เด็กป๋า

ตอนที่ 22 : เด็กป๋า ตอนที่ 22

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,725
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 78 ครั้ง
    9 ก.พ. 56

TRomance's Fic Fanpage

เด็กป๋า ตอนที่ 22

ฟ้ามืดครึ้ม ลมกรรโชกแรง เสียงครางครืนของฟ้าเหมือนจะถล่มลงมาได้ทุกนาที สายฝนกระหน่ำลงมากระแทกกระจกจนน่ากลัว บรรยากาศมุมสูงยามค่ำคืนของกรุงเทพมหานครที่มองฝ่ากระจกห้องนอนออกไปตอนนี้ ไม่มีอะไรน่าดูเลย พายุฝนพาบรรยากาศขมุกขมัวบดบังแสงสีของเมืองหลวงเสียมิด

ทางเลือกที่น่าจะดีที่สุดของคืนนี้ไม่พ้นนอนขดใต้ผ้านวมผืนหนา ให้เสียงฝนที่กระแทกกระจกตลอดเวลาเป็นเสียงกล่อมเข้านอน
นั่นคงจะเป็นทางเลือกของคนส่วนใหญ่และคนที่หลับสนิทอยู่ใกล้ๆ ในตอนนี้

แต่ไม่ใช่ป๋า!!!

คนที่ความอดทนต่ำและขีดความรำคาญพุ่งสูงไม่ต้องดูเวล่ำเวลาอย่างป๋าแล้วนั้น
ไม่ใช่นอนไม่หลับเพราะรำคาญเสียงฝนหรือฟ้าร้องฟ้าผ่าหรอก
จะมีคนบ้าที่ไหนที่นั่งตาสว่างเพราะนอนไม่หลับได้ด้วยรอยยิ้มอาบหน้าแบบป๋า
สาเหตุที่มาของรอยยิ้มก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฟ้าอีกนั่นแหละ
แต่มาจากคนที่นอนหลับไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่ข้างๆ นี่ต่างหาก
คนที่ขึ้นชื่อได้ว่าคุณชายไม่แพ้ป๋า คนที่ไม่น่าจะอดทนภายใต้เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่านี้ได้ คนที่อาจจะไม่โวยวายกับสถานการณ์แบบนี้แต่อาจจะนั่งตาสว่างเป็นเพื่อนป๋ากลับหลับสนิท

วันนี้โจมเหนื่อย เหนื่อยมาก

สาเหตุไม่ใช่เพราะช่วยงานมหาแต่สาเหตุที่ทำให้คุณชายนอนหลับตาพริ้มขนตายาวเป็นแพได้น่ามองไม่มีเบื่อคนนี้ มาจากป๋า
ลำพังมหาไม่ได้ใช้งานอะไรโจมมากไปกว่าจัดชุดสังฆทานหรอก ตราบใดคนที่วนเวียนอยู่ใกล้โจมคือป๋า ไม่มีถ้อยคำสั่งห้ามแต่อย่างใด มหามันรู้งานของมันเอง

แต่ที่โจมต้องเหนื่อยเป็นเพราะความไม่รู้จักพอของคนที่นั่งตาค้างเป็นเพื่อนฝนอยู่ตอนนี้ต่างหาก ใครใช้ให้วันนี้โจมทำตัวน่ารักใส่?
รู้ถึงไหนอายไปถึงนั่น

คนอย่างป๋ากำลังยอมรับกับตัวเองว่ากำลังหลงผู้ชายคนหนึ่งจนโงหัวไม่ขึ้น ไม่รู้อะไรในตัวโจมที่ทำให้ป๋ารู้จักกับคำว่าคนเดียวก็เพียงพอแล้ว 

ท่าทีเฉยชาแต่ว่าไม่เคยต่อต้านความต้องการของป๋าล่ะมั้ง?

