เด็กป๋า

ตอนที่ 11 : ตอนที่ 11

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,097
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 99 ครั้ง
    9 ก.พ. 56

ตอนที่ 11

'เมีย’

เพราะชื่อนี้สินะคุณแม่บ้านถึงได้ยืนนิ่งเหมือนถูกสต๊าฟเอาไว้ ไม่ใช่คุณแม่บ้านคนเดียวหรอกที่ยืนนิ่งมอง
โทรศัพท์อยู่อย่างนั้น ตัวเองก็นิ่งไปเหมือนกันตอนเห็นชื่อนี้ที่หน้าจอ

หึ!! เพิ่งจะติดต่อมาหลังจากหายหัวไปสามวันเนี่ยนะ ผู้ชายคนนี้เห็นป๋าเป็นอะไร คนที่ผิดคำพูดกับคนอื่นก่อนโทรเข้ามาตอนที่เพิ่งจะบังคับตัวเองไม่ให้คิดถึงเมื่อไม่กี่นาทีมานี้เนี่ยนะ จะปั่นหัวกันเล่นหรือยังไง?
ความโกรธพุ่งปรี๊ดจนแทบจะมีประกายไฟโผล่ออกมาจากสองหู แต่ปากนี่สิเนรคุณความรู้สึกชัดๆ เพราะรู้สึกเหมือนมันกำลังยกยิ้มอยู่ ถึงอยากจะมีเวลาเตรียมตัว (เก๊ก) สักพักแต่ดันใจเร็วด่วนได้สไลด์ปุ่มกดรับซะงั้น
ฟอร์มหล่น(ไว้ค่อย)เก็บเหอะป๋า สีหน้าตัวเองตอนนี้คงดูไม่จืด จะดีใจอะไรนักหนากับอีแค่คนที่โทรมาคือคนที่คิดถึงมาตลอดสามวัน

“มีอะไร”

มันเป็นการเริ่มต้นที่ดูไม่ใส่ใจและไม่ได้แยแสอะไรดีนะ แต่มันจะดีกว่านี้มั้ยถ้าสามารถบังคับให้ตัวเองหยุดยิ้มได้สักที

“นายอยู่ที่ห้องหรือเปล่า”

“เปล่า”

“เหรอ งั้นแค่นี้นะ”

“เดี๋ยวสิ คิดว่าสามวันที่หายไปควรจะโทรมาพูดแค่นี้หรือไง”

“แล้วจะให้พูดอะไร ตอนนี้อยู่หน้าคอนโดนายแต่นายไม่อยู่คอนโดนี่”

“ก็แล้วถ้าบอกว่ามาหามันยากเย็นนักเหรอ”

“ไม่คิดว่านายจะชอบคำพูดหวานๆ มากกว่าการกระทำนะ”

เป็นไง! โดนย้อนกลับมายิ่งกว่าถูกต่อยหน้าซะอีก ทั้งๆ ที่เราทำความรู้จักกันผ่านร่างกายมากกว่าคำพูดหรือแสดงความรู้สึกต่อกันแท้ๆ ทั้งๆ ที่เพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นาน แต่มันเหมือนเรารู้จักกันมานานมาก มากพอที่เค้าจะรู้ว่าผมชอบหรือไม่ชอบอะไร  กลายเป็นตัวเองซะอีกที่อยากได้ในสิ่งที่ตัวเองเคยไม่ชอบและรำคาญ
เพราะอะไรถึงอยากได้ยินคำหวานจากปากโจม เพราะหลายวันมานี้เค้าทำให้ตัวเองฟุ้งซ่านอย่างที่ไม่เคยเป็นและไม่ควรจะเป็นใช่หรือไม่ ไหนย้ำกับตัวเองนักหนาว่าไม่ควรเอาคู่นอนระบายตัณหามามีอิทธิพลต่อความรู้สึกของจิตใจ

แล้วที่มันซัดเข้าหน้าอกเต็มๆ นี่เรียกว่าอะไร?

“บอกแท็กซี่ว่ามาซอย....นะ จากจุดที่นายอยู่จะต้องมาถึงที่นี่ภายในหนึ่งชั่วโมง”

รู้ว่าศักดิ์ศรีของคนในสายก็สูงเฉียดฝ้าเพดานเหมือนกัน โจมไม่ชอบให้ใครมาออกคำสั่งด้วยแน่ๆ แต่คนอย่างป๋าก็มีทิฐิเหมือนกันนั่นแหละนะ หลังจากเอ่ยปากออกคำสั่งไปก็ได้แต่รอ เป็นการเสี่ยงวัดใจโจมที่ทรมานใจป๋าซะเหลือเกิน

