บอกข้าหน่อย ‘ฮองเฮา’ นี่ใช่เมียหลวงไหม!?

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 971,824 Views

  • 2,832 Comments

  • 18,081 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    57,114

    Overall
    971,824

ตอนที่ 33 : บทที่ ๒๐ :: คู่ควรไม่คู่ควรจักรพรรดิเป็นผู้เลือก (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 30281
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2070 ครั้ง
    10 ม.ค. 62


                สตรีงามนั่งทอดอารมณ์ ในมือจับพู่กันตวัดลงบนกระดาษ ตัวอักษรเริ่มมีความสวยงามด้วยน้ำหนักที่เหมาะสม แต่กระนั้นหากเทียบกับต้นแบบที่วางเทียบอยู่ข้างกันแล้ว นับว่าห่างชั้นอยู่มาก...



                อาเหมยถอนหายใจออกมาเมื่อเทียบลายมือทั้งสองตรงหน้า กระดาษใบหนึ่งนั้นเป็นของนางที่บรรจงขีดเขียนมาหลายชั่วยาม ส่วนอีกหนึ่งนั้นเป็นของหวงเฟิงหยางที่ตวัดพู่กันให้นางดูใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อด้วยซ้ำไป



                วางพู่กันอย่างปลงตก นางคงต้องใช้เวลาร่วมปีกระมังถึงจะได้เขียนได้สวยเพียงครึ่งหนึ่งของหวงเฟิงหยาง แต่เขียนสวยแล้วอย่างไร ในเมื่อนางไม่คิดจะติดต่อกับใครอยู่แล้ว อีกอย่างนางคงไม่นึกครึ้มจะอยากขีดเขียนสิ่งใดกระมัง เพราะฉะนั้นทักษะนี้นางคงต้องละเว้นไว้



                ละทิ้งพู่กันและกระดาษหันมองทิวทัศน์ภายในตำหนักที่รายล้อมไปด้วยดอกไม่นานาพันธุ์ นางกำนัลและขันทีเดินกันไปมาขวักไขว่ ดูอย่างไรเสียก็ต่างกันจากวันที่นางฟื้นตื่นขึ้นมาในร่างนี้อย่างสิ้นเชิง นับวันอะไรต่อมิอะไรก็เปลี่ยนแปลงไปเสียจนนางเกือบลืมว่าก่อนหน้านี้ทุกอย่างนั้นเคยเป็นอย่างไรมาก่อน



                “หวงโฮ่วเหนียงเหนียงยาบำรุงเพคะ”



                และนี่ก็คือหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวง หลังจากที่หวงเฟิงหยางประกาศชัดว่าต้องการมีบุตรกับนางแล้ว ยาบำรุงต่างๆนานาจากองค์จักรพรรดิก็หลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสาย เตรียมความพร้อมให้นางอย่างเต็มที่และเหมือนประกาศไปทั่ววังว่าอย่างไรเสียนางต้องอุ้มครรภ์มังกรของโอรสสวรรค์



                รับถ้วบบาบำรุงจากเสี่ยวหลิน นางกำนัลคนสนิทขึ้นมาดื่ม แม้จะขยาดกับความขมของยานี่เต็มทนแล้วก็ตามที แต่กระนั้นถ้าเจ้าลูกเต่านั้นรู้ว่านางไม่ได้ดื่มก็คงจะเป็นเรื่องอีก สุดท้ายจึงต้องกลืนเจ้ายาบำรุงลงคอไปอย่างไร้ทางเลือก



                ดื่มยาบำรุงเสร็จก็นั่งทอดอารมณ์พินิจความหลังกับปัจจุบันตรงหน้าต่อ แต่ได้เสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ พอหันกลับไปมองทางด้านหลังไม่ทันได้เอ่ยถามสิ่งใดกับบุรุษที่เดินเข้ามาหานางเช่นทุกคนก็ถูกฉุดให้ลุกขึ้นและเดินตามแรงขององค์จักรพรรดิที่ไม่รู้โกรธเกรี้ยวสิ่งใดมาถึงได้ฉุดรั้งนางอย่างนี้



                หวงเฟิงหยางพานางเข้ามาในหอนอน ปิดประตูหน้าต่างจนมิดชิดแล้วจึงหันกลับมาหานางที่ยังมึนงงกับท่าทีพิกลนั่น ใบหน้าที่โกรธเกรี้ยวเมื่อครู่พลันหายลับไปในพริบตา และปรับเปลี่ยนมายิ้มแป้นเสียจนน่าหมั้นไส้



                “เป็นอะไรไปเพคะ เมาน้ำชาที่ตำหนักใดมาหรือ”



                เอ่ยแกมประชดประชัน หากแต่บุรุษที่ถูกประชดประชันใส่นั้นก็เอาแต่ยิ้มแป้นอยู่เช่นเคย



                “ไปเที่ยวชมเมืองกัน”



                “หา!?” ไปเที่ยวหรือ นี่เจ้าลูกเต่าเป็นอะไรไปอีก พักหลังมานี่ถึงได้ทำตัวพิลึกพิลัน มาชวนนางไปเที่ยวตอนกลางวันแสกๆเช่นนี้ไม่กลัวหรือว่าคนอื่นเขาจะจับได้ แล้วจะเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาอีก นับวันมีแต่เรื่องเข้ามาหาไม่หยุดหย่อน เจ้าลูกเต่านี่ไม่เข็ดหลาบหรืออย่างไร



                “ไปเถอะ มีเรื่องอีกเยอะที่เราต้องทำ” หวงเฟิงหยางไม่พูดเปล่าฉวยเอาข้อมือของนางไว้แน่น เหมือนจะกระทำจริงอย่างที่กล่าวมาเมื่อครู่



                “เดี๋ยวเพคะ แล้วจะไปทั้งชุดนี้หรือ ชาวบ้านมิแตกตื่นกันหรือเพคะ ไหนจะเรื่องงานของฝ่าบาทอีก แล้วนี่ยังกลางวันอยู่เลยจะออกไปได้อย่างไรกัน หากคนอื่นรู้เข้าจะหาข้อแก้ตัวอย่างไรอีกคราวนี้”



                บ่นยาวใส่เจ้าลูกเต่าที่ยังไม่รู้ทุกข์รู้ร้อน แต่กลับเรียกนางกำนัลคนสนิทของนางเข้ามา ในมือของเสี่ยวหลินมีอาภรณ์อย่างสตรีธรรมดาอยู่ชุดหนึ่ง แต่สตรีธรรมดาที่ว่านี่ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นสตรีจากจวนขุนนางใหญ่เชียว มองอาภรณ์สีสด ที่ดูอย่างไรก็ห่างชั้นจากสตรีสามัญธรรมดาอยู่ แต่ก็นับว่าธรรมดากว่าอาภรณ์ที่นางใส่ในตอนนี้ แต่ความจริงแล้วเรื่องนั้นคงไม่สำคัญเท่า... หวงเฟิงหยางจะกระทำตัวเป็นเด็กเช่นนี้จริงๆนะหรือ