โจมไม่เคยเอาอกเอาใจ เพราะคนอย่างป๋าไม่ชอบใครที่สอพลอจนน่ารำคาญ ประจบจนรู้ว่าจริงๆ แล้วต้องการอะไรจากป๋ากันแน่
ความจริงแล้ว!! คนอย่างป๋านั้นก็แค่ผู้ชายคนหนึ่งที่อยากจะเป็นฝ่ายดูแลใครสักคนเองถ้าถูกใจและถูกชะตาขึ้นมา
แต่มันก็คงจะเป็นเรื่องใหญ่ในสายตาเพื่อนฝูงและคนรอบข้างอีกนั่นแหละ ความจริงแล้วคนที่รู้จักป๋าดีที่สุด คือน้องสาวตัวน้อยอย่างหนูดีต่างหาก น้องสาวที่ทำให้คนอย่างป๋าแสดงตัวตนที่เป็นธรรมชาติจริงๆ ออกมา

คนที่สองที่คิดว่าอยู่ด้วยแล้วป๋าเป็นตัวของตัวเองที่สุดแล้วก็คือคนที่นอนตะแคงข้างหันหลังให้ ผ้านวมผืนใหญ่พาดผ่านแค่ช่วงเอวบาง แผ่นหลังกว้างเรียบเนียน แต่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกามอารมณ์

ฝนตกเหมือนฟ้าถล่มนั่นป๋าใช้ความรู้สึกรับรู้เอาต่างหาก เพราะความจริงแล้วยังไม่มีนาทีไหนที่ป๋าละสายตาจากแผ่นหลังนี้เลยสักนาที รอยแดงคล้ำที่กระจัดกระจายไปทั่วแผ่นหลัง ป๋าก็มองมันด้วยอารมณ์สุนทรีย์

แน่ล่ะ!! ในเมื่อเป็นคนทำรอยพวกนี้ไว้เองถ้าไม่ให้อารมณ์ดีแล้วจะให้ไปเหวี่ยงเอากับใคร ตั้งแต่วันที่โดนทำร้ายแล้วกลับมา วันนี้โจมยิ้มได้มากที่สุดแล้ว ถึงยังหลุดจมอยู่กับความเศร้าให้เห็นอยู่บ้าง แต่เค้าก็ยังมีรอยยิ้มและแสดงอารมณ์ไม่พอใจออกมาทางสีหน้าเวลาที่โดนแหย่

ที่ผ่านมาป๋าเหลวไหลเพราะอะไร? ถึงตอนนี้ก็หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้พอๆ กับอะไรที่มาดลใจให้ป๋าอยากหยุดชีวิตเสเพลเสียที

เพราะเหนื่อย

เพราะเบื่อ

เพราะอิ่มตัว

หรือเพราะใครที่คิดว่าถูกใจและอยู่ด้วยได้แล้วกันแน่ ไม่ใช่หรอก ป๋าไม่ได้คิดอยากจะถอดเขี้ยวเพราะหลงในร่างกายของโจม แต่ก่อนหน้านั้นป๋าก็แค่อยากจะลองใช้ชีวิตแบบที่พ่อใช้ดู อยากจะรู้ว่าความรักที่ไม่มีอยู่จริงอย่างที่พ่อเคยบอกมันเป็นยังไง แล้วป๋าก็ได้เรียนรู้ว่ามันไม่ใช่รักจอมปลอม มันเรียกว่ารักไม่ได้ ในเมื่อเรามีความสัมพันธ์กันแค่ทางกายและผูกพันกันแค่ดูแลด้านการเงินให้แก่กันเท่านั้น มันก็แค่ซื้อบริการ พ่อไม่น่าจะเอาสิ่งเหล่านั้นมาเปรียบเทียบกันเพียงเพราะแม่ทิ้งเราสองคนไปเลย พ่อสร้างธุรกิจจนประสบความสำเร็จได้ เพราะความทะเยอทะยานและไม่ต้องการที่จะแพ้ มันแค่ความสุขนอกกาย แต่ในใจพ่อทุกข์เท่าเดิม
ล้มตัวลงนอนเพียงเพราะเช้าวันใหม่เข้ามาเยือนได้สองสามชั่วโมงแล้ว เสียงฝนและเสียงร้องของฟ้าสงบลงเหลือแค่เม็ดฝนที่ยังตกตกเปาะแปะให้คนอย่างป๋าได้รำคาญก่อนนอน

