เด็กป๋า

ตอนที่ 13 : เด็กป๋า ตอนที่ 13

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,145
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 95 ครั้ง
    9 ก.พ. 56

TRomance's Fic Fanpage

เด็กป๋า ตอนที่ 13

แทบจะไม่เชื่อสายตาว่าภาพตรงหน้าคือความจริงไม่ใช่ภาพลวงตา ผู้ชายแข็งกระด้างที่สองมือเคยจับแต่มอเตอร์ไซค์และรักการแข่งขันความเร็วไม่ต่างอะไรกับไอ้พวกป่าเถื่อนที่ชอบเอาชนะกันด้วยการแข่งขันกำลังนั่งเล่นตุ๊กตาหน้าตาประหลาดที่กำลังนิยมกันอยู่ในหมู่คนมีฐานะทั้งหลาย 

น้ำเสียงที่ใช้คุยกับเด็กผู้หญิงบนเตียงคนไข้ระรื่นหูจนน่าประหลาดใจ ไอ้ขี้เก๊กมันมีคู่แฝดหรือไม่่ก็คงจะมีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นสักอย่างแน่ๆ เขาอาจจะกำลังหลับและฝันไป

“ยืนขวางประตูอยู่ทำไม เข้ามาสิ”

ถึงโจมจะเป็นผู้อาศัยและถึงแม้มันจะเป็นเหมือนเจ้านายและเจ้าของบ้าน แต่คนอย่างโจมไม่จำเป็นต้องทำอะไรสักอย่างเพียงเพราะมีคนสั่งให้ทำ แต่ที่หลบเพราะมีแม่บ้านยกถาดผลไม้เข้ามาเสิร์ฟต่างหากล่ะ

“แล้วนั่นเป็นอะไร ยืนบิดไปบิดมาเป็นอะไร”

“พี่คะ คุณครูที่โรงเรียนน้องหนูบอกว่าถ้าเรายืนบิดตัวไปมาไม่ยอมยืนตัวตรงๆ แสดงว่าเราเป็นพยาธินะคะ”

“เอ่อ”

รับมือกับเด็กตัวเล็กที่แสนฉลาดไม่ค่อยถูก โจมไม่ใช่นางงามไม่มีความจำเป็นต้องรักเด็กหรือรักสัตว์ แม้กระทั่งลูกๆ ของพี่สาวที่บ้านยังไม่เคยคิดจะเข้าใกล้ ถึงจะยอมรับว่าเด็กที่สดใสร่าเริงดูแทบไม่ออกว่าป่วยถ้าไม่มีสายน้ำเกลือห้อยอยู่จะน่ารักและฉลาดมากก็เถอะ และเขาก็ไม่ได้ยืนบิดตัวไปมาตามสายตาเว่อร์ของใคร เขาแค่เอานิ้วบิดเนื้อตัวเองให้รู้ว่าไม่ได้ฝันไปเท่านั้นแหละ

“น้องหนูคะ พี่ที่เป็นพยาธิคนนั้นชื่อพี่โจมนะคะ สวัสดีทักทายหน่อยสิคะ”

“สวัสดีค่ะ พี่เป็นเพื่อนกับพี่โจมเหรอคะ ทำไมน้องหนูไม่เคยเห็นเลย”

“พี่โจมเค้าเป็น เค้าเป็น”

ลมหายใจแทบจะสะดุด รีบสาวเท้าเข้าไปใกล้ไอ้ขี้เก๊กเพราะกลัวใจคนหน้าด้านอย่างมันจริงๆ กลัวคำตอบจะทำให้เด็กไม่สบายหนักกว่าเดิม กลัวมันจะใส่ความเข้าใจอะไรผิดๆ กับเด็ก โจมไม่เคยแคร์ใครในสังคมก็จริง และไม่รักเด็กนั่นก็ใช่ แต่น้องหนูยังเป็นผ้าขาวเกินไป ยังไม่ควรรับรู้เรื่องราวซับซ้อนในสังคมผู้ใหญ่ตอนนี้

“โอ๊ย”

“ป๋าเป็นอะไรจ๊ะ บอกน้องหนูสิป๋าร้องโอ๊ยทำไม”

“ไม่มีอะไรจ๊ะ ป๋าโดนมดกัดขานิดหน่อย”

