[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Another Guy (Y)

ตอนที่ 5 : 4 : หากเคียงชิดใกล้ [ Rewrite ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,581
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 505 ครั้ง
    20 ก.พ. 63

Calista εїз



4

หากเคียงชิดใกล้

 

วง The Quantum เล่นอีกสามเพลง ก็ได้เวลาลงจากเวที ก่อนที่จะมีดีเจมาเปิดเพลงจากแผ่นคั่นเพื่อรอวงต่อไป ผมเห็นเชนและเพื่อนร่วมวงของเขา เดินไปคุยอะไรสักอย่างกับเจ้าของร้าน แล้วเดินไปนั่งดื่มที่โต๊ะซึ่งมีเครื่องดื่มเตรียมไว้ให้อยู่แล้ว ผมจึงขอปลีกตัวจากโต๊ะเดินไปหาเขา

                “ฉันมาเอากุญแจ” ผมเข้าประเด็นทันทีที่มาถึง ฝ่ามือหนาที่กำลังเคาะบุหรี่ออกจากกล่องจึงหยุดชะงัก

                “ใครวะ?” เพื่อนร่วมวงที่ผมจำได้ขึ้นใจว่าเป็นนักร้องนำถามขึ้นมาพร้อมกับขมวดคิ้ว ผมจึงผงกหัวให้เขาเป็นการทักทาย ก่อนจะกวาดสายตามองไปยังเพื่อนร่วมวงอีกสามคนที่เหลือ ผมรู้แล้วล่ะว่าทำไมคนพวกนี้ถึงมารวมตัวฟอร์มวงกันได้ ก็พวกเขาต่างก็มีใบหน้าที่หล่อเหลาอย่างไม่มีใครยอมใครเลย แถมแต่ละคน ยังให้บรรยากาศอึมครึมเหมือนกันอีก ผมเห็นวงดนตรีปกติ บุคลิกของสมาชิกแต่ละคนมักจะแตกต่างกันไป เข้าใจว่าอาจจะเป็นการเติมเต็มเสน่ห์ของวงให้สมบูรณ์หรืออะไรทำนองนั้น แต่ The Quantum กลับไม่เป็นอย่างนั้นแฮะ จากที่เห็น สมาชิกแต่ละคนในวงต่างก็ดูเป็นพวกนิ่งๆ ติดจะเย็นชาคล้ายๆ กับเชน แต่พวกเขากลับมีอะไรบางอย่างที่แตกต่างกัน ในความรู้สึกของผม ซึ่งแทนที่มันจะทำให้วงดูน่าเบื่อ มันกลับดูมีเสน่ห์และดูลึกลับอย่างน่าประหลาดซะงั้น 

                “เด็กกูเอง” คำตอบเรียบๆ แต่แสนจะกวนประสาท ถูกเอ่ยขึ้นมาจากผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างผม

                “เด็กพ่องสิ” นายนักร้องนำคนเดิมโพล่งขึ้นมา ซึ่งมันตรงกับคำพูดที่ผมอยากพูดเป๊ะ

                เออ เด็กพ่องสิ

                “กูจะเอาไปฟ้องฟ้า” คราวนี้เป็นนายมือกลองที่ขู่ขึ้นมาด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง จนผมดูไม่ออกเลยว่าหมอนี่แค่ขู่เล่น หรือว่าจริงจังกันแน่

                แต่ผมเห็นเชนยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ งั้นคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง

                ใจจริงผมก็อยากทำความรู้จักคนพวกนี้ตามมารยาทหรอกนะ แต่ไม่ได้มีเวลาขนาดนั้น เพื่อนผมกำลังจะไปต่อกันที่อื่น และผมต้องการกุญแจรถคืนสักที ผมกำลังจะเอ่ยปากทวงกุญแจรถอีกรอบ แต่ร่างสูงที่อยู่ในเสื้อยืดสีเทากับกางเกงยีนสบายๆ แต่กลับดูดีอย่างน่าโมโหก็ลุกขึ้นยืนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

                “เดี๋ยวกูมา” ว่าจบเขาก็เดินออกจากโต๊ะไปหน้าตาเฉย

                “เฮ้! แล้วกุญแจรถฉันล่ะ” ผมทวง แต่หมอนั่นกลับหันมาตีหน้ามึนใส่ ก่อนจะกวักมือเรียก แล้วหันหลังเดินต่อไปอย่างไม่สนใจเลยว่าผมอยากจะตามไปหรือเปล่า

                ให้ตาย จะกวนประสาทกันไปถึงไหนวะ

                ถึงจะไม่สบอารมณ์สุดๆ แต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินตามร่างสูงที่สาวเท้ายาวๆ โดยไม่คิดจะรอคนที่เดินตามหลังมาอย่างผมเลย เชนเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านมุมเดียวกับที่ผมยืนคุยโทรศัพท์กับเขาก่อนหน้านี้ซึ่งมีพุ่มของดอกเล็บมือนางขึ้นเป็นซุ้มอยู่เหนือหัว