แกะถูกเอามานับแบบผิดวัตถุประสงค์สุดๆ ไม่ใช่นับเพื่อให้หลับ แต่นับเพื่อรอใครบางคน ไม่รู้ว่าภายในหนึ่งชั่วโมงนับจากนี้จะต้องนับได้แกะสักกี่ตัว ม่านหน้าต่างฝั่งที่หันออกไปหน้าบ้านถูกเปิดกว้างไว้รอรับแสงไฟรถที่จะสาดเข้ามาเวลาที่รถเลี้ยวเข้าเขตถนนของบ้าน ก่อนจะโทรลงไปบอกยามให้โทรขึ้นมาตามถ้ามีแท็กซี่มาจอดส่งคน ทุกอย่างขัดกับนิสัยส่วนตัวหมดเลย ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปเพราะเด็กป๋าที่แปลกประหลาดกว่าเด็กคนไหนที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง

ฟ้าส่งคนเย็นชามาละลายพฤติกรรมคนที่ร้อนเป็นไฟแต่ไม่ค่อยแยแสกับอะไรรอบตัวหรือเปล่าวะ ทำไมมันทำให้คนคนหนึ่งกระสับกระส่ายได้ขนาดนี้

นับแกะอยู่นานก็ไม่ถึงหลักร้อยสักที เพราะนับไปก็มีเรื่องให้ต้องคิดไป ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจตัวเอง เลยต้องวนนับแกะอยู่หลายต่อหลายรอบ

การรอคอยเป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่เกลียด ความจริงแล้วอาจจะมีเรื่องที่เกลียดหลายอย่างแต่เพราะไม่ค่อยมีใครกล้าทำกับตัวเองเลยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่ตัวเองเกลียดมีอะไรบ้าง นับแกะมักจะถูกเบรกด้วยคำถามที่ว่า

ทำไมต้องรอคอย

ทำไมต้องคิดถึง

และ

ทำไมต้องให้ความสำคัญกับคนคนนี้มากกว่าใครๆ อยู่มาได้ตั้งยี่สิบกว่าปี ฟาดผู้หญิงผู้ชายมาไม่ต่ำกว่าร้อย ไม่เคยมีใครพิเศษในความรู้สึก มันออกจะน่าขำถ้าคนที่ฉีกทุกทฤษฎีทางการใช้ชีวิตอย่างป๋าจะนึกถึงคำว่า พรหมลิขิต มันดูนิยายเกินไปหรือเปล่าวะ นี่ชีวิตคนจริงๆ นะเว้ย ชีวิตใครคนนั้นก็ต้องกำหนดเองสิ
อำนาจการตัดสินใจจะมาอยู่ภายใต้ความรู้สึกได้ยังไงวะ?

มันยากจริงๆ นะที่จะยอมรับแบบลูกผู้ชายว่า...มันเกิดขึ้นแล้วกับตัวเอง อำนาจเหนือการควบคุมนั้นกำลังจะเกิดขึ้น เพราะผู้ชายบางคน ทั้งๆ ที่ให้เหตุผลกับตัวเองว่าเพราะโจมอวดดีและเพราะตัวเองไม่เคยแพ้ใคร
ทุกอย่างก็แค่อยากเอาชนะเท่านั้น

ในขณะที่ทุกคนให้ความสนใจตัวเองจนแทบจะเรียงแถวขอบัตรคิว แต่โจมกลับเป็นคนเดียวที่แทบจะไม่สนใจคนอย่างป๋าเลยด้วยซ้ำ
แต่ชนะแล้วได้อะไร?

ตัว...คนอย่างป๋าไปหาเอาที่ไหนก็ได้

ใจ...นี่แหละปัญหา คนอย่างป๋าเนี่ยนะอยากได้ใจใคร อยากมีใครสักคนอยู่ข้างๆ

อยากจะหัวเราะให้ลั่นบ้าน...แต่มันดันง้างปากไม่ออกนี่สิ

แสงไฟสาดผ่านกระจกหน้าต่างยาวตลอดแนวผนังเวลาเดียวกับเสียงอินเตอร์โฟนภายในห้องนอนส่วนตัวดังขึ้น...ครั้งแรก

ครั้งแรกที่เสียงรบกวนดังขึ้นตั้งแต่บ้านนี้ถูกสร้างขึ้นมา คนต้นเหตุคงไม่รู้แต่คนในบ้านนี้รู้กันดีว่า ไม่มีใครกล้ารบกวนเวลาส่วนตัวของคุณป๋านับตั้งแต่วินาทีที่ห้องนี้ปิดลง รู้ไปถึงหูคนในบ้านเมื่อไหร่คงตื่นเต้นกันไปทั้งบ้านแน่ๆ ขนาดยามที่เฝ้าประตูบ้านยังตกใจที่คนโทรศัพท์ลงไปดึกๆ ดื่นๆ คือป๋า

