เด็กป๋า

ตอนที่ 27 : เด็กป๋า ตอนที่ 27

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,323
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 63 ครั้ง
    9 ก.พ. 56

TRomance's Fic Fanpage

เด็กป๋า ตอนที่ 27

เสียงฝีเท้าซอยถี่เหมือนม้าศึกกำลังออกไปปะทะกับข้าศึกฝ่ายตรงข้าม ความเร็วของฝีเท้าและความดังของเสียงกระชั้นชิดเข้ามาแล้วหยุดกึกอยู่หลังบานประตู 
 
แน่นอนว่าสถานการณ์น่าตื่นเต้นนี้ ทำเอาแม่เหล็กสองขั้วที่กำลังดูดกลืนกันได้ดื่มด่ำที่สุด แรงดึงดูดที่สัมผัสกันอยู่นั้นกำลังหวานซาบซ่าน แต่เสียงมารมาผจญอยู่หน้าห้อง เสียงหอบถี่และเสียงพูดคุยที่ได้ยินแว่วๆ ว่าคือการ กระซิบนั้นดังยิ่งกว่าตะโกนเสียอีก แม่เหล็กต่างขั้วจำต้องผละออกจากกันโดยไม่เต็มใจ

‘มึงเคาะสิแย้’ น่าจะเป็นเสียงยุของมหา

‘มึงนั่นแหละมหา กูว่าถ้าเป็นมึงน้องโจมคงจะกล้าคุยด้วยมากกว่า’

เสียงกล้าๆ กลัวของไอ้แย้โต้ตอบกลับไปเสียงสั่น

‘มึงนั่นแหละเบส ดูน้องโจมมองมึงด้วยสายตาเคารพมากที่สุดแล้ว’

มันโยนกันไปโยนกันมาเหมือนกำลังเลี้ยงลูกบาส เกี่ยงกันว่าใครจะชู๊ตทำแต้ม อยากจะอยู่ฟังเพื่อนทั้งหลายปรึกษากันให้นายกว่านี้ ติดอยู่ที่ว่าป๋ากำลังเกรงใจเพื่อนร่วมชั้นและเพื่อนที่อยู่ห้องติดๆ กันรวมถึงฝั่งตรงข้าม

“มีอะไรกันเหรอพวกมึง”

“เอ่อ เอ่อ นะ น้อง น้องโจมไอ้ป๋า หะ หาย ออกจากโรงพยาบาล”

ผลั๊วะ!!! 

“โอ๊ยย!!!”

เสียงตบดังไม่เท่าไหร่ แต่เสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บดังสนั่นไปทั้งอาคารเลยมั้ง

‘มึงตั้งสติหน่อยมหา มึงจำไม่ได้เหรอว่าเสียงที่ตอบออกมามันเสียงใคร’

‘ป๋า’

“เออ กูอยู่นี่”

เสียงตอบรับดังพร้อมกับบานประตูเปิดออก สภาพเพื่อนทั้งสามเหงื่อโชกไปทั้งตัว ในแววตามีร่องรอยตื่นตระหนกตกใจ แล้วเปลี่ยนเป็นช็อคตาตั้งเมื่อมันเห็นคนที่กำลังนินทาอยู่ตรงนี้

“ไอ้ป๋า”

“เออ”

“มึงหนีออกมาจากโรงพยาบาล”

ถอนหายใจทิ้งดังพรืด มันจะย้ำคิดย้ำทำเพื่ออะไรวะ ก็บอกแล้วว่าอยู่นี่ ไอ้มหาเป็นคนที่ตั้งสติได้ช้าที่สุดแล้ว ในขณะที่ไอ้เบสกับไอ้แย้แทบจะวิ่งไปอัดบุหรี่เพราะโล่งใจ

“ถ้ากูออกมาดีๆ เค้าจะให้กูออกมามั้ยล่ะ”

“มึงเลยหนีออกมาเนี่ยนะ เจริญจริงๆ ”

