เด็กป๋า

ตอนที่ 23 : เด็กป๋า ตอนที่ 23

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,623
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 71 ครั้ง
    9 ก.พ. 56


TRomance's Fic Fanpage

เด็กป๋า ตอนที่ 23

ห้องทั้งห้องเงียบกริบ แต่คนที่รอคำตอบมีท่าทีกระสับกระส่ายงุ่นง่านหลุดมาดขี้เก๊กต่างจากตอนอยู่ข้างนอกไปมาก โจมไม่ได้หยิ่ง แต่ที่ยังไม่ตอบคำถามนี้เป็นเพราะไม่คิดว่าคำๆ นี้จะหลุดออกมาจากปากคนที่ไม่คิดจะจริงจังกับใครอย่างป๋า แต่สีหน้าและแววตาลุ้นรอคอยคำตอบบอกชัด ครั้งนี้ป๋าเอาจริง!!

แต่คนที่สับสนทั้งๆ ที่ในอกกำลังฟูฟ่องอยู่นี้กลับเป็นโจมเสียเอง

“นี่ ทำไมถึงได้คิดนานขนาดนั้น”

คนเอาแต่ใจก็ยังเป็นคนเอาแต่ใจวันยังค่ำ ในความอ่อนโยนที่ส่งมาให้ก็ยังแฝงไปด้วยอำนาจของผู้นำอย่างเต็มเปี่ยม โจมหลงหน่วยตาดำขลับที่วับวาวไปด้วยความมุ่งมั่นมาสักพักหนึ่งแล้ว และดูเหมือนมันจะมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของโจมมากขึ้นทุกวัน ไม่นับแววตาที่มองสำรวจตอนที่มีอะไรกันนั่นอีกอย่าง สายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความต้องการที่ดูเหมือนจะไม่มีจุดสิ้นสุด สายตาที่มากไปกว่าความต้องการแห่งราคะของร่างกาย แววตาที่บอกโจมว่าทั้งตัวของโจมนี้มีป๋าเป็นเจ้าของ

“แฟนกับคนรักเหมือนกันมั้ย”

“เหมือนกันสิ”

คำตอบโพล่งออกมาตั้งแต่ยังพูดไม่จบเสียด้วยซ้ำ เหมือนเป็นสคริปต์ที่เจ้าตัวเตรียมเอาไว้อย่างดีแล้ว

“แล้ว...”
“เอาง่ายๆ นะ แฟน เมีย คนรัก ก็เหมือนพริกแกง”

ผงะไปเพราะความงง เพลย์บอยหาตัวจับยากขนาดนี้ นอกจากจะไม่มีความโรแมนติกแล้ว ยังอธิบายอะไรให้โจมต้องเจียดการทำงานของสมองมาหาความหมายนั่นอีก ไหนว่าง่ายๆ แล้วมันหมายถึงอะไรกันแน่ 

“เผ็ดเหรอ”

“ถ้าหมายถึงลีลาของนายมันก็ใช่อะนะ แต่ความหมายพริกแกงของชั้นคือ ส่วนผสมของอะไรหลายๆ อย่างพอเอามาโขลกเข้าด้วยกัน มันก็จะกลายเป็นเนื้อเดียวกันน่ะ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็เหมือน แฟน คนรัก หรือเมียนั่นแหละ มันก็แค่คำที่ใช้เรียกแทนกันเท่านั้น เพราะความหมายของมันเหมือนกัน”

“ไม่หวานเลย ไม่สมกับเป็นป๋าเลยนะ คิดว่านายจะขอใครสักคนเป็นแฟนจะโรแมนติกกว่านี้ซะอีก แต่มันก็มีความหมายในตัวมันดี คิดได้ไง แฟน คนรัก เมีย ก็เหมือนพริกแกง”