                “จะไปจริงๆหรือเพคะ” มองอาภรณ์สลับไปใบหน้าของอีกฝ่าย



                “น้องหญิงมิอยากออกไปเที่ยวเล่นบ้างหรือ อยู่แต่ในตำหนกอุดอู้จะแย่แล้ว เจิ้นยังเบื่อเลย”



                “แต่นี้ตอนกลางวันนะเพคะ ไม่เหมือนครั้งที่แล้วที่เราออกไปตอนกลางคืน”



                “ไปตลาดต้องไปกลางวันสิ หากไปกลางคืนเหมือนครั้งก่อนตลาดวายพอดี” ตอบกลับอย่างขบขัน “แล้วของเจิ้นที่ให้เตรียม จัดการเรียบร้อยไหม” หันไปไตร่ถามนางกำนัลคนสนิทของอาเหมย ก่อนร่างเล็กนั่นจะกลับออกไปแล้วเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับอาภรณ์เนื้อดีเช่นของนางแต่เป็นสำหรับบุรุษ



                หวงเฟิงหยางรับอาภรณ์นั่นมาพิจารณาและยิ้มรับด้วยความพอใจ “ไม่มีเรื่องใดที่ต้องกังวล หากเจิ้นจะออกไปกำแพงวังก็ห้ามไว้ไม่ได้”



                เอ่ยอย่างไม่ทุกข์ร้อนเช่นเคย ส่วนอาเหมยนั้นไม่รู้จะกลอกตาเป็นครั้งที่เท่าไหร่ให้ความเอาแต่ใจเช่นนี้ แต่นางจะทำอย่างไรได้นอกเสียจากหลบหลังฉากไม้และเปลี่ยนอาภรณ์ด้วยใจที่เต้นถี่ ใช่ว่าตื่นเต้นที่ได้ไปลิงโลดด้านนอก แต่ที่เต้นถี่นั้นคงจะกลัวว่าใครเห็นนางกับจักรพรรดิผู้นี้ออกไปเดินเล่นนอกวังหรือไม่เสียมากกว่า หากเป็นเช่นนั้นมิวายต้องมานั่งหาข้ออ้างอีกอยู่ร่ำไป แต่ในกรณีนางจะทำสิ่งใดได้อีกนอกจากจะร่วมหัวจมท้ายกับหวงเฟิงหยางเช่นนี้ ในเมื่อเจ้าลูกเต่านั่นคือคนคนเดียวที่นางพอจะเชื่อใจและไว้ใจได้ในตอนนี้ ซึ่งคิดดูแล้วก็ช่างน่าขันที่นางไว้ใจเจ้าลูกเต่าร้ายตัวนี้ทั้งๆที่ก่อนหน้ายังคงตั้งแง่ใส่ไม่จบสิ้น



                “เสร็จหรือยัง น้องหญิง เจิ้นเสร็จแล้วหนา”



                สตรีที่หลบหลังม่านกั้นถอนตัวออกจากภวังค์เมื่อเจ้าของเสียงไม่พูดเปล่าแต่ชะโงกหน้าเข้ามาดูหลังม่านกั้นที่นางหลบเปลี่ยนอาภรณ์อยู่ด้วย



                “ฝ่าบาท!” เอ่ยแกมดุใส่ชายเจ้าเล่ห์ที่ส่งยิ้มยียวนกลับมาแทน



                “ความจริงจะแยกกันเปลี่ยนไปไย เปลี่ยนด้วยกันก็ได้...”



                นับว่าโชคดีที่นางแต่งอาภรณ์จนเสร็จสรรพแล้ว จึงจัดการผลักเจ้าตัวเจ้าเล่ห์ได้ถนัด ลงไม้ลงมือกับบุรุษดื้อด้านได้ไม่เท่าไหร่ องครักษ์เงาที่ไม่รู้หลบซ่อนอยู่ที่ใดก็ปรากฏกาย ด้วยท่าทีที่แสดงอย่าชัดเจนว่าไม่อยากเห็นภาพตรงหน้าของนางกับหวงเฟิงหยางเสียเท่าใดนัก...



                “เจิ้นพาหวงโฮ่วออกไปเอง เจ้าอยู่ที่นี่” รับสั่งกับราชองครักษ์เสร็จก็หันมองไปยังเสี่ยวหลินที่เพิ่งจะย่างกายกลับเข้ามาในหอนอนอีกหน “ส่วนเจ้าห้ามให้คนอื่นเข้ามาให้หอนอนนี่ หากใครมาหาหวงโฮ่วบอกว่านางไม่สบายอยากพักผ่อน ส่วนเจิ้นอยู่ดูแลนางที่นี่สั่งไม่ให้ใครเข้ามาทั้งนั้น”



                “เพคะฝ่าบาท”



                ทุกคนต่างน้อมรับ รับสั่งจากจักรพรรดิที่พอลับหลังข้ารับใช้ก็พานางเดินดุ่มๆออกทางด้านหลังของตำหนักที่คงจะชำนาญในระดับหนึ่ง ท่วงท่าถึงได้คล่องแคล้วถึงเพียงนี้ หวงเฟิงหยางพานางหลบเลี่ยงทาหารเวรทั้งหลายด้วยความชำนาญ จนถึงเส้นทางลับอย่างไม่ยากเย็นอะไรเลย นับว่าเก่งกาจในเรื่องเช่นนี้นัก



                “ออกไปข้างนอกเช่นนี้ไม่กลัวคนจำได้หรือเพคะ” พ้นกำแพงวังมโหฬารออกมาได้ ก็เอ่ยถามบุรุษที่กุมมือนางไม่ยอมปล่อยตั้งแต่ข้างใน



                “เรียกใหม่สิ อยู่ข้างนอกเช่นนี้สมควรพูดเช่นไร” บุรุษที่เดินข้างกายหันมาถามนาง พัดเล่มงามของจักรพรรดิชี้มาทางนาง จนตรงปรับเปลี่ยนการพูดเสียใหม่



                “ออกมาเช่นนี้ไม่กลัวคนจำได้หรือเจ้าคะ”



                “ขุนนางใหญ่ไม่มาเดินเตะฝุ่นในตลาดเช่นนี้ให้ระคายผิวหรอก อยากได้สิ่งใดก็ให้ข้ารับใช้มาซื้อให้ อยากได้เครื่องประดับ หรือแพรไหมก็สั่งให้พ่อค้านำไปให้ดูถึงที่จวน ส่วนพวกขุนนางที่ดูแลเมืองหลวงเป็นเพียงขุนนางชั้นผู้น้อยแทบไม่มีผู้ใดได้เข้าท้องพระโรง ไม่มีใครเคยเห็นว่าจักรพรรดิหน้าตาเป็นเช่นไร”



                ก้าวเท้าเนิบนาบพร้อมทั้งอธิบายอย่างไม่รีบร้อนหรือเร่งรีบแต่ประการใด “ที่จะมีก็มีแต่รูปวาดที่ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนเลยสักนิด ฮูหยินเห็นเป็นอย่างไร เคยเห็นภาพวาดพวกนั้นไหม”