“เออสิ แต่ขอโทษพวกมึงด้วยนะที่ทำให้วุ่นวายกันไปหมด” 

“มึงไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” ไอ้เบสเป็นเพื่อนที่ใจเย็นที่สุดแล้ว มันใช้สติก่อนอารมณ์เสมอ ส่วนไอ้แย้ มันยังไงก็ได้แล้วแต่เพื่อนจะเอายังไง
มันก็จะเอาตามนั้น ส่วนมหา ไอ้บ้านี่ขี้โวยวายที่สุด ลนลานที่สุด แต่มันก็เป็นห่วงป๋าไม่น้อยกว่าใครๆ เหมือนกัน

“มึงใจร้อนรู้มั้ยป๋า”

“รู้”

พวกมันนิ่งไปทันที มันรู้จักป๋าดียิ่งกว่าป๋ารู้จักตัวเองเสียอีก เรื่องที่ป๋าหนีออกมาจากโรงพยาบาลแบบนี้ พวกมันรู้เสียยิ่งกว่ารู้ว่าเพราะ
อะไร

“แล้วนั่นรอยแดงๆ ที่คอมึง รอยอะไรวะ”

“นี่อะเหรอ”

“เออ”

รอยที่มันว่าน่าจะอยู่แถวๆ ฐานคอ รู้สึกแปล๊บๆ อุ่นวาบประหลาดๆ เอานิ้วไปลูบแล้วรู้สึกแสบนิดๆ แต่ในอกมันเต็มตื้นจนต้องยกยิ้มอวดพวกมันที่ตั้งหน้าตั้งตารอคอยคำตอบ

“เมียดูดไว้แสดงความเป็นเจ้าของ”

วันแรกที่พวกมันอยู่ในสภาพเหมือนถูกสาปเป็นหินยังไง วันนี้ก็เป็นแบบนั้น เพียงแต่พวกมันนิ่งสนิทเพราะคำยืนยันจากป๋า ไม่ใช่เสียงที่ดังออกมาจากห้องแบบวันนั้น

ส่วนคนที่ถูกเรียกว่าเมียก็วางสีหน้าได้เรียบเฉยสมกับเป็นโจมที่อยู่ท่ามกลางสาธารณชนจริงๆ ไม่มีแววตาเขินอายกับสถานภาพที่ป๋าหยิบยื่นให้ต่อหน้าคนอื่น แต่ก็ดีแล้ว

ป๋าชอบให้โจมแสดงความรู้สึกที่เป็นตัวของตัวเองตอนอยู่กับป๋าตามลำพังมากกว่า ความจริงอีกอย่างที่ทำให้ป๋ารู้ คือ โจมอายเป็น แต่ที่เห็นเค้าตีหน้าเฉยเพียงเพราะป้องกันคนล้อเลียนเท่านั้น อาการเฉไฉของเค้าเพียงเพราะไม่อยากให้ใครมาต่อความยาวสาวความยืดในสิ่งที่โจมไม่ถนัดที่จะเตรียมมือตั้งรับมากกว่า

“ที่โรงบาลเป็นไงบ้าง”

คำถามนี้ถือว่าป๋าช่วยกู้หน้าเมียทางอ้อมเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเพื่อนเวรทั้งสามที่จ้องโจมเหมือนไม่เชื่อสายตาว่าโจมจะแสดงความเป็นเจ้าของป๋าได้ร้อนแรงขนาดนี้

“จะเป็นไงได้ล่ะครับคุณพระเอก ก็วุ่นวายกันทั้งโรงบาลน่ะสิ”

คำตอบแบบนี้มีคนเดียวที่ตอบได้ มหามันคงไปเฝ้าตามปกติถึงได้พบว่าเพื่อนตัวเองนั้นหายตัวไปจากโรงพยาบาล และกว่ามันจะมารวมตัวกันได้ครบทีมแบบนี้ คงต้องผ่านด่านความวุ่นวายมาหลายด่านแน่ๆ อย่างน้อยก็ด่านเหล็กอย่างโรงพยาบาล