                “รู้ได้ไงว่าฉันอยู่นี่” เขาเอ่ยปากถามหลังจากหยุดเดิน ฝ่ามือหนาซุกลงกระเป๋ากางเกงและมองดอกเล็บมือนางสีแสดนิ่งๆ ไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ

                “ก็แค่บังเอิญ เพื่อนฉันก็นัดมาร้านนี้เหมือนกัน” ผมตอบตามตรง ร่างสูงเลิกคิ้วอย่างแปลกใจในคำตอบ แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ มือเรียวดึงบุหรี่ออกมาคาบไว้ในปาก อีกมือก็ทำท่าจะจุดไฟแช็กลนปลายบุหรี่ แต่อยู่ๆ หมอนี่ก็หยุดชะงัก และมองมาทางผมด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก

                “อะไร” ผมถามอย่างระแวง ทำไมต้องมองผมด้วยสายตาแบบนั้นด้วยเนี่ย

                ผมยิ่งงงเข้าไปอีก เมื่อหมอนี่คีบบุหรี่ออกมาจากปากทั้งที่ยังไม่ได้จุด ก่อนจะเอ่ยกับผมเบาๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งอันเป็นเอกลักษณ์

                “ขออนุญาตสูบ นะครับ”

                “...” ผมถึงกับนิ่งไปเลย เพราะไม่คิดว่าอยู่ๆ หมอนี่จะคิดมาขออนุญาตอะไรผม ทั้งๆ ที่ปกติอยากจะสูบที่ไหนก็สูบ ไม่แยแสใครหน้าไหนแท้ๆ แต่ไม่ทันที่ผมจะได้ตอบอะไร นิ้วเรียวก็คีบบุหรี่กลับไปคาบไว้พร้อมกับจุดไฟหน้าตาเฉย

                ถ้ายังไงก็จะสูบ แล้วจะมาขออนุญาตผมทำไมวะ

                ผมสบถพึมพำอย่างหงุดหงิดกับการกระทำอันกวนส้นของเขา ก่อนจะแบมือออก ทวงของของผมคืนอีกรอบ ร่างสูงปรายตามองมือผมก่อนจะควักพวงกุญแจออกจากกระเป๋าและยื่นคืนให้โดยที่ผมไม่ต้องพูดอะไร

                ก็แค่นี้แหละ ทำลีลาอยู่ได้

                ผมเก็บกุญแจรถใส่กระเป๋ากางเกง ก่อนจะเงยหน้ามองร่างสูงที่ตอนนี้เอนตัวพิงกับเสาที่มีเถาต้นเล็บมือนางเลื้อยอยู่เต็มไปหมด พร้อมกับพ่นควันบุหรี่อย่างสบายใจ โดยไม่สนใจเลยว่ามันจะทำให้เสื้อเปื้อน หรือดีไม่ดี อาจจะมีตัวอะไรโผล่มากัดเอาก็ได้ ท่าทางสบายใจของคนตรงหน้าทำให้ผมเกิดข้อสงสัยขึ้นมา

                บุหรี่นี่มันช่วยให้ผ่อนคลายได้ขนาดนั้นเลยเหรอ?

                จริงอยู่ว่าผมเองก็เคยสูบ แต่นั่นเป็นเพราะความอยากรู้อยากลอง ไม่ใช่เพราะคิดว่ามันจะช่วยให้หายเครียดได้แบบที่ใครๆ บอกหรอก แต่ดูหมอนี่สิ เครียดก็ไม่ได้เครียด ชีวิตก็ดูไปได้ดี แต่กลับสูบเอาๆ ราวกับมันเป็นออกซิเจนที่ขาดไม่ได้งั้นแหละ

                “มองอะไร” คนถูกนินทา (อยู่ในใจ) ขมวดคิ้วถาม

                “เปล่า” ผมปฏิเสธ ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้แม้แต่ตัวเองยังแปลกใจ “ขอมวนดิ”

                ผมไม่คิดหรอกว่าตัวเองจะเอ่ยปากขอ ผมก็แค่พูดออกไปตามความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาในหัวเพียงชั่วครู่เท่านั้น ร่างสูงขมวดคิ้วแปลกใจเมื่อได้ยินแบบนั้น แต่เขาก็ยอมยื่นบุหรี่อีกมวน พร้อมไฟแช็คมาให้ ผมจุดบุหรี่สูบพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ถูกความสว่างของแสงไฟกลบแสงดาวจนแทบมองไม่เห็น นานแค่ไหนแล้วนะ ที่ผมไม่ได้สูบบุหรี่ ตั้งแต่ตอนมอห้าเทอมสองที่ไอ้ซันห้ามผมสูบเพราะว่าแฟนคนสวยของมันไม่ชอบล่ะมั้ง... หึ คิดแล้วก็ตลกดีนะ บอกผมไม่ให้สูบ แต่ลับหลังแฟนตัวเองมันก็สูบเหมือนกันนั่นแหละ มีแต่ผมที่เชื่อคำพูดของมันเป็นตุเป็นตะทั้งๆ ที่มันไม่ได้จริงจังอะไรเลย

