เด็กป๋า

ตอนที่ 12 : ตอนที่ 12

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,379
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 99 ครั้ง
    9 ก.พ. 56

ตอนที่ 12

“แย้ แย้”

คนส่งเสียงร้องเรียกลงแรงระรัวทุบจนเต็มฝ่ามือ แต่ไม่ได้ผลตอบรับที่น่าพอใจจากคนที่ถูกเรียกเลยสักนิดเดียว มันน่าหงุดหงิดจนมหาอยากจะลดจากถือศีลแปดมาถือแค่ศีลห้าเสียจริงๆ 

(ศีลห้าของอะไรเหรอพี่มหา ข่าวว่าพี่สะสม FHM และ Maxim ทุกเล่มไม่ใช่เรอะ!!)

“อะไรของมึงวะมหาส่งเสียงดังอยู่ได้ เย้ ตานี้ออกน้ำเต้านะครับพี่น้องใครที่รู้ตัวว่าไม่ได้วางเงินที่น้ำเต้า กรุณายกมือขึ้นจนกว่าพี่แย้จะสั่งให้วางเงินเสี่ยงโชคตาต่อไปอีกครั้งครับ ฮ่าๆ ลาภปากเสียจริงๆ ตานี้พี่แย้กินรอบวง”

“มึงช่วยหยุดมอมเมาน้องปีหนึ่งแล้วมาดูนี่ก่อนได้มั้ยวะ”

ถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อยต่อการส่งเสียงและออกแรงทุบตีไปมากแล้ว แต่ความพยายามอยู่ที่ไหน ก็ต้องพยายามต่อไปจนกว่าจะถึงที่ตรงนั้นล่ะนะ มหาเชื่อว่าคนดีน้องอาโออิต้องคุ้มครองแน่ๆ เว้ย

“อะไรของมึงวะมหา มีอะไรน่าตื่นเต้นไปกว่ากูได้กินรอบวงเมื่อกี้นี้อีก”

“ทูมัช โซมัช แวรี่มัช ที่สุดของแจ้เลยไอ้เชี่ยพี่แย้”

“อะไรวะ”

“นู่นๆ ๆ ไง”

“นู่นไหนของมึง ชี้ดีๆ สิ มือมึงอย่าสั่นสิโว้ย กูไม่รู้แล้วเนี่ยว่ามึงชี้อะไร”

“มึงมองไปที่เศรษฐศาสตร์สิ”

“ทำไม เศรษฐศาสตร์มีอะไร อยู่ดีๆ คณะมันแตกสปอร์ได้เองอีกชั้นหรือไง”

“ไม่ใช่”

“อ้าว แล้วอะไรของมึงล่ะที่ว่าน่าสนใจ”

“นะ น้องโจม”

“เออ รู้แล้ว น้องเค้าก็น่าสนใจมาตั้งนานแล้วนี่ กูคิดว่าจะมีอะไรตื่นเต้นกว่านั้น”

“แล้วถ้าคนที่เดินตามหลังน้องโจมคือไอ้ป๋า มึงว่าน่าสนใจกว่าน้ำเต้าปูปลาของมึงมั้ย”

“ป๋าไหนวะ”

ป๊าบ!!

“สัดแย้ ในโลกนี้จะมีมนุษย์สักกี่คนที่ตั้งชื่อลูกตัวเองว่าป๋าวะ”

“มึงกำลังลามปามถึงพ่อเพื่อนนะเว้ย”

“มึงก็อย่าแกล้งโง่นักได้มั้ยล่ะ”

ปัง!!

เสียงหนังสือปลิวมาทางอากาศตกกระทบบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์สันทนาการยามบ่ายของเหล่านักศึกษานิเทศศาสตร์ ทั้งเสียงและการเรียงตัวแบบกระจัดกระจายของหนังสือไม่ได้ทำให้น่าตกใจเท่ากับคนที่กำลังเดินเข้ามาร่วมกลุ่มหรอก

คุณพระ!! นึกว่าอาจารย์เดินผ่านมาซะอีก

“ไอ้เบส นึกว่าใครตกใจหมดเลย”

“แล้วพวกมึงนึกว่าใครล่ะ เอะอะโวยวายอะไรกันวะ ดังไปถึงที่จอดรถคณะเลยนะพวกมึง เอาอีกแล้วไอ้แย้ กูบอกกี่ครั้งแล้วว่ามึงช่วยหาการพนันที่ไม่มีหลักฐานมัดตัวจะได้มั้ย มึงจัดเต็มซะน้ำเต้าปูปลาเลยนะไอ้บ้า”