“มดกัดขาเหรอจ๊ะป๋า ห้องน้องหนูไม่มีมดสักตัวเลยนะ น้องหนูไม่เคยโดนมดกัดเลย”

สมน้ำหน้า!! โดนเตะขาแค่นี้ทำสำออย ถึงจะแกล้งมองเหมือนจะคาดโทษเอาไว้แต่ใครล่ะจะกลัว

“ไม่มีอะไรแล้วจ๊ะ อ่อ พี่โจมเค้าเป็นเพื่อนใหม่ของป๋าน่ะค่ะ”

“หล่อจังเลยเนอะป๋าเนอะ พี่โจมหล่อที่สุดที่น้องหนูเคยเจอเลย”

“ว้า แล้วพี่มหาไม่หล่อเหรอคะ”

“ฮื่อๆ พี่มหาไม่หล่อ แต่พี่มหาใจดี”

“พี่แย้ล่ะ”

“พี่แย้นี่เรียกว่าขี้เหร่นะป๋า เรียกว่าหล่อไม่ได้”

“พี่แย้รู้เข้าเสียใจแย่เลยนะคะ ก่อนป๋าจะมายังฝากบอกว่าคิดถึงน้องหนูอยู่เลย”

“ป๋าก็อย่าบอกพี่แย้สิ น้าๆ ๆ พี่แย้ไม่หล่อแต่ไม่ใช่ไม่ดีสักหน่อย”

“แล้วพี่เบสล่ะ”

“พี่เบสก็....หล่อนะ...แต่พี่โจมหล่อที่สุดเลย”

ทำตัวไม่ถูกเลย ไม่เคยรับมือกับเด็กปากหวานมาก่อน ถูกแซวด้วยคำพูดแทะโลมและถูกชมก็ออกจะบ่อย แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่จะหวั่นไหว ไม่เคยรู้สึกอะไรกับคำชมจอมปลอมพวกนั้น แต่คำชมที่มาจากเด็กไร้เดียงสากลับทำให้รู้สึกประหม่าซะได้ เค้าว่าเด็กไม่โกหก ต่อให้เด็กจะปากหวานแค่ไหน แต่เค้าก็ไม่โกหกความรู้สึกตัวเอง

“มีคนหล่อที่สุดกว่าป๋าแล้วเหรอ เปลี่ยนใจเร็วจังน้า งั้นวันนี้ป๋ากลับคอนโดดีมะ คงไม่จำเป็นต้องอยู่แล้วมั้งใช่มั้ย”

“ป๋าน้อยใจเหรอ ยังไม่แก่เลยนะ หัวไม่ล้านเหมือนพ่อด้วย อย่าน้อยใจสิ น้องหนูให้หล่อเท่ากันก็ได้”

“หล่อเท่ากันก็ได้เหรอ ไม่ที่สุดแล้วเหรอ”

“ป๋าอย่าเซ้าซี้ซิ๊ หล่อเท่ากันก็คือหล่อเท่ากัน คุณครูไม่เคยสอนเหรอว่าอย่าทำให้เด็กลำบากใจ”

“ห๊ะ คุณครูสอนแบบนี้จริงๆ เหรอ”

“ไม่จริงหรอก น้องหนูเติมเอง คุณครูแค่บอกว่าเป็นเด็กอย่าทำให้ผู้ใหญ่ต้องลำบากใจน่ะ แหะ แหะ”

ภาพของผู้ชายตัวโตกำลังยีหัวน้องสาวตัวน้อยๆ พร้อมรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแบบนี้หรือเปล่าที่เค้าเรียกว่าครอบครัว ทั้งๆ ที่มีกันแค่สองคนพี่น้องไม่ต้องใหญ่โตมากมายหลายชีวิตเหมือนครอบครัวของตัวเอง แต่กลับรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ส่งผ่านมา ที่บ้านมีเทศกาลให้ได้รวมญาติและรวมตัวกันเป็นครอบครัวบ่อยๆ ทุกๆ เทศกาลมีคนอยู่กันล้นบ้าน อบอุ่นจนร้อน แต่ไม่เคยรู้สึกถึงความสุข เรื่องราวที่คนในครอบครัวของเขาคุยกันก็ต่างจากครอบครัวป๋าคุยกันลิบลับ นอกจากคุยโม้โอ้อวดถึงความดีของคนในบ้านตัวเองแล้วก็ต้องคุยกันถึงขยายกิจการของครอบครัว ไม่เคยเห็นน้องๆ หลานๆ จะคุยถึงเรื่องราวในโรงเรียนว่าครูสอนอะไร นอกจากอวดว่าตัวเองเก่งแค่ไหนก็เท่านั้น 