แกล้งทำเป็นเดินนวยนาดเชื่องช้า ท่าทีบิดขี้เกียจเหมือนว่าเพิ่งตื่นจากนอนถูกซ้อมตลอดทางเพียงเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายรับรู้ว่ากำลังรอคอย อยากให้อีกฝ่ายคิดว่าการมาเยือนคุณชายของบ้านนี้นั้นเป็นเรื่องธรรมดา
เสือกรู้สึกอยากรักษาฟอร์มตัวเองตอนที่ใจแทบจะถลาออกไปดึงคอเสื้อของคนอวดดีแล้วถามว่าหายไปไหนมาตั้งสามวัน ทำให้คนอย่างป๋าฟุ้งซ่านได้มีความผิดมหันต์ ควรต้องรับผิดชอบด้วยการอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตเลยดีมั้ย?

ไม่ต้องเดินตากน้ำค้างไปถึงประตูใหญ่หน้าบ้านก็เห็นคนมาเยือนยามวิกาลยืนรออยู่ในห้องรับแขกเรียบร้อยแล้ว ปากอยากจะพ่นออกไปสักร้อยคำตำหนิที่ทำให้คนอย่างป๋าต้องลำบาก แต่เห็นท่าทางเหนื่อยอ่อนของคนตรงหน้าแล้วทำได้แค่เดินเข้าไปคว้าข้อมือโจมให้เดินตามมาเท่านั้น
ความใจดีครั้งนี้ เพราะอารมณ์ต่อเนื่องมาจากการอยู่กับน้องหนูเมื่อช่วงหัวค่ำใช่มั้ย ไม่ใช่เพราะใจหายไปกับอาหารหงอยสนิทของเด็กในสังกัดคนล่าสุดใช่มั้ย

ใช่มั้ยวะ...??

ไม่มีอาการตื่นเต้นสักนิดที่ได้เข้ามาในอาณาจักรส่วนตัวแบบสุดปลายไส้ติ่งของป๋า ถ้าเป็นคนอื่นๆ แค่นั่งรถผ่านหน้าคอนโดยังแทบจะแนบหน้าไปกับกระจกรถเพื่อบันทึกภาพนั้นไว้แทนความทรงจำ แล้วสถานที่แห่งนี้คือห้องนอนเชียวนะ ห้องนอนในบ้านที่อยู่มาตั้งแต่เกิด แม้จะแค่แสดงละครเพื่อตบตาโจมยังไม่ยอมทำเลยเถอะ

“ห้องน้ำอยู่ไหน”

“ห๊ะ”

“ห้องน้ำอยู่ไหน”

นี่คือบทสนทนาแรกของคนที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาสามวันงั้นเหรอ มันควรจะเป็นคำว่า ‘คิดถึงป๋าจัง’ หรือ ‘ไม่เจอกันสามวันคิดถึงโจมบ้างมั้ย’ ไม่ใช่เหรอ?

ออดอ้อนออเซาะให้สมกับหน้าที่เด็กป๋าที่ดีน่ะทำเป็นมั้ย นี่อะไร เข้าห้องมาปุ๊บถามหาห้องน้ำ แถมยังตีหน้าซื่อได้สมกับเป็นโจมผู้เย็นชาสุดๆ

อาการนี้มันแสดงให้เห็นว่า ‘คนอย่างป๋า’ ก็เริ่มมีความฝันกับเค้าแล้วเหมือนกันใช่ไหม เป็นฝันลมๆ แล้งๆ ที่น่าอนาถใจที่สุด เพราะคนตรงหน้าเป็นโจมสินะถึงได้กล้าฝันแบบนี้ ถ้าเป็นคนอื่นๆ มาออดอ้อนกระชากอ้วกขนาดนี้ คงหมดอารมณ์แยกย้ายกันไปแบบบ้านใครบ้านมันและยอมจ่ายค่าเสียเวลาฟรีๆ ไปแล้วใช่ไหม
เจอคนที่แสดงออกเยอะเกินไปก็ไม่ชอบ แต่พอเจอคนที่ไม่แสดงอะไรออกมาเลยก็ไม่พอใจ...มึงมันเริ่มเยอะจนไม่น่าให้อภัยตัวเองแล้วป๋า...เป็นเอามากเกินไปแล้ว

“ถามหาห้องน้ำทำไม”

“จะอาบน้ำ”

แปะ แปะ แปะ เสียงปรบมือระรัวพร้อมคำพูดที่ตั้งใจถากถางให้คนที่ยืนปั้นหน้านิ่งตอบคำถามที่แสดงอารมณ์อย่างอื่นออกมาให้เดาความรู้สึกได้บ้าง

“อาบน้ำเตรียมพร้อมทำหน้าที่หรือไง”

“คงงั้นมั้ง มาหาถึงที่ถ้าจะบอกนายว่า ‘อย่า’ ไม่คิดว่ามันปัญญาอ่อนไปหน่อยหรือไง”