“ไม่ได้คิดเองหรอก มหามันอ่านเจอในคอลัมน์หนังสือประโลมโลกของมันนั่นแหละ ไม่ได้สนใจฟังมันเพ้อด้วย แต่ไม่รู้ทำไมพอนายถามก็คิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้”

“เพราะพวกนายมันหมกมุ่นเรื่องอย่างว่ามากไปไงล่ะ ไม่งั้นนายคงไม่จำบทความอะไรแบบนี้หรอก”

“แค่เป็นคนที่เปย์ แล้วก็แฟร์กับคนที่ตอบสนองกับความต้องการแค่นี้ นายเหมาว่าเป็นคนตัณหากลับเลยหรือไง”

“ชื่อเสียงของนายมันตีความออกมาแบบนั้น ก็เหมือนกับชื่อเสียงของชั้นที่ใครๆ เค้าพูดกันนั่นแหละ”

“นี่คุณโจมครับ กระผมนายป๋ากำลังขอคุณว่าเราเป็นแฟนกันมั้ยนะครับ ไม่ได้มานั่งปรึกษาปัญหาชีวิต แล้วก็รู้ไว้ซะด้วยเหอะที่มันไม่หวานไม่โรแมนติกอย่างที่นายต้องการเพราะไม่รู้ว่าเรื่องอะไรแบบนั้นเค้าต้องทำกันยังไง ไม่เคยขอใครเป็นแฟนอะเข้าใจมั้ย”

“แล้วเตรียมรับมือกับคำปฎิเสธไว้แค่ไหน”

“ไม่ได้เตรียมเลย รอให้นายตอบว่าได้ หรือ โอเค อยู่คำเดียวเลยเนี่ย”

“เอาแต่ใจตัวเองชะมัด”

“ยอมรับอะ ใครจะทำไม”

“ทำไมถึงขอเป็นแฟนล่ะ นายรู้หรือเปล่าว่านายกำลังผูกมัดตัวของนายเองนะ ถ้านายเลือกที่จะหยุดกับใคร นายจะเรื่อยเปื่อยกับใครก็ได้เหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว”

“ที่แน่ๆ ไม่ใช่เพราะได้นายเป็นคนแรกแล้วคิดจะรับผิดชอบหรอกนะ นายเป็นผู้ชายก็คงจะเถียงกลับมาว่าไม่เสียหายอะไรใช่ปะ”

“ใช่”

ตอนที่เดินตามคนๆ นี้จนขึ้นเตียงด้วยกันก็เพราะคิดว่าเป็นผู้ชายและมันก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่แหละ ถ้าจะเป็นหนึ่งในพวกวิปริตอย่างที่สังคมกระแดะเคยบริภาษเอาไว้ โจมก็ไม่เคยแคร์สังคมและคนรอบข้างที่เพียงแค่เดินผ่านไปผ่านมาในชีวิตมานานแล้ว 

“ความรู้สึกแรกที่ทำให้ตัดสินใจขอเป็นแฟนมันก็คงเหมือนพระเอกที่อยากจะปกป้องใครสักคนแหละมั้ง”

“ชั้นดูอ่อนแอขนาดนั้นเลย ขนาดที่ดูแลตัวเองไม่ได้เลยงั้นเหรอ”

“ไม่ใช่!! มันไม่ใช่เพราะนายอ่อนแอ แต่มันรู้สึกอยากครอบครอง อยากเป็นเจ้าของ มันหวงแหน จะบอกว่าไงดีวะ คือนายไม่ใช่สิ่งของไงมันเลยอธิบายยาก”

“แค่นี้ก็เข้าใจแล้วล่ะ”

“เฮ้อ โล่งไปที นึกว่าจะเข้าใจยากเหมือนตอนพริกแกง”

“เอาล่ะ ถ้านายไม่ยอมรับคำปฎิเสธนายจะรับความจริงที่ยังไม่รู้ได้      มั้ยล่ะ”

“ความจริงอะไร”

“ชั้นมีคนที่เคยรักอยู่แล้ว”