                อาเหมยลอบยิ้มเมื่อได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยถึงรูปวาด ที่นางเคยเห็นอยู่เพียงไม่กี่ภาพ ซึ่งก็จริงอย่างที่หวงเฟิงหยางกล่าว ที่รูปวาดพวกนั้นไม่เหมือนตัวจริงแม้แต่น้อย



                พลางสำรวจจักรพรรดิในชุดเฉกเช่นคนธรรมดา ที่ดูจะค่อนไปทางผู้มีฐานะ ในมือข้างหนึ่งถือพัดด้ามมีพู่ห้อยสีแดงพร้อมกับหยกชิ้นน้อยแต่พองามเฉกเช่นบัณฑิตยิ่งทำให้ดูภูมิฐานกว่าเก่า แม้จะแต่งตัวให้ดูกลมกลืนอย่างไรก็ยังคงไว้ซึ่งความสง่าที่อาภรณ์ไม่สามารถลดทอนลงได้ ส่วนมืออีกข้างก็กุมมือของนางไว้ไม่ปล่อย คงจะกลัวกระมังว่าถ้าปล่อยไปแล้วนางจะได้เลือดเช่นครั้งก่อน



                “แต่ออกมาเช่นนี้จะไม่บอกหม่อมฉัน... ไม่บอกข้าหน่อยหรือเจ้าคะว่ามีเรื่องใดกันแน่”



                “ปิดบังฮูหยินไม่ได้จริงๆ” หวงเฟิงหยางเอ่ยรางกลั้วหัวเราะ เมื่ออาเหมยเอ่ยถามความจริงขึ้นมาเมื่ออยู่ด้วยกันเพียงลำพัง “หลายวันก่อนจิ่นสือเข้ามาโวยวายว่าข้าวของแพงขึ้นจนน่าตกใจ ด้วยความอยากรู้ว่าตอนนี้ชาวบ้านเป็นอย่างไรบ้างจึงอยากชวนฮูหยินมาด้วยก็เท่านั้น”



                และอีกนัยหนึ่งคือหวงเฟิงหยางเบื่อหน่ายกับวังหลวงเต็มทน จนต้องสวนสตรีที่เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ไม่น่าเบื่อในวังหลวงให้ออกมาเที่ยวเล่นด้วย



                ซึ่งข้อนี้นั้นหวงเฟิงหยางไม่ได้กล่าวออกมาแต่ประการใด เพราะเกรงว่าจะโดนฮูหยินข้างกายตบตีทำร้ายเสียก่อน ที่กระทำตนเป็นเด็กเอาแต่ใจเช่นนี้



                “ทำไมไม่บอกตรงๆเจ้าค่ะ ให้ข้าสงสัยมาตลอดทางว่ามีเรื่องใหญ่โตอะไรเกิดขึ้นหรือไม่”



                “ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้ฮูหยินวิตก” เอ่ยขอโษและก้าวเท้าเดินไปเรื่อยๆ แต่สตรีที่เดินกุมมือมาตลอดกลับหยุดชะงักขึ้นมากระทันหันจนหวงเฟิงหยางต้องหันมองอย่างสงสัย



                “คุยกันตามลำพังเช่นนี้เรียกอาเหมยได้หรือไม่เจ้าคะ” หวงเฟิงหยางยิ้มรับถ้อยคำขอนั้น เพิ่งจะทราบว่าสตรีข้างกายไม่ชอบคำว่าฮูหยิน



                “เอาเช่นนั้นหรือ” หวงเฟิงหยางถามย้ำความต้องการของอีกฝ่าย และได้คำตอบเป็นการพยักขึ้นลง “เช่นนั้นก็ได้อาเหมย”



                ทำตามคำขอของอีกฝ่าย ก็ได้รับรอยยิ้มเล็กๆมาเป็นของตอบแทน ซึ่งนับว่าคุ้มค่าอยู่มาก แต่จะเรียกอย่างไรสุดท้ายแล้วนางก็คืออาเหมย ดอกเหมยงามของพระองค์อยู่วันยังค่ำ



                เดินชมตลาดไปได้สักพัก ก็พบผู้คนมากหน้าหลายตา บ้างแต่งกายด้วยอาภรณ์ชั้นดีไม่ต่างจากที่อาเหมยและหวงเฟิงหยางสวมใส่ บ้างก็เป็นเพียงผ้าที่ขาดหวิ่นหลุดลุ่ยจนเกิดนจะเยียวยา อาเหมยมองความแตกต่างอย่างสุดขั้วนี้อย่างปลงตก จะยุคไหนความไม่เท่าเทียมก็ปรากฏให้เห็นอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะยุคสมัยนี้คงเรียกได้ว่าไร้ซึ่งความเท่าเทียมเลยก็อาจจะเป็นได้



                “จิ่นสือ...” อาเหมยเงยหน้ามองหวงเฟิงหยางที่พูดชื่อราชองครักษ์ขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่ไม่ทันจะได้เอ่ยถามอะไร บุรุษที่เผยยิ้มเจ้าเล่ห์แสนกลก็รั้งนางเข้าไปหาราชองครักษ์ที่เหมือนจะมีปากเสียงกับพ่อค้าอยู่



                หวงเฟิงหยางทำทีท่าเดินไปเลือกสินค้าที่มีอยู่มากมายตรงหน้า ทั้งเครื่องเงิน เครื่องทอง หยก พลอย ทุกอย่างล้วนมีราคาค่างวดสูงลิ่ว และราชองครักษ์กำลังหน้าดำคร่ำเคร่งกับการต่อราคากับเถ้าแก่ร้าน แต่จะว่าไปความรู้สึกเช่นนี้อาเหมยก็คุ้นเคยอยู่บ้าง ลูกค้ามาขอต่อราคานะหรือ...



                อาเหมยลอบยิ้มเมื่อนึงถึงเรื่องที่ตนเคยกระทำในชีวิตก่อน และลอบมองหวงเฟิงหยางที่ยืนอยู่ข้างราชองครักษ์แต่อีกฝ่ายกลับทันสังเหตุด้วยซ้ำไปว่าข้างกายนั้นคือโอรสสวรรค์ผู้เป็นนายของตนเอง



                “เถ้าแก่ นี่มันไม่แพงไปหน่อยหรือ แค่ปิ่นปักผมอันนิดเดียว ยี่สิบตำลึง”



                “ไม่แพงๆ ตอนนี้เดินทางลำบากนักกว่าจะขนทองมาหลอมเป็นปิ่นได้ช่างยากแสนยาก หลอมเสร็จก็ต้องขนพลอยมาประดับ ประดับเสร็จก็ต้องขนมาขาย ชายแดนก็มีแต่ปัญหา ผ่านไปมายากเย็นนัก นี่นับว่าถูกแล้ว”



                อาเหมยพยักหน้าเห็นด้วยกับเถ้าแก่ร้าน ร้านค้าใช่ว่าจะไม่มีต้นทุนเสียเมื่อไหร่ ค่าขนส่ง ค่าแรง ค่าช่าง ค่าทอง ค่าพลอย ค่าจิปาถะอีกมากมาย จะมาขอลดกันง่ายๆแบบนี้ไม่ถูกต้อง!



