บอกข้าหน่อย ‘ฮองเฮา’ นี่ใช่เมียหลวงไหม!?

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 972,285 Views

  • 2,832 Comments

  • 18,083 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    57,575

    Overall
    972,285

ตอนที่ 32 : บทที่ ๑๙ :: นั่งบนภูดูเสือกัดกัน (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 32700
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2370 ครั้ง
    4 ม.ค. 62

การเสด็จมาตำหนักเหลียนฮวาของจักรพรรดินั้นกลับกลายเป็นเรื่องปกติไปในที่สุด จะเช้าจะค่ำหากไม่มีราชกิจหรือประทับอยู่ที่ตำหนักส่วนพระองค์ ทุกคนต่างทราบดีว่าจะพบเจอจักรพรรดิผู้นี้ได้ที่ด หากไม่ใช่เหลียนฮวากง



                หลังจากถูกสตรีเจ้าของตำหนักติเตียนอยู่หลายครั้งที่ลอบเข้าตำหนักของนางทั้งในกลางวันและยามวิกาลก็ตามที หวงเฟิงหยางจึงจบปัญหาวุ่นวายนี้โดยการมาอย่างโจ่งแจ้งและไม่ปิดบังอีกต่อให้ ใครต่อใครจะนำไปคิดแค้น หรือริษยาก็เอาเถิด พระองค์ห้ามความคิดใครไม่ได้ แต่ห้ามเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นได้ โดยการสั่งองค์รักษ์พิเศษดูแลนางที่ตำหนักตลอดเวลา ทั้งยังสั่งองครักษ์เงาครึ่งหนึ่งในสิบสองของพระองค์ติดตามนาง ใครจะกล้าทัดทานอำนาจของพระองค์คราวนี้ก็จะได้เห็นดีกัน



                “ฝ่าบาทจำหมอที่รักษาหม่อมฉันครั้งก่อนได้หรือไม่เพคะ ก่อนที่จะพาหม่อมฉันไปวังตี้ชุน” สตรีที่นั่งรับน้ำชากับองค์จักรพรรดิเอ่ยถามด้วยความใคร่รู่ เพราะชายชราผู้นั้นอาจเป็นคนเดียวที่จะตอบคำถามที่คั่งค้างของนางได้ คำถามที่นางต้องการที่จะได้คำตอบมากที่สุในเวลานี้ เพื่อจะได้ตัดสินใจอะไรได้ง่ายขึ้นมาบ้าง



                “จำได้ เจิ้นให้คนติดตามหมอคนนั้นไป แต่คลาดกันจะหาเท่าใดก็หาไม่พบ น้องหญิงอยากพบหมอผู้นั้นหรือ”



                “เพคะ... มีหลายเรื่องที่หม่อมฉันสงสัย”



                “เจิ้นแองก็เช่นกัน น้องหญิงอย่ากังวลไปเลย เจิ้นคอยติดตามเจ้าหมอเฒ่าผู้นั้นอยู่ หากพบตัวเมื่อใดจะบอกให้ได้ทราบ”



                “เพคะ”



                หากพบตัวในเร็ววัน หลายๆอย่างภายในใจของอาเหมยของจะสงบมากกว่านี้ ประโยคที่หมอผู้นั้นกล่าวไว้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของนางไม่หายไปไหน คำว่าไม่ตายจากโลกทั้งสองใบหมายความว่าอย่างไรนางก็สุดรู้ หรืออาจจะรู้อยู่เต็มอกแต่ยังไม่อยากที่จะเชื่อเต็มร้อย ด้วยเหตุนี้จึงอยากจะถามไถ่ให้กระจ่าง



                “พระสนมซูซินมาขอเข้าเฝ้าเพคะ”



                “อีกแล้ว?” เช่นเคยน้ำเสียงประหลาดเช่นนี้ไม่ใช่น้ำเสียงของอาเหมยแต่เป็นเสียงของบุรุษข้างกายที่เริ่มชักสีหน้าอีกครั้ง จะมีสักกี่หนที่พระองค์มาหาอาเหมยและสนมซูซินผู้นี้จะไม่ขอเข้าเฝ้าฮองเฮาของพระองค์



                “ฝ่าบาท” อาเหมยพูดขึ้นเชิงห้ามปรามท่าทีขึงขังไม่พอใจของหวงเฟิงหยาง ก่อนจะผินใบหน้าสั่งให้นางกำนัลเชิญสนมซูซินเข้ามา



                ร่างของสตรีงามผู้หนึ่งก็ปรากฏกาย ก่อนที่อาเหมยจะชักชวนนางให้นั่งข้างกายและเริ่มสนทนากันอย่างออกรส จนบุรุษที่มาก่อนได้แต่นั่งมองสตรีทั้งสองพูดคุยกันไปมั้งยังหัวเราะคิกคักใส่กัน แต่นั้นยังไม่น่าเศร้างใจที่เมียรักของพระองค์มีทีท่าว่าหลงลืมสามีที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย



                หวงเฟิงหยางนั่งถอนหายใจนับร้อยครั้งพันครั้งแต่ก็ไร้วี่แววว่าสตรีทั้งสองจะหันมาสนใจ นี่คงเป็นครั้งแรกกระมังที่สตรีวังหลังสนใจกันเองและเมินเฉยต่อพระองค์



                “น้องหญิง...” เอ่ยเรียกสตรีที่นั่งใกล้พระองค์มากที่สุด แต่เหมือนจะเบาไปจนนางไม่สนใจ...