“แล้วไง”

คนที่ควรจะตกใจไม่ใช่คนที่ได้รู้ความจริง แต่กลายเป็นโจมเสียเองที่ต้องเบิกตากว้างกับคนที่ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ขยับเบียดมาเสียชิดจนจะเสยตักกันอยู่แล้ว

“นั่นหมายถึงนายกำลังเป็นมือที่สามนะ”

“ไม่ใช่ซะหน่อย”

“คนที่เข้ามาทีหลังระหว่างคนสองคนที่เค้าคบกันนายจะเรียกว่าอะไร”

“แต่นายบอกเองว่าเคยรัก แสดงว่าตอนนี้ไม่ได้รักแล้วไม่ใช่หรือไง”

“ใช่ แต่ยังไม่ได้เลิกกับเค้าจริงจังหรอก”

ไม่รู้จะเรียกความรู้สึกที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ว่าใจหายหรือตกใจดี คนที่นั่งประชิดตัวโจมอยู่ดีๆ ก็ลุกหายเข้าไปในห้องแล้วก็พรวดพราดออกมา ในมือมีโทรศัพท์มือถือที่ดูยังไงก็ไม่ใช่ของตัวเองออกมาด้วย

“เลือกเอาว่าจะโทรไปบอกเค้าหรือว่าเราจะไปบอกเค้าด้วยตัวเอง”

“มันไม่ง่ายแบบนั้นหรอกน่า”

“แล้วอะไรที่เรียกว่ายาก ลองบอกมาสิ”

“เค้าเป็นพี่ชาย”

ถึงแม้จะทำใจไว้บ้างแล้วกับปฎิกิริยาที่ป๋าจะโต้ตอบกลับมา โจมคิดไปถึงสีหน้าเกรี้ยวกราดเมื่อถูกขัดใจและแววตาแข็งกร้าวดุดันเมื่อไม่ได้ดั่งใจหรืออะไรก็ตามที่บ่งบอกลักษณะนิสัยของผู้ชายคนนี้ โจมเตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์ ตั้งแต่ปณิธานกับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่นิ่งใส่ป๋าเหมือนคนอื่นๆ อีกแล้ว ในเมื่อป๋ากล้ารุก โจมก็พร้อมรับแล้วเหมือนกัน แต่มันต้องไม่ใช่สถานการณ์ที่นิ่งเงียบแล้วนั่งหายใจรดกันแบบนี้ 

ทั้งๆ ที่ไม่รู้หรอกว่ารักคืออะไรกันแน่ แต่ครั้งสุดท้ายที่รู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออกแบบนี้คือตอนที่เฮียเดินถอยหลังเข้าเกทตอนไปเรียนต่อ รู้สึกอึดอัดใจและกระวนกระวายใจเหมือนกัน แต่สาเหตุต่างกัน โจมในวันที่ไม่มีใครกับโจมที่มีป๋านั่งข้างๆ แบบนี้ ทำให้ระบบความคิดและความรู้สึกของตัวเองเปลี่ยนไปมาก

ในอดีตที่มีเฮียอยู่ข้างๆ โจมเคยคิดว่าไม่ต้องการใครอีกต่อไปแล้ว ลูกชายเพียงคนเดียวที่เอาแต่ใจกับใครก็ได้อย่างโจม กลายเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายของเฮีย และแน่นอนว่าถ้าโจมจะเป็นเด็กดีของใครๆ ล้วนมาจากคำสั่งสอนของเฮียเท่านั้น 
ในตอนนั้นถ้าชีวิตคือการเดินทาง เฮียก็คือเนวิเกเตอร์ของโจม