นอกจากเดาความรู้สึกยากแล้วโจมยังเดาอารมณ์ยากด้วยอีกอย่าง ทั้งที่เสียงปรบมือรวมทั้งคำถามล้วนแล้วแต่กวนอารมณ์โกรธให้พุ่งสูง แต่โจมประคองอารมณ์ไว้ได้ภายใต้ใบหน้าที่นิ่งเฉยเดาความรู้สึกไม่ออกเหมือนเดิม

“จะให้มีอะไรกับนายที่หายหัวไปไหนไม่รู้มาสามวันเนี่ยนะ”

“จะบอกว่าไม่อยากมั่วใช่ปะ ก็ดี ดึกแล้ว ขี้เกียจอาบแล้วเหมือนกันจะได้นอนเลย คงจะรังเกียจแม้แต่จะร่วมเตียงด้วยใช่มะ งั้นเดี๋ยวจะออกไปนอนที่โซฟาก็แล้วกัน”

“เปลี่ยนใจแล้ว ห้องน้ำอยู่ในสุดขวามือ รีบอาบรีบล้างแล้วออกมาทำหน้าที่ของนายก็แล้วกัน”

เหมือนตัวเองลดอายุไปประมาณน้องหนู เอ่อ เยอะกว่าน้องหนูนิดหน่อย(ก็ได้วะ)เหมือนพวกขี้แพ้แต่ไม่อยากเสียหน้า ทั้งๆ ที่คิดว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่าแท้ๆ แต่โจมดันตอบโต้กลับมาได้ทุกยกทุกแมทช์ เผลอๆ คำตอบราบเรียบเมื่อกี้ยังแฝงไปด้วยถ้อยคำหลอกด่า

ไม่ได้อยากจะแกล้งให้คนที่เพิ่งมาเจ็บช้ำน้ำใจหรอก แค่เห็นโจมยืนอยู่ในบ้านด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าขนาดนั้นยังใจหาย แต่ที่ทำไปเพราะอยากกระตุ้นให้โจมแสดงความรู้สึกออกมาบ้างก็เท่านั้น มันอดที่จะเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่าที่โจมเลือกจะมาหาเพราะอยากให้ตัวเองเป็นที่พึ่ง แค่อยากมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนแรกที่โจมนึกถึง แค่อยากจะมั่นใจว่าตอนนี้ตัวเองกำลังเป็นพระเอก เป็นคนที่โจมต้องการ

และแล้วก็ฝันสลาย...นายเอกไม่ได้ให้ความร่วมมือเลยสักนิด!!

เพราะเป็นห้องน้ำส่วนตัวเลยไม่มีกลอนให้ต้องลำบากที่จะเปิดเข้าไปหาคนที่กำลังถอดเสื้อผ้าออกจากตัว เค้าแค่หยุดมองแต่ไม่ได้ตกใจหรืออายที่จะมีใครอีกคนเข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่ควรจะเป็นส่วนตัวอย่างที่สุดแบบนี้
รู้ว่าตัวเองไร้มารยาท...แต่คนมันตั้งใจจะนิสัยเสียใครจะทำไม!!

“นี่ชุดนอนกับผ้าขนหนู คิดจะถอดชุดที่ใส่มาเช็ดตัวแล้วนอนตัวเปล่าหรือไง”

“ก็ไม่แปลกอะไรนี่ คนอาศัยเรียกร้องอะไรได้ด้วยเหรอ ถ้าเจ้าของบ้านไม่จัดการให้ก็คงต้องทำอย่างที่นายว่า ปกติอยู่กับนายก็ไม่ค่อยได้ใส่อะไรอยู่แล้ว”

ไม่เดือดร้อนแถมยังไหวไหล่ใส่ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องอาบน้ำเสียด้วยซ้ำ แล้วผู้แพ้จะทำอะไรได้ นอกจากเอาผ้าขนหนูและเสื้อผ้าแขวนเอาไว้ที่มือจับหน้าห้องอาบน้ำแล้วเดินออกมาเพราะสู้ไม่ได้...นึกขอบใจที่โจมเป็นคนไม่ค่อยพูด เพราะถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงหูสามสหายเมื่อไหร่ บรรลัยเมื่อนั้น!! หมดสิ้นกันทุกชื่อเสียงที่สั่งสมมาแน่ๆ

จะชนะเทวดาน้ำแข็งคนนี้ได้ มีทางเดียว คือต้องหาอะไรมาอุดปากเอาไว้ใช่มั้ย?
แหม...มันเป็นทางสุดท้ายที่คนอย่างป๋าถนัดเสียด้วยสิ!!
เปิดทีวีไว้ฆ่าเวลา ไมีมีอะไรน่าสนใจไปกว่าคนที่หายเข้าไปในห้องน้ำนานกว่าชาติเศษ นี่ถึงกับถอดลำไส้ใหญ่ออกมาแช่เป็ดโปรเลยมั้ยเนี่ย นานเหมือนแกล้งกันอย่างนั้นแหละ

ปัง ปัง ปัง!!