                นึกแล้วก็อยากเดินเข้าไปตบบ่าเถ้าแก่ร้าน และร่วมประจันหน้ากับลูกค้าที่มาต่อราคา แต่อาเหมยก็ได้แต่นึกเท่านั้น มารดาแผ่นดินควรจะเมตตามากกว่านั้น...



                “แต่เมื่อก่อนข้าเคยเห็นว่าเถ้าแก่ขายเพียงสิบห้าตำลึงมิใช่หรือ”



                “ก็เมื่อก่อนไม่มีสงครามชายแดน ไปมาสะดวก ตอนนี้ไปไหนมาไหนไม่สะดวก ไม่รู้จะมีโจรดักปล้นเมื่อใดก็ไม่รู้ ต้องจ้างคนคอยคุ้มกัน ทองคำ พลอย หยก ข้าวของมากมาย แล้วจะให้มันเท่าเดิมได้อย่างไร”



                “แต่ว่า...”



                “พอเถอะ ข้าไม่เอาก็ได้ มัวแต่เถียงกันอยู่ได้” เสียงสตรีนางหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังของราชองครักษ์ สตรีที่เรียกความสนใจของอาเหมยและหวงเฟิงหยางไปจนหมดสิ้น



                สตรีที่อยู่ด้านหลังท่านราชองครักษ์จิ่นสือนั่นรูปร่างน่าตาก็นับว่าใช้ได้ แต่เนื้อตัวยังมอมแมมเอาการ ซึ่งพินิจอาภรณ์ของราชองคนักษ์จิ่นสือแล้วก็ไม่ต่างกัน ไม่รู้ว่าพากันไปคลุกฝุ่นที่ใดกันมา ถึงได้เลอะเถอะกันขนาดนี้



                แต่ในขณะที่อาเหมยพินิจสตรีและบุรุษที่มาด้วยกันนั้น ก็เหลือบไปเห็นบุรุษข้างกายนางที่ยังคงยิ้มเจ้าเล่ห์ยังไม่คลายก่อนจะหันมามองนางอยู่ครู่หนึ่ง



                “ฮูหยินอยากได้ปิ่นหรือไม่” หวงเฟิงหยางเอ่ยอย่างอารมณ์ดี ใบหน้าฉายไปด้วยรอยยิ้มเป็นประกาย น้ำเสียงที่เอ่ยขึ้นนั้นดังพอที่เถ้าแก่เจ้าของร้านจะได้ยิน และดังพอที่จะทำให้อีกหนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีที่ยืนอยู่ไม่ไกลได้ยิน



                หวงเฟิงหยางมองปิ่นมือในมือของราชองครักษ์ที่เถียงกับสตรีที่ตนพามายังไม่เสร็จ และไม่หันมาสนใจพระองค์ ก่อนจะดึงปิ่นเล่มนั้นจากราชองครักษ์อย่างถือวาสะและนับว่าเป็นการกระทำที่ไร้มารยาทอย่างหนึ่ง แต่เวลานี้ใครจะสนใจกัน



                “ข้าเอาอันนี้ ยี่สิบตำลึงใช่หรือไม่”



                “ขอรับนายท่าน” เถ้าแก่เจ้าของร้านยิ้มหน้าบานเมื่อเห็นบุรุษในอาภรณ์เนื้อดีประหนึ่งขุนนางชั้นสูงเอ่ยถามราคา อีกทั้งไม่มีทีท่าจะต่อรองราคาแม้แต่น้อย



                หวงเฟิงหยางจะหยิบเงินให้กับเถ้าแก่ร้าน จังหวะเดียวกันนั้น บุรุษที่พระองค์ยื้อย่งปิ่นมาก็เข้ามาประชิดกายกระฉากอาภรณ์ของพระองค์ด้วยความโกรธ จนทำให้พระองค์เผชิญหน้ากับเจ้าราชองครักษ์สมองทึ่มของพระองค์เอง ซึ่งในขณะนี้กำลังหน้าถอดสี...



                มือราชองครักษ์ที่จับอาภรณ์ของหวงเฟิงหยางไว้แน่นคลายลงทันตา ร่างสูงตระหง่านทรุดลงกับพื้นทันที



                “เดี๋ยวค่อยว่ากัน ขอข้าซื้อของให้ภรรยาก่อน”



                หวงเฟิงหยางเอ่ยอย่างราบเรียบไม่ได้เอาความกับบุรุษที่คุกเข่าลงกับพื้นตรงหน้า เพียงแต่กลั้วหัวเราะเพียงเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าราชองครักษ์ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบพระพักตร์ของพระองค์



                “นี่เจ้าทำอะไร!



                ยังไม่ทันจะจ่ายเงินตามความตั้งใจ สตรีที่อยู่ด้านหลังจิ่นสือที่หวงเฟิงหยางเกือบหลงลืมไปก็ถามขึ้นเสียงแข็ง ใบหน้าโกรธเกรี้ยวพระองค์เหลือประมาณ ทั้งยังดุ่มๆเข้ามาประชิดกายของพระองค์ แต่ดีที่จิ่นสือลุกขึ้นมาขวางเสียก่อน



                “เงียบ!



                “อะไรของเจ้า เจ้าเพียงพอน นี่ทำอะไรเจ้า”[Ps1]



                จิ่นสือแทบจะพุ่งตะครุบปากของสตรีข้างกาย แต่อย่างไรก็ไม่ทันเจ้าสตรีปากมากที่ว่าจักรพรรดิของแผ่นดินเป็นเพียงพอนไปเสียแล้ว


                ส่วนเจ้าเพียงพอนที่ว่าก็ได้แต่ยืนนิ่ง ก่อนจะได้สติเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะขบจันมาจากด้านหลังของพระองค์เอง และก็มิผิดจากที่คืดเท่าไหร่นัก เมื่อสตรีที่พระองค์พามาหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจเมื่อพระองค์ถูกนำมาเปรียบเทียบกับเจ้าเพียงพอน ที่มีนิสัยชอบลักขโมยของกินตามบ้านเรือน... 



                หวงเฟิงหยางก้มมองปิ่นทองในมือที่ทำให้พระองค์กลายเป็นเพียงพอนก็ได้แค่โคลงศีรษะและแค่นหัวเราะออกมา ก่อนหน้าได้เป็นลูกเต่า ตอนนี้ได้เป็นเพียงพอน...



                สตรีหนอสตรี...