“ป๋าเสียสละเก้าอี้ให้พี่โจมนั่งหน่อยซี่”

“ถ้าป๋าเอาเก้าอี้ให้พี่โจมแล้วป๋าจะนั่งที่ไหน”

“มะไม่เป็นไรครับ พี่ยืนก็ได้ เดี๋ยวพี่ก็ออกไปข้่างนอกแล้ว”

“อยู่กินผลไม้กับน้องหนูก่อนสิคะ ป๋ามานั่งบนเตียงกับน้องหนูก็ได้ ป๋าชอบทำบ่อยๆ ไปค่ะเวลาคุณแม่บ้านไม่อยู่ป๋าชอบแอบขึ้นมานั่งบนเตียงน้องหนู”

“เป็นเด็กขี้ฟ้องตั้งแต่เมื่อไหร่คะ ป๋าไม่เห็นรู้เลย”

“ไม่ได้ฟ้อง น้องหนูแค่เล่าให้ฟังเฉยๆ ”

“เอ้า นั่งสิครับคุณ ประกาศิตจากน้องหนูเชียวนะครับ มีไม่บ่อยนะโอกาสแบบนี้ขอบอก มีไม่กี่คนที่กล้าสั่งป๋า จริงมั้ยคะ”

“จริงค่ะ มีแค่น้องหนูกับพ่อที่กล้าสั่งป๋า แต่เวลาพ่อสั่งป๋าไม่ค่อยทำหรอก พ่อบอกป๋าดื้อ แต่ป๋าโตแล้วตีไม่ได้เนอะป๋าเนอะ รอดตัวไป คิคิ”

ที่ยอมนั่งลงข้างเตียงคนไข้เพราะน้องหนูร้องขอหรอกนะ ไม่ใช่สายตาบังคับของใคร คนอย่างโจมถ้าจะทำอะไรจะต้องทำด้วยความเต็มใจของตัวเองไม่ใช่ให้ใครมาบงการ 

“พี่โจมมาคบกับป๋าได้ยังไงเหรอคะ น้องหนูไม่เคยเห็นป๋ายอมมีเพื่อนคนไหนนอกจากพี่มหาพี่แย้แล้วก็พี่เบสเลยนะคะ”

“คบเหรอครับ”

“น้องหนูแกหมายความว่า เรามาเป็นเอ่อ...เพื่อนกันได้ยังไงน่ะ”

“อ๋อ พี่จำใจน่ะครับ”

“ป๋าไม่น่าคบเหรอคะ”

ต้องตอบประมาณไหนให้เด็กไม่เข้าใจผิดวะ ถึงจะแกล้งว่ากระทบคนที่นั่งห้อยขาอยู่บนเตียงข้างๆ แต่ก็พอจะรู้ว่าในสายตาน้องหนูตัวน้อยคนนี้ ไอ้ขี้เก๊กคงเปรียบเสมือนฮีโร่คนหนึ่งเลยทีเดียว และดูเหมือนมันเองก็จะเป็นพี่ชายที่ดีต่อหน้าน้องเหมือนกัน

“ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ พอดีมีเรื่องให้ต้องนอนค้างด้วยกันอะ”

“อ้อ น้องหนูชอบนอนกับป๋าที่สุดเลยนะ ป๋าตัวอุ๊นอุ่นแหละ พี่โจมได้กอดป๋าหรือเปล่า”

“ปะ.......”