น่าสมเพชจริงๆ

                “มีเรื่องกลุ้มเหรอ” หลังจากปล่อยให้สมองจมอยู่กับความทรงจำในอดีตพักใหญ่ เสียงทุ้มก็ปลุกผมกลับสู่ปัจจุบันอีกครั้ง

                “รู้ได้ไง” ผมถามกลับพลางพ่นควันสีขาวออกมา

                “คราวก่อนฉันชวน ไม่เห็นจะอยาก” ผมนึกถึงตอนที่ยืนรอลิฟต์ แล้วอยู่ๆ เขาก็มาชวนผมสูบบุหรี่หน้าตาเฉย ทั้งๆ ที่เพิ่งเจอกัน ผมหัวเราะในลำคอ ก่อนจะยักไหล่ตอบ

                “ก็ทำนองนั้น” ผมเปลี่ยนคีบบุหรี่ไว้ที่มือ และพ่นควันออกมาอีกรอบพลางเอนหลังพิงเสาอีกฝั่ง

                “เรื่องไอ้ซันเหรอ”

                “...” ผมชะงัก ขมวดคิ้วมองคนตรงหน้าอย่างแปลกใจ แต่ไม่ต้องรอให้ผมได้ถาม หมอนี่ก็ตอบคำถามที่อยู่ในใจผมออกมาอย่างรู้ทัน

                “คิดว่าดูไม่ออกหรือไง ว่าชอบมัน”

                “...” ผมมองหน้าเขานิ่งๆ และไม่ได้ตอบอะไร จริงๆ เพราะไม่รู้จะตอบอะไรต่างหาก ในเมื่อสิ่งที่หมอนี่พูดออกมามันคือเรื่องจริง

                จำได้ว่าก่อนหน้านี้เขาก็เคยพูดอะไรทำนองนี้ออกมาด้วยนี่นะ นี่ผมดูออกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ คนนอกที่ดูจะไม่แคร์อะไรอย่างเขายังมองออกเลย แล้วผมจะปกปิดความรู้สึกของตัวเองกับไอ้ซันได้อีกนานแค่ไหนกัน

                “ชอบมันมานานหรือยัง” พอเห็นว่าผมเงียบ เขาก็ถามคำถามใหม่ขึ้นมา

                อยู่ๆ ทำไมวันนี้พูดมากกว่าทุกวันวะ ไปกินอะไรผิดสำแดงมาหรือเปล่าเนี่ย

                “ตั้งแต่มอสี่” แต่ผมก็ตอบ พลางนึกย้อนเหตุการณ์ต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นระหว่างผมกับไอ้ซัน

เวลานี่มันผ่านไปไวจริงๆ

                ผมกับเชนยืนสูบบุหรี่กันเงียบๆ ท่ามกลางสายลมเบาๆ ที่พัดเอาความเย็นสบายผ่านเข้ามาในร้าน ผมเงยหน้ามองดอกเล็บมือนางดอกเล็กที่ปลิวหล่นลงมาด้วยความรู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมาพักใหญ่ แต่แล้วความสบายใจของผมก็เป็นอันยุติลง เมื่อน้ำเสียงเรียบนิ่งพูดประโยคที่โคตรจะน่าประหลาดใจขึ้นมา

                “ฉันเองก็เคยคบกับผู้ชาย”

                แค่ก! แค่ก!

                ผมถึงกับสำลักควันบุหรี่ทั้งๆ ที่ไม่เคยสำลัก ก่อนจะเบิกตาโพลงมองคนตรงหน้าด้วยความตกใจ

                “เป็นไบเรอะ” ทั้งที่ทำผมตกใจแทบตาย แต่ร่างสูงกลับยังคงพ่นควันบุหรี่อย่างสบายใจ พลางยักไหล่

                “ก็แค่ลองดู”

                ลองดู? ลองคบกับผู้ชายเนี่ยนะ? คิดอะไรของเขาอยู่เนี่ย

                “แล้วเป็นไง” ผมถามด้วยความอยากรู้ ถึงผมจะแอบชอบไอ้ซันซึ่งเป็นผู้ชายเหมือนกัน แต่ผมก็ไม่เคยคบกับมันสักหน่อย ดังนั้นนี่จึงนับเป็นเรื่องใหม่สำหรับผมทีเดียว