                ยื่นเงินยี่สิบตำลึงให้เถ้าแก่ร้าน ก่อนจะหันมามองคู่หนุ่มสาวที่หาเรื่องพระองค์ทั้งสองคน จิ่นสือยังคงปิดปากของสตรีที่พามาด้วยไว้แน่น หวงเฟิงหยางเดินเข้าไปใกล้ทีละก้าว ทั้งสองก็เดินหนีทีละสองก้าว เนื้อตัวของจิ่นสือเริ่มสั่นระริก หมดคราบความเป็นราชองครักษ์ไปในพริบตา



                “อยากได้หรือไม่” ชูปิ่นทองขึ้นมาตรงหน้าทั้งสอง มองอกัปกิริยาของสตรีที่ดีดดิ้นไปมาเพื่อให้พ้นพันธนาการของจิ่นสือที่ตระครุบตัวไว้แน่น และเมื่อนางพ้นจากพันธนาการได้ก็มายืนประจัณหน้ากับหวงเฟิงหยางอย่างมิเกรงกลัว



                ส่วนจิ่นสือกรั้งร่างของสตรีที่อวดดีไปยืนเทียมองค์จักรพรรดิให้หลบไปด้านหลังของตนเอง



                “ฝะ...ฝ่าบาท นางไม่รู้เรื่องรู้ราว โปรด...โปรดอย่าถือสานางเลยพ่ะย่ะค่ะ” จิ่นสือเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แต่ไม่ได้พูดด้วยเสียงที่ดังจนคนผ่านไปผ่านมาได้ยิน ด้วยรู้ดีว่าการเสด็จออกมาเช่นนี้นับเป็นเรื่องส่วนพระองค์



                “เอ๊ะ! ฝ่า...” จิ่นสือหันกลับไปตะครุบปากหญิงปากมากไว้ได้ทัน ก่อนจะนำเรื่องมาให้ตนอีกหน ใบหน้าถอดสีและท่าทีพิลึกพิลั่นของจิ่นสือเรียกเสียงหัวเราะของหวงเฟิงหยางและอาเหมยได้เป็นอย่างดี ดีเสียจนต้องหันไปหัวเราะและส่ายศีรษะให้กับคู่หนุ่มสาวที่เกือบจะมีเรื่องด้วยเมื่อครู่



                “หาโรงเตี้ยมนั่งให้สบาย แล้วค่อยคุยดีหรือไม่ คุยตรงนี้เห็นทีจะไม่เหมาะ” อาเหมยห้ามทัพของบุรุษที่กำลังตั้งป้อมแกล้งราชองครักษ์คนสนิท ด้วยรอยเสียงหวานและรอยยิ้มละมุนที่พอจะทำให้จิ่นสือพอกลายกังวลได้บ้างว่าศีรษะของตนเองยังคงได้อยู่บนบ่า



                จัดแจงชักแถวเข้าโรงเตี้ยม จิ่นสือจัดการทุกอย่างโดยเสร็จสรรพโดยไม่ต้องปล่อยให้จักรพรรดิที่ต้องออกแรงให้เหนื่อย โต๊ะพิเศษที่ปกติมีไว้เฉพาะลูกค้าเงินหนักเท่านั้นถูกเรียกใช้ ส่วนเงินที่ใช้จ่ายออกไปนั้นจิ่นสือก็ควักให้อย่างไม่นึกเสียดาย ด้วยว่าชีวิตนั้นมีค่ามากกว่าเงินทองที่พกมา...



                ปล่อยให้ผู้เป็นนายทั้งสอง หรือจะกล่าวให้ถูกต้องคงจะเป็น ปล่อยจักรพรรดิและฮองเฮาสบายอารมณ์ในการดื่มด่ำชารสดีที่สุดของโรงเตี้ยม ที่ดีอย่างไรก็ห่างชั้นจากชาในวังหลวง ปล่อยให้ทั้งคู่หยอดคำหวานใส่กันจนหวานเลียนให้พอพระทัย ส่วนตนเองและสตรีที่พามาด้วยนั้น ก็ทำเพียงยืนนิ่งๆสำรวมกิริยาอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว...



                “นั่งไม่เป็นหรือใต้เท้า เมื่อยหรือไม่นั่น ยืนอยู่ได้นานสองนาน” หวงเฟิงหยางเอ่ยขึ้น มองผู้เป็นดั่งสหายยืนตัวลีบตัวแบนอยู่ห่างๆ



                “กระหม่อมมิกล้า”



                “มิกล้านั่ง...” หวงเฟิงหยางทวนคำตอบของราชองครักษ์ที่ดูขัดกับการกระทำก่อนหน้านี้มากเอาการ แต่ไม่ทันจะได้เอ่ยแกล้งหรือประชดประชันต่อ มือขาวผ่องดุจหิมะก็เอื้อมมาวางที่มือของพระองค์เชิงห้ามปรามเสียก่อน ถ้อยคำมากมายจึงถูกกลืนหายไปในที่สุด...



                “นั่งเถิดท่านราชองครักษ์ จะได้คุยกันสะดวกๆ หากคนอื่นมาได้ยินได้เห็นเข้าเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยแก่ฝ่าบาท ด้วยไม่ได้นำผู้ใดติดตามมา” อาเหมยเอ่ยอย่างเป็นกลางหยิบยกข้อเท็จจริงมาอ้าง เพื่อให้อีกฝ่ายยอมกระทำตามที่องค์จักรพรรดิรับสั่ง และดูเหมือนจิ่นสือจะรับฟังในสิ่งที่อาเหมยหยิบยกมาอ้าง จึงได้ทิ้งกายลงนั่งร่วมโต๊ะด้วยพร้อมทั้งสตรีที่ติดสอยห้อยตามมาตั้งแต่ที่ตลาด



                “ว่าแต่สตรีผู้นี้คือ...”



                “ฟางหลิน นางชื่อฟางหลินพ่ะย่ะค่ะหวงโฮ่วเหนียงเหนียง” อาเหมยมองฟางหลินที่ตอนนี้เอาแต่ก้มหน้าก้มตา ท่าทีเหมือนมีข้อสงสัยนับร้อยประการซ่อนอยู่ภายในใจ แต่คงจะพูดออกมาไม่ได้เพราะราชองครักษ์ประกบติดนางไม่ห่าง คงจะกลัวกระมังถ้าหากเอ่ยอะไรไม่เหมาะออกมาก็คงจะตะครุบปากนางได้ทันเหมือนก่อนหน้านี้



                 “ใช่คนที่เจ้าพาเข้าเมืองหลวงมาด้วยหรือไม่”



                “พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท...”



                หวงเฟิงหยางพยักหน้ารับอย่างเข้าใจเหตุการณ์อย่างงถ่องแท้ มองใบหน้าของสตรีที่ก้มหน้าก้มตาในตอนนี้ก็พอจะสังเกตุได้ว่างามอยู่เช่นกัน แต่กิริยาท่าทางเห็นจะต้องขัดเกลากันอีกยกใหญ่ แต่พอมาคิดดูแล้วก็เหมาะสมกันดีกับราชองครักษ์ของพระองค์



                บุรุษทึ่มกับสตรีมุทะลุ...