“ก็ไพ่มันจำกัดคนเล่นนี่หว่า น้ำเต้าปูปลาแหละเล่นกี่คนก็ได้”

“ไพ่มันก็มีหลักฐานให้จับได้เว้ยไอ้ควาย”

“แล้วมึงจะให้กูเล่นอะไรละเบส”

“ไม่ต้องเล่นไง ไม่เสี่ยง ไม่อันตราย ไม่ทำลายอนาคตชาติ มึงชวนใครไม่ชวนเสือกชวนน้องปีหนึ่งมาเล่นเนี่ยนะไอ้รุ่นพี่สันดาน โอ้ยย กูจะด่ามึงยังไงดีเนี่ย”

“ไม่ต้องด่าเป็นการให้ทานที่ดีที่สุดนะเบส ใช่มั้ยวะมหา ทางที่ดีมึงช่วยคิดการละเล่นที่ไม่เสี่ยงดีกว่า”

“เล่นอินเวอร์สไง”

“เออ เป็นความคิดที่ดีมากเบส ใช้แค่เครื่องคิดเลข เริ่ดมากเป็นการพนันที่ดูดีมีชาติตระกูลและเสริมสร้างความรู้คู่เยาวชน”

“พอๆ แล้วมึงกับไอ้มหาโวยวายอะไรกันวะ”

“โน่นไง หลังจากที่สับขาหลอกให้ความหวังสาวๆ มาสองสามวัน วันนี้ไอ้ป๋ากลับไปตายรังเก่าควงน้องโจมเหมือนเดิมแล้วนะ”

“ไหนวะ”

เสียงอุทานที่ดังยิ่งกว่าเสียงตามสายในมหาลัยทำให้หลายๆ คนที่มองไปทางเดียวกันถึงกับสะดุ้ง

“เบส เมื่อกี้มึงยังว่าพวกกูเสียงดังเกินไปเลยนะ แต่เสียงมึงอะ เบามาก เบาซะจนไอ้ป๋าหันมามองเลยนะ ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน นั่นๆ มันเดินมาทางนี้แล้ว จูงเทวดามาด้วย แล้วอย่างนี้กูจะมีแรงหนีได้ไงวะ”

“อะไรขัดตีนมึงอยู่ล่ะ”

“ความน่ารักของน้องโจมทำลายสายตากูนะสิ มองไม่เห็นทาง”

ป๊าบ ป๊าบ!!

“สำหรับพวกมึงสองคนกูขอจัดเต็มทั้งคู่ อย่าท่าเยอะได้มั้ย มึงจะรับไหวมั้ยถ้าไอ้ป๋าโวยวาย”

“ฮื่อๆ ๆ ๆ ๆ ไม่ ไม่มีทางเลยเบส”

“เหอะ ทีอย่างนี้มึงสองคนพร้อมใจกันส่ายหน้าเลยนะ”

“มีอะไรกันวะโวยวายเสียงดัง”

เชื่อมั้ย!! ตอนที่ไอ้แย้มันจับน้ำเต้าปูปลาเสียงดังลั่นคณะยังไม่มีใครสนใจเท่ากับที่ไอ้ป๋าเดินจูงมือน้องโจมผ่าเข้ามากลางวงเลยนะ สีหน้าของคนที่หันมามองถอดรหัสได้ว่ากำลังอดกลั้นไม่ให้ตัวเองหันไปคุยกับคนข้างๆ ในระยะเผาขน มันเสี่ยงเกินไปที่จะทำอย่างนั้น

“ไอ้แย้กับไอ้มหาอะดิ ชวนน้องเล่นการพนัน”

“อีกแล้วเหรอ”

“ถึงจะเครือข่ายเดียวกันแต่มึงอย่าเหมารวมโปรสิเบส ไม่ใช่นะป๋า กูไม่เกี่ยว ไอ้แย้คนเดียว กูแค่ไม่มีกลดให้เดินจงกรมเลยไม่รู้จะทำอะไรน่ะ”

“เลยแค่เชียร์”

“ป่าว ช่วยไอ้แย้เก็บตังค์ด้วย วันนี้มันมือขึ้นมันว่ามันจะเลี้ยงเบียร์”

“พอกันทั้งคู่”

“สวัสดีครับน้องโจม ไม่เจอกันหลายวัน”