การได้ซุกตัวลงในผ้าห่มผืนเดียวกันและเอาแขนกอดก่ายคนอีกคนไว้ ก็ช่วยให้หายจากรำคาญเสียงฝนไปได้บ้าง...นิดหน่อย
แสงแดดที่สาดเข้ามาของวันใหม่ที่ผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วไม่รู้ ไม่ได้ทำให้คนที่นอนทีหลังอย่างป๋าตื่นได้เท่ากับแรงเหวี่ยงที่ดีดตัวออกจากอ้อมแขนหรอก

จะว่าโจมอายที่ถูกป๋ากอดไว้ทั้งคืนก็คงจะไม่ใช่ โจมโดนมากกว่านั้นไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่แล้ว ตอนนี้รอยสีแดงคล้ำยังเป็นจ้ำๆ ทั่วแผ่นหลังอยู่เลย คนที่ดีดตัวลุกขึ้นนั่ง กระชากอารมณ์บางอย่างของป๋าให้ลุกกระพือแต่เช้า

ร่างเปลือยเปล่าที่ผ้าห่มร่นไปหยุดอยู่ที่เอวเป็นภาพที่ชวนให้คิดไปไกล ถ้าไม่ติดว่าโจมทำหน้าตาแตกตื่นครั้งแรกให้เห็น เป็นอาการกระตือรือร้นครั้งแรกที่โจมมีภายใต้ใบหน้าเฉยชาที่ป๋าเจอมาตลอด

“มีอะไรเหรอ ไม่พอใจที่ถูกกอดหรือไง”

“เปล่า”

“แล้วเป็นอะไร”

“อึดอัด เหมือนฝันว่ามีอะไรมารัดตัวทำให้หายใจไม่ออก”

พูดแบบนี้ด่าป๋าว่าไอ้เหี้ยเลยดีกว่าไหมโจม เล่นเอาตกอกตกใจหมด นึกว่าเป็นอะไร

“งั้นก็นอนต่อได้แล้วสิ”

“อืม แล้วเมื่อคืนฝนตกเหรอ”

“เปล่า”

“แล้วทำไมพื้นระเบียงข้างนอกถึงเปียกล่ะ”

“ก็พายุเข้าเลยน่ะสิ”

“เหรอ ทำไมชั้นถึงไม่รู้สึกว่าฝนตกเลยล่ะ”

“ไม่แปลกหรอก นายนอนเหมือนเป็นเพื่อนกับความตายซะขนาดนั้น”

ไม่รู้ตาฝาดไปหรือเปล่า ที่เหมือนจะเห็นว่าคุณชายน้ำแข็งเค้าแอบค้อน

“เมื่อวานเหนื่อยนี่”

“เหนื่อยตอนไหนล่ะ ตอนกลางวันที่ช่วยมหา หรือว่า......................?”

“ว่าอะไร จะพูดก็พูดมาเลย”

“เหนื่อยตอนกลางคืนที่ต้องช่วยป๋า”

“ทั้งสองอย่าง ที่เว้นจังหวะให้ลุ้นนี่กะจะให้อายหรือไง ใช้ไม้นี้ผิดคนหรือเปล่า”

ถอนคำพูดตอนนี้จะยังทันมั้ยนะ ที่คิดว่าจะหยุดแล้วเดินไปพร้อมๆ กับใครสักคน ใครคนนั้นที่ไม่ค่อยพูดค่อยจา แต่ลึกๆ ข้างในบอกว่าคนนี้แหละเหมาะกับคนขี้รำคาญและเกลียดคนที่ปรุงแต่งพฤติกรรมเพื่อมาเอาใจป๋าที่สุดแล้ว

แต่คนที่ไม่ค่อยพูดคนนั้น จะต้องไม่รู้ทันและเถียงป๋าเป็นไฟแบบนี้สิ
คนอย่างป๋ายังไม่เคยเสียหน้าให้ใครเลยนะ...อย่าให้มันมีครั้งแรกเอาวันนี้เลย

“ชั้นก็เหนื่อยไม่แพ้นายหรอกน่า ก็ออกแรงเท่าๆ กัน ยังไม่สลบเหมือนนายเลย”

“ชั้นมันคน ไม่ใช่นายนี่จะได้อึดขนาดนี้”

“แล้วไม่ดีเหรอ”

“อะไรไม่ดี”

“อึดน่ะ ไม่ดีเหรอ แต่เห็นนายก็ตอบสนองกลับมาดีเลยนะ”

“ทะลึ่ง!!!”