“เค้าแตกตื่นกันเหรอวะ”

“ไม่เลยมั้งล่ะ มึงว่าผู้ป่วยอาการสาหัสที่หายไปจากโรงพยาบาลนี่เค้าจะปิดแผนกเลี้ยงฉลองมั้ยล่ะ”

คำตอบกวนตีนได้พอๆ กับอารมณ์กรุ่นๆ ของมัน ความห่วงใยกลบความกลัวที่ว่า มันกำลังต่อปากต่อคำกับคนที่น่ากลัวที่สุดในกลุ่มอย่างป๋านี่แหละ

“ทำไมเค้าไม่คิดกันบ้างว่ากูเบื่อกับการนอนบนเตียงแล้ว เลยออกมาเดินเล่น”

“โทษนะครับเพื่อนป๋า มึงแถได้ปัญญาอ่อนมาก คนป่วยที่เลื่อยเฝือกออกตอนเช้า ตอนเย็นหายหัวไปนี่เค้าเรียกเดินเล่นเหรอครับฟาย คนเพิ่งถอดเฝือกใหม่ๆ เค้ายังไม่มีแรงที่จะเดินหรือทำอะไรทั้งนั้นแหละครับ เพราะเลือดมันยังไม่ไหลเวียนไปเลี้ยงขามึง และมึงไม่ได้ใช้งานหลายวัน มันจะเดินไม่สะดวก มีแต่ถึกแบบมึงเท่านั้นแหละป๋า ที่เสือกหนีออกมาจากโรงพยาบาลได้ กูตกใจหมดเลย นึกว่าพวกไอ้แมนมาฆ่าตัดตอนมึง”

“มึงดูหนังจีนเยอะไปปะมหา พวกหนังที่เกี่ยวกับเจ้าพ่ออะ”

“ไม่เกินไปแน่ ถ้าไอ้แมนรู้ว่ามึงเล่นละครตบตามัน พอเสร็จแล้วมึงรีบแจ้นมาหาเมีย อุ๊ย ขอโทษครับน้องโจม พี่ใส่อารมณ์ไปหน่อย มันปัญญาอ่อนแบบนี้ไม่บ่อยหรอกครับ แต่ครั้งนี้ มันห่ามเกินไป”

“ตามสบายเลยครับพี่มหา เตือนสติเพื่อนพี่ได้เต็มที่”

อ้าว!! แล้วคนที่แลกลิ้นกันอยู่เมื่อกี้ มันใช่โจมเมียรักของป๋าหรือเปล่าวะ ทำไมถึงไม่ปกป้องสามีตัวเองเลย จะบอกไอ้มหาสักนิดก็ไม่ได้ว่าให้อภัยในความคิดถึงเมียของป๋าเถอะ ทำตัวไม่สมกับที่ป๋าคิดถึงและห่วงหาเลยจริงๆ 

“ขอบคุณครับน้องโจม ไอ้ป๋า....”

“เดี๋ยวก่อน มึงได้บัตรผ่านปุ๊บ มึงสูดอ๊อกซิเจนเข้าปอด เตรียมด่ากูเต็มที่เลยนะ”

สาเหตุที่ไอ้มหาถูกด่าเพียงคนเดียวเพราะว่า ไอ้เบสกับไอ้แย้พอมันเห็นว่าป๋าปลอดภัยดี ถึงแม้การกระทำจะบ้าระห่ำตามที่พวกมันว่าก็เถอะ สำหรับสองคนนั้นแล้ว จะยังไงก็ได้ ขอแค่รู้ว่าเพื่อนปลอดภัยก็พอ พวกมันพร้อมที่จะมองข้ามความผิดอันใหญ่หลวงที่ป๋าก่อไว้ทันที แต่กับไอ้มหาแล้วไม่ใช่ ดูเหมือนมันจะไร้สาระ แต่มหาเป็นเพื่อนที่อ่อนไหวที่สุดแล้ว มันกังวลเกี่ยวกับเพื่อนในทุกๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่เสี่ยงอันตราย มหามันจะลืมความกลัวทุกสิ่งอย่าง ในขณะที่สองคนนั้นปลีกตัวไปขนต้นไม้กันต่อแล้ว แต่ไอ้มหายังยืนหยัดที่จะเตือนสติป๋าอยู่ที่เดิม