ทักทายไปด้วยเดลี่สมายล์แต่เทวดาเค้าตอบกลับมาแค่พยักหน้าให้ แค่นี้ผู้ชายแอ๊บแมนแถบนี้ก็แทบจะหลุดกรี๊ดแล้ว เชื่อน้ำยาได้เลยว่าไอ้พวกที่ไม่เคยรุกทั้งหลายเจอน้องโจมโหมดเงียบแต่ยิ้มสดใสแล้วแทบจะกลับไปเทิร์นโปรรุกกันทั้งนั้นแหละ มองตาก็เห็นไปถึงลิ้นไก่แล้ว

แต่เสียใจครับ!! จนถึงวินาทีนี้ไอ้ป๋ามันยังไม่คลายแรงที่กระชับฝ่ามือน้องเค้าเลย 
คนนะไม่ใช่พารามีเซียมไม่ต้องกลัวหายก็ได้ไม่ใช่เหรอ?

“มึงก็ด้วยนะป๋า หายหัวไปเลยเหมือนกันนะช่วงนี้ หายหัวไปไหนมาวะ”

ถ้าไม่ติดว่าเพื่อนกันจะต้องไม่กินกันเอง ใต้คณะวันนี้ทุกคนคงจะได้เห็นของแปลกเกิดขึ้นแน่ๆ เบสถามได้ตรงใจเพื่อนอย่างมหากับแย้จนแทบจะกระโดดจูบปากขอบอกขอบใจกันเลยทีเดียว

“แถวๆ นี้แหละ”

คำถามถูกใจแต่คำตอบไม่โดน ป๋ามันไม่ได้แยแสอยู่แล้ว มันแค่ไหวไหล่แล้วก็จูงมือกันเดินจากไป ทุกคนได้แต่มองหน้ากันแล้วตีความหมายของสัจธรรมที่ว่ามันแค่ควงกันมาโชว์ตัวเฉยๆ ไม่ได้ต้องการตั้งโต๊ะแถลงข่าวอย่างที่เพื่อนๆ คาดหวังแต่อย่างใด

บนเตียงกว้าง ในห้องที่คุ้นเคย คนสองคนกอดก่ายภายใต้ผ้านวมผืนเดียวกัน ผ้าปูที่นอนยับย่นไม่ต่างสนามกว้างที่เพิ่งว่างเว้นจากศึกสงคราม กลิ่นคาวคละคลุ้งที่บ่งบอกถึงเส้นชัยของบางอย่างยังตลบอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ ลมหายใจที่ถูกปล่อยออกมาทางจมูกและปากยังกรุ่นร้อน หน้าอกยังกระเพื่อมตามจังหวะหายใจที่เหน็ดเหนื่อยเพราะความเร่าร้อนที่เพิ่งผ่านพ้นไป

สามวันที่ไม่ได้เจอกันนี้พิสูจน์ความต้องการของคนที่นอนหายใจสม่ำเสมออยู่ข้างๆ ว่า ‘เกินพอดี’ แค่ไหน 
ถ้าไม่ผ่านการพิสูจน์มาสดๆ ร้อนๆ ใครจะไปเชื่อว่าคนที่ระบายความต้องการเปลืองอย่างป๋าไม่ได้ปลดปล่อยเรื่องอย่างว่ามาสามวันแล้ว 

เงื่อนไขที่หวังแค่จะ ‘ลองใจ’ ที่ได้รับคำตอบเหนือความคาดหมาย
.
.
.
 
“ก็ทางใครทางมัน ที่ผ่านมาถือว่านายจ่ายค่าตัวเป็นโทรศัพท์เครื่องนั้นก็แล้วกัน แล้วหลังจากพรุ่งนี้เป็นต้นไป เราก็มีอิสระต่อกัน ทางใครทางมัน โอเคมั้ย?”

