ตอนที่ 33 : Chapter 31

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 429
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 86 ครั้ง
    19 เม.ย. 62



               ฝนกำลังรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นหนอนชาเขียวที่ถูกหุ้มด้วยรังไหม ต่างกันตรงที่ว่าเธอไม่ได้ต้องการรังไหมและคงไม่ได้กลายร่างเป็นผีเสื้อแสนสวยแน่ๆ 

               หญิงสาวถูกพามายังห้องห้องหนึ่ง จากนั้นก็โดนบอกให้นั่งบนเก้าอี้หรูหราเบาะหนาประมาณแปดนิ้ว นุ่มยิ่งกว่าสำลีชนิดที่นั่งแล้วเหมือนโดนดูดวิญญาณ พร้อมด้วยมีปีศาจหลายตนนำหมอนหุ้มปลอกสักหลาดอัดแน่นด้วยนุ่นมารุมวางให้รอบตัว เท่านั้นยังไม่พอ มีผ้านวมผืนหนาลวดลายอลังการปลายห้อยพู่สีทองเงางามคลุมตั้งแต่ช่วงไหล่ยาวจนถึงพื้น เป็นการจัดเตรียมที่เวอร์เกินความจำเป็นไปมากสำหรับเธอ

               แต่เพราะอาการป่วยยังคงอยู่ไม่หายดี การต่อต้านจึงไร้ผลโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะกับคนออกคำสั่งซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้อีกตัวข้างกัน
นี่สินะ ไอ้การ ‘ดูแลฉันให้ดี’ ของหมอนี่น่ะ

               จะบ้าตาย

               ไม่กี่นาทีต่อมาประตูไม้ก็ถูกเปิด ฝนชะเง้อคอมองออกไปทางด้านนอกเห็นนักพรตปีศาจยืนอยู่ จากนั้นชิอนก็เป็นคนแรกที่เดินเข้ามาภายใน 

               ตามหลังด้วยชายวัยกลางคนผู้มีเส้นผมสีดำแซมด้วยสีเงินดูแปลกตา ส่วนหน้าตาค่อนข้างธรรมดาไม่โดดเด่นเท่าไรนัก สวมชุดคล้ายกับคนทำงานตามบริษัททั่วไป 

               แม้ว่ารูปลักษณ์ของชายผู้นี้ไม่พิเศษ แต่ฝนก็แน่ใจว่านี่คือบุคคลที่เคยช่วยชีวิตเธอไว้เมื่อหลายปีก่อนไม่ผิดแน่

               “ผมคือพิรุณ ยินดีที่ได้พบพวกท่าน” 

               จิ้งจอกขาวคำนับแสดงความเคารพต่อทามาโมะ โนะ มาเอะ

               “ตามสบายเถอะ” 

               เสียงนุ่มเย็นกล่าว 

               พิรุณเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีดำเลื่อนไปหยุดอยู่ที่มนุษย์เพียงหนึ่งเดียวในสถานที่นี้ เขาจดจำเธอได้ในทันทีด้วยพรสวรรค์ด้านความจำอันเป็นเลิศของจิ้งจอกขาว

               เผ่าจิ้งจอกขาวมีขนสีเงิน แต่ไม่อาจเรียกตนเป็นจิ้งจอกเงินได้ เพราะ ‘สีเงิน’ เป็นคำนิยามที่มีไว้เพื่อทามาโมะ โนะ มาเอะ เท่านั้น นั่นคือสิ่งที่รู้กันในหมู่ปีศาจ

               “เด็กผู้หญิงเมื่อคราวนั้น… ” 

               “คุณเป็นคนช่วยฉันไว้ใช่ไหม” 

               ฝนยิงคำถามทันทีโดยไม่ต้องเกริ่นให้มากความ “แล้วก็เป็นคนลบความทรงจำฉันด้วย ใช่รึเปล่า”

               พิรุณนิ่งไปครู่หนึ่ง มองเธอสลับกับจิ้งจอกเก้าหางราวกับกำลังทำความเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบัน 