“โจมไปหาน้ำมาให้มหามันหน่อยสิ สงสัยมันจะต้องด่าป๋าอีกนาน เดี๋ยวคอแห้ง จะเป็นบาปของเราเปล่าๆ ”

ไอ้มหาชายตามองตามหลังเมียคนอื่นแววตาชื่นชมไม่ปิดบังเลยสักนิด ในบรรดาเพื่อนๆ ในกลุ่ม ป๋ายังไม่เห็นวี่แววใครที่จะเป็นไบเหมือนป๋านอกจากมหาเลยจริงๆ มันเป็นสาวกนิตยสารเกี่ยวกับผู้หญิง แต่มันก็เสือกมีแววตาชื่นชมผู้ชายเหมือนกัน

ในความเป็นจริงป๋าเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมีวี่แววเป็นผู้ชายที่ได้ทั้งสองเพศแบบนี้ ในช่วงของวัยคะนองและอารมณ์ชั่ววูบรวมทั้งสติยั้งคิดยังมีน้อย เพียงแค่ต้องการมีตัวตนในสายตาที่บ้านเท่านั้น ป๋าถึงได้คว้าใครก็ได้ ผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้ ไม่เคยคิดว่าคนที่ถูกชะตาและรู้สึกอยากอยู่ใกล้ๆ จะเป็นผู้ชาย พูดง่ายๆ ในชีวิตนี้ไม่เคยมีแม้สักครั้งที่จะคิดจริงจังกับใคร 

ความรักจากแม่ ที่ใครๆ บอกว่าเป็นความรักที่บริสุทธิ์ที่สุดและจริงใจที่สุดนั้น ป๋ายังหาความจริงจากทฤษฎีที่ว่านี้ไม่ได้ ถ้ามันบริสุทธิ์จริงๆ ทำไมแม่ถึงยอมทิ้งลูกชายตัวเองไปเพียงเพราะพ่อทำงานหนักจนไม่มีเวลาให้เท่านั้น มันอาจจะบาปที่คิดไปว่าจริงๆ แล้วคนทุกคนรักตัวเองที่สุด พ่อบอกว่ารักแม่ส่วนคนอื่นๆ ที่เข้ามาตลอดเวลานั้นคือความสนุก มันคือความหอมหวานที่น่าลิ้มลองแก้เบื่อเท่านั้น แต่สุดท้ายพ่อก็ปล่อยให้แม่หนีไปโดยไม่พยายามรั้งไว้อย่างที่ควรจะทำ ทั้งๆ ที่เป้าหมายของพ่อคือรักแม่และให้ลูกเป็นแรงผลักดันในชีวิต สุดท้ายพ่อก็รักตัวเอง รักศักดิ์ศรีของตัวเอง ความรักต่อคนอื่นที่พร่ำบอกนั้นพ่อโกหก แม่ก็เหมือนกัน แม่บอกว่ารักป๋าที่สุด แต่สุดท้ายแม่ก็ทนใช้ชีวิตเพื่อป๋าไม่ได้ แม่ทนเหงาและเหว่ว้าไม่ได้ แม่ถึงเลือกที่จะจากไปมีชีวิตใหม่

ทุกคนหลอกลวงป๋าด้วยคำว่ารักหมดเลย แล้วสุดท้ายทุกคนก็กระทำให้ป๋ารู้ซึ้งว่ารักที่ว่ามันไม่มีจริงด้วยการทิ้งป๋าเอาไว้เบื้องหลัง แล้วมีชีวิตเป็นของตัวเอง แต่ก็ยังไม่เลิกตั้งความหวังกับป๋า!!