                หวงเฟิงหยางผ่อนลมหายใจ หยิบยกปิ่นทองมาพิจารณา



                “ยี่สิบตำลึง... นับว่าแพงเอาการ ปิ่นทองก็จริงอยู่แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นทองเนื้อดีเท่าที่ควร” แม้จะจ่ายเงินออกไปโดยไม่ปริปากบ่น แต่ใช่ว่าเจ้าสิ่งของที่ถืออยู่ในมือนี่จะคุ้มค่ากับที่เสียไป



                “แต่ตามที่เถ้าแก่ร้านกล่าวมาก็ถูกต้องแล้ว กำไรจากของพวกนี่ใช่ว่าจะมากมาย หากขายถูกกว่านี่อาจจะเข้าตัวก็เป็นได้ หากเป็นเช่นนั้นสู้ไม่ขายเลยจะดีเสียกว่า”



                อดีตสาวเจ้าของร้านทองเอ่ยขึ้นด้วยความเข้าใจ จริงอยู่ที่ทองคำที่นำมาทำปิ่นนี้ไม่ได้เนื้อดีอย่างเช่นที่นางเคยเห็นในวังหลวง แต่ในตอนนี้เหตุการณ์รอบด้านไม่สงบสุข ปัญหามากมาย ขายราคาสูงกว่าปกตินับได้ว่าสมควรแล้ว



                “คงต้องดูต่อไป ว่าจะมีสิ่งใดที่แพงขึ้นอีกบ้าง หากเป็นเช่นนี้อีกไม่นานประชาชนต้องเดือดร้อนแน่”



                หวงเฟิงหยางมองปิ่นในมือที่เอ่ยขึ้นเมื่อก่อนหน้าว่าจะซื้อให้ภรรยา แต่พอเห็นเจ้าสหายรักที่นั่งหน้าถอดสีก็ได้แต่ตัดใจ ยื่นปิ่นทองส่งให้



                 “อยากได้ไม่ใช่หรือ ถือว่าเป็นบำเหน็จที่ใช้ให้ไปทำงานเมื่อครั้งก่อน” หวงเฟิงหยางวางปิ่นทองที่ยื้อแย้งมามาได้และควักเงินง่ายเองต่อหน้าจิ่นสือที่กำลังฉงนใจ



                “แต่ฝ่าบาท ฝ่าบาทจะให้หวงโฮ่วมิใช่หรือ”



                หวงเฟิงหยางหันมองสตรีข้างกายที่ยังยิ้มมิคลายเมื่อพระองค์หันมา มองสบตากันครู่หนึ่งก็เหมือนจะเข้าใจกันได้โดยไม่ยากเย็นอะไร



                “ท่านเองก็ไปลำบาก ห่างบ้านไปนาน ฝ่าบาทปูนบำเหน็จให้นับว่าสมควรแล้ว”



                “เช่นนั้น...ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท หวงโฮ่ว”



                หวงเฟิงหยางมองสหายที่รับคำของอาเหมยอย่างง่ายดายต่างจากพระองค์ มองจิ่นสือรับปิ่นทองไปถือไว้ในมือท่าทีลังเลของจิ่นสือที่มองปิ่นในมือกับสตรีข้างกายนั่นเรียกความขบขันให้กับหวงเฟิงหยางและอาเหมยได้เป็นอย่างดี แต่ก็ได้แต่ลอบหัวเราะและส่งยิ้มให้กันและกันเท่านั้น หากหัวเราะออกมาจริงๆเห็นทีว่าท่านราชองครักษ์จะขายหน้าต่อหน้าสตรีก็เป็นได้



                “เจ้าอยากได้ไม่ใช่หรือ”



                ปิ่นทองถูกส่งต่อให้กับฟางหลินที่ยังคงนิ่งเงียบ นางมองปิ่นทองอย่างชั่งใจ ไม่กล้าหยิบขึ้นมาใช้ แต่อีกใจอยากได้มาครอบครอง



                ในขณะที่ฟางหลินกำลังชั่งใจอยู่นั้น จิ่นสือก็ใจร้อนเกินกว่าจะรอนางตัดสินใจได้ จับตัวสตรีที่เกือบทำตัวเขาและนางเองเกือบหัวหลุดออกจากบ่าให้หันหลัง และจัดการปัดปิ่นลงบนผมที่ยุ่งเยิง มองเพลินๆแล้วภาพที่เห็นควรเป็นภาพที่ตรึงตาและหวานล้ำเมื่อบุรุษปักปิ่นให้กับสตรี...



                แต่ภาพตรงหน้าของหวงเฟิงหยางและอาเหมยไม่ได้ใกล้เคียงกับที่ว่ามาแม้แต่น้อย ฟางหลินเอ็ดตะโลออกมายกใหญ่เมื่อปิ่นในมือของจินสือปักเข้าศีรษะของนางเข้าอย่างจัง ส่วนจิ่นสือก็มีทีท่าไม่ยอมความง่าย จนกลายเป็นสงครามขนาดย่อมต่อหน้าพระพักตรเชียวล่ะ



                “เราหนีออกไปดีหรือไม่อาเหมย” หวงเฟิงหยางกระซิบถามสตรีข้างกายที่ดูจะตื่นตะลึงให้กับคู่ชายหญิงตรงข้ามอยู่



                “จะดีหรือเพคะ”



                “นี่เดินได้นิดเดียวเอง ตะวันตกดินก็ต้องเข้าวังแล้ว เกรงว่าจะเสียเวลา”



                “เช่นนั้นก็ได้เพคะ”



                เมื่อตกลงกันได้ สองสามีภรรยาที่นั่งร่วมโต๊ะก็ลุกขึ้นยืน และดูเหมือนว่าจิ่นสือและฟางหลินจะไม่ได้สังเกตุด้วยซ้ำไป ต่างฝ่ายต่างเถียงกันไปมาไม่หยุดหย่อน หวงเฟิงหยางกับอาเหมยจึงสาวเท้าออกมา แต่ไม่ทันจะพ้นประตูโรงเตี้ยม จิ่นสือที่ไม่รู้ตั้งสติได้ตั้งแค่เมื่อใดก็วิ่งมาตัดหน้าเสียก่อน



                “ให้กระหม่อมตามไปด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ มาลำพังเช่นนี้อันตรายนัก”



                “ไม่ต้อง กลับไปดูแลสตรีของเจ้าไป”



                “แต่ฝ่าบาท...”



                “ข้าดูเป็นคนไร้ฝีมือขนาดนั้นเชียวหรือ” หรี่ตามองราชองครักษ์ที่เป็นห่วงจนเกินเหตุ “หากเกิดอะไรร้ายแรงขึ้นจริง ก็ยังมีองครักษ์เงา เจ้ากลับไปเถอะ ยิ่งมีเจ้าติดตามคนอื่นจะพาลสงสัยเอา”



                เมื่อถูกปฏิเสธจิ่นสือก็ได้แต่หลีกทางให้โอรสสวรรค์และฮองเฮา แม้ในใจจะยังห่วงเรื่องความปลอดภัยอยู่ก็ตาม



                “นี่เจ้า สองคนนั้นคือ...”



                “เจ้านี่โง่เขลาอะไรขนาดนี้ฟางหลิน เจ้าเรียกฝ่าบาทว่าเพียงพอนไม่กลัวตายหรือ!



                “ก็ข้าไม่รู้นี่ ว่าเจ้านั่น”



                “เจ้า!” จิ่นสือชี้หน้าสตรีที่ยังคงปากมากไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงอย่างสุดทน



                “ก็ฝ่าบาทของเจ้าแย่งของในมือเจ้าไปต่อหน้าต่อตา ทำตัวเป็นเพียงพอนขโมยของชาวบ้านไม่ให้ข้าเรียกเช่นนั้นแล้วจะให้เรียกว่าอะไร”



                “เอาเถอะ ข้าไม่อยากเถียงกับเจ้าแล้ว”



                “แล้วจะไปไหน”



                “กลับจวน!