ขอโทษเถอะครับ...ตั้งแต่คร่ำหวอดในสมรภูมิมายังไม่มีใครที่โดนป๋าเกี้ยวขนาดนี้แล้วนิ่งได้เท่าโจมเลยนะ ถ้าไม่บิดตัวเขินอาย ก็ต้องแกล้งทำผ้านวมร่นลงไปให้มากกว่านี้สิน่า แต่โจมไม่ทำอะไรสักอย่าง ไม่เลิกผ้าขึ้นแต่ก็ไม่ได้ร่นผ้าลงไปให้ป๋าต้องลุ้นไปมากกว่านี้
โจมตัวจริงกลับมาเร็วจังนะ

“อ๊ะ จะทำอะไรน่ะ”

รู้ว่าโจมตกใจถึงได้ปัดมือป๋าออกมาแบบนั้น มันเป็นสัญชาตญาณการป้องกันตัวของคน เพราะเค้าสะบัดหน้าหนีเพราะตกใจแค่ครั้งเดียว หลังจากปรับตัวให้เป็นปกติได้ เค้าก็ยอมให้เอามือลูบแก้มอย่างที่ตั้งใจจะทำตั้งแต่ตอนแรก แววตานิ่งแต่แฝงไปด้วยความเศร้าที่กระตุ้นให้คนไม่ยอมใครอย่างป๋า อยากค้นหาคำตอบมากๆ ว่าเกิดจากอะไร หน่วยตาคมกวาดตามองตามมือที่เกลี่ยไปทั่วแก้มเนียนตลอดเวลา แล้วมาหยุดที่เดียวกันคือมุมปาก

“หายสนิทดีแล้วนะ ไม่เจ็บแล้วใช่มั้ย”

“อืม”

“ไอ้อืมของนายเนี่ยมันแปลว่าอะไรล่ะ”

“ก็นายบอกว่าแผลหายสนิทแล้วมันก็ไม่เจ็บแล้วน่ะสิ ที่นายว่ามาก็ถูกแล้ว”

“โจม”

“หืม”

“มีอะไรจะเล่าให้ฟังบ้างหรือเปล่า”

โจมก็ยังเป็นโจมคนเดิม ที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ดูเหมือนป๋าจะก้าวข้ามเส้นแบ่งที่ล่วงเกินเรื่องส่วนตัวเกินไป สิ่งแรกที่เค้าจะหลีกเลี่ยงคือเงียบ หรือไม่เค้าก็จะโพล่งออกมาเรียกร้องสิทธิส่วนบุคคลที่พึงมี

แต่คนอย่างป๋าก็ทำตัวดีมาตลอดนะเว้ย(อันนี้งอแงกับเทวดาฟ้าดิน) ปฎิบัติตามเงื่อนไขที่โจมสร้างอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่วันที่รับปากจนก่อนจะอดใจไม่ไหวไปเมื่อคืน ป๋ายังไม่เคยยุ่งกับใคร ยังไม่เคยไปหาเด็กในฮาเร็มคนไหนเลยสักคน ถ้าไม่นับเงินทองที่ต้องให้เค้าใช้เป็นปกติแล้วล่ะก็ ป๋ายังไม่ได้นอนกับใครเลย เพิ่งจะมาระเบิดลาวาใส่โจมเป็นคนแรกหลังจากห่างหายไปหลายวัน ถ้าไม่หลับสนิทเป็นตายโจมน่าจะรู้ดีว่าพายุที่เดือดคลั่งเมื่อคืนนั้นแพ้พายุกามอารมณ์ป๋าไปหลายขุม ร่องรอยเหมือนสัตว์ป่าดุร้ายที่หิวจนโซถึงได้ฝากรอยไว้ทั่วทั้งตัวแล้วก็แผ่นหลังขนาดนั้น ป๋าแน่ใจว่าโจมเห็นและรู้สึกถึงหลักฐานที่ป๋าฝากไว้แน่ๆ แค่ก้มหน้าลงมองตัวเองสักนิด ก็จะรู้ว่านิ้วมือที่มีอยู่คงไม่พอกับรอยรักที่มองเห็นด้วยตาเปล่าแน่ๆ 

โจมเงียบไปนาน นานมาก นานจนอึดอัด!!