แต่โจมเป็นคนแรกที่ไม่ใช่ โจมไม่เคยพูดคำรักหวานหูให้ได้ยินเลยสักครั้ง แต่การกระทำของคนที่เย็นชาไม่ต่างจากน้ำแข็งนั้นต่างหากที่ป๋ามั่นใจ โจมปฎิบัติต่อป๋าแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่รุกคืบมากไปแต่ก็ไม่น้อยจนเกินไปนักสำหรับคนที่ขี้รำคาญและเอาแต่ใจอย่างป๋า

ป๋าไม่ต้องการรักลมปากหรือรักที่มาจากการสอพลอ ป๋าต้องการแค่ใครสักคนที่อยู่ข้างๆ เท่านั้น แค่นั่งใกล้ๆ ไม่ต้องมีปฏิกิริยาโต้ตอบอะไรเลยก็ได้ ป๋าจะใช้ความรู้สึกของป๋านี่แหละค้นหาสิ่งเหล่านั้นเอง

“ป๋า แล้วมึงจะกลับไปโรงพยาบาลเปล่าเนี่ย”

“กลับสิ กูเป็นผู้ป่วยนะเว้ยมหา”

“กูขอสักครั้งในชีวิตนะป๋า ขอครั้งเดียว ‘ไอ้สัตว์’ มึงรู้สึกตัวช้าไปป่าว ไม่รอให้ จส.100 ประกาศผู้ป่วยโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังหายตัวอย่างมีเงื่อนงำก่อนล่ะ มึงถึงจะสำนึกได้ว่าตัวเองเป็นผู้ป่วย”

“กูแค่อยากมาดูโจมเท่านั้น ไม่รู้หมาตัวไหนบอกกูว่าเมียกูตรอมใจไม่ยอมกินข้าว สุดท้ายแม่งหมาตัวนั้นก็เห่าด่ากูอยู่เนี่ย”

“คล้ายๆ จะเป็นกูนะหมาตัวนั้นอะ เวรกรรมของกูจริงๆ ”

“แล้วมึงจะกลับโรงบาลเมื่อไหร่วะ กูไม่ไหวจะออกรับหน้านะเว้ย อาการของมึงไม่ใช่หกล้มแล้วเข่าถลอกนะป๋า มึงสำนึกหน่อยสิว่าตอนเข้าไปเนี่ย อาการเป็นตายของมึงเท่ากัน”

“โดยที่มีมึงเกาะประตูห้องไอซียูแล้วร้องไห้เหมือนกูเป็นผัวมึงอะนะ รู้สิ ข่าวนี้ดังไปทั่วโรงบาลแล้วมั้ง”

“เถียงคำไม่ตกฟากจริงๆ นะ มึงอุกอาดมากป๋า หนีออกมาจากโรงพยาบาลเพราะคิดถึงเมีย เป็นข่าวที่ควรขยายต่อให้รู้กันทั้งมหาลัยเลยล่ะ ราคาข่าวนี้กูสามารถเป็นสมาชิก FHM ฟรีตลอดชีวิตสบายๆ เลย”

“เอาน่า อย่าบ่นเลยนะ ทุกวันนี้หน้ามึงก็ทรยศอายุไปมากแล้วมหา รุ่นน้องไม่เรียกปู่ก็บุญเท่าไหร่แล้ว”

“ตกลงคือมึงจะกลับไปโรงบาล”

“เออสิ แต่ไม่ใช่ตอนนี้แน่ๆ ”

“แล้วตอนไหนล่ะวะ กูจะได้ออกทัพหน้าถูก”

“ตอนที่ความคิดถึงกูดำดิ่งลงมาประมาณ สองจุดสามจุด”

“งั้นมึงตายคาห้องนี่แหละป๋า น่าหมั่นไส้มึงจริงๆ ขนาดถูกขังไว้เหมือนนักโทษถูกล็อคกุญแจมือ มึงยังแหกคุกหนีออกมาได้”

“กูก็ไม่เห็นต้องพยายามอะไรมากมายเลยนี่”