                “เอ๊ะ! นี่เจ้าจะทำอย่างนี้กับข้าไม่ได้นะ ไหนเจ้าสัญญากับข้าแล้วไง!” เสียงดังระงมไม่หยุด จิ่นสือเดินหนีสตรีที่แหกปากเสียทั่วตลาดอย่างไม่ใส่ใจ บางทีที่จักรพรรดิไม่ให้เขาตามไปด้วยอาจเพราะกลัวปากสตรีนางนี้ก็เป็นได้....




 [Ps1]เพียงพอน ชาวจีนสมัยโบราณจัดให้เป็นสัตว์ที่ชอบลักขโมยของกินตามบ้านเรือน




#ลูกเต่ากับดอกเหมย 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.07K ครั้ง

28 ความคิดเห็น

  1. #2657 milkpate (@milk2906) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 20:31
    คำพูดคำจาของฟางหลินนี่นะ ควรได้รับการอบรมด่วน ๆ อะ นี่ถ้าไม่ได้มาจิ่นสือคงได้ตายละ ปากหนอปาก ขนาดรู้ว่าเป็นฮ่องเต้แล้วด้วยนะ
    #2657
    0
  2. #2162 FeMeelz (@Num-khaw) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 08:08
    นิสัยเเย่มากจริง คิดว่ามีองครักษ์คุ้มหัวเเล้วจะพูดอะไรก็ได้หรอ? ถึงมาจากชายเเดนเเต่ก็ไม่ควรมารยาทเเย่ขนาดนี้อ่ะ ถุถถถ เราอินนน ขอโทษค่ะ55
    #2162
    0
  3. #1861 jamema (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 / 09:24

    ขนาดรู้ว่าเป็นฝ่าบาทแต่ปากก็ยัง...

    มารยาทนี่รู้จักมั้ย ที่ต่ำที่สูงแยกแยะไม่ออกหรือไง

    จะเอาคนแบบนี้ม่เป็นคู่จริงดิ เสียดายท่านองครักษ์นะ


    แต่สนใจคู่อาเหมยมากกว่า55555เพราะงั้น

    สู้ๆน้าไรท์เป็นกำลังใจเรื่อยๆน้า แต่อย่าแม่นางฟางหลินมาโผล่บ่อยมากก็จะดีเลย หรือโผล่ออีกทีควรมีโทษให้นางบ้างเถอะเชื่อว่าปากแบบนี้ถ้าเจอตอนเป็นฝ่าบาทก็คงเก็บปากไม่อยู่55555


    รีดอินจัดอย่าถือสาเค้าน้าไรท์ ????

    #1861
    1
    • #1861-1 miss.pr (@prpopm) (จากตอนที่ 33)
      8 มีนาคม 2562 / 09:01
      เห็นด้วยทุกประโยคเลยค่ะ​ อินเหมือนกัน
      #1861-1
  4. #1534 Cronoska (@Cronoska) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 21 มกราคม 2562 / 22:24
    เพียงพอน 555+
    #1534
    0
  5. #1486 โลลิค่อน (@0881637445) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 18:03
    สนุกจังเลยยย
    #1486
    0
  6. #1435 seirin (@runfan) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 13:12
    สนุกมากค่ะ ไรท์แต่งได้น่าสนใจ มีประเด็นให้คิดและมีเหตุมีผลดีค่ะ ไรท์เรียนทางเศรษฐศาสตร์หรือว่าทางด้านเศรษฐกิจรึเปล่าคะ แต่งเรื่องแนวนี้ได้น่าสนใจและเราได้เรียนรู้หลายอย่างเลย เป็นกำลังใจให้ค่ะ ^^
    #1435
    1
    • #1435-1 (@ciel22) (จากตอนที่ 33)
      14 มกราคม 2562 / 13:11
      เศรษฐศาสตร์เพียวจ้า ^^
      #1435-1
  7. #1434 เจียซิน (@GingPavina) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 12:20
    เอาเข้าวังไปปรับมารยาทกับพฤติกรรมกับอาเหมยมะ จะได้เป็นฮูหยินที่ดีของท่านราชองครักษ์ 5555😆😆
    #1434
    0
  8. #1398 นานา (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 12 มกราคม 2562 / 18:20

    งง กะสตรีนางนี้ ไร้มารยาทเกินรับจะมาเป็นคู่รองหรา ไม่ฟินอ่ะ ก้าวร้าวเกินงามไปมันก็ไม่สมควรนะ ไม่เอาๆคู่นี้

    ส่วนปัญหาเรื่องทอง เล่นสนุกอยู่ได้ทั้งเรื่องคงมีเเค่ทองจนจบเรื่อง วิธีเเก่คือจับมาประหารตัดช่องทาง จบ ไหม อ่านมาหลายตอนเเล้วยังไม่จบเรื่องทองอีก หรือว่าเเต่งเเค่เรื่องทอง

    #1398
    2
    • #1398-1 (@ciel22) (จากตอนที่ 33)
      12 มกราคม 2562 / 18:59
      ใจเย็นๆนะคะ เรื่องทองนี่ก็ตั้งใจให้เป็นฐานไปเรื่องใหญ่อีกทีหนึ่ง ตอนนี้เพิ่งจะตอนที่๒๐ ก้แค่ครึ่งหนึ่งของเรื่อง ลาสบอสตัวจริงคือใครเรายังไม่รู้เลย และเรื่องเงินเรื่องทองคือปัญหาที่ใหญ่มากๆสำหรับประเทศๆหนึ่ง หรือแคว้นๆหนึ่ง

      เรื่องนี้ไม่ได้มีต่อสู้ หรือรบกันเลือดสาดหรือมีปัญหาต่างแคว้น ไรท์ได้บอกไว้แล้วตั้งแต่ต้นๆเรื่อง เพราะไรท์จะไม่เขียนเรื่องที่ไรท์ไม่ถนัดจริงๆ เรื่องที่หยิบยกมาเป็นประเด็นเลยเป็นเรื่องเศรษฐกิจแทน ดังนั้นเรื่องทองเลยหลายมาเป็นประเด็นหลักที่ลากยาวมานาน


      ตั้งแต่รู้ว่ามีทองปลอม -----> หาคนสับเปลี่ยนทองเจอ ------> แต่ไม่รู้ว่าทองจริงๆไปที่ไหน และไม่รู้ว่าทองปลอมมาจากไหน -------> ทองถูกกระจายไปทั่วแคว้น-----> ส่งผลต่อราคาสินค้าอย่างชัดเจนในตอนนี้ ------> และต่อจากนี้คืออะไรอีก ทุกอย่างมีเหตุและปัจจัยเป็นไปตามกลไกของมัน แต่ต้องขออภัยจริงๆหากดูยืดเยื้อและน่ารำคาญจนเกินไป





