เด็กป๋า

ตอนที่ 28 : เด็กป๋า ตอนที่ 28

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,186
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 63 ครั้ง
    9 ก.พ. 56

TRomance's Fic Fanpage

เด็กป๋า ตอนที่ 28

ระเบิดเวลาวางแน่นิ่งอยู่บนเตียงผู้ป่วยสีขาวสะอาด ทุกชีวิตพร้อมใจกันหยุดทุกสรรพเสียงเพื่อรอ รอว่าคนที่กะโผลกกะเผลกเข้ามาในห้องหลังสุดจะเซอร์ไพรส์แค่ไหน
 
“นั่นมันคืออะไรครับพ่อ”

เสียงกร้าวตะโกนออกไปทันทีที่เห็นของบนเตียง ป๋าโวยวายอย่างที่ทุกคนคาดคิดไว้ แต่ถึงอย่างนั้นเสียงเกี้ยวกราดก็ยังทำให้ทุกคนสะดุ้งตกใจอยู่ดี เว้นก็แต่ผู้ให้กำเนิดเท่านั้น

“ของรางวัลสำหรับฮีโร่ไงล่ะ”

เสียงตอบกลับคำทักทายได้เรียบเฉยต่างจากเสียงโวยวายของป๋ามากนัก ทุกอย่างค่อยๆ มาคุ อารมณ์ค่อยๆ กรุ่นร้อนจนระอุ ทุกคนเตรียมตั้งรับกับอาการเดือดพล่านของป๋า แต่มันอาจจะเป็นครั้งแรกที่ทุกคนจะได้ตะลึงจนตาค้าง

“เมื่อไหร่ครับ”

“ต้นเดือนหน้า”

ฟังจากคำตอบดูเหมือนจะยังพอมีเวลาให้ทำใจ แต่คำปลอบใจพวกนั้นกินเวลาแค่ไม่กี่วันที่จะถึงนี้เอง 

บนเตียงคนไข้ที่ป๋าจำได้ว่าก่อนจะลุกออกไปนั้นยับย่นไม่มีชิ้นดี แต่บัดนี้ผ้าปูเตียงสีขาวถูกดึงเรียบจนตึง ข้าวของเครื่องใช้ที่เคยกระจัดกระจายอยู่เต็มห้องถูกจัดเรียงเข้าที่ของมัน ทุกอย่างย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้น
ป๋ากำลังเดินเข้าสู่จุดสตาร์ทของชีวิตครั้งใหม่ 

เอกสารมากมายกระจัดกระจายอยู่บนจุดศูนย์กลางของเตียง เหมือนคนจัดต้องการให้มันเด่นสะดุดตามากที่สุด และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ 

เด่นสะดุดตาและมันก็กระแทกใจป๋าจนปวดร้าวไปหมด เรี่ยวแรงและกำลังใจทั้งหลายที่เพิ่งได้มาจากโจมเหมือนวาล์วที่จงใจจะเปิดทิ้งไป

ป๋ารู้ว่าพ่อคงรู้เรื่องตั้งแต่วันที่เข้าโรงพยาบาลแล้ว พ่อใช้วันเวลาเหล่านั้นจัดการเอกสารทุกอย่าง หรือบางทีมันอาจจะมีมาก่อนหน้านั้นนานมากแล้วก็ได้  ปกติพ่อไม่ได้ใจเย็นแบบนี้ แต่คนที่ถือไพ่เหนือกว่าย่อมสงบสติอารมณ์อะไรได้ไม่ยาก โดยเฉพาะสถานการณ์ที่ทำให้ป๋าเถียงอะไรไม่ได้ กลายเป็นยืนน้ำท่วมปากอ่อนล้าไปทั้งใจและกายแบบนี้

แข่งรถจนเกือบตาย เหลวไหล แล้วปิดท้ายด้วยการหนีออกจากโรงพยาบาลในฐานะผู้ป่วยอาการสาหัส ทุกอย่างกลับมารัดคอป๋าหมดเลย

“ทุกคนมีหน้าที่เป็นของตัวเองนะป๋า พ่อดีใจมากที่แกเลิกเป็นสิงห์มอเตอร์ไซค์ได้ แต่มันถูกกลบด้วยอาการช็อคเกือบตายตอนที่รู้ว่าแกเกือบเอาชีวิตไปทิ้งที่นั่นเพราะผู้ชายที่แกเลี้ยงไว้เพียงคนเดียว”

“เค้าเป็นแฟนผมครับพ่อ”

ป๋ายอมจำนนกับทุกอย่างที่พ่อว่ามา แต่เรื่องที่พ่อตีค่าโจมแค่เด็กป๋านั้น เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้จริงๆ 

“พ่อบอกแล้วไงป๋า ทุกคนมีหน้าที่เป็นของตัวเอง วันนี้ลูกยังหลง แต่อีกหน่อยลูกก็ลืม”

มันง่ายอย่างที่พ่อบอกจริงๆ น่ะเหรอ ถ้ามันง่ายขนาดนั้น ทำไมป๋าถึงได้แหกโรงบาลไปหาโจมแบบไม่รักตัวกลัวตายขนาดนั้น แค่เป็นสัปดาห์ยังรู้สึกเหมือนจะบ้าได้ขนาดนี้ แล้วถ้าห่างกันไกลคนละฟากฝั่งประเทศ แล้วถ้าเวลาล่วงเลยผ่านไปเป็นปีๆ ล่ะ ป๋าจะจัดการกับความทรมานนั้นอย่างไรดี