               ตอนที่ชิอนตามหาตัวเขาจนพบ แม้ว่าจะไม่ได้อาศัยอยู่ในเขตแดนของญี่ปุ่นแต่ก็รู้ว่าจิ้งจอกดำเป็นใคร และเมื่อได้รับแจ้งว่าต้องมาพบกับจิ้งจอกเก้าหางที่เป็นราวกับเทพแห่งเผ่าจิ้งจอกทั้งมวล 
ถึงจะดูไม่น่าเชื่อแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจมาที่นี่โดยไม่รู้ข้อมูลมากสักเท่าไรนัก

               ปีศาจจากฝั่งญี่ปุ่นกับแดนปีศาจของซาตานไม่ค่อยไปมาหาสู่กัน รวมถึงข่าวสารก็มีการแลกเปลี่ยนกันน้อยมาก ดังนั้นทางฝั่งโน้นจึงไม่มีผู้ใดรู้เรื่องการกลับมาของทามาโมะ โนะ มาเอะ ราชันแห่งเกาะญี่ปุ่นซึ่งเป็นเอกเทศเลยสักคน 

               ทั้งที่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่มากจนสั่นสะเทือนได้ทุกดินแดน

               “ไม่เจอกันนาน โตขึ้นเยอะเลยนะครับ” 

               “แล้วผู้หญิงคนนั้น… คนรักของคุณล่ะ”

               “เธอยังไม่สะดวกออกไปพบเจอใครอีกสักระยะ… ในเมื่อเธอถามถึงฮิคารุแสดงว่าคงจำเรื่องทุกอย่างได้หมดแล้วใช่ไหม” 

               พิรุณกล่าว สีหน้าดูเหมือนกังวลใจเล็กน้อย 

               “แต่ที่เรียกผมมาคงอยากรู้เรื่องทั้งหมดใช่หรือเปล่า”

               จิ้งจอกเก้าหางเท้าคางกับที่วางแขนของเก้าอี้ ขยับมือเล็กน้อย เป็นเชิงอนุญาต

               “เจ้านั่งก่อนเถอะ” 

               เสียงนุ่มเย็นบอกสบายๆ รอจนอีกฝ่ายนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างว่าง่าย “เรื่องส่วนใหญ่เราก็พอรู้บ้างแล้ว แต่อยากให้เจ้าเล่าเรื่องเมื่อตอนนั้นให้ฟังได้หรือไม่”

               ชายกลางคนค้อมศีรษะรับ ไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธ

               “อันที่จริงเรื่องวันนั้นสำหรับผมไม่ได้มีอะไรมากนัก ผมกับฮิคารุแค่อยู่แถวนั้นในเวลาที่เหมาะสม… ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะซาชิกิวาราชิที่อยู่กับเธอใช้พลังทั้งหมดทำให้เราผ่านไปที่นั่น” เขาเริ่มบอกเล่าเรื่องราวในอดีตอย่างเนิบช้า 

               “เราอาศัยอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านนั้น ผมรู้สึกถึงกลิ่นสาบของพรายสิงสู่ขึ้นมาได้ และยังสัมผัสถึงกลิ่นอายอีกอย่างหนึ่ง… สุดท้ายพวกเราจึงตัดสินใจตามรอยไปดู” 

               เสียงไม่ทุ้มนักค่อยๆ รื้อฟื้นความทรงจำ ดวงตาสีดำเลื่อนมายังมนุษย์สาว “จากนั้นก็พบว่าพรายพวกนั้นได้สังหารครอบครัวมนุษย์ครอบครัวหนึ่งไปแล้ว และกำลังจะฆ่าเด็กสาวที่เหลือเป็นคนสุดท้าย เราจึงเข้าไปช่วยเอาไว้”

               พิรุณมองใบหน้าซีดเซียวของสาวผมสั้น เห็นนัยน์ตาของเธอวูบไหวแดงก่ำแต่ก็ยังต้องการฟังเรื่องราวต่อให้จบ

               “เราไม่สามารถช่วยพ่อแม่ของเด็กคนนั้นได้ทัน และรู้สึกถึงกลิ่นอายในตัวของเธอ… ซึ่งน่าจะเกี่ยวกับสาเหตุของการตกเป็นเป้าหมายจากพรายชั้นต่ำ ผมจึงใช้อาคมเพื่อปกปิดกลิ่นอายรวมถึงความทรงจำในเหตุการณ์นั้นไป เพื่อให้เธอใช้ชีวิตต่อไปได้ ส่วนฮิคารุก็ช่วยเสริมพลังให้ซาชิกิวาราชิที่อยู่กับเธอและขอให้อย่าบอกเรื่องของพวกเรา ทั้งหมดก็มีแค่นี้”