แต่วันนี้ตอนนี้ โจมไม่อยากได้ผู้นำทางอีกต่อไปแล้ว สิ่งเดียวที่ต้องการคือใครสักคนที่เดินเคียงข้าง ก้าวไปพร้อมๆ กัน ถ้าจะทิ้งระยะห่างกันบ้างก็ได้ แต่ต้องไม่ไกลไปกว่ามือของโจมจะเอื้อมถึง พอคิดได้แบบนั้น ภาพที่ผ่านเข้ามาในความรู้สึกคือผู้ชายที่ไม่ควรเอาใจไปผูกติดเอาไว้อย่างป๋า...เพราะว่ามันเสี่ยงเกินไป

ไม่รู้ว่าตอนที่ป๋ารอคอยคำตอบจากโจมจะรู้สึกแบบเดียวกันกับที่ตัวเองกำลังเป็นอยู่ตอนนี้มั้ย คนที่ใช้ความนิ่งเพื่อสยบทุกสิ่งทุกอย่างมาตลอดอย่างโจม กลับอยากจะกระชากคอป๋ามาถามซะให้ได้ว่าที่เงียบไปนั้นคิดอะไรอยู่ หรือกำลังคิดหาวิธีการที่จะถอนคำพูดก่อนหน้านี้ที่บอกว่าอยากเป็นแฟนด้วยก็ไม่รู้

ทำไมคนเราเวลาฟุ้งซ่านน้ำตามันถึงได้พาลจะไหลออกมาเสียให้ได้ ไม่ได้อยากอ่อนแอให้ใครเห็นเลย ไม่ได้อยากให้ใครรู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเองไม่ได้แกร่งอย่างภาพที่แสดงออกไป ถ้าโจมก้มหน้านั่นคือน้ำตาจะต้องไหลออกมาอาบแก้มแน่ๆ แต่ถ้าแหงนหน้ามองฝ้าเพดานก็ไม่มั่นใจเลยว่าจะกลั้นน้ำตากลับลงไปได้แค่ไหน ในเมื่อเบ้าตามันร้อนผ่าว และน้ำมันคลอจนเอ่อล้นออกมาบ้างแล้ว
 ไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเองอยู่ในสายตาป๋าตั้งแต่ตอนไหน รู้ตัวอีกทีตัวเองก็อยู่ในอ้อมกอดของป๋าเสียแล้ว

แรงกระชากเร็วและแรงจนน่าจะรู้สึกเจ็บบ้าง แต่กลับไม่รู้สึกอย่างนั้นเลยสักนิด ทั้งๆ ที่มือป๋าบีบแน่นอยู่ที่ต้นแขนเหมือนโดนปลอกเหล็กรัดเอาไว้ แต่กลับไม่รู้สึกว่าร่างกายเจ็บปวดเลยสักนิด ในอกตอนนี้มันฟองฟูและเต้นรัวจนปวดกระดูกซี่โครงไปหมดแล้ว คางหนาที่วางลงบนลาดไหล่ไม่มีออมแรงหรือแสดงออกว่าทนุถนอมเลยนั้น ทำให้โจมยิ้มออกมาทั้งน้ำตา

“ที่โจมต้องเป็นแบบนี้เพราะมันใช่มั้ย มันเคยบอกโจมว่ารักบ้างหรือเปล่า”

‘บอก’ คำพูดมันอัดแน่นอยู่แค่ในลำคอแต่เปล่งออกมาเป็นเสียงไม่ได้ ก้อนสะอื้นมันกั้นปิดทางเอาไว้ซะสนิท คำตอบที่ทำได้เพียงพยักหน้าให้เท่านั้น

“มันโกหก มันไม่ได้รักโจมอย่างที่โจมเข้าใจหรอก มันแค่หวงความสำคัญของตัวเองที่มีต่อโจมเท่านั้นแหละ คนแบบนั้นมันเป็นได้แค่พี่ชาย โจมเข้าใจมั้ย”

คำตอบที่เคยตามหามาตลอด กลับเฉลยออกมาง่ายๆ จากคนที่ไม่เคยรู้จักหรือพบเจอหน้ากับเฮียเลยสักครั้ง แต่โจมกลับเชื่อง่ายๆ ว่ามันคือรักทั้งๆ ที่ใกล้ชิดกับเฮียมาตลอดชีวิต