นานจนป๋ากล้าสาบานได้เลยว่าถ้าคนตรงหน้าไม่ใช่โจมแต่เป็นใครสักคนในกลุ่มเพื่อนหรือคนที่ป๋ากำลังสนทนาด้วยเงียบใส่แบบนี้ คนอย่างป๋าต้องกระชากคอมาแล้วเค้นเอาคำตอบแน่ๆ 

ถ้าโจมเอาแต่ใจอย่างที่ใครๆ เค้าพูดกัน ป๋าก็ต้องติดทอปเท็นด้วยล่ะน่า

“ถ้าพูดไปนายคงไม่เชื่อ”

“ยังไม่พูดอะไรเลยนี่ บอกไม่ได้หรอกว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ”

“ชั้นไม่ใช่เด็กขาย”

“อือฮึ”

“นายเชื่อเหรอ”

สีหน้าแปลกใจตวัดมองสบกับผมทันทีที่ตอบรับเห็นด้วยว่าโจมไม่ใช่เด็กขาย ไม่เห็นต้องแปลกใจอะไร ไม่เห็นต้องมีหลักฐานมายืนยัน ของแบบนี้ป๋าแน่ใจด้วยตัวของตัวเอง พิสูจน์มาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง 

“ทำไมนายเชื่อ นายไม่ใช่คนเชื่อคนง่ายขนาดนั้นนี่ หรือว่านายรู้”

“เดี๋ยวนี้ถามยาวขึ้นนะ แล้วนี่จะให้ตอบได้ยัง”

“ตอบสิ ใครเอามืออุดปากไว้ล่ะ”

“มือน่ะ ไม่เคยเอามาอุดปากหรอก แต่อย่างอื่นสิ เอามาอุดประจำเลยนะ พอรู้ว่าชอบเข้าหน่อย เอามาอุดจังเลยนี่ เอ้า แล้วทำไมต้องหน้าแดง อย่าบอกนะว่ากำลังอาย แต่คงไม่ใช่โกรธหรอกใช่มั้ย”

“เมื่อกี้ไม่ใช่โกรธ แต่ตอนนี้ใกล้เต็มทีแล้ว จะตอบได้ยัง”

“เชื่อน่ะไม่แปลกหรอก ถ้าไม่เชื่อสิแปลก”

“ทำไมล่ะ”

“นายน่ะมันเด็กขายแอบอ้าง นี่ชั้นมันป๋าตัวจริง ถ้าแยกแยะไม่ได้ว่าเด็กขายจริงหรือแกล้งปลอมมาขาย คงจะฝีมือตกน่าดูเลยนะ”

“แล้วทำไมนายถึงปล่อยให้มันมาถึงตอนนี้ได้ล่ะ”

“จริงๆ ต้องบอกว่ารู้ตอนที่มีอะไรกันครั้งแรกไปแล้วดีกว่านะ ส่วนที่รู้แล้วทำไมยังปล่อยให้นายเล่นละครตบตามาได้ อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน กำลังหาคำตอบอยู่ แล้วนายล่ะ ตอบได้มั้ย”

“ตอบอะไร”

“ตอบว่าทำไมถึงยอมให้ใครต่อใครเข้าใจผิดว่าเป็นเด็กขายอยู่ได้ มันไม่สนุกหรอกนะที่ปั่นหัวผู้หญิงผู้ชายให้ต้องสู้ราคาค่าตัวนายอะ”

“แล้วนายสู้ค่าตัวชั้นที่เท่าไหร่”

“ไม่อะ นายไม่เรียกเองนะ อย่ามาทวงตอนนี้”

“แล้วเอาอะไรมากล่าวหาว่าแกล้งให้คนอื่นๆ เค้าปั่นราคาเพื่อสู้ค่าตัว นายไม่เสนอเงินสักบาท ชั้นยังขึ้นเตียงกับนายง่ายๆ เลยไม่ใช่เหรอ”