ต้องใช้ฝ่ามือทุบประตูเพราะ walk in closet ถูกล็อคจากด้านใน เหมือนโจมจะรู้ทันถึงได้ป้องกันไว้ขนาดนี้ แสบมาก!!

“ให้เข้าไปอาบน้ำนะไม่ใช่เข้าไปนอน เมื่อไหร่จะเสร็จสักทีเนี่ย....เฮ้ย”

ผงะเลยสิ...พูดยังไม่ทันจะขาดคำประตูก็เลื่อนออกจากกันซะอย่างนั้น ดีนะที่เป็นคนตกใจแล้วยังพอมีสติอยู่บ้าง ถ้าขวัญอ่อนกว่านี้แล้วกรี๊ดใส่ คงได้แทรกแผ่นดินหนีกันบ้างล่ะคราวนี้

“อดใจรอหน่อยไม่ได้หรือไง ทำเหมือนไม่ค่อยได้เอาออกไปได้”

แล้วมันเพราะใครล่ะ!!

อยากจะตะโกนใส่หน้าคนปากดีอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าตะโกนออกไปก็จบเห่เลยสิ สามวันมานี้ต้องใช้ความพยายามแค่ไหนที่จะทำให้ตัวเองเป็นป๋าคนเดิม เป็นคนที่ไม่ใส่ใจกับอะไรในชีวิต ใช้ชีวิตเสเพลอย่างที่เคยทำ พยายามไม่สนใจคำพูดของใครบางคนที่บอกว่าจะกลับมาตั้งแต่อยู่ในร้านข้าววันนั้น พยายามให้โจมอยู่ในส่วนที่เท่าเทียมกับคนอื่นๆ ในความรู้สึก ทั้งๆ ที่บอกกับตัวเองว่าโจมก็เป็นหนึ่งในใครหลายๆ คนที่จะเรียกหาเมื่อไหร่ก็ได้ ในเมื่อวันนี้ไม่มีโจม คนที่จะมานอนข้างๆ และตอบสนองความสุขทางร่างกายต่อกันจะเป็นใครก็ได้ ไม่ใช่โจมก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่โจมก็มีความสุขได้

และแล้วก็เพิ่งจะมาได้คำตอบใหม่ๆ ว่า ‘ไม่ได้’ เสมอไปอย่างที่มั่นใจมาตลอดอีกแล้ว เราไม่สามารถมีความสุขและสนุกไปกับใครได้ ถ้ายังนึกถึงใครอีกคนอยู่ ความแปลกใหม่ที่แวะเวียนเข้ามาให้ลิ้มลองอยู่เรื่อยๆ ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับป๋าอีกต่อไปแล้ว

มันกลายเป็นว่าต้องเป็นคนที่คำนึงหาอยู่เท่านั้น!

โจมเดินเลี่ยงออกมาจากห้องแต่งตัวโดยไม่รอให้คนที่ยืนขวางอยู่หลบให้แม้แต่น้อย ประตูมันกว้างพอที่จะเดินสวนกันได้ และเค้าก็เดินไปเหมือนไม่สนใจจะเอาคำตอบที่ทิ้งคำถามเอาไว้

ทั้งๆ ที่เพิ่งมาห้องนี้เป็นครั้งที่สอง แต่โจมก็ใช้เวลาทำความคุ้นเคยกับมันเพียงแค่ไม่นาน ปลายเตียงถูกใช้แทนที่นั่งสำหรับซับปลายผมที่เปียกลู่ระต้นคอให้แห้ง ตาจับจ้องอยู่ในโทรทัศน์ที่เปิดทิ้งไว้ มองยังไงก็เหมือนคู่แต่งงานที่อยู่กินกันมานานแล้ว มันเป็นธรรมชาติจนน่าแปลกใจ บางเรื่องโจมก็ไร้เดียงสาเสียจนอดคิดไม่ได้ว่าแสดงได้ไม่เนียนเท่าไหร่ แต่บางครั้งก็ตบตาคนอื่นด้วยการเก็บกลืนความรู้สึกเอาไว้จนอยากจะเอารางวัลออสก้าฟาดหน้าด้วยความหมั่นไส้

“อะไร”

เพราะถูกแย่งผ้าออกมาจากมือ สายตาที่ตวัดมองมาจึงขุ่นเคืองไม่พอใจ

“มัวแต่มองเหม่อดูทีวี เช็ดโดนผมตัวเองซะที่ไหนล่ะ”

“ก็ช่วยบอกก่อนไม่ได้หรือไงว่าจะเช็ดให้ จะได้ยื่นผ้าให้ดีๆ ไม่ได้เหมือนพวกผู้หญิงนะที่จะต้องมารยาม้วนตัวเขินอายน่ะ”