ถ้าไม่เกิดขึ้นกับตัวเอง จะมีใครสักกี่คนที่จะเชื่อว่าเส้นผมบังภูเขานั้นเป็นยังไง

“ร้องไห้ทำไม”

หลังมือปาดน้ำตาแทบไม่ทันเมื่อคนที่ซุกหน้าอยู่กับต้นคอและลาดไหล่ผละออกมาเพื่อเอาคำตอบกับสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับโจมแบบนี้ ต่อให้เก็บกลืนหรือปาดน้ำหูน้ำตาทัน แรงสะอื้นที่สะท้อนขึ้นลงหนักหน่วงก็ฟ้องความอ่อนแอที่มีอยู่ดีนั่นแหละ ปล่อยเลยตามเลยให้มันไหลออกมาจนกว่ามันจะหยุดไหลไปเอง

คนที่ไม่เคยต้องเสียเวลารออะไรกลับนั่งรอโจมร้องไห้อย่างใจเย็น

“เรื่องเป็นแฟนหรือไม่มันไม่ใช่ปัญหาหรอก แต่ที่บอกว่าไม่ง่ายเพราะเฮียไม่ยอมแน่ๆ ”

“มันมีสิทธิ์อะไร มันเป็นแค่พี่ชาย มันไม่มีสิทธิ์มาบงการชีวิตใครทั้งนั้นแหละ”

“นายไม่เข้าใจหรอก นายไม่ได้เกิดมาแล้วมีคนขีดเส้นทางเดินไว้ให้ นายจะรู้ได้ยังไงว่ามันไม่ง่ายที่จะเดินออกมา”

“แล้วทุกวันนี้นายก็เดินออกมาแล้วไม่ใช่หรือไง นายก้าวขาออกมาได้ข้างหนึ่งแล้วโจม อีกข้างติดแค่ธรณีประตูมันขวางอยู่เท่านั้น ถ้า
นายยกขาขึ้นให้สูงกว่าเดิม นายก็จะผ่านมันมาได้ หรือว่านายไม่มีแรง”

“อือ”

การที่คนๆ หนึ่งอดทนจนถึงขีดสุดเกินกว่าจะรับไหว แล้วถอยร่นจนแผ่นหลังชนกำแพงหนา เหมือนหมาจนตรอกที่สติกระเจิงและตกใจเกินกว่าจะหนีต่อไปได้ บางทีมันก็เหนื่อยและท้อจนหมดแรง มันมืดจนหมดกำลังใจจะหนีต่อไปแล้ว มันก็แค่ดิ้นจนสุดทางตัน

“งั้นชั้นจะอุ้มนายออกมาเอง”

ความรู้สึกคงจะคล้ายๆ ราพันเซลที่มีเจ้าชายมาช่วยและพาหนีออกจากหอคอย นิทานหลอกเด็กที่เคยต่อต้านมาตลอดกลับแล่นเข้ามาจนรู้สึกว่าตัวเองกำลังเหยียดยิ้มให้คนตรงหน้า ถึงตาจะยังพร่าไปด้วยม่านน้ำตาที่พร้อมจะไหลออกมาตลอดเวลา ถึงแม้จะปาดทิ้งไปหลายครั้งแล้ว แต่ในกรอบสายตาที่มีภาพเลือนลางนั้น กลับเห็นหน้าป๋าชัดกว่าที่เคยเห็น จากที่เคยบอกตัวเองว่าอยู่คนเดียวก็น่าจะได้ กลับรู้สึกว่าจริงๆ แล้ว โจมต้องการใครเดินอยู่ใกล้ๆ สักคนมากกว่า

“งั้นเราเป็นแฟนกันแล้วนะ”

“อื้อ”