      ตอนนี้รู้ตัวคนทำแต่ไม่รู้ว่ามีคนสั่งการไหม ---> จะจัดการคนที่สับเปลี่ยนทองคำเลยก็ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็สาวไม่ถึงตัวใหญ่ หวงเฟิงหยางเลยจับตาดูพวกนี้ไว้ ไม่ได้จับมาลงโทษเด็ดขาดอะไร เพราะถ้าหากลงโทษไปแล้วใช่ว่าเรื่องจะจบ เพราะลาสบอสยังอยู่ -----> หากมีคนอยู่เบื้อหลังแล้วทำไมถึงต้องทำของปลอมขึ้นมา ซึ่งอันนี้ค่อนข้างจะสำคัญมากๆ สำหรับเรื่องนี้



      ประเด็นหลักของเรื่องนี้คือนางเอกที่ข้ามเวลามา ส่วนเรื่องทองปลอมคือประเด็นหลักของหวงเฟิงหยาง เหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและเขาก็แก้ปัญหาไม่ถูก มันไม่ใช่เรื่องสงครามที่เขาต้องสั่งการรบ ไม่ใช่เรื่องภัยพิบัติที่ต้องมาจัดการบรรเทาภัย แต่เป็นเรื่องเศรษฐกิจที่คนสมัยนั้นอาจจะไม่เข้าใจ และเพราะอะไรหลายๆอย่างลุกลามจนเกินควบคุมได้

      อาเหมยคือคนในโลกปัจจุบันที่ควรจะเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดีเพราะเป็นเรื่องเศรษฐกิจทั่วไป อาเหมยแก้ปัญหานี้ไปพร้อมกับหวงเฟิงหยางได้


      การที่มีทองปลอมอยู่ในวังไม่ใช่เรื่องง่ายแต่เกิดขึ้นนั้นมันต้องมีอะไรซ่อนอยู่


      ใช่ว่าตอนนี้ไม่มีคนรู้ว่าทองปลอมนั้นใครเป็นคนทำ เพียงแต่เรื่องยังเดินไปไม่ถึงตอนนั้น อาเหมยรู้ว่าใครทำเรื่องแบบนี้ได้ ความจริงแล้วมันมีคำเฉลยมาเรื่อยๆแล้วสำหรับเรื่องนี้


      ไรท์ไม่ได้อยากให้มองว่าทองเป็นเรื่องเล็กๆ เพราะระบบการเงินที่ตระกร้าเงินที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นมีแต่ทองคำนั้น เรื่องนี้มันสำคัญจริงๆ หากระบบล่มทุกอย่างก็จบเห่ เพราะไม่ต้องสู้รบคนก็อดตายอยู่ดี



      แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากไรท์ทำให้มันยืดยื่อจนไม่น่าอ่านก็ต้องขอโทษด้วยจริงๆนะคะ


      เรื่องดูเอื่อยเพราะวนอยู่เรื่องเดิม แต่ทุกอย่างมันก็ต้องมีแอฟเฟคของเหตุการณ์นั้นๆด้วยเช่นกัน


      #1398-1
    • #1398-2 tonglaxy2 (@tonglaxy) (จากตอนที่ 33)
      14 มกราคม 2562 / 08:59
      ใจเย็นๆนะคะ ขนาดนี้แล้วแต่งอ่านเองสิคะ
      #1398-2
  9. #1392 krisyeol-baekdo (@krisyeol-baekdo) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 12 มกราคม 2562 / 11:45
    นี้มันดีมากน่ารักกกกก
    #1392
    0
  10. #1391 Fon Proy (@fonproy12) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 12 มกราคม 2562 / 09:30
    น่ารัก. หวานละมุน. แบบชุลมุนวุ่นวาย5555
    #1391
    0
  11. #1390 Kwang (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 12 มกราคม 2562 / 08:55

    ท่านใจกล้ามากๆๆเลยน่า.......55555

    #1390
    0
  12. #1389 kulyasalin2 (@kulyasalin2) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 12 มกราคม 2562 / 02:22
    เฮ่อ...... ท่านไปได้สตรีแบบนี้มาจากที่ใด 5555
    #1389
    0
  13. #1388 wanwisa-k (@wanwisa-k) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 22:09
    ฟางหลินนี้ปาก.....
    #1388
    0
  14. #1387 ning792528 (@vj792528) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 18:54

    โอ้....ชั่งกล้าว่ากล่าวฮ่องเต้
    #1387
    0
  15. #1386 PRscarlet (@PRscarlet) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 18:22
    เป็นทุกอย่างให้เธอแล้วหรือฝ่าบาท 5555555555
    #1386
    0
  16. #1385 alone120743 (@alone120743) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 11:32
    เพื่อนนางเอกเปล่าเนี่ยยนน
    #1385
    1
    • #1385-1 น้ำเงิน (จากตอนที่ 33)
      11 มกราคม 2562 / 18:14
      เสียดายองครักษ์ได้สตรีแบบนี้เหรอ ดูปากไม่มีหูรูด อ่ะ
      #1385-1
  17. #1384 Suntery (@Suntery) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 10:19
    พังพอนนะคะ
    #1384
    3
    • #1384-2 minnie_binnee (@platinumpinin) (จากตอนที่ 33)
      11 มกราคม 2562 / 12:21
      มีเพียงพอนด้วยจ้า เพียงพอนเหลือง เราเคยอ่านเจอ
      #1384-2
    • #1384-3 p\'dear (@amanius) (จากตอนที่ 33)
      11 มกราคม 2562 / 15:23
      พังพอนกับเพียงพอนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กเหมือนกัน แต่คนละวงศ์กันนะคะ

      คนไทยมักจะคิดว่าเพียงพอนก็คือพังพอนที่ออกเสียงเพี้ยน แต่จริงๆแล้วตัวเพียงพอนก็คือตัว Ferret ค่ะ (ใครนึกไม่ออก ferret ก็คือมัลฟอยที่โดนเฮอร์ไมโอนี่ร่ายเวทให้กลายร่างในแฮร์รี่ภาคถ้วยอัคนีนั่นล่ะค่ะ)

      ส่วนตัวพังพอนก็คือตัว weasel นั่นเองล่ะค่า
      #1384-3
  18. วันที่ 11 มกราคม 2562 / 08:08
    ชอบคู่จินสืออ่ะ5555 ตีกันน่ารักดี
    #1381
    0
  19. #1380 ployreudeejaitad (@ployreudeejaitad) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 07:53
    ชอบบบบ
    #1380
    0
  20. #1379 NatthayaSrichan (@NatthayaSrichan) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 07:43
    สนุกกกกก
    #1379
    0
  21. #1378 Nantanat_neung (@Nantanat_neung) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 07:11
    รอออออออออออออออออออออออออออออออออออออ
    #1378
    0
  22. #1377 Wanwan_29 (@Sayakasan) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 07:03
    โอ้ยยยยย วงวารรรรรรร ทั้งฮ่องเต้ทั้งจิ่นสือ ถถถถถถ 555555
    #1377
    0
  23. #1375 Horizon_right (@Horizon_right) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 06:12
    ฮ่องเต้เป็นทุกอย่างแล้ว555555 สงสารจิ่นสือออ
    #1375
    0
  24. #1374 Plengg pleng (@ttppss) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 06:07
    ตลก55555
    #1374
    0
  25. #1373 amie_ppcy (@amie_ppcy) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 01:59
    5555555555
    #1373
    0