                “ก็ไม่ไง” ว่าพลางอัดควันเข้าปอดอีกรอบอย่างไม่ยี่หระ ผมไม่น่าคาดหวังคำตอบที่ดีกว่านี้เลย ดูก็น่าจะรู้ว่าคนอย่างหมอนี่เคยแยแสอะไรในโลกที่ไหน

                “แสดงว่าไม่ชอบน่ะสิ ถึงได้กลับมาคบผู้หญิงเหมือนเดิม” ผมเบ้ปากอย่างหมั่นไส้ ยังไงก็หล่อเลือกได้นี่นะ

                “ไม่รู้สิ อาจจะไม่ชอบ... แต่ถ้าให้ลองอีก ก็ได้” อยู่ๆ ดวงตาเรียวคมก็เหล่มองผมพร้อมกับแสยะยิ้มอย่างมีเลศนัย ผมเบ้ปากใส่ ก่อนจะเบือนหน้าหนี

                ตลกตาย

                “แล้วนายล่ะ ไม่เคยชอบผู้หญิงบ้างเลย?” เขาถามต่อ

                วันนี้หมอนี่พูดมากกว่าปกติจริงๆ นะ สอดรู้สอดเห็นมากด้วย ตัวปลอมหรือเปล่าเนี่ย

                “เคยสิ” ผมตอบพลางทิ้งบุหรี่ลงกับพื้น เพราะคิดว่ามันไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้ผมรู้สึกสบายใจขึ้นมากแล้ว “แต่นานมากแล้วล่ะ”

                “เมื่อไหร่” ถามทั้งๆ ที่ปากยังคาบบุหรี่อยู่

                “ไม่รู้สิ สมัยประถมมั้ง” ผมพยายามนึก แต่มันเป็นนานมากจริงๆ จนผมจำรายละเอียดอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ จำได้แค่ว่านั่นเป็นรักครั้งแรกของผม แถมยังเป็นการแอบรักด้วย และผมก็ไม่ได้สารภาพอะไรกับเด็กคนนั้นเลยจนกระทั่งเรียนจบและแยกย้ายกันไป

                ความจริงผมน่าจะทำแบบสมัยประถมบ้างนะ เก็บความรู้สึกเอาไว้ ไม่ต้องพูดออกไป... บางทีมันอาจจะเจ็บน้อยกว่านี้ก็ได้ เพราะสุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไป มันก็คงจะค่อยๆ จางหายไปเองนั่นแหละ ผมคงไม่คิดจะแอบรักใครไปตลอดชีวิตหรอก

                “ก็เป็นไบเหมือนกันนั่นแหละ”

                “ไม่ใช่!” ผมเถียง แม้จริงๆ จะเถียงได้ไม่เต็มปากก็ถาม เพราะจริงๆ แล้วผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองเป็นอะไร

                แต่ไม่รู้สิ ผมไม่ชอบให้ใครมากำหนดว่าผมเป็นอะไร

ผมก็แค่รัก...คนที่ผมอยากจะรัก ก็เท่านั้น

                “แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยชอบใครอีกเลยเหรอ นอกจากไอ้ซัน” เชนเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ทำไมเขาถึงถามซักไซ้นักนะ กำลังทำวิจัยเรื่องการแอบรักแสนรันทดอยู่หรือไง

                ถึงผมจะไม่ได้ตอบ แต่เหมือนหมอนี่จะเข้าใจว่าคำตอบคือใช่ เขาเงยหน้าขึ้นมองพุ่มดอกเล็บมือนางที่อยู่เหนือหัวเราอีกครั้ง คิ้วเข้มขมวดเหมือนกำลังคิดอะไรยากๆ อยู่

                “ทำยังไงถึงจะรักใครสักคนได้นานขนาดนั้น” เขาพึมพำเบาๆ เหมือนกับจะถามตัวเองมากกว่า แต่คำถามนั่นกลับทำให้ผมเป็นฝ่ายขมวดคิ้วบ้าง

                “นายกับฟ้าก็ดูรักกันดีนี่” พอได้ยินผมพูดแบบนั้น ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่สวยก็มองกลับมาที่ผม ก่อนจะเลิกคิ้ว

                “งั้นเหรอ”

                หมายความว่าไงวะ?