               “กลิ่นอายอะไร… คุณพูดถึงอะไร”

               ชายวัยกลางคนชะงัก เหลือบมองทามาโมะอย่างลังเล หากพูดมากไปกว่านี้ อาจกลายเป็นบาดแผลในใจของหญิงสาวไปตลอดชีวิตเลยก็เป็นได้

               “กลิ่นอายของเทพที่จุติลงมากำเนิดใหม่เพื่อชดใช้กรรม” 

               เป็นเสียงนุ่มเย็นพูดขึ้นแทน 

               “เทพที่จุติเพราะถูกลงทัณฑ์จะมีกลิ่นอายเฉพาะตัว ในช่วงเยาว์วัยกลิ่นอายจะยังไม่ชัดเจนนัก แต่เมื่ออายุมากขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นอายก็จะชัดขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออายุครบสิบแปด เป็นช่วงที่ไอเทพจะมีความเข้มข้นที่สุด”

               คนฟังนิ่งงันเมื่อรับรู้เรื่องไม่คาดคิดและไม่เคยคิดมาก่อน 

               “หมายความว่าฉันเป็นต้นเหตุที่ทำให้พ่อแม่ตายใช่ไหม” 

               เธอถามด้วยเสียงแหบพร่า 

               “เทพลงมาเกิด… อย่างฉันเนี่ยเหรอ… ”

               “มนุษย์อย่างเจ้าบูชาเทพเจ้าด้วยความคิดว่าพวกที่อยู่บนสวรรค์ต้องสูงส่งนักหนา แท้จริงแล้วเทพพวกนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาปีศาจไปสวมปีกขาวกับชุดสีอ่อนปล่อยรัศมีคลุมกายเท่านั้น” 

               จิ้งจอกเก้าหางค่อนแคะด้วยเสียงราบเรียบ

               “หลังจากเรื่องของเธอ… ผมได้สืบเรื่องพรายสิงสู่พวกนั้นแล้วพบว่ามันยังสังหารครอบครัวอื่นอีกไม่น้อย ทุกครอบครัวที่ถูกฆ่าตายก็มีเด็กอายุประมาณสิบถึงสิบแปดปีอยู่ด้วยทั้งหมด… และเด็กเหล่านั้นยังกลิ่นอายของเทพที่จุติลงมาเกิดเหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะพยายามหาต้นตอแค่ไหน เมื่อไปทันเวลา พรายสิงสู่ก็จะถูกกำจัดทิ้งทันทีจนสาวไปถึงเบื้องหลังไม่ได้” พิรุณพูดต่อ “นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่ผมรู้”

               “พวกมันทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร” ฝนถามอย่างไม่เข้าใจ “แล้วทำไมฉันถึงโดนพวกนั้นโจมตีตอนที่ไปญี่ปุ่นทั้งที่คุณทำให้กลิ่นอายอะไรนั่นไม่มีแล้วอีกล่ะ”

               จิ้งจอกขาวครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ เหลือบมองทามาโมะซึ่งไม่ได้พูดอะไรแล้วถอนหายใจ

               “จากที่ผมเห็น อาคมเดิมยังคงทำงานได้ดีหากไม่นับว่ามีกลิ่นอายอื่นมาช่วยกลบทับอีกชั้น… อาจเพราะเธอเข้าใกล้อะไรที่มีความสัมพันธ์กันในอดีตก็ได้จึงเกิดผลกระทบที่ทำให้ไอเทพแผ่ออกมาช่วงสั้นๆ ”

               “ความสัมพันธ์? หมายความว่าไง” 

               หญิงสาวหันมองชายหนุ่มด้านข้างราวกับต้องการคาดคั้นขอคำอธิบาย เธอแน่ใจว่าเขาต้องรู้อะไรบางอย่างมากกว่าที่พูด 

               “เจ้าอาจเคยมีส่วนในการผนึกข้าเอาไว้ก็ได้กระมัง” 