“เด็กของลูกเค้าก็มีหน้าที่เป็นของตัวเองเหมือนกัน”

“พ่อรู้จักเค้าเหรอครับ”

“พอรู้”

เหอะ!! ถ้าเชื่อป๋าก็คงได้ชื่อว่ารู้จักพ่อตัวเองน้อยเกินไป คำว่าพอรู้ของพ่อมันแปลได้ว่าพ่อสืบมาจนรู้ทุกซอกทุกมุมของโจมแล้ว ที่สำคัญ พ่อคงรู้อะไรๆ เยอะกว่าที่ป๋ารู้ ไม่แปลกที่พ่อจะสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับโจม 

ผู้ชายคนแรกที่ทำให้ป๋าเป็นบ้าเป็นหลังอยู่แบบนี้ พ่อรู้ว่าป๋ามีใครๆ ที่เลี้ยงดูไว้มากมาย พ่อเข้าใจเพราะเค้าก็ไม่ต่างจากป๋าเหมือนกัน จะเรียกว่าป๋าวัดรอยเท้าพ่อก็ไม่ผิดนัก เพียงแต่ป่าไม่มีจุดหมายอย่างที่พ่อมี ป๋าคบเล่นๆ เลี้ยงเล่นๆ แค่ไม่เคยมีใครที่ป๋าสนใจได้เท่าโจม

“ผมอยากจะขอเวลา”

“ลูกมีเวลาส่วนตัวจนถึงวันเดินทาง”

เหมือนจะสวยงามอีกแล้ว แต่เวลาส่วนตัวที่พ่อว่า มันแค่ไม่กี่วันเท่านั้น ไม่พอที่จะหาเหตุผลเพื่อบอกโจมให้รอด้วยซ้ำ ป๋าไว้ใจโจมเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะเชื่อใจคนที่รักได้ แต่ป๋าไม่เชื่อใจพวกวงนอกทั้งหลายที่รอเวลา 

ถ้ามีใครมองความรักเป็นแค่เกมๆ หนึ่ง คนเหล่านั้นจะต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อชัยชนะแน่ๆ ไม่ว่าจะได้มาด้วยเล่ห์หรือกลก็ตาม
และป๋าก็ไม่สามารถจะเฝ้าระวังและปกป้องโจมอย่างที่ใจอยากทำอีกแล้ว ระยะทางระหว่างประเทศมันไกลเกินกว่าจะไปมาหาสู่กันได้ง่ายๆ และมันคงไม่ง่ายขนาดนั้นถ้าป๋าจะลักพาตัวใครสักคนไปด้วยกัน

วันนี้ป๋าเป็นเสือสิ้นลายแล้วจริงๆ 

ทุกหนทางมืดมิดไปหมด ไม่มีแม้แต่แสงไฟริบหรี่แค่เพียงก้นหิ่งห้อยให้ป๋ามีทางเดินไปต่อบ้างเลย

ไม่มีสงครามเย็นหรือสงครามประสาทระหว่างสายเลือดอย่างที่ใครๆ รอลุ้นด้วยความกลัว ป๋าคนใหม่ที่ไม่มีใครเคยเห็น เพื่อนสนิทสามคนที่ยืนเกร็งหายใจไม่ทั่วท้อง เปลี่ยนเป็นหายใจลำบากทันที 

ป๋าในโหมดจำนนแบบนี้ เพื่อนๆ ต่างรู้ดีว่ามันทรมานแค่ไหน ลำบากใจและเจ็บปวดใจเท่าไหร่ ป๋าเด็ดเดี่ยวยิ่งกว่าที่ใครๆ เคยเห็น แม้แต่พ่อบังเกิดเกล้าที่เตรียมแผนมาสยบลูกเสือยังต้องนิ่งอึ้ง เด็กไม่เอาไหนเมื่อวันวาน ปล่อยให้ละสายตาแค่นิดเดียว ลูกแมวป่ากลายเป็นเสือที่สง่างามตั้งแต่เมื่อไหร่

ตั้งแต่เริ่มรู้จักที่จะรักใครใช่มั้ย

ตั้งแต่เริ่มเชื่อแล้วว่าความรักมีจริง

“ถ้าผมทำอย่างที่พ่อต้องการ ผมจะมีชีวิตเป็นของตัวเองอีกครั้งใช่ไหม”

“ถ้าลูกไม่ลืมหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง พ่อก็ไม่มีปัญหา”

“โอเค ผมจะไปอังกฤษตามที่พ่อต้องการ”

เสียงที่ส่งผ่านก้อนสะอื้นในลำคอเข้มแข็งได้แนบเนียน ตรงข้ามความรู้สึกของคนพูดจนเพื่อนที่ยืนฟังอยู่ด้วยกันอดใจหายไม่ได้ เริ่มจะไม่มีใครยืนนิ่งอยู่กับที่อย่างเมื่อกี้อีกแล้ว

มหายืนกระสับกระส่ายและตั้งใจจะอ้าปากถาม แต่ไอ้แย้กลับเอามือปิดปากกั้นเอาไว้ แรงดิ้นขลุกขลักของผู้ชายสองคนในนามเพื่อนสนิทของป๋า อยู่ในสายตาพ่อตลอดเวลา