“เชื่อมึงก็พิการทางสมองแล้วป๋า ตกลงมึงหนีออกมายังไง”

“เรื่องของกูน่า เอาเป็นว่ากูออกมาจนได้นั่นแหละ”

“น้องโจมดูมันนะครับ”

“ครับ เห็นแล้ว”

พอดูเหมือนว่ามันจะเถียงสู้ลูกตีมึนของป๋าไม่ได้มันเลยหันไปหวังพึ่งโจมเป็นพวก เมียป๋าก็ดีแสนดี ไม่ออกตัวสนับสนุนแต่ก็ไม่คล้อยตามไอ้มหาด่าสามีตัวเองเหมือนกัน ตอนที่คนกำลังรักกำลังหลงมันเป็นแบบนี้นี่เองนะ อะไรก็ดูดีไปหมด เมียแค่ยกยิ้มให้นิดหน่อยก็เหมือนมีพลังขึ้นมาได้อย่างเหลือเชื่อ อะไรก็ดีไปหมดถ้าเป็นโจมทำ ต่อให้หยิบสลิปเปอร์ขึ้นมาฟาดหน้าป๋าตอนนี้ ยังคิดว่าเมียหยอกเล่นเลยเถอะ

“นายก็กลับโรงบาลเถอะป๋า”

ปากที่ยกขึ้นฉีกเป็นรอยยิ้มหุบลงแทบไม่เกรงใจว่าเหงือกกำลังแห้งแค่ไหน หัวใจพองโตเหมือนลูกโป่งโดนเข็มเจาะกระทันหัน อัตราการเต้นของหัวใจดิ่งลงพร้อมๆ กับใจวูบโหวงเข้ามาแทนที่ ป๋าจะไม่รู้สึกแบบนี้เลยถ้าก่อนหน้านี้คนที่ร้องขอให้ป๋าค้างไม่ใช่โจม

“แต่โจมอยากให้ป๋าค้างที่นี่ไม่ใช่เหรอ”

“แต่นายเป็นผู้ป่วย หนีออกมาแบบนี้เค้าวุ่นวายกันขนาดไหน กลับไปเหอะ ยังมีเวลาอีกเยอะแยะมากมายที่จะอยู่ด้วยกัน”

ประโยคสุดท้ายเหมือนกระบอกสูบลมให้หัวใจพองโตขึ้นมาใหม่ แรงกระแทกของอัตราหายใจรวดเร็วเหมือนเดิม ถ้าโจมไม่ปิดท้ายประโยคได้ชื่นใจแบบนี้ ป๋ารับปากไม่ได้เลยว่าจะไม่อาละวาดจนคอนโดแตกกันไปข้าง

“แต่.....”

แต่แรงอาวรณ์มันยังกรุ่นร้อนอยู่ในอก บอกตรงๆ ว่าแค่ชื่นใจหาเศษหาเลยนิดหน่อยมันไม่พอหรอก สำหรับคู่รักคู่ใหม่ที่ต้องห่างกันหลายๆ วันแบบนี้ จะเรียกว่าป๋างอแงก็จะยืดอกรับ 

“เดี๋ยวจะไปโรงบาลกับนายด้วยก็ได้”

“ไม่ได้นะ”

คนพูดไม่ใช่ป๋าหรือมหา แต่เป็นไอ้เบสที่สองมือยังกอดกระถางว่านสี่ทิศสีแดงสดไม่ยอมวาง มันเพึ่งจะวางลงกับพื้นตอนที่สาวเท้าเข้ามาประชิดตัวป๋านี่แหละ จะถอยไปไหนก็ไม่ได้ เป็นป๋าจนตรอกอยู่ตรงหน้าไอ้เบสนี่แหละ