ก็ไม่เคยทำให้ใครนี่หว่า...นี่ก็ไม่ได้อยากทำเอาใจหรอกแต่เห็นแล้วมันก็ขัดตา เหมือนอีกฝ่ายให้ความสนใจแต่ในทีวีจนผ้าที่อยู่ในมือยื่นเข้าไปไม่ถึงผมด้วยซ้ำ เหมือนตวัดผ้าขนหนูเช็ดอากาศอะ...ใครเห็นก็ต้องรำคาญตากับภาพตรงหน้าทั้งนั้นแหละวะ

มันเป็นภาพที่มองเองแล้วจั๊กจี้เองพิลึก ผู้ชายคนหนึ่งนั่งห้อยขาอยู่ปลายเตียง ส่วนอีกคนนั่งคุกเข่าซ้อนอยู่ข้างหลัง กำลังเช็ดผมให้อีกฝ่ายอย่างตั้งอกตั้งใจ มันอาจจะไม่เท่เหมือนพระเอกในละครหรอกนะ เพราะคนอย่างป๋าเพิ่งทำแบบนี้ครั้งแรก ปกติเคยทำให้แต่ตัวเอง พอต้องมาทำให้คนอื่นมันเลยเก้ๆ กังๆ ไปบ้าง

“นี่”

เป็นสรรพนามที่โจมใช้เรียกตอนปกติที่ได้ยินเมื่อไหร่แทบจะเอาเหล้ากรอกปากให้เมาใหม่เมื่อนั้น หรือจะเป็นตอนที่เค้าลืมตัวแล้วแทนตัวเองว่าโจมเหมือนกัน แต่มันจะต้องเป็นช่วงเวลาที่เค้าไม่ได้มีสติครบถ้วนแบบนี้

“หืม มีอะไรก็ว่ามาสิ”

เหมือนในอกมันจะเต้นแรงเพราะลุ้นอยู่ว่าเรื่องที่โจมจะคุยนั้นเป็นคำอธิบายของการหายตัวไปสามวันนั่นหรือเปล่า ขอบคุณตัวเองจริงๆ ที่ไม่วู่วามไปตั้งแต่แรกที่พบหน้า ถ้าการได้อยู่ใกล้ชิดกันมันทำให้โจมไว้วางใจขึ้นสักนิดแล้วค่อยๆ บอกเล่าเรื่องของตัวเองออกมา ก็นับว่าเป็นเส้นทางที่น่าสนใจ

“ปกติเวลาเด็กของนายเค้าขอกันน่ะ เค้าขออะไรกันบ้างเหรอ”

“หมายถึงค่าตัวนะเหรอ”

“อือ”

“ก็เงิน กระเป๋า รองเท้า น้ำหอม เสื้อผ้า แว่นตา โอ้ย เยอะ หลายคนแต่ละคนก็อยากได้ไม่เหมือนกัน ทำไมเหรอ”

“ถ้าชั้นจะขอบ้างได้ปะ”

“แค่โทรศัพท์มือถือที่ได้ไปยังไม่พออีกเหรอ”

“จะบ้าหรือไง ค่าตัวของชั้นได้แค่มือถือเครื่องเดียวเนี่ยนะ ตีค่าน้อยไปหรือเปล่า”

“พูดเล่น แล้วจะทำตาดุใส่ทำไมเนี่ย อยากได้อะไรล่ะ”

“ของชิ้นใหญ่ที่สุดที่บรรดาเด็กของนายเคยขอคืออะไร”

“เป็นเด็กหรือไงเนี่ย อย่าบอกนะที่ถามเพราะจะขอชิ้นใหญ่กว่าที่คนอื่นเคยขอมา แบบนี้เค้าเรียกเด็กอยากเอาชนะนะรู้มั้ย”

“ไม่ใช่ซะหน่อย ที่ถามเพราะอยากรู้ว่านายมีปัญญาเปย์ได้แค่ไหนต่างหาก”

“อ๋อ ดูถูกกันนั่นเอง”

“ป่าว แค่ไม่อยากเห็นนายเสียหน้าถ้าสิ่งที่จะขอมันแพงเกินที่นายจะจ่ายได้”

“นั่นแหละเค้าเรียกว่าดูถูก แต่จะบอกให้ก็ได้ว่าของที่แพงที่สุดที่เคยซื้อให้ก็คือรถ”

“ซิตี้ มาร์ช หรือยาริส เหรอ”

“เปล่า ซีวิครุ่นทอปมั้ง ไม่แน่ใจ ไปจ่ายเงินอย่างเดียวไม่ได้ไปช่วยเลือกน่ะ”

“อือ ก็พอไหวล่ะนะ”

“อะไรคือพอไหว”