“มหามีอะไรอยากถามพ่อหรือเปล่า”

เมื่อผู้ใหญ่เปิดทาง ไอ้แย้เองก็ทำอะไรต่อไปไม่ได้นอกจากจะปล่อยมือที่อุดปากนั้นให้เป็นอิสระ

“มีคำถามอยากถามไอ้ป๋าครับพ่อ”

“อ่อ งั้นพ่อไปจัดการเรื่องโรงพยาบาลก่อนนะ แกจะต้องนอนโรงพยาบาลจนกว่าหมอจะบอกว่าเครื่องในแกผสานกันสนิทดีแล้ว”

“ผมไม่เป็นอะไรแล้ว ผมอยากจะไปพักฟื้นที่อื่นมากกว่า”

“คอนโดที่แกเพิ่งเช่าใหม่อะเหรอ”

นี่คือบทสรุปของคำว่า ‘พอรู้’ ของพ่อ ป๋าเหลวไหลและใช้ชีวิตเสเพลยังไงไม่เคยมีปัญหาเรื่องพ่อจะดัดนิสัยด้วยการระงับบัตร มันเป็นทางเดียวที่พ่อจะใช้ตรวจสอบชีวิตป๋าได้ ค่าใช้จ่ายของป๋ามีหน้าที่ไม่ต่างจากนักสืบฝีมือดี

“ครับ ผมอยากไปพักฟื้นที่นั่น”

เอาสิ!! ลูกผู้ชายที่ชื่อว่าป๋า ปากกับใจตรงกันเสมอ ในเมื่อพ่อรู้จนจี้ได้ตรงกลางใจขนาดนี้ ป๋าไม่หนีจนเข้าใกล้คำว่าแถแน่ๆ ไม่ว่าความจริงหรือปัญหา ป๋าพุ่งชนเท่านั้น 

“พ่อให้หมอตัดสินใจแล้วกัน ถ้าหมออนุญาตให้แกไปได้ แกก็อย่าชะล่าใจก็แล้วกัน เวลาที่เหลืออยู่นี้แกต้องดูแลตัวเองดีๆ นะป๋า อย่าให้ใครต่อใครฝ่าเข้าไปฉีกอกแกได้อีกล่ะ พ่อคอนเฟิร์มกับทางนู้นแล้วว่าแกกำลังจะไป”

เห็นไหม? บทสรุปสุดท้ายป๋าก็ต้องไปเรียนอย่างที่พ่อต้องการอยู่ดี ไม่ว่าป๋าจะโวยวายเอาแต่ใจอย่างแต่ก่อน หรือยอมจำนนอย่างตอนนี้ บทสรุปก็คือบทเดียวกัน

ป๋าคิดดีแล้วก่อนตัดสินใจจะทำอะไรลงไป ไม้ซีกของป๋างัดไม้ซุงพ่อไว้ได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น ปลายทางของไม้ซีกเมื่องัดไม้ซุงจนสุดกำลังแล้ว ไม้ซีกท่อนนั้นก็ต้องหักในสักวันอยู่ดี

ไม่มีประโยชน์อะไรที่ป๋าจะต่อต้านพ่ออีก ไม่ใช่เพราะยอมรับความจริงมากขึ้น ไม่ใช่เพราะเข้าใจในสิ่งที่ต่อต้านมาตลอด เพียงแต่ป๋าไม่อยากเป็นสาเหตุให้ใครต้องเดือดร้อน ถ้าป๋าดื้อใส่พ่อครั้งนี้ มันอาจจะแตกหักจนถึงขั้นถูกตัดน้ำหล่อเลี้ยงทุกทาง คนที่อยู่เบื้องหลังป๋าจะต้องลำบากแน่ๆ 

และหนึ่งในใครหลายๆ คนนั้นก็คือคนที่ป๋าห่วงใยสุดหัวใจ ในขณะที่อะไรๆ กำลังดีขึ้น อุปสรรคลูกใหญ่ก็ถาโถมเข้ามาพิสูจน์ซะตั้งตัวแทบไม่ทัน

ถ้าป๋าฝ่าฟันคลื่นลูกนี้ไปได้ คลื่นลูกไหนๆ ที่จะตามมาก็จะกลายเป็นเพียงน้ำที่กระทบฝั่งธรรมดาๆ เท่านั้น 

ในขณะที่ทุกคนกลัวบรรดาเด็กป๋าจะลุกขึ้นมาต่อต้านโจม ทุกอย่างกลับเงียบสงบผิดคาด ฟันธงไม่ได้ว่าคลื่นลมสลายหรือว่ากำลังจะก่อตัว ในเมื่อตอนนี้ทุกอย่างยังสงบดี มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปตัดน้ำหล่อเลี้ยงอย่างที่ป๋าเคยให้ ไม่ใช่ทุกคนในบรรดาเด็กป๋าที่วางตัวดี แต่ก็ยังไม่มีใครทำตัวเหลวแหลกถึงขนาดป๋าจะรับไม่ได้ นอกเหนือจากความรับผิดชอบส่วนนี้แล้ว แน่นอนว่าทุกทางที่ป๋าคิดสำรองเอาไว้ในวันที่ตัวเองไม่อยู่เมืองไทยก็เพื่อโจม