“ไม่โอเค”

คำตอบที่ได้รับไม่ใช่คำตอบที่เดาเอาไว้ ไม่ได้ต้องการจะเงียบแต่ยังไม่รู้จะสรรหาคำพูดไหนมาตอบโต้เจ้าของน้ำเสียงมุ่งมั่นนี้ยังไงดี

ความจริงคำตอบของคนดังจากนิเทศศาสตร์คนนี้น่าจะมีคำตอบเดียวเสียด้วยซ้ำ ร้อยทั้งร้อยคนที่เพียบพร้อมทั้งหน้าตาและทรัพย์สมบัติขนาดนี้จะหาคู่นอนเมื่อไหร่ก็ได้ กิตติศัพท์ที่ว่าป๋าไม่เคยยอมให้เด็กคนไหนของตัวเองผูกมัดนั้นไม่ใช่โจมจะไม่เคยได้ยิน 

แกล้งทำเป็นไม่สนใจไม่ได้หมายความว่าไม่รู้
แต่เพราะใครล่ะที่ทำให้โจมที่ใครๆ ยกย่องว่ามั่นใจในตัวเองนักหนาต้องเสี่ยงยื่นข้อเสนอให้ตัวเองเสียหน้าขนาดนี้
เพราะป๋านั่นแหละ!!

เพราะไอ้ขี้เก๊กนี่คนเดียวเลย

ที่ผ่านมาแค่ต้องการใครสักคนเพื่อ ‘แก้เหงา’ และ ‘ฆ่าเวลา’ เท่านั้น 
ใครใช้ให้มาเอาใจใส่คนที่ตัวเองซื้อมาเพื่อนอนด้วยคนนี้กันล่ะ ใครใช้ให้มาปกป้อง ใครใช้ให้ทำตัวอบอุ่นน่าอยู่ใกล้ ใครใช้ให้อยู่ใกล้ๆ แล้วสบายใจ ใคร ใคร ใคร?

ใครเป็นคนทำคนนั้นแหละผิด!!

ทั้งๆ ที่คิดเอาไว้ว่าจะทำตัวแบบนี้แค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น แค่ช่วงเวลาที่รอใครอีกคนกลับมาอยู่ข้างๆ กันเหมือนเดิม อยู่ด้วยตัวของตัวเองมาได้ตั้งนานแต่กลับมาติดใจกับแค่มีใครอีกคนมาคอยอยู่ใกล้ๆ ถึงเหมือนจะต่างคนต่างอยู่ เหมือนจะเกี่ยวข้องกันทางกาย เหมือนจะไม่คิดอะไร แต่สุดท้ายกลายเป็นว่ามองหาคนๆ นั้นโดยไม่รู้ตัวไปเสียแล้วเหมือนกัน

ทุกอย่างมันควรจะจบลงตั้งแต่เฮียกลับมาแล้ว คนที่รอคอยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันกลับมาแล้ว แต่ทำไมถึงไม่ได้ดีใจอย่างที่ควรจะเป็น ถึงจะดีใจจนยิ้มออกมาได้ก็จริงแต่กลับกลายเป็นยิ้มที่ไม่เต็มปากสักเท่าไหร่ หัวใจพองโต แต่ก็ไม่ได้กระแทกกระดูกซี่โครงจนร้าวอย่างที่นึกกลัว

ไม่น่าเชื่อว่าคนที่สับสนกับความรู้สึกจะกลายเป็นตัวเอง!

ไม่น่าเชื่อว่าคนที่ปิดตัวอยู่ในห้องร้องไห้แทบเป็นแทบตายวันที่เฮียเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศกับคนที่ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันกับเพลย์บอยมหาลัยจะเป็นคนเดียวกัน
เพราะไม่มีเพื่อนใครๆ ถึงได้คิดว่าหยิ่ง เพราะไม่เคยกล้าจะเข้าไปทำความรู้จักกับใครเพราะคำพูดป๊ายังฝังแน่นอยู่ในสมอง

‘จะคบใครดูหัวนอนปลายเท้าเค้าด้วยนะว่าเหมาะสมกับเราหรือเปล่า อย่าตาต่ำไปคบหากับคนที่จนกว่าให้เค้ามาเอาเปรียบเราล่ะ เท่าเทียมป๊าไม่ว่าแต่ถ้าจะให้ดีเอาคนที่รวยกว่าเราจะดีกว่า ในอนาคตจะได้เอื้อประโยชน์กันได้ เข้าใจที่ป๊าพูดมั้ย’

ป๊าไม่รู้หรอก แม้แต่วันนี้โจมก็ยังไม่เข้าใจ 

ในเมื่อการที่จะคบใครสักคนมันยุ่งยากมากมายขนาดนี้ อยู่คนเดียวไปเลยดีกว่ามั้ย อย่างน้อยก็ยังมีเฮียอยู่ใกล้ๆ ได้แต่ปลอบตัวเองว่าไม่เป็นอะไรหรอก ไม่มีเพื่อนก็ไม่เป็นไร เพราะมีเฮียเป็นเพื่อนและพี่ชายอยู่แล้ว เฮียเองก็บอกว่าแค่นี้พอแล้ว เฮียจะเป็นให้ทุกอย่างที่โจมต้องการ เพื่อน พี่ หรือแม้แต่คนรัก