“ก็ของที่จะขอไง นายคงจะพอจ่ายไหวอยู่มั้ง”

“อะไรล่ะ”

“ชั้นอยากได้คอนโด 1 ห้องนอนสักยูนิตนึงอะ ได้มั้ย”

“ขอของใหญ่จริงๆ ด้วยนะเนี่ย อืม รถก็แค่ล้านต้นๆ แต่คอนโดที่นายขอมานี่มันหลายล้านเลยนะ ค่าตัวนายแพงขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วทำอะไรเก่งบ้างล่ะ พรีเซ้นต์ตัวเองหน่อยสิ”

“นี่ จะหาเรื่องกันเหรอ นายเองก็พิสูจน์ไปตั้งหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือไง จริงจังนะเว้ยไม่ได้พูดเล่นๆ ”

“หลายครั้งที่ว่าน่ะมันเรียกว่าพิสูจน์ได้เหรอ ในเมื่อทุกครั้งชั้นเป็นคนทำ”

“นี่นายอยากโดนเสียบเหรอ ไม่คิดเลยว่านายจะ....”

“หยุด หยุดเลย คิดไปไกลเกินไปละ นี่จะบอกอะไรให้อย่างนึงนะ ไม่มีเด็กเสี่ยเด็กป๋า เด็กไซด์ไลน์คนไหนเค้าให้ลูกค้าเดินเครื่องเองตั้งแต่เริ่มจนจบหรอกรู้มั้ย เข้าใจคำว่าขายบริการหรือเปล่าเนี่ย”

“หมายความว่า ต้องให้ชั้นเป็นคนเริ่มก่อนเหรอ”

“นี่ ของแบบนี้มันควรจะรู้เองไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่ให้ลูกค้าต้องมาคอยบอกสิ”

“ก็ ก็ เฮ้ยย ทำไมนายเรื่องเยอะจังวะ”

อันนี้เรียกว่าโวยวายกลบเกลื่อนหรือเปล่า ถ้าใช่ก็เป็นการโวยวายที่เป็นธรรมชาติมาก ถ้าเป็นนักแสดงยังมีโอกาสได้อ่านบทมาก่อนว่าจะมีฉากที่พระเอกจะต้องถามแบบนี้ แต่นี่มันคือชีวิตจริงล้วนๆ ทุกอย่างถ่ายทอดสด เพราะฉะนั้นอาการตกใจจนตาเหลือกลานนั้นมันออกมาจากความรู้สึกจริงชัดๆ

แค่ตอนถูกลูบไล้ก็เอามือวางไว้บนไหล่ให้ถูกก่อนเถอะโจม แล้วค่อยวาดลวดลายกับป๋าเหมือนที่เด็กขายมืออาชีพเค้าทำกันนะ นี่แค่โดนจมูกซุกไซ้ซอกคอยังทำตัวไม่ถูก มือไม้ยังปะป่ายไปในอากาศอยู่เลย

“แล้วนายคิดว่าคอนโดที่ชั้นอยู่เป็นไงบ้างล่ะ”

“ก็ดีนะ ถือว่าดีเลยแหละ สะดวก สบาย ปลอดภัย แล้วก็เดินทางไปไหนมาไหนง่ายดี ถ้าไม่มีรถก็ยังไม่ลำบากเลยนะ ถ้านายซื้อคอนโดเดียวกันให้ ชั้นเอาแค่คอนโดอย่างเดียวก็ได้ไม่เอารถ”

“โอ้โห นี่นอกจากคอนโดแล้ว ยังจะเอารถด้วยเหรอ”

“ก็ใช่น่ะสิ ทำไมล่ะ หรือว่านายไม่มีปัญญาจ่ายให้ เอาคอนโดที่ถูกลงมาหน่อยก็ได้นะถ้าคอนโดนายมันแพงเกินไป”

“ความสามารถพิเศษก็ไม่มีแต่จะเอาคอนโดหลักสิบล้านพร้อมรถด้วยเนี่ยนะ”

“ทำไมล่ะ คิดว่าเป็นคนใจกว้างกล้าขอก็กล้าให้เสียอีกนะเนี่ย”

“แล้วไม่คิดว่าที่ขอนี่เยอะเกินไปหรือไง”

“โอเคๆ ไว้หาคนเลี้ยงดูคนอื่นที่มีปัญญาจ่ายก็ได้วะ”

“มากไปๆ คิดว่าเป็นเด็กป๋านี่เข้ามาง่ายๆ แล้วจะออกไปง่ายๆ หรือไง”

“เรื่องมาก”

“มีข้อเสนอให้ สนใจมั้ย”

“มีกี่ข้อล่ะ ว่ามาสิ ถ้าสนใจข้อไหนจะรับไว้พิจารณา”

“มีข้อเดียว”