มันก็จริงอย่างที่โจมพูดทุกคำนะ โจมตกลงมากับผมง่ายๆ ขึ้นเตียงด้วยง่ายๆ แต่สุดท้ายของความง่ายดายเหล่านั้นทำให้ผมพบว่า เค้ายังไม่เคยผ่านใครมาก่อน ไม่ใช่โจมฟิตจนคับแน่น แต่มันคือท่าทีตอบสนองที่กล้าๆ กลัวๆ นั่นต่างหาก ไม่มีคนกร้านโลกคนไหนที่รอเดินตามเกมโดยที่ไม่เดินเครื่องในลีลาและท่าทางที่ตัวเองชอบก่อนหรอกนะ ในเมื่อป๋าเปิดทางให้คู่นอนเลือกลีลาที่ตัวเองอยากได้ขนาดนั้นแล้ว คนที่ค้างอยู่ในท่าที่แขนโอบรอบคอ สายตาตัดพ้อเหมือนป๋าทำเรื่องผิดนักหนาที่ไม่ยอมสานต่อ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่คนสองคนควรจะช่วยกันแท้ๆ แต่โจมกลับรอรับบทรักเยี่ยงคุณชาย แบบนี้มันตอบ อะไรๆ ได้มากพออยู่แล้วสำหรับคนที่ผ่านมาทุกประเภทอย่างป๋า 

“ชั้นมีทั้งคนที่ชอบและคนที่เข้ามาชอบ”

ป๋าไม่รู้สึกอะไรเลยกับคำบอกเล่าที่ว่าโจมมีคนมาชอบ เท่าที่มีข่าวผ่านเข้าหูมาก็นับไม่ไหว มันจะแปลกอะไรกับคนที่เพียบพร้อมไปทั้งรูปร่างหน้าตาแบบนี้จะมีคนมาชอบ....ธรรมดาจะตาย ป๋าก็ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นมาไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่เหมือนกัน ป๋าเข้าใจความรู้สึกแบบนี้ดี

แต่ทำไมตอนที่โจมบอกว่ามีคนที่ชอบนั้น อกข้างซ้ายถึงได้เจ็บจี๊ดขึ้นมาถึงสมองแล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นปวดหนึบจนชามาถึงตอนนี้ เล่นเอาจุกจนพูดไม่ออก จากที่ไม่เคยเข้าใจว่าเจ็บเพราะเอาใจไปผูกติดกับคนที่แคร์มันเป็นยังไง ก็เพิ่งเข้าใจเอาวันนี้นี่แหละ

“แปลกมั้ย เพื่อนที่โรงเรียนหรือเพื่อนที่มหาลัยดูออกหมดว่าชั้นเป็นเกย์ แต่ที่บ้านกลับไม่รู้ ไม่ระแคะระคายเรื่องนี้ด้วยซ้ำ ป๊าแค่คิดว่าอาตี๋ลูกตัวเองเรียบร้อยเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว เรียบร้อย มันเป็นผลพวงมาจากเก็บกดจนกลายเป็นคนเก็บตัวต่างหาก”

ผมขยับตัวเอาแผ่นหลังพิงกับหัวเตียงแล้วรั้งคนที่นั่งร่ายเรื่องราวของตัวเองให้เข้ามาชิดกับแผ่นอก สองมือโอบรอบเอวคอดเอาไว้ โจมไม่ได้ต่อต้าน เค้ากลับให้ความร่วมมือด้วยดี เอาหัวมาพิงเอาไว้กับไหล่ข้างหนึ่ง เราสองคนกำลังอยู่ในบรรยากาศที่อึมครึมที่สุด หนักหน่วงที่สุด ภายใต้ท่าทีที่สบายที่สุด ผมเอามือลูบหน้าท้องที่มีไรขนอ่อนๆ โผล่ขึ้นมาจากชายผ้า ไม่ได้ลูบไล้เพราะอารมณ์เสน่หา แต่ผมลูบเพื่อให้คนที่อยู่ในอ้อมกอดได้ผ่อนคลาย