                “พูดแบบนี้แสดงว่าไม่ได้จริงจังงั้นเหรอ” ผมถาม รู้สึกว่าคิ้วตัวเองขมวดยิ่งกว่าเก่า

                “ไม่รู้สิ”

                อะไรคือไม่รู้วะ แสดงว่าไอ้หมอนี่มันไม่ได้จริงจังกับผู้หญิงคนนั้นจริงๆ ด้วยสินะ สันดานแย่ชะมัด

                “ถ้าผู้หญิงคนนั้นมาได้ยินเข้าคงเสียใจน่าดู” ผมมองคนตรงหน้าอย่างตำหนิ เชนมองผมกลับนิ่งๆ สีหน้าเหมือนกำลังตั้งคำถาม ผมเลยพูดต่อ “ฉันว่าเธอคงรักนายน่าดู รักเธอให้ได้อย่างที่เธอรักสิ”

“...”

“ลองแคร์ใครสักคนดูสักครั้ง บางทีนายอาจจะเข้าใจขึ้นมาบ้างก็ได้ ว่าการที่ได้รักใครสักคนนานๆ มันเป็นยังไง”

                ผมร่ายยาว ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าไปจำคำพูดเลี่ยนๆ นี่มาจากไหน แต่จะว่าไปมันเลี่ยนตั้งแต่ที่ผมกับหมอนี่มาจับเข่าคุยเรื่องความรักกันแล้วล่ะ อะไรดลใจเนี่ย นึกแล้วก็น่าขนลุกเป็นบ้า

                “แคร์เหรอ” ร่างสูงพึมพำเบาๆ ก่อนจะแสยะยิ้มออกมา “หึ จะลองดูละกันนะ น้องชาย”

                ไม่ว่าเปล่า ฝ่ามือหนายังถือวิสาสะตบหัวผมเบาๆ อย่างกวนประสาทอีกต่างหาก แต่พอผมทำท่าจะโวยวาย ร่างสูงก็ยืดตัวขึ้น ทิ้งก้นบุหรี่ลงที่พื้นพลางใช้เท้าบี้ลวกๆ ก่อนจะเดินหนีกลับเข้าไปในร้านหน้าตาเฉย ปล่อยให้ผมได้แต่มองตามด้วยใบหน้าร้อนวูบ

                จะมีสักครั้งมั้ย ที่หมอนี่จะจบการสนทนาโดยไม่ทำให้ผมหงุดหงิดขึ้นมาน่ะ

 

                พอผมเดินกลับไปที่โต๊ะ พวกเพื่อนๆ ก็ทำท่าจะกลับกันแล้ว เพราะมีหลายคนที่เริ่มเมาจนคุยไม่รู้เรื่อง เลยเกิดเรื่องวุ่นวายนิดหน่อย ผมเองก็ต้องช่วยแบกเพื่อนที่เมาแล้วขึ้นรถไปส่งที่หอพวกมัน สุดท้ายแล้วก็เลยไม่ได้เมาอย่างที่คิด แต่ถึงอย่างนั้นฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่กินเข้าไปก็ทำให้ผมหลับเป็นตายทันทีที่ถึงหอ

                วันนี้เป็นวันสอบวันแรก ซึ่งเป็นวิชาภาษาอังกฤษ บอกตามตรง ผมเพิ่งตื่นมาอ่านเมื่อเช้านี้เอง โชคดีจริงๆ ที่ได้สอบตอนเที่ยง แต่ถึงยังไง ผมก็ตอบคำถามในข้อสอบไปด้วยความรู้เก่า และสัญชาตญาณล้วนๆ เนื้อหาที่เรียนมาตลอดเทอมนี่แทบไม่มีอยู่ในหัวผมเลย

                “คืนนี้ไปไหนดีวะ” เวสป้าเดินเข้ามากอดคอถามผมทันทีที่เดินออกมาจากห้องสอบ

                “เพิ่งสอบวันแรกเองนะมึง ไม่คิดจะพักบ้างเรอะ” ผมหันไปขมวดคิ้วใส่มัน ถึงคณะเราจะเลื่องลือในเรื่องขี้เหล้าก็เถอะ แต่จะให้เข้าร้านเหล้าทุกวันไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์เลยมันก็ไม่ไหวนะ ตับคนไม่ได้หล่อขึ้นมาจากเหล็กซะหน่อย

                “โหมึง อีกตั้งสองวันกว่าจะสอบอีกวิชา กลัวอะไรวะ” มันยังคงตื๊อ ผมถอนหายใจก่อนจะส่ายหน้า

                “ไม่ดีกว่าว่ะ วันนี้กูว่าจะกลับไปนอน โคตรเพลียเลย” ผมดึงมือไอ้เวสออกจากคอ ก่อนจะปลีกตัวเดินออกมา วันนี้ผมมาสอบค่อนข้างสาย ที่จอดรถแถวๆ นี้จึงเต็มหมด ต้องไปจอดที่ตึกข้างๆ ซึ่งอยู่ไกลพอสมควร เรียกได้ว่าต้องเดินกันขาลากเลยทีเดียว แต่พอมาถึงรถโฟล์คสีน้ำเงินของตัวเอง ผมก็ต้องขมวดคิ้ว เมื่อมีมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ของไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้มาจอดขวางทางออกไว้