“แล้วน้องโจมล่ะวะไอ้ป๋า มึงจะทำยังไง จะทิ้งน้องเค้าไว้แบบนี้ หรือมึงจะเลิกกับน้องเค้าเด็ดขาดไปเลยวะ”

“มึงอย่าเพิ่งถามมันแบบนี้สิมหา พ่อไอ้ป๋ายังเดินไปไม่ถึงลิฟท์เลยมั้ง”

“กูร้อนใจนี่หว่าเบส แค่ไม่กี่วันน้องโจมยังดูแย่ขนาดนั้น แล้วถ้าแบบนี้ น้องเค้าจะเป็นยังไงวะ กูสงสารน้องโจม”

“ใช่มึงคนเดียวซะที่ไหนที่ร้อนใจ กูก็ร้อน ไอ้แย้ก็ร้อน ทุกคนร้อน แต่ไอ้ป๋ามันตัดสินใจไปแล้ว เราก็ต้องเอาใจช่วยมันสิวะ มึงเห็นใจน้องโจมกูรู้ แต่เพื่อนเราคือไอ้ป๋านะเว้ยมหา”

“แต่อังกฤษนะเว้ยไม่ใช่อยุธยา ที่จะไปมาหาสู่กันได้ง่ายๆ ต่อให้ไอ้ป๋ารวยล้นฟ้าขนาดไหนก็เถอะ”

เสียงโวยวายของมหากระแทกใจป๋าปวดจนระบม ถูกจี้ลงมาตรงจุดเดิมซ้ำๆ มันควรที่จะชาจนไม่รู้สึกอะไร แต่เปล่าเลย มันกรีดเข้าไปจนเจ็บร้าวทุกครั้ง มันยากที่จะชิน ป๋ายังมองไม่เห็นหนทางที่จะทำใจ ถึงแม้มันจะชัดเจนแล้วว่านั่นคือสิ่งที่ป๋าต้องทำ

“อินเตอร์เน็ตเข้าถึงประเทศไทยได้หลายปีแล้วนะเว้ยมหา มันคงไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกน่า”

กล้าที่จะปลอบใจเพื่อน ทั้งๆ ที่ควรจะใช้มันปลอบใจตัวเองมากกว่า ได้แต่บอกกับตัวเองตอนที่นอนคิดตัดสินใจว่า ไม่ได้ถูกเนื้อต้องตัวกันแต่ก็ยังมีโอกาสเห็นหน้า และมีโอกาสพูดคุย พูดแบบนี้ซ้ำๆ กับตัวเองและเฝือกที่  บล็อคขาเป็นพยาน ป๋ามีความหวังตั้งแต่โจมยังไม่ตกลงเสียด้วยซ้ำ และไม่รู้ว่าโจมจะรับกับเรื่องนี้ได้แค่ไหน มันใหญ่กว่าตอนที่เราต้องแสดงละครตบตาว่าเลิกกันมาก มากซะจนป๋าไม่แน่ใจในคำตอบที่จะได้รับเลย

“มึงไม่เปลี่ยนใจแล้วใช่มั้ย”

เสียงมหาอ่อนลงกว่าตอนแรก มันคงแน่ใจแล้วว่าป๋าไม่เปลี่ยนใจแน่ แต่มันก็ยังไม่ละความพยายามที่จะถามย้ำอีกครั้ง

“กูฝากดูแลโจมด้วยได้มั้ย กูรู้ว่าเค้าดูแลตัวเองได้ แต่ถ้ามึงเข้าใจกู มึงจะรู้ว่าทำไมกูถึงฝากฝังกับพวกมึง กูไม่เคยไว้ใจใครเท่าเพื่อนมาก่อน แล้วเพื่อนกูก็มีแต่มึงสามคนเท่านั้น”

“กูรับปากป๋า เมียมึงจะอยู่ในความดูแลของกูสุดความสามารถ..”

”..กูด้วย...กูก็ต้องว่าไงว่าตามกันสิวะ มาถึงขนาดนี้แล้ว”

คำรับปากของเพื่อนสามคน ป๋ามั่นใจว่ามันคือคำสัญญา แต่สำหรับอีกคนแล้ว ป๋านึกคำตอบที่จะได้รับไม่ออกเลยว่าจะเป็นแบบไหน

“ขอบใจพวกมึงมาก แต่ เมื่อไหร่หมอจะมาสักทีวะ”

“เค้าคงคุยอยู่กับพ่อมึงหรือเปล่า ให้น้องโจมมาหาที่โรงบาลดีกว่ามั้ยวะ”

“แค่นี้ยังหดหู่ไม่พอเหรอ ถ้าอยู่ในโรงบาลกูคงเป็นโรคซึมเศร้าก่อนไปอังกฤษพอดี”

“แล้วถ้ามึงไปขลุกอยู่บนเตียงกับน้องโจมมึงจะหายเศร้าเหรอ แล้วช้ำในของมึงจะหายเหรอ กูว่ามึงจะเปลี่ยนใจไม่ไปก็เพราะขลุกอยู่กับน้องแล้วตัดใจไม่ได้นี่แหละ”

“มึงพูดมามีเหตุผลมากมหา แต่กูพูดไปแล้วไม่คืนคำเว้ย กูรู้จักอดเปรี้ยวไว้กินหวาน”