“ไม่เป็นแค่เด็กป๋าแล้วนะ”

“อื้อ นายได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว ดีใจใช่มั้ยล่ะ”

“ยัง”

มือยื่นออกไปยันหน้าคนที่ยื่นจมูกเข้ามาใกล้จนชะงักไปทันที หน้าผากย่นจนเป็นชั้นๆ ชัดเจน คิ้วขมวดมุ่น ตาบ่งบอกว่ากำลังถูกแฟนหมาดๆ อย่างโจมขัดใจ

“เป็นแฟนป๋าไม่น่าดีใจตรงไหน มันน่าภูมิใจกว่าเป็นเด็กป๋าตั้งเยอะ”

“ก็รู้นะว่าการขยับขึ้นมาเป็นแฟนนายต้องมีเรื่องวุ่นวายตามมาแน่ๆ แต่นายจะรับได้มั้ยถ้านายเลื่อนขั้นให้แล้วชั้นอาจจะขี้หึงจนนายรำคาญ”

“ฮ่าๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ลุ้นตั้งนาน เรื่องแค่นี้เองเหรอ”

ไอ้บ้านี่กับอากาศอะไรแปรปรวนเร็วกว่ากันนะ เมื่อไม่กี่นาทีมานี้ คนๆ นี้ก็ทำให้โจมอึดอัดจนหายใจไม่ออก มาถึงตอนนี้มันกลับหัวเราะร่าเหมือนจำไม่ได้ว่าเมื่อกี้มันเพิ่งปลอบโจมไม่ให้ร้องไห้ มันเพิ่งหน้าด้านขอผู้ชายคนหนึ่งเป็นแฟน การที่โจมพูดประโยคนั้นออกไป ผ่านการชั่งใจและเตรียมพร้อมที่จะถูกตอกกลับมาว่าต้องการเยอะเกินไป แค่เปลี่ยนจากคู่นอนเป็นแฟนก็เหนือความคาดหมายมากแล้ว ถ้าโจมยังเพิ่มเงื่อนไขเข้าไปอีก ป๋าอาจจะเปลี่ยนใจวินาทีไหนก็ได้ แต่ไม่ได้เตรียมใจที่จะรับมือกับป๋าในโหมดเริงร่าแบบนี้เลย ไม่รู้ว่าจะต้องทำหน้ายังไง

“เชิญหึงได้ตามสบาย นายอาจจะมีลูกมือเพิ่มขึ้นอีกสามคนด้วยนะ เอาเป็นว่าถ้าแตก แอนตาซิลแจกเข็มละ 500 โอเคมั้ย”

“ไหนใครบอกว่านายขี้รำคาญ ไม่ชอบให้ใครวุ่นวายเยอะเกินไปไม่ใช่  เหรอ”

“แล้วใครล่ะที่บอก ตัวตนของนายกับชั้นในสายตาคนอื่นมันก็มาจากน้ำลายใครก็ไม่รู้ไม่ใช่เหรอ นายก็คนธรรมดา ชั้นก็คนธรรมดานั่นแหละ มีทั้งความต้องการและไม่ต้องการ มันก็ใช่นะที่ชั้นไม่ต้องการให้ใครเข้าหาก่อน ไม่ต้องพรีเซ้นต์ตัวเองให้เยอะเกินไปหรอก ถ้าชั้นถูกใจใคร ก็จะเดินเข้าหาเองนั่นแหละ คนใจร้อนแบบชั้นก็ต้องเจอน้ำแข็งแบบนายไง”

“นี่คือคำชมเหรอ นายชมแฟนตัวเองแบบนี้เหรอ”

“อืม ถ้าจะให้ถูกต้องตามพิธีการมันก็ต้องจูบสาบานด้วยนะ”

