราสนิทกันมากกว่าพวกคณะอื่นที่มีคนเยอะๆ มาก เวลาไปไหนก็จะยกขบวนไปด้วยกันทีละสิบยี่สิบคน จึงช่วยไม่ได้ที่จะส่งเสียงเอะอะลั่นร้านอย่างที่เห็น แต่ก็ใช่ว่าผมจะสนิทกับคนหมดนี่หรอกนะ ผมมันพวกเข้ากับคนอื่นยากมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมีเพื่อนที่สนิทจริงๆ แค่คนสองคนเท่านั้นแหละ ที่เหลือก็คุยได้ ช่วยเหลือกันได้ ตามประสาเพื่อนร่วมรุ่นทั่วๆ ไป

                “อ้าวตรี มาแล้วเหรอ” ทองกวาวทักขึ้น ผมยิ้มตอบก่อนจะนั่งลงตรงข้ามกับเธอ

                พอเห็นว่าผมหาที่นั่งได้แล้ว ไอ้เวสก็จัดการผสมเหล้าให้ด้วยความชำนาญทันที อย่างที่บอกว่าวันนี้ผมตั้งใจมาเมา ไหนๆ ก็ไม่ต้องขับรถกลับเองแล้ว ขอดื่มให้เต็มที่หน่อยแล้วกัน

                “สวัสดีครับ พวกเรา The Quantum คำแนะนำตัวสั้นๆ แต่ได้ใจความดังมาจากเวทีที่จัดไว้สำหรับวงดนตรีสด ก่อนที่เสียงเฮจากลูกค้าทั้งร้านจะดังขึ้นมาพร้อมกับเสียงกีตาร์และเสียงกลองจังหวะหนักหน่วง ซึ่งเป็นทำนองเพลงร็อคที่ผมเองก็รู้จัก เรียกให้คนทั้งโต๊ะหันไปมองเวทีที่อยู่ด้านหลังด้วยความสนใจ

                ...!

                แต่แล้วก็ต้องนิ่งไป เมื่อสายตาของผมเหลือบไปเห็นมือกีต้าร์ของวง ซึ่งมีใบหน้าคุ้นตาซะจนไม่น่าเชื่อว่าคนคนนั้นจะอยู่บนเวทีนั่นด้วย

                “นั่นพี่เชนนี่ ใช่มั้ยตรี” เสียงทองกวาวที่นั่งฝั่งตรงข้ามถามขึ้นมา ซึ่งผมก็ได้แต่พยักหน้ากลับไป ในขณะที่สายตาไม่อาจละจากร่างสูงที่กำลังเกากีตาร์อย่างพลิ้วไหวด้วยความชำนาญนั่นได้เลย

                หมอนั่น...

               

                Tell us all again What you think we should be

What the answers are What it is we cant see

Tell us all again How to do what you say

How to fall in line, How theres no other way

But ooooh, We all know

                 

                เสียงร้องที่หนักแน่นและทรงเสน่ห์ของนักร้องนำซึ่งเป็นคนเดียวกับที่เดินออกไปตามเชนก่อนหน้านี้ทำให้ผมรู้สึกอิจฉาเล็กๆ เพราะผมเองก็ร้องเพลงตามบาร์เหมือนกัน แต่เสียงของผมเทียบกับเสียงของเขาไม่ได้เลย มันทั้งมีพลังและมีเสน่ห์ซะจนสาวๆ ที่นั่งอยู่รอบตัวผมต่างก็ส่งเสียงกรี๊ดออกมาอย่างถูกใจ ยังไม่นับมือเบส และมือกลอง ที่ควบคุมจังหวะได้อย่างไม่มีที่ติ แถมยังมีเสน่ห์บนเวทีซะจนผู้ชายอย่างผมยังอดที่จะรู้สึกชื่นชมไม่ได้  

แต่ถึงยังไงคนที่ผมอิจฉามากกว่า ก็คือหมอนั่น...ผู้ชายที่ดูเหมือนจะมีเสน่ห์มากที่สุดบนเวทีทั้งๆ ที่สวมแค่เสื้อยืดสีเข้มกับกางเกงยีนธรรมดาๆ แต่กลับมีออร่าประหลาดบางอย่างที่ทำให้ใครก็ไม่อาจละสายตาไปจากเขาได้ ผมไม่รู้เลยว่าเขามีฝีมือในการเล่นกีตาร์ขนาดนี้ เทคนิคต่างๆ ที่เขาใช้มันเหนือชั้นกว่าผมมาก แล้วแบบนี้จะมาออกปากชวนผมเข้าวงอีกทำไมกัน ไม่เห็นจะเข้าใจเลย?