“ตอนไหนที่เรียกว่าอดวะ มึงมันเจ้าเล่ห์ว่ะป๋า แผนการมึงใช่มะที่ประกาศให้โลกรู้ว่าน้องโจมเป็นของใคร”

“อย่ามาหาความกูนะมหา กูอยู่กันสองคนดีๆ พวกมึงสาระแนอยากรู้เองนี่หว่า”

“ก็เทวดาได้เสียกับหมาวัด มันไม่น่าสนใจเท่ากับเทวดาได้เสียกับเทวดานี่หว่า”

“เอาเถอะ ใครจะสนใจกูไม่ว่า แต่อย่าให้กูรู้ว่าใครมาเกาะแกะกับเมียกูนะ”

“มึงจะบินมาจัดการหรือไง”

“ก็ไม่แน่”

“กูแทบไม่เชื่อว่าที่มึงคุยกับพ่อมึงเมื่อกี้เป็นเรื่องจริงเลยว่ะ ป๋าตัวจริงมันต้องคนที่ยืนอยู่หน้ากูตรงนี้ต่างหาก”

“ถ้ามึงรู้สึกว่าชอบใครสักคน อยากอยู่ใกล้ๆ รู้สึกว่าเราเข้ากันได้โดยไม่ต้องพูดอะไรกันมาก วันนั้นมึงจะเข้าใจกูนะมหา”

“แล้วทำไมมึงไม่คิดจะพาน้องโจมไปอังกฤษด้วยกันล่ะ มึงทำได้อยู่แล้ว มึงมีอำนาจเงิน”

“ละครอาจจะทำให้มึงเพ้อฝันได้นะมหา โจมเค้าเป็นลูกมีพ่อมีแม่ มีหน้าที่ของเค้า อยู่ๆ กูจะถือสิทธิ์ชีวิตส่วนตัวของเค้ามาเป็นของกูไม่ได้ ต่อให้กูอยากใจจะขาดแค่ไหนก็เถอะ”

“มึงสนทนาธรรมกับกูแค่ไม่เท่าไหร่ ทำไมมึงดวงตาเห็นธรรมก่อนกูวะ”

“ก็กูไม่ต้องแบ่งตาไปดูหนังสือโป๊เหมือนมึงไง”

“มันเกี่ยวกันจริงๆ เหรอวะป๋า”

“เลิกเถียงกันเถอะ หมอเค้ามายืนรอนานแล้ว เค้าไม่กล้าเข้ามาเพราะมึงสองคนเถียงกันอยู่เนี่ย”

ทุกอย่างเป็นไปตามที่ไอ้พวกนี้ตั้งสมมุติฐาน พ่อหายไปปรึกษากับหมอมาแน่ๆ คุณหมอถึงได้ตามขึ้นมาช้าขนาดนี้ และคงเป็นข้อตกลงของพ่ออีกนั่นแหละที่ทำให้ป๋าไปพักฟื้นที่อื่นได้ แต่หมอจะไปดูอาการวันเว้นวัน และป๋าจะต้องมาทำ MRI ที่โรงพยาบาลตามที่หมอนัด รวมถึงตรวจร่างกายอย่างละเอียดจนกว่า(พ่อ)จะแน่ใจว่าป๋าหายดีแล้วจริงๆ 

คนที่เดินมาเปิดประตูยามวิกาลทำหน้างงๆ ที่ป๋าจัดการเรื่องใหญ่ระดับชาติและกลับมาหาโจมเร็วกว่าที่คิด คิ้วยกหน้าผากขมวนมุ่นเป็นคำถาม 

“เอาคนไข้มาส่งครับ”

แฟนคลับของโจมออกตัวแรง เสนอหน้ายิ้มแป้นแล้นได้วอนปลายตีนป๋ากระตุกมาก แต่มันต้องยกไว้ในกรณีที่ขาไม่เดี้ยงอยู่แบบนี้นะ เดินได้แต่คงยกทำร้ายร่างกายใครไม่ไหว ยังต้องใช้ไม้ค้ำยันอยู่เลย

“ผมไม่ใช่หมอหรือพยาบาล”

เจอเมียป๋าเล่นมุกสวนกลับเข้าไปหน้านิ่งๆ บรรยากาศที่ควรจะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะมาคุขึ้นมาทันที

“ไอ้ป๋ามันเป็นไข้ใจครับ เจ็บป่วยทางร่างกายหายไปแล้ว”

มหามันสลดนะทีี่โจมไม่รับมุกมัน แต่ถ้าสลดนานก็ไม่ใช่มหาอีกนั่นแหละ มหามันด้านได้อายไม่นานอยู่แล้ว

“เข้ามาข้างในกันก่อนมั้ยครับ ยืนคุยหน้าห้อง รบกวนห้องอื่นนะครับ”

เป็นคำตำหนิที่เล่นเอาป๋ายิ้มเสียเต็มแก้ม มันอดที่จะเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่าเป็นเพราะโจมเห็นป๋าเริ่มผ่อนขาข้างใดข้างหนึ่งเพื่อลดภาระการรับน้ำหนักตัวที่ทิ้งลงบนขาอีกข้างที่ไม่เป็นอะไรมาก เค้าถึงได้ตัดบทสนทนาเพื่อให้ป๋าได้เข้าไปนั่งพักในห้อง มันเป็นความห่วงใยที่เราไม่จำเป็นต้องบอกให้ใครได้รู้ ป๋ารู้ของป๋าคนเดียวก็พอ