                เวรเอ๊ย แล้วแบบนี้ผมจะออกรถยังไงเนี่ย

                ผมเดินเข้าไปพยายามจะเข็นรถบิ๊กไบค์สีดำสนิทออกให้พ้นทาง แต่มันก็ลำบากน่าดูเพราะมันทั้งคันใหญ่ แถมถูกล็อกไว้ให้ขยับไม่ได้อีก แต่จะว่าไป ไอ้มอเตอร์ไซค์นี่มันคุ้นๆ แฮะ เหมือนเคยเห็นที่ไหน

                “เชน ฟ้าบอกแล้วไงว่าอย่าจอดรถแบบนี้ เห็นมั้ยคนอื่นเขาเดือดร้อน”

                อา ผมรู้แล้วล่ะว่าเคยเห็นรถคันนี้ที่ไหน

                ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ จะว่าปลงก็ปลง จะว่าเซ็งก็เซ็ง ทำไมไม่ว่าจะไปไหนผมจะต้องเจอหมอนี่ตลอดเลยวะ

                “ไม่เป็นไรหรอก” เสียงเรียบนิ่งตอบอย่างไม่ยี่หระเหมือนเคย ก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ จึงหันไปเผชิญหน้ากับใบหน้าหล่อเหลาในเสื้อช็อปสีน้ำเงินเข้ม ที่กำลังใช้ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเรียวคมมองกลับมาด้วยแววตาเรียบนิ่งเป็นเอกลักษณ์

                “ไง”

                ร่างสูงเป็นฝ่ายทักก่อน ผมทำหน้าเซ็งอย่างไม่ปิดบัง บ่งบอกให้รู้ว่าผมไม่ได้รู้สึกยินดีเลยสักนิดที่เจอเขา (อีกแล้ว)

                “อ้าว นาย” เจ้าของเสียงหวานในชุดช็อปสีเดียวกันเดินมาอยู่ข้างๆ เชน ก่อนจะมองหน้าผมเหมือนกำลังนึกว่าเคยเจอผมที่ไหน ผมเลยช่วยเฉลยก่อนที่เจ้าตัวจะนึกออก

                “สวัสดีครับ ผมชื่อตรี เป็นเพื่อนไอ้ซัน” พอได้ยินแบบนั้น ร่างบางก็ร้องอ๋อเบาๆ พร้อมกับพยักหน้าและยิ้มตอบ ก่อนจะหันไปทำสายตาตำหนิร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างๆ อีกรอบ

                “ดีนะที่เป็นคนรู้จัก ไม่งั้นรถเชนโดนเจาะยางไปแล้ว”

                เหอะ ถึงจะรู้จักก็ใช่ว่าผมจะไม่ทำนี่ คิดจะทำเหมือนกันแหละ ถ้าไม่โผล่หัวออกมาซะก่อน

                “ขอโทษด้วยนะที่หมอนี่จอดรถเสียมารยาท เขาก็แบบนี้แหละ ไม่คิดจะแคร์ใครหรอก” ประโยคหลังฟ้าทำท่ากระซิบกับผมเหมือนจะนินทา แต่ผมก็เชื่อว่าร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอก็คงจะได้ยิน หมอนั่นขมวดคิ้วไม่พอใจนิดหน่อย ก่อนจะยื่นมือมาขยี้ผมดัดลอนของคนเป็นแฟนเบาๆ จนคนตัวเล็กกว่าร้องเสียงแหลม แล้วหันไปตีร่างสูงกลับ ถึงจะยังคงตีหน้านิ่ง แต่แววตาที่หมอนี่มองฟ้ามันก็แฝงไปด้วยความเอ็นดู จนผมอดที่จะแอบรู้สึกทึ่งไม่ได้

                เวลาอยู่กับแฟนก็ทำตัวน่ารักเป็นนี่หว่า

                “อ๊ะ ตรีรีบไปทำธุระหรือเปล่า เชนพวกเรารีบไปกันเถอะ เขาจะได้เอารถออกได้” ฟ้าพูดขึ้นมาเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ ร่างสูงจึงมองมาที่ผม ก่อนจะเดินไปที่รถบิ๊กไบค์สีดำสนิทอย่างไม่ขัดอะไร แต่ตอนที่กำลังเดินผ่านไป เขากลับหยุดข้างๆ ผม พร้อมกับก้มลงมากระซิบเสียงเบา

                “ฉันกำลังพยายามอยู่นะ...”

                “...?”