คำบอกเล่าของคนอย่างป๋าไม่ต่างอะไรกับแสงและเสียงของฟ้าแล่บและฟ้าผ่าเลย ปากชนปากก่อนจะบอกว่าต้องมีจูบสาบานเสียด้วยซ้ำ โจมไม่ได้ประหม่า ไม่ได้เขิน ไม่ได้กระดากอายที่จะจูบหรือมีความสัมพันธ์อื่นใดกับผู้ชายคนนี้ เราก้าวกระโดดเรื่องพวกนั้นมานานแล้ว แต่โจมเป็นผู้ชาย             ธรรมดาๆ ที่ปรับตัวตามอารมณ์ป๋าไม่ทันก็เท่านั้น มีความเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้นหลังจากตอบตกลงเป็นแฟนป๋า มีเรื่องเดียวเท่านั้นที่ป๋าไม่เคยเปลี่ยนเลย 
มันเอาแต่ใจตัวเองเท่าเดิม!!!

“โจม”

“หืม”

“มันเคยจูบนายแบบนี้หรือเปล่า”

“แบบไหน”

แบบที่ปากบวมเจ่อและต่อมน้ำลายทำงานไม่ทันกับความตะกรุมตะกรามของป๋านะเหรอ ไม่เคยหรอก!! มันไม่เคยลึกซึ้งและหลากหลายความรู้สึกให้โจมต้องตื่นตาตื่นใจขนาดนั้น โจมกับเฮียเราเคยจูบกันก็จริงแต่รสชาติกับความรู้สึกมันเทียบไม่เท่าที่ได้รับจากป๋าเลย 

ไม่ได้เอาผู้ชายสองคนมาเปรียบเทียบกัน!!

แต่ความรู้สึกมันบอกชัดว่าที่ผ่านมา สายใยที่ผูกโจมเอาไว้กับเฮียคือความผูกพันเท่านั้น มันเป็นสัญชาตญาณที่ต้องพึ่งพาคนอื่นของมนุษย์ในยามที่ตัวคนเดียวและไม่มีใครเลยอย่างโจม ถ้าโจมได้รับอิสระ ได้พบเจอและทำความรู้จักกับใครๆ ในสังคม ความรู้สึกโจมอาจจะชัดเจนเร็วกว่านี้ก็ได้ว่าเฮียก็แค่พี่ชายคนหนึ่ง มันเป็นแค่ความรักระหว่างพี่น้อง นอกเหนือจากนั้นคือโจมเข้าใจผิด แต่โจมไม่รู้ว่าเฮียจะแค่เข้าใจผิดอย่างที่โจมเข้าใจหรือเปล่า

“โจม ถามแค่นิดเดียว ทำไมคิดนาน”

“กำลังหาคำตอบให้อยู่นี่ไง ว่าจูบแบบนี้ของนายมันคือแบบไหน”

“จะแบบไหนก็ช่างเถอะ มานี่ จะลบรอยแม่งให้หมดเลย”

“เดี๋ยว!!!”

“มีข้อแม้อะไรอีกครับคุณชาย นายเป็นคนแรกที่กล้าสร้างเงื่อนไขกับป๋าเลยนะรู้มั้ย”

“เรื่องนั้นไม่รู้หรอก แต่นายลบรอยนั้นไปนานแล้วล่ะ นานจนชั้นจำรสจูบของเฮียไม่ได้แล้วว่าเป็นยังไง”

“รู้ปะ เหตุผลที่ขอนายเป็นแฟนเพราะนายเป็นตัวของตัวเอง เพราะโจมก็คือโจม คุณค่าที่ป๋าคู่ควร”

“ชั้นจะไม่เดินมาไกลขนาดนี้เลย ถ้ารู้ก่อนหน้านี้ว่าตัวตนจริงๆ ของนายมันก็แค่ไอ้ปัญญาอ่อนคนหนึ่ง เหนื่อยมั้ย!!”