               

                Youre GUILTY ALL THE SAME, Too sick to be ashamed

You want to point your finger, but theres no one else to blame
You
re GUILTY ALL THE SAME Too sick to be ashamed
You want to point your finger, but there
s no one else to blame
You
re GUILTY ALL THE SAME!

 

ยิ่งเข้าสู่ท่อนฮุคของเพลง จังหวะดนตรีก็ยิ่งหนักหน่วงมากขึ้น ผสมกับความคึกคะนองด้วยฤทธิ์เหล้า ทำให้หลาย

คนออกสเต็ปโยกกันหัวหลุดอย่างไม่เกรงใจใคร เพื่อนผมบางส่วนก็เริ่มลุกไปกระโดดหน้าเวทีกันแล้ว ในขณะที่ผมยังคงนั่งมองคนบางคนอย่างไม่วางตา และคนคนนั้นก็สร้างความประหลาดใจให้ผมอีกครั้งในอีกไม่กี่นาทีต่อมา

 

Yeah, you already know what it is!
Can y
all explain, what kind of man is destined
When a man has plans of being rich
If he falls off his plans, he
s wealthy
Dirty money scheme, a clean split
Nonsense the same, he didn
t call for this, hes filthy[1]

               

                เมื่อถึงท่อนแร็พของเพลง คนที่เคยก้มหน้าก้มตาดีดกีตาร์ก็เงยหน้าขึ้นมาจับไมค์แทนนักร้องนำที่หันไปทำหน้าที่เป็นมือกีตาร์ชั่วคราว ริมฝีปากบางพ่นท่อนแร็พที่ยาวเหยียดของเพลงออกมาด้วยใบหน้าเรียบนิ่งราวกับกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ น้ำเสียงทุ้มติดจะเจ้าอารมณ์ที่ผมเคยฟังว่ามันกวนประสาท ตอนนี้กลับกลายเป็นน้ำเสียงที่มีเสน่ห์อย่างน่าเหลือเชื่อ

                “...” ผมไม่รู้เลยว่าตัวเองเผลอจ้องเจ้าของเสียงทุ้มนั่นไม่วางตาแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ จนกระทั่งดวงตาสีน้ำตาลอ่อนนั่นปรายตามองมาทางผม ก่อนจะหยุดชะงัก เป็นจังหวะเดียวกับที่เพื่อนของเขากลับมาร้องท่อนฮุคของเพลงพอดี เชนมองผมนิ่ง ทั้งๆ ที่มือก็ยังคงบรรเลงกีตาร์ได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน ผมกับหมอนั่นสบตากันอยู่อย่างนั้นอย่างไม่มีใครยอมใคร ราวกับว่าถ้าใครหลบตาก่อนก็จะเป็นฝ่ายแพ้หรืออะไรทำนองนั้น

                แต่สุดท้ายเกมจ้องตาก็ลงเอยด้วยการที่ผมเป็นฝ่ายแพ้จนได้ เมื่ออยู่ๆ ริมฝีปากบางก็กระตุกยิ้มแสนร้ายกาจขึ้นมา เป็นเหตุให้ผมพลาดหลบสายตา โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะหลบทำไม

                ผมยกแก้วเหล้าขึ้นกระดกย้อมใจเพราะความรู้สึกพ่ายแพ้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองหมอนั่นอีกรอบ แล้วก็พบว่าเขาเองก็มองมาทางนี้เช่นกัน ผมอยากจะเล่นเกมจ้องตาอีกครั้ง แต่หมอนั่นกลับเบือนหน้าหนีไปก่อนซะงั้น

ที่น่าโมโหก็คือ ผมว่าผมเห็นเขาหัวเราะออกมาด้วย หัวเราะแบบหัวเราะเลยล่ะ ถึงจะแวบเดียวก็เถอะ แต่ผมมั่นใจว่าผมตาไม่ฝาด

ทำไม หน้าผมมันมีอะไรตลกนักหรือไง ถึงได้ทำให้คนหน้าตายอย่างเขาหลุดหัวเราะออกมาได้น่ะ?