“พวกพี่เอาไอ้ป๋ามาส่งก็จะกลับแล้วครับน้องโจม”

สมแล้วที่พวกมันคือเพื่อนที่รู้ใจ ป๋าต้องการใช้เวลาที่เหลืออยู่กับโจมให้นานที่สุด ให้สายใยมันผูกกันไว้ให้แน่นที่สุด ให้เราผูกพันกันจนกว่าเราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ในเมื่อป๋าเริ่มรู้ตัวว่ามีกำลังใจที่จะเดินไปข้างหน้าเพราะโจม ป๋าเจอคนที่คิดว่าขาดไม่ได้แล้ว โจมเองก็จะต้องรู้สึกว่าขาดป๋าไม่ได้จนต้องรอการกลับมาของป๋าเช่นกัน

“เอางั้นก็ได้ครับ แล้วนายเดินเข้าห้องเองไหวมั้ย”

“ไม่ไหว”

“เมื่อกี้มึงก็เดินลงจากรถเอง เดินเข้าลิฟท์เอง แล้วก็เดินมาหน้าห้องเองนะป๋า”

เพราะชีวิตมันมัวแต่ส่องนมปลอมจมูกปลอมจนเป็นนิสัย มันเลยไม่รู้ว่าคนที่มันอยากจะสำออยอ้อนเมียนั้นเป็นยังไง เพราะมันคือมหา ป๋าจะลดโทษกึ่งหนึ่งก็ได้ จากโทษประหาร ป๋าจะปรานีให้แค่ค่อยๆ ทรมานไปทีละเล็กละน้อย แต่ตอนนี้ป๋ายังคิดไม่ออกว่าการทำให้มหาทรมานนั้น ต้องทำยังไง

“นั่นมันเมื่อกี้โว้ยมหา แต่ตอนนี้กูไม่มีแรงจะทำอะไรแล้ว หวังว่ามึงจะเข้าใจ”

ถ้ามันไม่เข้าใจในคำพูด มันก็น่าจะอ่านได้จากสายตาที่ป๋าตั้งใจจะมองจิกมันให้รู้ ความรู้สึกมหาไม่ได้ช้าไปซะทุกเรื่องหรอก แค่เพียงบางเรื่องเท่านั้น

นอกจากดูแลตัวเองแล้ว โจมยังดูแลคนอื่นได้ ถ้าโจมจะทำ อย่างเช่นคืนนี้ที่ป๋าแทบจะไม่ต้องทำอะไรเองเลย เทคนิคง่ายๆ ที่จะล่อลวงให้โจมมาเอาใจคืออยู่เฉยๆ อย่าได้ปริปากให้เค้าต้องขุ่นใจ สำรวมท่าทางให้เข้าใกล้คนพิการให้มากที่สุด ป๋าก็จะมีคนอาบน้ำให้ มีคนป้อนข้าว ป้อนน้ำ และมีคนทำแผลให้ โดยที่ป๋าไม่ต้องเอ่ยปากร้องขออะไรเลยสักคำ

จริงอย่างที่มหาบอก การได้อยู่ใกล้โจมแค่เพียงสัมผัสตัวเล็กๆ น้อยๆ ได้สูดกลิ่นที่บ่งบอกว่าเป็นโจม เพียงแค่นั้นก็ทำให้ป๋าที่ได้ชื่อว่าใจเด็ดเดี่ยวอ่อนยวบลงเป็นกอง เพียงแค่อยากจะเก็บกลืนความเป็นโจมเอาไว้กับตัวให้มากที่สุด เอาไว้เป็นกำลังใจให้ทำหน้าที่เพื่อเอาอิสระในชีวิตตัวเองกลับมาอีกครั้ง แต่พอได้อยู่ใกล้ ใจกลับไม่อยากจะทิ้งโจมไปไหนเลยสักนาที แล้วถ้าป๋าต้องไปถึงสองปีนั้น ป๋าจะหักห้ามใจตัวเองได้แค่ไหนกันวะ

“อึดอัดเหรอ”

ร้องถามเพราะเห็นว่าโจมขยับเหมือนต้องการให้มีที่ว่างระหว่างตัวเองกับป๋าบ้าง ทั้งๆ ที่คิดว่าไม่ได้กอดรัดจนแน่นเกินไป แต่นั่นมันก็เป็นความคิดของป๋าแค่ฝ่ายเดียว

“นายกอดแน่นเหมือนกระดูกจะแหลกเลยอะ”

“เหรอ จริงๆ อยากฝังนายให้จมลงไปในอกเลยด้วยซ้ำ แล้วจะยัดเข้าไปยังไงเนี่ย แค่นี้นายก็บ่นว่าเจ็บแล้วอะ”

“ไม่ต้องเล่นลิ้นกลบเกลื่อนหรอก มีอะไรจะบอกกันหรือเปล่า”