แล้วสุดท้ายทุกอย่างที่คิดว่าเป็นไปได้ก็แปรเปลี่ยนเป็นไม่ได้
วันที่เฮียไปเมืองนอกวันแรก ทั้งเหงา เคว้งคว้างและเหว่ว้า หันไปทางไหนไม่มีใครสักคน นอกจากตัวเองที่นั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ในห้องมืดๆ เพียงคนเดียว

‘โจมไม่ต้องแข็งแกร่งหรอก ปกป้องตัวเองไม่ได้ เฮียจะปกป้องเอง’
.
.
.

‘เฮียไม่อยู่ โจมต้องเข้มแข็งนะ เป็นผู้ชายโจมต้องดูแลตัวเองให้ได้ รักโจมนะเฮียจะรีบกลับมา’ 
คนๆ เดียวกันแต่เวลาเปลี่ยน คำพูดก็เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ทุกอย่างอยู่ภายใต้เหตุผลที่ว่า ‘เพื่ออนาคตโจมต้องเข้าใจ’

แล้วอนาคตที่ว่ามันอยู่ที่ไหนล่ะ?

คนที่ไว้ใจและเชื่อใจมาตลอดชีวิตยังรักษาคำพูดที่ให้ไว้ไม่ได้ แล้วไอ้บ้าที่นอนกอดคนอื่นเค้าไว้แน่นเหมือนสมบัติส่วนตัวคนนี้เป็นใคร?

มันไม่เคยพูดถึงอนาคต ไม่เคยให้ความหวัง ไม่เคยให้ความมั่นใจอะไรสักอย่าง  

‘เอาชนะให้ได้นะ ถ้ายังไม่อยากเสียเราให้ใคร’

มันไม่รับปากแต่มันก็พิสูจน์ด้วยการกระทำ ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นเลยสักนิด แค่คนที่ตัวเองคิดจะซื้อเพื่อหาความสุขชั่วครั้งชั่วคราวไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญอะไร แต่มันก็ทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญสำหรับคนอื่นนั้นเป็นยังไง ทำไมโจมจะไม่รู้ว่าในสนามแข่งรถวันนั้นคู่แข่งของป๋าขับเคี่ยวเพื่อจะเอาชนะแค่ไหน นอกจากศักดิ์ศรีที่กินไม่ได้แล้วมันก็อยากจะเอาโจมไปเป็นกับแกล้มตาเป็นมันเหมือนกันแหละ โดนสายตาจาบจ้วงแบบนี้จากผู้ชายด้วยกันมากี่ครั้งต่อกี่ครั้งทำไมจะไม่รู้ แล้วคนที่ผ่านมาแล้วไม่รู้กี่คนต่อกี่คนอย่างป๋าก็คงจะรู้เหมือนกัน มันถึงได้ดึงมือโจมไปกอดเอวมันเอาไว้แน่นกว่าเดิม ทุกส่วนของร่างกายเบียดเสียดกันจนร้อน 

ระยะห่างของเราสองคนทิ้งกันแค่ระยะหมวกกันน็อคใบใหญ่กั้นเท่านั้น จะเรียกว่าป๋าเจ้าเล่ห์ก็พูดได้ไม่เต็มปากต้องโทษที่ฝ่ายตรงข้ามไม่มีสมาธิเสียหลักพลาดเองถึงจะถูก ถึงแม้ป๋าอาจจะทำเพราะไม่อยากเสียหน้า แต่ในใจมันฟูฟ่องจนอดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่าเค้าไม่อยากเสียเราให้ใครเหมือนกัน

ไม่รู้เจ้าตัวเค้าจะรู้ตัวหรือเปล่าว่าคำพูดและการกระทำบางอย่างนั้นมันขัดกับสถานภาพที่มีต่อกันแค่ไหน จะมีเพื่อนเที่ยวหรือเมียเช่าคนไหนที่ได้อย่างที่โจมได้หรือเปล่า...? 