“อย่าโกหกเด็กสิ ขนาดเด็กยังไม่โกหกเลยนะ แฟร์ๆ หน่อย”

“ก็ได้กอด.....มั้งครับ พอดีพี่ง่วงเลยจำไม่ค่อยได้”

“อุ่นมั้ยๆ ”

“ก็.....อุ่นมั้งครับ”

อันที่จริงต้องเรียกว่าร้อนถึงจะถูกต้องที่สุด มันไม่ใช่แค่อุ่นแต่มันเร่าร้อนเสียจนเหนื่อย มันไม่ใช่แค่กอดแต่มันรัดเสียจนจะสิงกันเป็นร่างเดียวกันอยู่แล้ว ไม่คิดเลยว่าการที่เอาตัวเองเข้ามาเป็นเด็กป๋าจะต้องเปลืองและเจ็บตัวขนาดนี้ คิดแค่ว่าต้องสมบทบาท คิดแค่ว่าเป็นผู้ชายไม่มีอะไรต้องเสียหาย ท่องอยู่ตลอดว่ามันเป็นความใคร่ แต่ลืมคิดไปเลยว่ามันอาจจะเป็นความพลาดอย่างใหญ่หลวง

“ป๋าจ๋า”

“ขา จะเอาอะไรคะ กินผลไม้กันได้หรือยังเอ่ย ยังไม่กินยาหลังอาหารเลยนะเราอะ”

“ถามคุณหมอให้หน่อยสิว่าน้องหนูถอดเข็มนี่ได้หรือยัง”

“ทำไมล่ะ เจ็บแขนเหรอ หรือเป็นยังไงคะ ไหนป๋าขอดูหน่อยสิ”

“เปล่าๆ น้องหนูอยากนอนกอดป๋าบ้างอะ นอนสามคนเลยก็ได้นะ แต่ถ้ามีเข็มนี่เสียบอยู่น้องหนูไปนอนกับป๋าไม่ได้น่ะซี่”

“คุณครับ น้องหนูต้องให้น้ำเกลือกี่ขวดอะครับ คุณหมอแจ้งไว้หรือเปล่า”

“สามขวดค่ะ นี่ขวดที่สามแล้วถ้าหมดก็ไม่ต้องให้แล้วค่ะ”

“งั้นคืนนี้เราคงมีโอกาสนอนด้วยกันแล้วล่ะ”

“เย้ๆ ๆ ”

“กินผลไม้แล้วก็กินยาได้ยัง”

“ฮื่อๆ ได้แล้ว เอามาเลยๆ ”

“แอ๊ปเปิ้ล มะละกอ กล้วย ส้ม เอาอะไรดี”

“ส้ม”

“อะ...อ้ำ”

“อ้ำ ป๋าป้อนพี่โจมด้วยซี่”

“ป้อนพี่โจมด้วยเหรอ”

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวพี่กินเอง”

“เอาอะไรเลือกเร็วๆ อย่าเล่นตัวๆ ”

“ไม่ต้อง ไม่ได้เป็นง่อย กินเองได้”

“ให้ป๋าป้อนเถอะค่ะพี่โจม มือไม่เปื้อนด้วยนะ เชื่อน้องหนู นะ นะ เดี๋ยวคุณหมอกลับมาต้องแช่น้ำยาฆ่าเชื้อโรคนะ มือเหี่ยวเหมือนคนแก่เล้ยยย”

“ว่าไง”

“เอามะละกอ”

“ก็แค่เนี้ยเนอะน้องหนู ใครๆ ก็อยากให้ป๋าเอาใจเนอะ”

“อื้อ ถ้าป๋าไม่มาเอาใจนะน้องหนูจะไม่กินยาแหละ”

“แบบนี้เค้าเรียกว่าขู่นะครับ”

เพราะแค่อยากเจอพี่ชายเลยสร้างเงื่อนไขขึ้นมาขู่สินะ โจมเองก็เหมือนน้องหนูเนี่ยแหละ สร้างเงื่อนไขเพื่อขู่ ตั้งแต่เล็กจนโตถูกสอนให้ใช้เงื่อนไขแลกเปลี่ยนผลประโยชน์มาตลอด แต่สุดท้ายก็มีแต่คนที่ได้ประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียวทั้งนั้น เงื่อนไขที่ตั้งขึ้นมาสุดท้ายก็ไม่มีประโยชน์อะไรเพราะทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับ

‘ลื้อต้องเรียนอย่างนี้เพื่อจะได้มาสืบทอดกิจการของป๊าต่อไป ถึงลื้อจะไม่ใช่ลูกชายคนโตของตระกูล แต่ลื้อเป็นลูกชายคนโตของป๊า
ยังไงส่วนของป๊าก็ต้องตกไปเป็นของลื้ออยู่ดี’