               ทามาโมะตอบทีเล่นทีจริง ไม่สนใจคนป่วยที่ขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดกับคำตอบกำกวมเสียเหลือเกิน 

               “เซสโชเซกิถูกเฝ้าอยู่ตลอด อีกทั้งเหล่าเทพที่จุติก็ถูกตามล่า หากจะกล่าวว่าไม่เกี่ยวข้องกับข้าก็คงเป็นไปได้ยาก”

               “นายจะบอกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพราะใครบางคนพยายามขัดขวางไม่ให้นายหลุดออกมาจากหินนั่นใช่ไหม”

               ฝนถามอย่างไม่อยากเชื่อ แต่บางทีก็เชื่อได้ไม่ยาก… 

               จักรพรรดิปีศาจผู้ไร้เทียมทาน ต่อให้เป็นคนโง่แค่ไหน ถ้ามีอำนาจที่กระจัดกระจายมาอยู่ในมือส่วนหนึ่ง ใครเล่าจะอยากให้ผู้อยู่สูงกว่า มีอำนาจเปี่ยมล้นมากกว่าได้กลับคืนมาสู่บัลลังก์

               “มันก็เข้าใจได้ไม่ใช่หรือ นี่อาจเป็นสาเหตุให้ข้าถูกผนึกมานานถึงแปดร้อยกว่าปี เมื่อมีผู้ที่อาจปลดผนึกได้ก็จะต้องถูกสังหารเสียก่อน เป็นวิธีเรียบง่ายแต่แยบยลอย่างยิ่ง เพราะถึงแม้จะมีการฆ่ามนุษย์บริเวณเซสโชเซกิแล้วปีศาจที่ภักดีต่อข้าไปพบ ก็อาจไม่ได้ใส่ใจช่วยเหลืออย่างที่พิรุณช่วยเจ้าเอาไว้ น้องฝนของข้า”

               แน่นอน นั่นไม่ผิดไปจากความจริงแม้แต่น้อย การสังหารมนุษย์ไม่ใช่เรื่องผิดในสายตาปีศาจส่วนใหญ่ 

               โดยเฉพาะสำหรับพรายสิงสู่ที่กัดกินมนุษย์เป็นอาหารและเพื่อเสริมพลังให้ตนเอง ย่อมไม่แตกต่างจากการฆ่าเพื่อกินเช่นเดียวกับที่มนุษย์ฆ่าสัตว์เพื่อนำมาประกอบอาหารดำรงชีพ

               หญิงสาวไม่รู้ว่าจะพูดอะไรได้อีก อีกทั้งรู้สึกเวียนหัวและหนาวสั่นขึ้นมาจากอาการป่วยที่กำเริบ จึงเอนหลังพิงหมอนนุ่ม พยายามพักสมองให้อาการดีขึ้นโดยเร็ว

               “ดูเหมือนเจ้าควรกลับไปพักผ่อน วันนี้พอแค่นี้เถอะ” 

               ทามาโมะตัดบททันทีเมื่อเห็นฝนอาการแย่ลง ส่งสัญญาณให้ชิอนเชิญตัวพิรุณกลับออกไปก่อน

               “ไม่ใช่เพียงแค่มีตราประทับ แต่ลูกแก้วแสงจันทร์ของท่านอยู่ในตัวเธอหรือ” 

               จิ้งจอกขาวพูดขัดขึ้นมา นัยน์ตายังพิจารณาอาการของฝนอย่างจริงจัง 

               “ผมสามารถช่วยปรับสมดุลในร่างให้กลับมาเป็นปกติได้ ถ้าหากท่านยินยอม”

               “เจ้าทำได้รึ” 

               ทามาโมะถามอย่างประหลาดใจ เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่สามารถรักษาอาการของฝนได้

               “ครับ ตอนนี้พลังภายในร่างกายของเธอถูกปล่อยออกมาไม่หยุดทำให้พลังเวทที่มนุษย์มีติดตัวไม่มากนักถูกใช้อยู่ตลอด น่าจะเพราะมีการใช้เวทหรืออาคมบางอย่างที่ทำให้พลังกระจายจากภายใน 