‘คืนนี้จะกลับมามั้ย’

ไม่เคยมีใครถามคำถามนี้กับโจม ไม่เคยมี ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือแม้กระทั่งเฮีย มีแต่คนบอกให้รอตามความต้องการของตัวเอง ไม่เคยมีใครถามความสมัครใจของโจมเลยสักครั้ง

แต่ไอ้คนที่แม้แต่ตอนหลับก็ยังเก๊กให้ตัวเองดูดีได้คนนี้ ทำให้โจมรู้สึกว่าไม่ใช่โจมฝ่ายเดียวที่ต้องการใครสักคน เค้าก็ต้องการเหมือนกัน บางทีการไขว่คว้าไปเรื่อยๆ อาจไม่ได้หมายความว่าคนๆ นั้นไม่รู้จักพอ...เพียงแต่เค้าต้องการตามหาอะไรบางอย่างเหมือนกับที่โจมเองก็กำลังตามหาอยู่เหมือนกัน

ทั้งที่เรื่องระหว่างเรามันควรจะแลกเปลี่ยนกันด้วยเงินอย่างที่ใครๆ เข้าใจมาโดยตลอด แต่คนๆ นี้กลับสอดแทรกความรู้สึกดีๆ ทางใจแถมมาด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีก็แหวกคอกที่เคยเป็นเสมือนโลกใบเล็กๆ ของตัวเองออกมา แหวกออกมาทั้งที่เฮียกลับมาแล้วนั่นแหละ

แล้วแบบนี้เฮียยังใช่คนที่สำคัญที่สุดอยู่มั้ย ยังใช่รักแรกของผู้ชายอย่างโจมอยู่หรือเปล่า?

ความอึดอัดในครอบครัวที่รู้สึกมาตลอดชีวิตที่เคยอดทนได้อดทนไหว เพราะแค่มีเฮียอยู่ด้วย โจมก็ผ่านมันมาได้สบายๆ ไม่เคยกลัวว่าป๊าจะกดดันแค่ไหนเพราะคิดว่ายังไงก็ยังมีเฮียคอยปกป้อง แต่วันนี้กลับรู้สึกว่าครอบครัวนั้นมันอึดอัดเสียจนอยู่ต่อไปไม่ไหว ความรู้สึกมันอัดแน่นอยู่ในอกจนหายใจแทบไม่ออก รู้สึกรังเกียจครอบครัวของตัวเองที่เอะอะก็ให้นึกถึง ‘กิจการครอบครัวที่จะต้องสืบทอด’ ความหมายในประโยคมันดูดีแต่ความจริงแล้วคีย์เวิร์ดมันก็คือ ‘เงิน’ อย่างเดียวไม่ใช่เหรอ

ป่านนี้ป๊าและเฮียคงหัวเสียน่าดู แต่โจมตัดสินใจแล้ว ต่อให้ป๋าไม่ให้ในสิ่งที่ขอ ต่อให้ต้องยุติความสัมพันธ์ระหว่างเราลงไป ก็จะไม่หันหลังกลับไปอีกแล้ว จะเดินต่อไปคนเดียวให้ได้เหมือนอย่างที่ทำมาได้เป็นปีๆ จะลำบากก็แค่ไม่มีเงินใช้อีกต่อไปก็แค่นั้น อาจจะต้องกลายไปเป็นเด็กขายอย่างที่ใครๆ ว่าก็ได้ถ้าไม่มีใครอีกคนโพล่งออกมาว่า ‘ไม่โอเค’

ไม่ถามด้วยซ้ำว่าทำไม เงื่อนไขมีความหมายในตัวเองอยู่แล้ว เงื่อนไขที่เป็นมากกว่าข้อผูกมัด ความหมายมันแทบจะไม่ต่างอะไรกับคู่ชีวิตเลยนะ แต่เมื่ออีกฝ่ายตอบออกมาอย่างนั้น ก็หมายความว่ายอมรับในเงื่อนไข สำหรับป๋าแล้ว จะเรียกว่าโจมเป็นเด็กขายเกรดอะไรดีล่ะ ในเมื่อเราไม่ได้อยู่กันด้วยความใคร่ที่แลกเปลี่ยนกันได้ด้วยเงิน แต่เราต้องอยู่ด้วยความซื่อสัตย์ต่อกัน...ทางกาย

“ตื่นหรือยัง”

“ถามใคร”

“นายไง ตื่นหรือยังครับคุณโจม”

ถามตัวเองก่อนดีมั้ย!! ตอนที่หน้าด้านถามคนอื่นเค้าแบบนี้ ตัวเองยังเอาหน้าซุกใต้หมอนอยู่เลย

“กี่โมงแล้ว”