นี่ใช่มั้ยที่เค้าเรียกกันว่าเนื้อคู่ ป๋ายังไม่ได้แสดงอาการอะไร หรือบอกอะไรเพื่อเป็นนัยให้รู้เลย ลางบอกเหตุของโจมคืออ้อมกอดที่รัดแน่นของป๋าเมื่อกี้ใช่มั้ย แล้วจะไม่ให้ป๋าติดใจเด็กในอาณานิคมคนนี้ได้ยังไง ต่อให้อยากจะปกปิดตัวเองแต่ดูเหมือนจะปิดโจมไม่มิดเลยสักที

“มีเรื่องจะบอก แต่กลัวที่จะบอก”

“คนอย่างป๋านี่นะกลัว? แล้วตกลงกลัวที่จะบอกหรือกลัวในคำตอบกันแน่”

“ทั้งสองอย่าง ป๋าบอกแล้วว่าป๋าก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่หุ่นโชว์นะ ป๋าก็มีหัวใจ มีความรู้สึกเหมือนคนทั่วๆ ไปนั่นแหละ”

“บอกมาเถอะ ไม่บอกตอนนี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ นายก็ต้องบอก ยกเว้นนายจะตัดใจไม่บอกแล้วปลีกตัวเองไปเฉยๆ ”

“ไม่รู้จะเริ่มบอกยังไงดี ทั้งๆ ที่เตรียมคำพูดไว้แล้ว แต่พอจะเริ่มมันดันพูดออกมาไม่ได้อะ”

“เรื่องใหญ่เหรอ”

“สำหรับป๋าน่ะ เรื่องใหญ่มาก”

“แล้วก็รุนแรงมากใช่มั้ย นายไม่มีทางเลือก ไม่งั้นนายคงไม่กลับมาเร็วแบบนี้หรอก”

“มันเป็นเรื่องที่ป๋าหนีมันมานาน นานจนถึงทางตันน่ะโจม รู้ว่าวันหนึ่งมันต้องมาถึง แต่ไม่คิดว่ามันจะเป็นตอนนี้ ตอนที่ป๋าไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว”

“ยังไง”

“เมื่อก่อนป๋าตัวคนเดียว ไม่มีใครให้ต้องเป็นห่วง ไม่ต้องแคร์อะไร อยากทำอะไรก็ทำ”

“แล้วตอนนี้มีแล้วเหรอ”

“มีแล้วสิ พอดีมีคนแถวนี้บอกว่าเขี่ยใจมาให้ พอได้รับแล้วยังไม่รู้เลยว่าจะรักษาเอาไว้ยังไง”

“ไม่คิดว่ามันจะรักษาตัวเองได้บ้างเหรอ คิดว่ามันบอบบางขนาดนั้นเลย”

“สัญญาแล้วนะ”

“สัญญาอะไรของนาย”

“ก็สัญญาว่าจะดูแลรักษาตัวเอง”

“มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วนี่ สมองนายไม่ได้กระทบกระเทือนแน่นะ”

“ป๋าหมายถึงว่า ถ้าป๋าต้องอยู่ห่างกับโจมไกลๆ อะ โจมจะดูแลตัวเองจนกว่าป๋าจะกลับมา”

“ไกลแค่ไหน”

“อังกฤษ”

คนในอ้อมกอดเกร็งตัวเองจนนึกใจหาย เสียงทุ้มใสที่เอ่ยถามจนคนตอบเองก็เพลินที่จะตอบ เพลินที่จะหยอดน้ำลงไปบนก้อนหินให้มันกร่อนทีละน้อย แต่ป๋าไม่ชอบบรรยากาศนิ่งเงียบแบบนี้เลย ตอนนี้ป๋ากลับอยากให้โจมเป็นคนขี้โวยวายเหมือนเด็กป๋าหลายๆ คนที่เคยเจอและป๋าก็เหวี่ยงจนกระจายไปคนละทิศคนละทาง เพราะป๋าไม่ชอบให้ใครมาโวยวายใส่หน้า แต่ตอนนี้ป๋ากลับอยากให้โจมเป็นแบบนั้น ไม่ใช่แค่โวยวาย โจมจะถึงขั้นทำร้ายร่างกายป๋าเลยก็ได้ ไม่ใช่นิ่งเงียบเดาไม่ถูกว่าคิดอะไรอยู่แบบนี้

ไม่มีน้ำออกมาจากตา ไม่มีแรงไหวตัวสะอื้นเหมือนตอนที่ป๋าแหกโรงพยาบาลมาหา แต่ป๋ารู้ว่าโจมกำลังข่มใจ สองมือกำแน่นจนเกร็งไปทั้งแขน ตัวแข็งทื่อไม่ต่างจากท่อนไม้ที่ไร้ชีวิตแล้ว ไม่รู้เลยว่าโจมคิดอะไรหรือว่าไร้ความรู้สึกไปแล้ว

น้ำตาที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นหลังจากที่โจมเงียบไปนานกลับค่อยๆ ไหลออกมาตอนที่ป๋ารั้งให้เราหันหน้ามาสบตากัน แรงสะอื้นเพิ่มขึ้นจนสั่นไปทั้งตัว นี่เองที่เรียกว่าทำอะไรไม่ถูกของจริง

ป๋าแพ้น้ำตา โดยเฉพาะน้ำตาของคนที่รู้สึกรักแล้ว แทบจะทนไม่ได้

อยากจะฉีกทุกกฎเกณฑ์ที่พ่อตั้งไว้แล้วหนีไปด้วยกันเหมือนในละคร แต่มันทำอย่างนั้นไม่ได้ คนเราหนีปัญหาได้แต่หนีได้ไม่นาน สุดท้ายเราก็ต้องหันหน้าไปชนกับมันอยู่ดี