               มนุษย์นั้นต่างจากปีศาจที่เมื่อใช้เวทครั้งหนึ่ง เมื่อเสร็จสิ้นการร่ายเวท พลังเวทในร่างจะหยุดแผ่ออกมาได้เองทันที แต่สำหรับพวกเขานั้นต้องเรียนรู้วิธีทำให้พลังเวทในร่างหยุดการทำงานด้วยตัวเอง แสดงว่านางคงใช้เวทบางอย่างออกไปก่อนหน้านี้ใช่ไหม”

               จิ้งจอกเก้าหางนิ่งไป แน่นอนว่ารู้ถึงสาเหตุแล้ว

               ‘ปลดผนึก’ ก็ถือเป็นเวทชนิดหนึ่ง ดังนั้นเมื่อฝนใช้เวทนี้ตอนทำลายกำแพงเวทให้เขา นี่จึงเป็นผลกระทบหลังจากนั้นนั่นเอง

               “ที่ผมทำได้นั้นเป็นเวทที่คิดขึ้นใหม่เพื่อหยุดการรั่วไหลของพลังเวทในร่าง แต่หลังจากนี้หากนางใช้เวทอีกจะเป็นอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมนุษย์จะดูดซับพลังเวทที่ไหลเวียนบนโลกได้น้อยกว่าปีศาจมาก เมื่อใช้พลังจนเกินตัว ร่างกายจะรับภาระหนักและอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้” จิ้งจอกขาวอธิบายอย่างระมัดระวัง

               “มีทางแก้หรือเปล่า แล้วลูกแก้วแสงจันทร์ที่อยู่ในตัวฉันนี่ทำอะไรไม่ได้เลยเหรอ” 

               หญิงสาวถาม ไม่คิดมาก่อนว่าการใช้เวทมนตร์จะเป็นอะไรที่อันตรายต่อตัวเอง… 

               ดาบสองคมชัดๆ 

               “ลูกแก้วแสงจันทร์เป็นแหล่งพลังงานเพื่อใช้ออกไปครับ ส่วนตราประทับจะทำให้เธอใช้พลังจากมันได้ รวมถึงทำให้ท่านทามาโมะดึงพลังออกไปใช้ได้อย่างลื่นไหลไม่สร้างภาระให้แก่ร่างกายของเธอ แต่ในส่วนพลังเวทบริสุทธิ์ของเธอที่ไม่เคยฝึกฝนมาก่อนนั้นแยกกัน 
หากเป็นเหมือนเกมที่พวกมนุษย์นิยมเล่นอาจเข้าใจได้ง่ายกว่า… 
               พลังจากลูกแก้วแสงจันทร์คือดาเมจเวทเมื่อทำการโจมตีหรือใช้ออกไป เวทนั้นจะแสดงผลได้รุนแรงเท่าที่ทำได้ ส่วนพลังเวทภายในร่างของเธอคือสิ่งที่เรียกว่ามานา พอเข้าใจไหม”

               ผู้ใช้เวทต้องมีมานามากพอ ซึ่งมานาจะมีมาตั้งแต่เกิดแล้วเพิ่มขึ้นตามการฝึกฝน หากมานาหมดก็ไม่สามารถใช้พลังได้ 

               ถ้าเป็นแค่ในเกมคงไม่ส่งผลต่อพลังชีวิต แต่สำหรับโลกแห่งความจริงแล้ว มันจะมีผลกระทบต่อพลังชีวิตไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อมีพลังมหาศาลหลงมาอยู่ในตัว เมื่อใช้เวทหรืออาคมหนึ่งครั้ง ผลของเวทนั้นจึงรุนแรงกว่ามาก และจำต้องดึงมานาน้อยนิดทั้งหมดมาใช้ในคราวเดียว นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับหญิงสาวคนนี้

               “ทำไมคนที่ผนึกหมอนี่ไว้ถึงได้ทำเรื่องบ้าๆ นี่ให้มันยุ่งยากแบบนี้นะ ทำไมถึงต้องแยกลูกแก้วนี่ออกมาด้วย แถมฉันก็ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย” ฝนบ่นอย่างหงุดหงิด 

               มีแต่ปัญหาจนน่ารำคาญชะมัด!