“ไอ้บ้า นั่นน่ะเค้าเรียกว่าบังคับเว้ย ไม่ใช่ข้อเสนอ”

“ก็มีข้อเดียวนี่แหละ นายเข้าใจไม่ผิดหรอก บังคับเป็นชื่อเล่น ส่วนข้อเสนอเป็นชื่อจริง”

“ประสาท ปัญญาอ่อนหรือไง”

“งั้นจะบอกรายละเอียดละนะ ที่นายขอมาชั้นจ่ายให้ได้สบายมาก แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ช่วงนี้เรียกว่าช่วงทดลองงานระหว่างที่ชั้นต้องพิสูจน์ว่านายมีความสามารถพิเศษด้านบริการอะไรบ้าง นายก็มาอยู่ห้องชั้นไปก่อน ส่วนรถก็ใช้ด้วยกันนั่นแหละ”

“อยู่ห้องนายแล้วก็ใช้รถคันเดียวกับนายเนี่ยนะ”

“ใช่ รถคันเดียวกัน ไปด้วยกันกลับด้วยกัน”

“ไม่ตกลงเด็ดขาด ไม่เห็นจะเป็นข้อเสนอที่ดีตรงไหนเลย แบบนี้เรียกว่าถูกคุมขังชัดๆ ”

“อ้าว นี่ชั้นยังไม่เคยบอกกฎของเด็กป๋ากับนายเหรอ”

“กฎบ้าบออะไรของนาย นอกจากนายจะขึ้นคร่อมแล้วก็ไม่เห็นจะบอกอะไรออกมานอกจากเสียงครางเลยนี่”

“อะๆ งั้นจะบอกไว้เดี๋ยวนี้ล่ะนะ กฎของป๋ามีอยู่ว่า ของๆ ป๋าก็คือของๆ ป๋า นายเป็นของชั้น ของๆ นายก็ต้องเป็นของๆ ชั้นไปด้วย เข้าใจมั้ย”

“งื่อๆ ไม่เข้าใจ นิสัยโคตรจะเป็นไจแอนท์เลย”
(ไจแอนท์ : ตัวละครในการ์ตูนเรื่องโดเรม่อน มีนิสัยเห็นแก่ตัวและเอาแต่ใจตัวเองสุดปลายเล็บขบ)

“เดี๋ยวก็จะเข้าใจไปเองล่ะนะ ดึกแล้วนอนเถอะ หรือถ้ายังไม่ง่วงทำอย่างอื่นแก้ง่วงก็ได้นะ”

“ช่วยหยุดหื่นและเอาเปรียบกับร่างกายของคนอื่นสักคืนนึงจะได้มะ”

“ก็ได้ๆ อ้อ ลืมบอกไปอีกอย่าง”

“อะไรอีกล่ะ ที่บอกมายังไม่หมดอีกเหรอ”

“แค่อยากจะบอกว่าชั้นไม่อยากใช้ของร่วมกับใคร พอจะเข้าใจใช่มั้ยว่าต้องทำตัวยังไง”

“ยังไง”

“เป็นเด็กป๋าก็ต้องมีป๋าแค่คนเดียวไง เข้าใจหรือยังทีนี้”

“ทำไมถึงได้มีกฎมาบังคับใช้กับคนอื่นตั้งมากมาย แล้วถ้าชั้นจะมีกฎของตัวเองบ้าง นายจะใจกว้างรับมันได้มั้ยล่ะ”

“ก็ลองว่ามาสิ”

“ชั้นเองก็ไม่ชอบใช้ของร่วมกับใครเหมือนกัน ต่อให้นายใช้ถุงยางก็เถอะ แล้วอีกอย่าง ชั้นต้องการความเป็นส่วนตัวไม่อยากวุ่นวายกับใคร ถ้านายคิดว่าตอนที่ชั้นอยู่ร่วมห้องกับนาย นายจะไม่พาใครมาที่ห้องและไม่ไปข้องแวะกับใครได้ ก็ตกลงตามข้อเสนอนั้นของนาย”

“แล้วถ้าไม่ล่ะ”

“ก็ทางใครทางมัน ที่ผ่านมาถือว่านายจ่ายค่าตัวเป็นโทรศัพท์เครื่องนั้นก็แล้วกัน แล้วหลังจากพรุ่งนี้เป็นต้นไป เราก็มีอิสระต่อกัน ทางใครทางมัน   โอเคมั้ย?”


จบตอน

TRomance fanpage

ซื้อหนังสือ เรื่องนี้
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 99 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

76 ความคิดเห็น

  1. #34 Dairy-nana (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2558 / 00:21
    น้อววววว ป๋าเริ่มหวั่นไหวและ><
    #34
    0
  2. #15 pookpik (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2556 / 13:30
    อ่านรวดเดียวเลย

    น่าติดตามต่อมากเลย

    #15
    0