                “ที่นายบอกให้แคร์ใครสักคน” ว่าจบร่างสูงก็ยืดตัวขึ้นและเดินไปที่สปอร์ตไบค์ของตัวเอง ในขณะที่ผมหัวเราะออกมาเบาๆ

                จะทำอะไรก็ทำไปสิ จะมาบอกผมทำไมกัน แปลกคนชะมัด

                ผมมองร่างสูงที่ตวัดขายาวๆ คร่อมรถมอเตอร์ไซค์ก่อนจะสวมหมวกกันน็อคสีดำตาม ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยเห็นใครขับบิ๊กไบค์หรอกนะ แต่ก็อดชื่นชมไม่ได้ว่าบอดี้สุดเพอร์เฟคต์ของหมอนี่ เหมาะกับรถเท่ๆ คันนี้จริงๆ ผมมองจนกระทั่งแฟนของเชนขึ้นไปซ้อนพร้อมกับกอดเอวหมอนั่นไว้ก่อนจะหันมายิ้มให้ผม

                “ไปก่อนนะ ขอโทษจริงๆ เรื่องที่จอดรถ คราวหลังจะไม่ยอมให้เชนทำนิสัยแย่ๆ อย่างนี้อีกแล้วล่ะ รับรองเลย” สีหน้าจริงจังเกินไปของฟ้าทำให้ผมหลุดยิ้มออกมานิดๆ ผู้หญิงคนนี้นี่น่ารักจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะมาลงเอยกับจอมเย็นชาอย่างเขาได้ อย่างกับจับนางฟ้ามาคู่กับซาตาน หรืออะไรทำนองนั้นเลยแฮะ

                ผมยืนส่งพวกเขาจนกระทั่งมอเตอร์ไซค์สีดำสนิทคันนั้นลับตาไปด้วยความเร็ว ก่อนจะเดินกลับมาที่รถของตัวเองพลางบิดขี้เกียจ อา เพลียจัง อยากกลับไปนอนจะแย่แล้ว

                แต่ในขณะที่ผมเสียบกุญแจ พร้อมที่จะสตาร์ทรถกลับรู้สึกได้ถึงการสั่นของโทรศัพท์มือถือที่ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง ผมหยิบมันขึ้นมาดูว่าใครโทรเข้ามา แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงัก

                ไอ้ซัน...

                มันโทรมาหาผมทำไมกัน

                ผมได้แต่มองสายเรียกเข้าอย่างชั่งใจ ไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะรับหรือไม่รับดี จนกระทั่งสายถูกตัดไป ผมคิดว่าผมจะโล่งอกที่ไม่ต้องรับสายมัน แต่ความจริงแล้วผมกลับจ้องหน้าจอโทรศัพท์อยู่อย่างนั้น เพื่อจะดูว่ามันจะโทรมาอีกรอบหรือเปล่า

                ครืดดด

                และพอโทรศัพท์ในมือสั่นขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับโชว์เบอร์โทรเบอร์เดิมที่คุ้นตา ผมก็กดรับสายทันทีอย่างไม่รีรอเหมือนก่อนหน้านี้ ผมกรอกเสียงใส่โทรศัพท์ โดยไม่สนใจเลยว่าการรับสายมันครั้งนี้ อาจทำให้ผมต้องกลับสู่วัฏจักรเดิมๆ ที่มีแต่ความเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

                “ฮัลโหล”

                [ ไอ้ตรี ] ปลายสายเรียกชื่อออกมาด้วยน้ำแสงที่อ่อนแรงจนผมสัมผัสได้  [ คืนนี้มึงว่างหรือเปล่าวะ... ]

                “...”

                [ ออกมาหากูหน่อยได้มั้ย?