               จิ้งจอกขาวเหลือบมองทามาโมะ โนะ มาเอะเงียบๆ 

               เขาไม่อาจพูดออกมาโดยตรงได้ว่าเป็นเพราะพลังของจิ้งจอกเก้าหางนั้นมหาศาลเกินไปจนไม่อาจควบคุมได้ ต่อให้เป็นปีศาจเองก็ตามที การที่มันอยู่ในร่างของมนุษย์ธรรมดาเช่นนี้ได้โดยไม่ทำให้เธอเสียชีวิตไปแล้วก็เพราะเจ้าของคอยอยู่ใกล้ๆ ดูดซับพลังที่แผ่พุ่งออกมา

               ลูกแก้วแสงจันทร์เป็นสิ่งที่น่าพิศวง การทำงานที่เข้าใจยากและซับซ้อนของมันทำให้เกิดการแย่งชิงจากเหล่าปีศาจจิ้งจอกมายาวนาน เพื่อนำไปใช้เป็นแหล่งพลังของตนเอง ยิ่งเป็นผู้แข็งแกร่งก็จะมีพลังเวทท่วมท้นกักเก็บไว้ 

               แต่เพราะประวัติศาสตร์ยาวนานทำให้รับรู้โดยทั่วกันว่าหากเจ้าของไม่ยินยอมให้ครอบครอง หรือแม้แต่ยินยอม พลังของมันก็ไม่เป็นผลดีต่อผู้ที่เอาไปใช้สักเท่าไรนัก การสังหารจิ้งจอกเพื่อชิงพลังจึงเริ่มหมดไป

               อย่างไรก็ตาม พิรุณไม่แน่ใจนักแต่ก็พอจะสันนิษฐานได้ว่าผู้ที่ผนึกจิ้งจอกเก้าหางเอาไว้มีความตั้งใจที่จะแยกลูกแก้วแสงจันทร์ออกจากเจ้าของเท่านั้น ไม่ได้สนใจอยากได้พลังของมัน 

               การกระทำนี้อาจเพื่อไม่ให้ทามาโมะ โนะ มาเอะ ปลดผนึกด้วยตนเองได้ เพราะถึงจะไม่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ แต่ถ้ามีพลังเวทสูงจนเหนือกว่าผู้ที่ผนึกมากพอ ต่อให้เป็นผนึกที่แลกมาด้วยพลังชีวิตทั้งหมด ก็ยังมีโอกาสถูกทำลายได้อยู่ดี 

               ไม่มีสิ่งใดยั่งยืนนิรันดร มีเพียงแค่ยาวนาน… แต่จะยาวนานเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายสิ่ง 

               “เจ้ามีวิธีนำลูกแก้วแสงจันทร์ออกจากร่างของนางหรือไม่” 

               เสียงนุ่มเย็นเอ่ยถามเพิ่มเติม เนตรทับทิมจ้องมองใบหน้าไม่โดดเด่นแต่เปี่ยมความรู้ของพิรุณ

               แบบที่ไม่ต้องฆ่านาง

               จิ้งจอกขาวจับปลายคางของตนเองอย่างพิจารณาถึงความเป็นไปได้จากเหตุการณ์นี้… ความเป็นไปได้ที่อาจเปลี่ยนแปลงโลกปีศาจทั้งสองฟากฝั่งไปจากเดิม

               “ผมคงไม่มีความสามารถขนาดนั้น” 

               เขากล่าวตอบอย่างจริงจัง 

               “แต่… อาจมีผู้ที่ช่วยเหลือท่านได้ในเรื่องนี้”

               “ใครกัน”

               “ราชาปีศาจ… ซาตานครับ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 86 ครั้ง

200 ความคิดเห็น

  1. #184 สมหญิงเอง (@halloweenjung) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 01:04
    ซาต๊านนนนนนนน //โบกป้ายไฟ
    #184
    0
  2. #183 Fary36 (@Fary36) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 01:00

    ตอนนี้รู้เเล้วว่าทำไมจิ้งจอกขนสีเงินถึงเรียกว่าจิ้งจอกขาว

    #183
    0
  3. #182 Pornkamon Ponrat (@pornkamonlove) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 17:38
    ซาตานนนนน
    #182
    0
  4. #181 ตุ๊กตาต้องสาป (@12022543) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 16:16

    วี้ดดดดดดด ซาตานจะมาแล้วววววว
    #181
    0