ไม่เคยมีครั้งไหนที่ทำให้ป๋าดีใจและสะเทือนใจไปพร้อมกันแบบนี้ โจมมีปมชีวิตที่หนักหนาเอาการ แต่มันก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่โจมไว้ใจจนกล้าระบายมันออกมา

“ตอนม.ปลายมีผู้ชายคนหนึ่งมาชอบ เค้าไม่ใช่คนแรกที่ดูออกหรอกนะ แต่เค้าเป็นคนแรกที่กล้า กล้าเข้ามาบอกว่าชอบ กล้าเข้ามาจีบ มันดูดีใช่มะ”

“อืม ก็ไม่แปลกหรอก นายหน้าตาดีนี่”

“ใครๆ ก็พูดแบบนี้แหละ”

ถ้าเป็นเวลาปกติ โจมจะต้องถูกลงโทษที่กล้ายอมรับหน้าซื่อตาใสกับป๋าแบบนี้ด้วยการเสียจูบแน่ๆ ป๋ามั่นใจว่าจะกินลิ้นคนบางคนให้พูดไม่ได้ไปพักใหญ่ๆ แต่ตอนนี้สิ่งที่ป๋าทำได้คือตั้งใจฟัง

“ชั้นบอกเค้าว่ามีคนที่รักอยู่แล้ว คบกับใครไม่ได้หรอก”

“อืม”

ปากตอบไปแบบนั้น แต่สองมือกลับกำแน่นเข้าหากันจนผ้าปูที่นอนยับย่นติดมือ ใจอยากจะเค้นหาคำตอบว่าไอ้คนที่โจมพูดว่ารักออกมานั้นมันเป็นใคร ถึงป๋าจะเป็นแค่คนที่ซื้อโจมมา แต่มันก็เท่ากับซื้อมาแต่ตัวและเวลาทั้งหมดของโจมเท่านั้น เราไม่เคยตกลงกันไปถึงความรู้สึกทางใจเลย

“เค้าก็เหมือนจะยอมรับแล้วก็เข้าใจอะนะ ทุกอย่างก็ผ่านไปเหมือนไม่มีอะไร แต่วันหนึ่งกลับมีเสียงนินทาลอยมาเข้าหูว่า โจมเล่นตัว โก่งราคาขึ้นไปสูงมาก เป็นเด็กขายอิสระที่มั่นใจในตัวเองจนไม่มีใครกล้าซื้อ ใครจะกล้าสู้ราคากับของที่ใช้มาจนเน่าเฟะแบบนั้น”

“มันเป็นใคร”

“นายอยากรู้ไปทำไม จะไปจัดการมันหรือไง นั่นมันเป็นหน้าที่ของแฟนนะ”

เหมือนไฟที่กำลังเดือดรอการปะทุระเบิดในอีกไม่ช้าโดนน้ำราดจนมอดเชื้อไฟ โจมพูดถูกอีกแล้ว ลูกค้าไม่มีสิทธิ์โกรธคู่ขาหรืออดีตคู่ขาคนไหนของเด็กขาย .... แต่มันก็เฉลยอยู่เมื่อกี้เองนะโว้ย ว่าโจมไม่ใช่ ถึงป๋าจะได้ในสิ่งที่แฟนควรจะได้ แต่ป๋ากับโจมไม่ใช่แฟนกัน และมันก็เสือกเป็นประเด็นให้ป๋าหงุดหงิดอยู่ตอนนี้ 

“งั้นเป็นแฟนกันมั้ย”

“อะไรนะ”

“บอกว่าเป็นแฟนกันมั้ย ปากจะอมหูนายอยู่แล้วน่าจะได้ยินนะ”

ถามคนเย็นชาก็ต้องรอคำตอบไป ลุ้นไป แล้วก็ทรมานใจไปแบบนี้แหละนะ
 
จบตอนที่ 22

TRomance's Fic Fanpage

ซื้อหนังสือ เรื่องนี้
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 78 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

76 ความคิดเห็น

  1. #60 FDB88 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 22:21

    ชีวิตโจมน่าสงสารมากๆ / ตกลงไปเลยโจม ทำตามหัวใจตัวเองนะ

    #60
    0