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 505 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,986 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #1956 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 / 23:47
    โทรมาทำไมมมอห
    #1,956
    0
  2. #1887 Jibangrin (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 15:53
    ว้อยยยยยยยย!!!
    #1,887
    0
  3. #1886 Ohsem (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2561 / 21:37
    อยากรู้เลยว่ามันจะจบยังไงอ่ะ ตอนนี้ยังมองไม่เห็นทางที่ตรีจะตัดใจจากซันได้ แล้วก็มองไม่เห็นทางที่เชนจะมารักกับตรี 55555
    #1,886
    0
  4. #1872 Beom_0601 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 / 17:17
    ซัน นี่ก็เนอะ ไม่มีเพื่อนคนอื่นแล้วรึไง
    #1,872
    0
  5. #1857 mmamaexx (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 กันยายน 2561 / 20:38
    ซันมิงมัน-ละ เชนอะไรของมิงโถ่นึกว่าจะสนใจตรี
    #1,857
    0
  6. #1850 Praew (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2561 / 06:54
    อ้าว คิดว่าเชนจะพยายามกับตรี โถ่เอ๋ยยยย
    #1,850
    0
  7. #1845 maybee23 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2561 / 16:29
    ยังไม่หายดีจากเฟรนด์โซน ก็มาเจอบารเทอโซนอีกดีมากเลยจ้ะ
    #1,845
    0
  8. #1808 momosonoerung (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 เมษายน 2561 / 20:30
    ซันน ไอ-ด
    #1,808
    0
  9. #1734 hh_9094 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 มีนาคม 2561 / 22:45
    อะไนของซันอ่ะ
    #1,734
    0
  10. #1714 Kim-kibom (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:08
    เหมือนเชนกำลังจะจีบตรี..แล้วซันจะมาทำไม
    #1,714
    0
  11. #1515 01234arzzz (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 มีนาคม 2560 / 10:17
    ซันโทรมาทำไมอ่ะ
    #1,515
    0
  12. #1117 Sweet Time (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2559 / 17:01
    นี่อยากจะพูดสนใจตรีหน่อยย 555 ตอนนี้ทุกคนกำลัง พี่เชนหล่อมากกก อยากได้พี่เชนอ่าา แต่ว่าเราก็เป็นแบบนั้นแหละ 555555
    #1,117
    0
  13. #892 pannjed . (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 เมษายน 2559 / 14:02
    ฮือออออออ พี่เชนมีความหล่อกระชากตับ ;___;
    #892
    0
  14. #278 รันรัณญ์. (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 มีนาคม 2559 / 14:45
    ผมก็แค่รัก คนที่ผมรัก
    ผมเข้าใจความรู้สึกนี้ครับบ
    #278
    0
  15. #221 B.Rolyne (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 กันยายน 2557 / 23:50
    ก็แค่อยากจะรักคนที่ อยากรัก

    โอยยยยย ฟินนนนน ค่า 

    กลับมาแต่งต่อน้า รอๆ 
    #221
    0
  16. #112 prang-plft (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 มีนาคม 2557 / 16:28
    กรี๊ดดดดด ซันจะซื่อบื้อไปไหนฮะ!! สงสารตรี
    เสียดายจัง อยากเก็ยบทั้งซันทั้งเชนไว้เองงง 5555
    #112
    0
  17. #94 StraWBerry_ImIn (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 มีนาคม 2557 / 07:24
    พี่เชนเป็นผู้ชายที่น่ารักมากคนหนึ่งเลยค่ะ เห็นแล้วรู้สึกหลงใหล
    ตรี..
    คนดีมากๆ
    คนดีจริงๆ เข้าใจตรีอย่างหนึ่งเลยที่คิดว่าเป็นพี่อะไรเทือกนี้ (รึเปล่า? ๕๕) 

    #94
    0
  18. #77 Black Rook (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 มีนาคม 2557 / 20:00
    ซันต้องการไรอีกเนี่ย งือออ(กัดผ้าเช็ดหน้า) เชนหันมาจริงจังกับตรีดีกว่า
    #77
    0
  19. #65 ThePitch (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 มีนาคม 2557 / 01:00
    ทำไมพี่เชนน่ารักงื้ออ -//-
    โอยยย เชนตรีๆ รุกเลยพี่เชนนนน
    น้องหนับหนุนนน 555555555555555555
    #65
    0
  20. #26 Unli_Sky (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 มีนาคม 2557 / 15:59
    ว้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก อยากอ่านอีก><~
    สนุกมากเลยค่ะ! สู้ๆนะคะ^^
    #26
    0
  21. #25 XyXear* (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 มีนาคม 2557 / 14:44
    ซัน ตรีไม่ใช่ศาลาพักใจนะฮะ!! //ทำนองเพลงมา...ฟ้าร้องแดดร้อนฝนตกเธอก็มา....หายเหนื่อยเมื่อล้าฝนซา เธอก็ไปปป
    ฮึ่มมมม เชนนี่ขอแนะนำให้ไปลองจริงจังกับตรีเถอะนะ 555
    #25
    0
  22. #24 Prang' (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 มีนาคม 2557 / 13:31
    เกิดอะไรขึ้นกับซันนน อ่าาา >,<

    รออ่านตอนต่อไปนะคะ
    #24
    0
  23. #23 yume (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 มีนาคม 2557 / 06:20
    จะมีเรื่องอะไรนี่นายซัน รอต่อไปจ้า
    #23
    0
  24. #21 (เร้นลับ) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 มีนาคม 2557 / 22:12
    พอแกเศร้าตรีก็มีค่าขึ้นมาเลยนะยะ ห่านเอ๊ย //แอบขึ้นไปล่วงหน้า
    แอบอิจฉาฟ้านะ พูดจริงๆๆ
    #21
    0
  25. #20 Prang' (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 มีนาคม 2557 / 23:12
    "ขออนุญาตสูบ นะครับ"
    ทำไมเราเขินประโยคนี้อ่ะไรเตอร์ 
    มันฟินนจริงๆนะ > //////<
    #20
    0