“8 โมง”

“ยังไม่สายเลยนี่นา ทำไมตื่นเร็วจัง”

อันที่จริงคือยังไม่ได้นอน แต่ก็ไม่ได้พลั้งปากบอกไปเพราะอีกฝ่ายต้องซักแน่ๆ ว่าทำไมไม่นอน มันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องอธิบาย ถึงแม้เรื่องนั้นไม่ใช่ต้นเหตุของทั้งหมดแต่มันก็เป็นเหตุผลใหญ่ที่ทำให้ไม่ได้นอน ต้องมาคิดอะไรฟุ้งซ่านจนสว่างคาตาแบบนี้

“ยังเจ็บอยู่เหรอ ทำไมนั่งตัวแข็ง”

ตัวแข็งเพราะคนถามไม่ได้ถามเปล่า แต่มันเอามือเลื้อยเข้าไปลูบต้นขาใต้ผ้าห่มตั้งแต่มันยังซุกหน้าอยู่กับหมอนแล้วถามคนที่นั่งพิงหัวเตียงว่าตื่นหรือยังนั่นแหละ

ส่วน ‘เจ็บมั้ย’ มันถามช้าไปหรือเปล่า?

ความจริงคำถามนี้มันควรจะถามตั้งแต่ครั้งแรกที่มีอะไรกันแล้วมั้ย เพราะจำได้ว่าร้องบอกทุกครั้งที่เจ็บ แต่ก็ไม่เห็นจะสนใจถามไถ่เหมือนครั้งนี้ ทั้งๆ ที่มีอะไรกันมาไ่ม่รู้กี่ครั้งแล้วเนี่ยนะ

“หือ ว่าไง ยังเจ็บอยู่หรือเปล่า”

“ถามทำไมเอาป่านนี้เล่า”

“ก็”

“ก็อะไร”

“ก็...ยังเจ็บอยู่หรือเปล่าล่ะ”

“ถามตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว ตอนที่บอกว่าเจ็บทำไมไม่หยุด”

“มันหยุดไม่ได้แล้ว”

“เออ ทีหลังก็ไม่ต้องถาม”

“แล้วทำไมนายไม่ผลักล่ะถ้ามันไม่ไหวน่ะ”

เออ!! กูผิดเองก็ได้วะ...ผิดเองที่เจ็บแต่ไม่เคยผลักออกเลย ได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายดันเข้ามาจนมิดด้ามได้...แต่ครั้งต่อไปสัญญาเลยว่าถ้ารู้สึกแบบนั้นอีกเมื่อไหร่พ่อจะถีบให้เดือนนิเทศศาสตร์กระเด็นเลยคอยดู

“ทำไมอะ อายเหรอ หรือว่าไม่ชอบให้ใครเอาใจใส่เหรอ”

ชอบ แต่ ไม่ชิน!!

อายแต่เรื่องอะไรจะบอก!! ถึงจะแสดงละครสมบทบาทตบตาใครต่อใครได้เนียนว่าไม่เคยอายและแคร์ขี้ปากหรือสายตาใคร แต่ความจริงแล้วเป็นยังไงตัวเองย่อมรู้ดีสิ ไม่มีใครหลอกตัวเองได้หรอก

“หิวยัง”

“อืม”

“ไปอาบน้ำแต่งตัวสิ ออกไปกินข้าวกัน”

“อืม”

“ช่วงนี้ค้างที่บ้านนี้ไปก่อนได้มั้ย”

“ทำไมอะ”

“พอดีน้องหนู เอ่อ น้องหนูเป็นน้องสาวคนละแม่นะ ไม่สบายอ่ะ อยากอยู่เป็นเพื่อนน้องก่อน”

“ก็อยู่ไปสิ เอากุญแจมาก็ได้ เดี๋ยวกลับไปเองไม่อยากรบกวนที่บ้านนาย”

“ไม่ได้ จะไปอยู่คนเดียวได้ไงเจ้าของห้องเค้าไม่อยู่ มีแต่ของมีค่าทั้งนั้น”

“นี่.........”

ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่าไอ้ปากเสียนี่ดี ปกติก็ไม่ได้พูดเก่งอะไรมากมายอยู่แล้ว ยิ่งจะให้ด่าใครสักคนแล้วสำหรับโจมเป็นเรื่องยากก็ว่าได้ ส่วนใหญ่จะถนัดนิ่ง เงียบ และไม่มองหน้าซะมากกว่า แต่พอเจอมันกวนโอ้ยแต่เช้าแบบนี้เริ่มรู้สึกว่าการที่เราจะหัดด่าใครสักคนเป็นเรื่องจำเป็นในชีวิตอีกหนึ่งอย่าง

“อยู่ที่นี่แหละ สะดวกกว่าที่คอนโดอีก จะเอาอะไรก็บอกเด็กในบ้านได้ เค้าทำให้ทุกอย่างแหละ แต่ถ้าอารมณ์เปลี่ยวเมื่อไหร่ก็สะกิดป๋านะจ๊ะหนู”

“ไอ้บ้า ไอ้ลามก ชั้นคงไม่บ้าขโมยโต๊ะตู้โซฟาในห้องนายหรอกมั้ง”

“ทำไมอะ หรือว่าชินกลิ่นป๋าที่คอนโด แต่ที่นี่ก็มีกลิ่นป๋าเหมือนกันนะไม่ต้องกลัว”

“ประสาท โรคจิตปะ ใครจะไปรู้สึกแบบนั้นกันวะ”

“อ้าว ก็เห็นร่ำร้องจะกลับห้องที่คอนโดก็นึกว่าจะชินกลิ่น นี่ ไม่เคยได้ยินเหรอว่าเด็กๆ อะเวลาไปนอนที่อื่น ที่ไม่ใช่
บ้านหรือห้องของตัวเองจะนอนไม่หลับ เพราะว่าผิดกลิ่นผิดที่น่ะ”

“ที่นอนไม่หลับคงไม่เกี่ยวกับกลิ่นหรอกมั้ง เพราะอย่างอื่นมากกว่า”

“ฮ่าๆ ใครใช้ให้หายไปหลายวันล่ะ บอกแล้วเป็นเด็กป๋าไม่ใช่เรื่องธรรมดาหรอกนะ”

เออ!! รู้แล้วและกำลังงงอยู่ว่าทำไมใครๆ ถึงอยากจะเป็นเด็กป๋ากันนักนะ นอกจากเงินดีแล้วก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีสักอย่าง

ความจริงแล้วก็ไม่ได้อยากกลับไปอยู่คอนโดคนเดียวนักหรอก ไม่มีคนที่วิ่งหนีความอ้างว้างคนไหนจะอยากวิ่งเข้าไปหาความเงียบเหงาให้ตัวเองต้องปวดหนึบในใจ แต่ตอนนี้เทวดาผู้เย่อหยิ่งอย่างโจมไม่มีที่ไปแล้วจริงๆ แต่ที่นี่มันก็พลุกพล่านเกินไปมันยากที่จะวางตัวเองให้ปกติได้ เรียกง่ายๆ ว่าทำตัวไม่ถูกนั่นแหละ

“ไปเถอะ เดี๋ยวจะพาไปรู้จักน้องหนู ถ้ารู้จักน้องหนูแล้วรับรองว่านายต้องไม่ร้องกลับคอนโดแน่ๆ ”

นี่ไอ้ขี้เก๊กมันคิดว่าเขาเป็นเด็กหรือยังไงวะถึงได้เอาขนมหรือของเล่นมาล่อตอนงอแง ไหนใครว่าไอ้บ้านี่เท่ น่าค้นหาและน่าอยู่ใกล้มากที่สุด ทำไมมันถึงเล่นบทพระเอกต่อหน้าคนอื่นได้แนบเนียน แต่ต่อหน้าโจมแล้วไอ้ขี้เก๊กนี่มันก็ปีศาจเจ้าเล่ห์ดีๆ นี่เอง

“นิ่งอีกแล้ว ไม่อยากลุกเหรอ หรือลุกไม่ไหวหรือยังไง จะให้อุ้มแบบนางเอกในหนังไทยรึเปล่า”

“ลุกไหวแต่เมื่อไหร่จะหยุดลูบขาคนอื่นเค้าสักทีละเว้ย...ไอ้บ้านี่”
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 99 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

76 ความคิดเห็น

  1. #40 มินมิน (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 มีนาคม 2560 / 12:49
    เป็นการเจอกันของคนปากไม่ตรงกับใจ 2 คน ดูซิว่าจะลงเอยยังไง
    #40
    0
  2. #35 Dairy-nana (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2558 / 00:43
    ลวนลามตัลหลอดดดด
    #35
    0
  3. #16 pookpik (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2556 / 13:40
    รอมาต่อนะคะ
    #16
    0