“มึงลืมไปแล้วเหรอป๋าว่ามึงกำลังตบตาไอ้แมนว่ามึงกับน้องโจมเลิกกันแล้ว ถ้ามันรู้ว่ามึงแหกตามันนะ กูว่าเรื่องใหญ่กว่าเดิมแน่ มันคงจัดการกับมึงแบบไม่เอาแข่งรถบ้าบออะไรนั่นมาอ้างแบบคราวที่แล้วแน่ๆ ”

“จะกลัวทำไมวะ ก็บอกมันไปสิว่ากูเจ็บหนัก โจมมาเยี่ยม มาดูใจเลยคลิกกันใหม่ ถ่านมันยังกรุ่นเขี่ยไฟไม่ยากนี่หว่า ไอ้แมนมันน่าจะเข้าใจ”

“ไอ้แมนมันไม่โง่นะป๋า มึงใจเย็นก่อนดีกว่า กูกลัวมันไม่เล็งมึงคนเดียวดิ มันจะเล็งน้องโจมด้วย ไอ้แมนนอกจากมันจะไม่ยอมแพ้แล้ว มันไม่อยากน้อยหน้าใครด้วยนะมึง”

ถึงรู้ว่าไอ้เบสมันค้านเพราะมันห่วงใยทุกฝ่าย แต่ป๋าก็รู้สึกหงุดหงิดใจอยู่ดี บอกตรงๆ ว่าถ้าเรื่องนี้ไม่มีโจมเข้ามาเกี่ยวข้อง ป๋าเดินหน้าชนกับไอ้แมนแบบตาต่อตาฟันต่อฟันแล้ว แข่งรถ ป๋าแพ้แถมเจ็บหนักปางตาย มันก็น่าจะจบแล้วไม่ใช่เหรอ 

“เชื่อกูนะป๋า เชื่อกูสักครั้ง มึงใจเย็นๆ ก่อน มึงอย่าลืมสิว่าคนที่ไม่เคยรักใครอย่างมึงพอจะรักใครกับเค้าสักคน มันจะน่าอิจฉาแค่ไหนกับคนที่เหลืออยู่ กับคนที่ไม่ถูกเลือก มึงอย่าทำตัวเองให้ต้องรับศึกหลายทางสิวะ”

“ทำตามที่เพื่อนนายบอกนั่นแหละ เราค่อยโทรคุยกันก็ได้ ได้ใช่มั้ยครับพี่เบส”

“ก็พอไหวอยู่นะครับน้องโจม”

ต่อให้อยากจะดื้อดึงแค่ไหน แต่ก็ต้องยอมจำนนกับเหตุผลที่ไอ้เบสยกขึ้นมาอ้าง ไม่มีใครอยากขัดใจป๋า ที่พวกมันกล้าขนาดนี้แสดงว่าพวกมันหวังดีจริงๆ 

“ไอ้ป๋าๆ ฉิบหายแล้วๆ ”

เสียงกระหืดกระหอบครั้งที่เท่าไหร่ของวันแล้วก็ไม่รู้ คราวนี้เป็นไอ้แย้ที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา ในมือชูโทรศัพท์ยื่นออกมาข้างหน้าเหมือน GPS นำทาง แต่ที่มันขำไม่ออกเป็นเพราะท่าทางตกใจของมันนี่แหละ ถ้าเรื่องใหญ่ไม่จริง ไอ้แย้ไม่ตื่นตูมขนาดนี้แน่ๆ 

“มีอะไรวะ”

อย่างน้อยก็สองคนแน่ๆ ที่ตะโกนถามออกมาพร้อมกัน

“บิดามึงรู้เรื่องที่มึงหนีออกจากโรงพยาบาลแล้ว พ่อมึงกำลังไปรอมึงที่โรงพยาบาล เรียกว่าเรื่องใหญ่ได้มั้ยวะ”

“มึงเรียกว่าเรื่องใหญ่ระดับชาติเลยเถอะแย้”
 
จบตอนที่ 27

TRomance's Fic Fanpage

ซื้อหนังสือ เรื่องนี้
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 63 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

76 ความคิดเห็น

  1. #65 FDB88 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 08:33

    งานเข้าแล้วป๋า

    #65
    0