                ให้ตาย จะยังไงก็ช่างเถอะ แต่ท่าทางแบบนั้น มันทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 517 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,986 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #1849 Praew (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2561 / 18:31
    พี่เชน เอ็งจะทิ้งบุหรี่มั่วซั่วแบบนี้ไม่ได้นะว้อยยย แต่ช็อตเล่นดนตรีดิชั้นยอมจริงๆ
    #1,849
    0
  2. #1733 hh_9094 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 มีนาคม 2561 / 21:33
    พี่เชนคนดีจัวน๊าาา
    #1,733
    0
  3. #1664 ATHRNA (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 / 17:23
    ภาษาดีมากๆเลยค่ะ
    #1,664
    0
  4. #1585 itsagirl (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2560 / 12:18
    ภาษาดีมากเลยค่ะ ตามมาจากทวิต ทำไมไม่เคยเห็นเรื่องนี้ก็ไม่รู้นะคะ ชอบการบรรยาย บุคลิกตัวละคร เก่งจังเลยค่ะ 
    #1,585
    0
  5. #1116 Sweet Time (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2559 / 16:51
    เจ็บมากใช่มั้ยล่ะตรี มาหาพี่เชนมา ถ้าตรีไม่เอาเราเอานะ -.-
    #1,116
    0
  6. #1017 Playfon Saoprom (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 เมษายน 2559 / 10:25
    เขินตอนพี่เชนแรพมากกกกกก ยิ่งตอนจ้องตากับตรี ฉันได้ตายไปแล้วกาาดสินก่ำสดนสเย
    #1,017
    0
  7. #998 chawiJB (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 เมษายน 2559 / 17:36
    อ้ายยย พี่เชนแบบมีเสน่ห์มาก อ่านแล้วโคตรเขิลอ่ะ แค่สบตากันความฟินนี่ทะลุปรอทแล้วครัช ////
    #998
    0
  8. #890 pannjed . (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 เมษายน 2559 / 13:48
    ไม่ไหวแล้ววว พี่เชนขาาาา ยอมล้าววววว
    #890
    0
  9. #801 minoteamiry (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 เมษายน 2559 / 01:14
    เขิลแทนตรีเลยอ่ะ อร๊ากกก ชอบ อ่านแล้วฟิน ถาปัตย์มช.แน่ๆ ปีหนึ่งมีชื่อเฉพาะตัวกัน นอนสตูบ่อยๆ รับน้องก็โหดใช้ได้ 55555 จ้าาาาาา
    #801
    0
  10. #93 StraWBerry_ImIn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 มีนาคม 2557 / 07:21
    เนื้อเรื่อยยค่อยๆเป็นค่อยๆไป น่ารักมากเลย
    อ่านแล้วมันเหมือนถูกดึงดูด ๕๕๕ 

    #93
    0
  11. #64 ThePitch (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 มีนาคม 2557 / 00:53
    เฮ้ยย เฮ้ยย เฮ้ยยย
    พี่เชนหัวเราะอะะะะะะะะ
    ไม่ได้แสยะยิ้มงะะ -//- อรั้ยยยยยยย
    มันต้องมีอะไรในกอไผ่แน่ๆ
    พี่ตรีอย่างซึนอะงื้อออออออ
    เชนตรีๆ #ชูป้ายไฟ 555555
    #64
    0
  12. #16 XyXear* (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มีนาคม 2557 / 13:54
    อร้ายยย พี่เชนหัวเราะอ่ะะะะ
    เขินแปปป 555555555555555

    เชนคิดไรกับตรีป่าววว
    #16
    0
  13. #14 Prang' (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มีนาคม 2557 / 07:16
    ฟินแปป ตาจ้องตา > <
    ชอบเชนสุดๆ ทำไงดีไรเตอร์ 55555
    รออ่านต่อน้าาาาา
    #14
    0
  14. #13 XyXear* (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 มีนาคม 2557 / 14:09
    น้องตรีใช้อาการเมาค้างเป็นข้อแก้ตัวสินะ 
    จริงๆอยากรู้จักก็บอกเถอะะะะ
    แอบอยากให้สองคนนี้รวมวงด้วยกันนะ คริคริ

    รอต่อนะค้า
    #13
    0