“เหนื่อยอะไรเหรอ”

“เวลาที่นายต้องเก๊กขรึมใส่คนอื่นตลอดเวลาน่ะ เหนื่อยมั้ย”

“เหนื่อยสิ เหนื่อยมาก ชั้นเลยอยากเป็นตัวของตัวเองให้ใครได้เห็นบ้าง แล้วนายก็ได้รับสิทธิ์นั้น ดีใจมั้ย แล้วนายล่ะเหนื่อยมั้ย”

“ถ้าไม่เหนื่อยก็คงไม่รับเป็นแฟนกับนายง่ายๆ หรอก”

“นั่นสินะ ใส่หน้ากากต่อหน้าคนอื่นตลอดเวลาเหนื่อยจะตาย ไม่เห็นจะหายใจสะดวกเหมือนตอนนี้เลยนะ”

“นายรู้อะไรรึเปล่า นอกจากนายจะปัญญาอ่อนแล้ว นายยังน้ำเน่าด้วยนะ อ่านการ์ตูนตาหวานมากไปหรือเปล่า”

“การ์ตูนตาหวานมันเป็นยังไง ช่างมันเถอะ นายชอบคิดคำตอบนาน ลุ้นแล้วอึดอัดหายใจไม่ทั่วท้อง เอาเป็นว่าเรื่องน่าอายพวกนี้ เรารู้กันแค่สองคนก็แล้วกันนะ”

“อือ แต่ไม่เกี่ยวก้อยสัญญาเหมือนเด็กอนุบาลนะ มัน......”

“ปัญญาอ่อน นายไม่ต้องย้ำมากหรอกน่า นี่ป๋านะ นี่ป๋า เสียภาพพจน์ป๋าหมดเลย”

ตั้งแต่เล็กจนโต เคยภาวนาให้เวลาผ่านไปเร็วๆ อยากมีอิสระ อยากเป็นตัวของตัวเอง อยากหนีออกจากกรอบ อยากแหกทุกกฎเกณฑ์ที่ป๊าสร้างไว้ให้ แต่ตอนนี้โจมโลเลถึงขนาดอยากหยุดเวลาเอาไว้ เดาไม่ได้เลยว่าช่วงของความสุขจะอยู่กับเรานานแค่ไหน 
โจมรู้ดีว่าที่หายตัวออกจากบ้านมาแบบนี้ เฮียและป๊าไม่ต้องพลิกแผ่นดินหาก็รู้ว่าโจมอยู่ไหน มันก็เหมือนระเบิดที่ตั้งเวลาเอาไว้นั่นแหละ ความรักที่ก่อตัวขึ้นนี้ทำให้โจมเห็นแก่ตัวเกินไปหรือเปล่า การที่ตัวเองตกลงเอาใจวางไว้ที่ป๋า มันไม่ต่างอะไรกับการดึงเค้าเข้ามาเดือดร้อนด้วยเลย

ถ้าวันหนึ่งเฮียกับป๋าจะต้องปะทะกันเพราะโจม ไม่รู้เลยว่าวันนั้นจะยังมีคำว่าเราอยู่มั้ย โจมจะยังอยู่ในฐานะแฟนหรือจะกลายเป็นแค่อดีตเด็กป๋าก็ไม่รู้

เอาจริงๆ ก็ไม่ได้อยากรู้เลย ไม่อยากให้มีอนาคตเลยด้วยซ้ำ!! 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 71 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

76 ความคิดเห็น

  1. #61 FDB88 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 22:21

    เป็น แฟน กัน แล้วววว

    #61
    0
  2. #54 FDB88 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 22:13

    ต่างคนก็ต่างมีปัญหา พอมาเจอกันเหมือนได้เติมเต็มให้กันและกัน คิดว่าโจมไม่รักเฮียอย่างคนรักแต่รักแบบพี่ชายนี่แหละ อาจเพราะต้องการหาที่พึ่งซึ่งมีแค่คนเดียวที่พึ่งได้เลยทำให้ยึดติดมากกว่า ไม่ได้รักแบบคนรักกัน

    #54
    0