“โจม ป๋าไม่ได้อยากจะให้มันเป็นแบบนี้นะ ไม่ได้ตั้งใจจะบอกรักโจมเพื่อให้ความหวังแล้วทิ้งไปไกลๆ แบบนี้หรอก แต่ป๋าไม่มีทางเลือก”

“ขะ เข้าใจ ต่อให้นายไม่มีปัญหา เราก็ใช่ว่าจะผ่านมันไปง่ายๆ เผื่อใจไว้แล้ว แต่พอเอาเข้าจริงๆ ชั้นมันก็อ่อนแอไม่ได้เรื่อง”

“ร้องไห้เถอะ ร้องต่อหน้าป๋านี่แหละโจม ร้องเสียตั้งแต่ตอนนี้ ตอนที่ป๋ายังอยู่ใกล้ๆ ตอนที่ป๋ายังปลอบโจมได้นะ แล้วพอถึงตอนนั้น
โจมจะต้องเป็นโจมที่เข้มแข็งเหมือนเดิม เราจะผ่านมันไปด้วยกัน”

“นายแน่ใจอย่างนั้นเหรอ”

“แน่ใจว่า”

“ว่าเราจะผ่านมันไปด้วยกัน”

“ยิ่งกว่าแน่ ป๋าจะไม่เหลวไหลนะ จะรีบกลับมาเฝ้าโจมไวๆ เลย”

“ทำไมต้องเฝ้า”

“ป๋าหวงของป๋า พวกหมาที่มันคอยมองโจมน่ะจ้องอยู่ตลอดเวลา จะให้วางใจได้ยังไง”

“นั่นสินะ ยิ่งมีข่าวว่าเลิกกันไปแล้วด้วย”

“อย่าขู่สิ ยิ่งใจไม่ดีอยู่นะ”

“ไม่ได้ขู่ แต่วันเดินทางขอไม่ไปส่งนะ”

“ทำไมล่ะ”

“ถ้าเผลอไปร้องไห้ให้ใครเห็น จะแสดงละครเป็นโจมคนเดิมตอนนายไม่อยู่ได้ยังไง”

“สัญญาก่อนสิโจม”

“มันตลกนะป๋า ที่คนอย่างป๋ายึดมั่นถือมั่นกับคำสัญญา ดูไม่สมกับเป็นนายเลย”

“ไม่รู้แหละ ป๋าจะอัดเสียงเอาไว้ ถ้าโจมผิดคำพูดเมื่อไหร่จะได้มีหลักฐาน”

“หลักฐานจะช่วยอะไรได้ ระดับนาย ต้องบินกลับมาจัดการเลยสิ”

“ขอบคุณมากสำหรับคำแนะนำ ถ้าโจมทำตัวไม่ดีป๋าจะบินกลับมาจัดการทันที”

“งั้นชั้นจะขยันสร้างเรื่องให้มากๆ ”

“อ้าว ทำไมเป็นงั้นล่ะ”

“นายจะได้กลับมาจัดการบ่อยๆ ไง อย่าคิดว่าตัวเองจะคิดถึงคนอื่นแค่ฝ่ายเดียวสิ”

“พูดแบบนี้ทำให้ไม่อยากไปเลย”

“ไปเถอะ นั่นมันอนาคตของนาย ถ้านายต้องการคำสัญญา ชั้นก็จะมีให้จนกว่านายจะบอกว่าไม่ต้องการมันอีกแล้ว”

“รู้ใช่มั้ยว่าคนอย่างป๋าไม่เคยบอกรักใคร”

“รู้แล้ว นายเคยบอกหลายครั้งแล้ว ไม่อย่างนั้นนายจะไม่ได้รับคำสัญญาจากคนอย่างโจมเหมือนกัน”

“พูดว่ารักป๋ามันยากนักเหรอ ถ้าปากหนักจะได้ช่วยเอาปากง้างให้”

“นายคิดว่าสำหรับคนที่เคยผิดหวังกับความรักมาก่อนจะเอ่ยคำสัญญากับใครง่ายๆ มั้ย คำว่ารักพูดไม่ยากเท่าไหร่หรอกนะ แต่ชั้นเชื่อ
ถือการกระทำมากกว่า รักครั้งแรกสอนชั้นว่า คำว่ารักมันก็แค่คำมักง่ายคำหนึ่งเท่านั้น”

“ป๋านี่แหละโจม จะทำให้เห็นว่ารักไม่ใช่คำมักง่ายแต่มันคือคำสาบาน”

จบตอนที่ 28

TRomance's Fic Fanpage

ซื้อหนังสือ เรื่องนี้
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 63 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

76 ความคิดเห็น

  1. #66 FDB88 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 08:54

    โอ๊ยฮือออ ผ่านเรื่องนึง ก็มีอีกเรื่องเข้ามา สู้ๆนะทั้งคู่เลย

    #66
    0
  2. #46 Ntt (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 / 10:06

    น้ำตาไหลด้วย ยิ้มด้วย คนอื่นเห็นต้องคิดว่าบ้าแน่ๆ สู้ๆๆนะทั้งสองคน????????????

    #46
    0