‘โจมต้องรอ ถ้าโจมรักเฮียโจมจะต้องรอ ต้องเชื่อฟังเฮียเข้าใจมั้ย ไม่มีใครรักโจมเท่าเฮียหรอก’

ยังดีนะที่เงื่อนไขของน้องหนูใช้ได้ผล

“ป๋าที่น้องหนูทำเรียกว่าขู่เหรอ”

“ใช่ค่ะ อย่างที่พี่โจมบอกแหละ แบบนี้เรียกว่าขู่”

“งั้นก็เหมือนที่พ่อบอกอะดิว่าป๋าน่ะต้องขู่ ถ้าไม่ขู่ป๋าไม่ทำ ถ้าน้องหนูไม่ขู่ป๋าก็ไม่มาหาน้องหนู ถ้าแม่อยู่ป๋าก็ไม่ยอมมาหาน้องหนู”

“โอ๋ๆ ไม่ร้องนะคะคนดี ยังไงป๋าก็ต้องมาหาน้องหนูอยู่แล้ว ไม่ขู่ป๋าก็มา”

“จริงนะ”

“จริงครับ”

“แล้วถ้าแม่อยู่ล่ะ”

“ถ้าแม่อยู่เหรอ เอาไงดีน๊า”

“แต่เมื่อกี้ป๋าบอกว่ายังไงก็จะมานะ อย่าหลอกน้องหนูสิ”

“ก็ถ้าแม่น้องหนูอยู่แล้วพี่โจมยอมมาเป็นเพื่อนป๋า ป๋าก็จะมา น้องหนูถามพี่โจมให้ป๋าทีสิว่าจะมาด้วยกันหรือเปล่า”

“พี่โจมขา ช่วยมาเป็นเพื่อนป๋าด้วยนะคะ ฮึก ฮึก นะ น้องหนูเหงาแล้วก็คิดถึงป๋ามาก ฮึก มากเลย”

“เอ่อ”

“นะ ฮึก ฮึก คะ”

ถึงจะบอกว่าไม่รักสัตว์หรือไม่รักเด็ก แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าเห็นน้ำตาเด็กแล้วไม่สงสารนะ ไม่รักเพราะไม่เคยเข้าใกล้ไม่เคยเข้าไปคลุกคลีเลยต้องติ๊ต่างไว้ก่อนว่าไม่รัก แต่ต้องยอมรับว่าเด็กคนนี้น่ารัก ในความสดใสแต่ก็ยังมีความเศร้าฉาบทับอยู่ในหน่วยตาที่ไหวระริกยามอ้อนเรียกหาพี่ชาย โจมไม่อยากรู้เรื่องภายในครอบครัวของใคร ไม่อยากรู้ว่าเพราะอะไร แต่ก็อดที่จะสงสารเด็กน้อยที่นั่งร้องไห้จนตัวโยนอยู่นี้ไม่ได้ ไม่กี่นาทีที่ผ่านมายังหัวเราะสดใสอยู่แท้ๆ แต่ตอนนี้กลับร้องไห้เหมือนมีเรื่องอะไรให้ต้องเสียใจมากมาย ภายใต้บุคลิกที่ใครๆ ค่อนขอดว่าไร้ความรู้สึกแต่ไม่ได้หมายความว่าคนอย่างโจมจะใจดำตัดรอนความหวังของเด็กหรอกนะ

“ครับ แล้วพี่จะมาด้วยนะ”

“เกี่ยวก้อยสัญญาด้วยสิคะ”

“หา..........”

“เอานิ้วก้อยมาเกี่ยวกันไว้แบบนี้”

น้องหนูดึงมือเขาเข้าไปหาแล้วดึงเอานิ้วก้อยชูขึ้นมาแล้วเอานิ้วก้อยของตัวเองมาเกี่ยวเอาไว้ด้วยกัน ส่ายไปมาด้วยรอยยิ้มที่ยังมีน้ำตาอาบแก้ม 

แกล้งทำเป็นไม่เห็นรอยยิ้มสมใจของคนที่แกล้งมองเมินไปทางอื่นเหมือนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้
มึงมันหลอกใช้เด็กชัดๆ เลยนะไอ้ป๋าขี้เก๊ก!!! 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 95 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

76 ความคิดเห็น

  1. #36 Dairy-nana (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2558 / 00:55
    น้องหนูตั้ลล้ากกก
    #36
    0