                “น้องหญิง” คราวนี้หวงเฟิงหยางไม่เรียกเปล่าเอื้อมมือไปจับต้นแขนของนางไว้ แต่นางก็ยังไม่สนใจอีกเช่นเคย



                บุรุษที่เริ่มหมดความอดทนจึงเลิกใช้เสียงอ่อนเสียงหวานคุยกับภรรยา มือทั้งสองจับไหล่เล็กไว้และและออกแรงเพียงน้อยนิดให้นางหันมามองพระองค์แทนที่ซูซิน



                “อาเหมยเจิ้นเรียกหลายครั้งแล้วไม่ได้ยินหรือ” หน้านิ่วใส่สตรีที่มีที่ท่าฉงนใจ และได้คำตอบเป็นการพยักหน้าแทน “เจิ้นจะกลับตำหนักแล้ว เย็นนี้จะมาหาใหม่ เข้าใจไหม”



                อาเหมยยังคงพยักหน้าตอบรับเช่นก่อนหน้า มองบุรุษที่ไม่รู้ไปโกรธเคืองอะไรมา “ส่วนเจ้าซูซิน ไม่มาตำหนักเหลียนฮวาสักวันสองวันได้หรือไม่”



                “หม่อมฉันหรือเพคะ”



                “ใช่ เจ้ามาทีไรอาเหมยเมินเจิ้นทุกครั้งไป เจ้าคงเห็นกระมัง”



                ซูซินลอบยิ้มให้กับคู่บุรุษและสตรีตรงหน้าอย่างขบขัน เมื่อองค์จักรพรรดิเรียกร้องจะอยู่กับฮองเฮาตามลำพังบ้าง หรือบางทีนางอาจจะมารบกวนเวลาของทั้งสองมากไปกันเล่า จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่จึงปั้นปึ่งเช่นนี้



                “ฝ่าบาท...”



                “ไม่ต้องพูดแล้ว เจ้าพูดเยอะไปแล้วอาเหมย ดื่มน้ำเสียบ้างไม่คอแห้งบ้างหรือยังไง คุ้ยจ้อกันไม่หยุด” ผละมือออกจากไหล่เล็ก ยื่นจอกน้ำชาวางตรงหน้าของสตรีเจ้าของตำหนักด้วยท่าทีแกมประชดประชัน และลุกขึ้นเดินออกจากตำหนักเหลียนฮวาไป



                “อะไรของเขา” อาเหมยบ่นอุบอิบใส่หวงเฟิงหยางที่เดินปั้นปึ่งออกไปทั้งยังประชดประชันนางเสียยกใหญ่ ประพฤติตนดั่งสตรีเสียอย่างนั้น



                “ฝ่าบาทคงอยากอยู่ตามลำพังกับหวงโฮ่วกระมัง ถึงได้สั่งห้ามไม่ให้หม่อมมาที่นี่สักสองสามวัน” ซูซินตอบด้วยรอยยิ้ม กลั้นหัวเราะในท่าทีเมื่อครู่ขององค์จักรพรรดิไว้ภายใน



                “ก็เสด็จมาที่นี่ทุกวัน ยังจะอยากอยู่ตามลำพังเช่นไรอีก เอาแต่ใจใหญ่แล้ว”



                ปากเอ่ยบ่นบุรุษที่เพิ่งเดินจากไป มือก็หบิยน้ำชาที่วางตรงหน้าขึ้นมาดื่ม ด้วยนึกกระหายขึ้นมาเสียอย่างนั้น ทำเอาสตรีที่นั่งอยู่ด้วยได้แต่อมยิ้มและกลั้นหัวเราะอีกเช่นเคย



                หวงเฟิงหยางที่ปั้นปึ่งออกมาจากตำหนักเหลียนฮวาก็ได้แต่นั่งถอนหายใจท่ามกลางกองดีฎีกาที่ไม่ได้ดั่งใจ วันนี้คงไม่มีอะไรได้ดั่งใจเสียจริงๆ โยนฎีกาในมืออย่างไม่ใส่ใจ



                “ราชองค์รักษ์จิ่นสือขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”



                “ให้เข้ามา”



                เมื่อราชองค์รักษ์ปรากฏกาย บุรุษที่นั่งขรึมมาหลายชั่วยามจึงคลายที่ท่าขรึมที่ว่านั้นลง มองราชองครักษ์ที่เป็นดั่งสหายว่ามีสิ่งในนำมารายงานกับพระองค์ แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อจิ่นสือเดินดุ่มๆมาหาพระองค์ มาของสิ่งหนึ่งตรงหน้าด้วยท่าทีไม่พอใจ



                “ฝ่าบาทว่าแหวนหยกนี่กี่ตำลึงพ่ะย่ะค่ะ” หวงเฟิงหยางเลิกคิ้วมองในหน้าราชองครักษ์สลับกับแหวนหยกไปมา ก่อนจะหยิบขึ้นมาพิจารณา



                “เจิ้นไม่ได้เป็นผู้ซื้อ เจ้าเป็นคนซื้อเหตุใดต้องมาถามเจิ้น”



                “แหวนนี่สิบตำลึงเชียวพ่ะย่ะค่ะ”



                “หืม...”



                “แหวนวงแค่นี้แต่มีค่าถึงสอบตำลึง ก่อนหน้านี้เพียงห้าถึงหกตำลึงเท่านั้น ฝ่าบาทเช่นนี้แล้วกระหม่อมถูกโกงหรือไม่”



                หวงเฟิงหยางแค่นหัวเราะให้กับท่าทีโกรธเคืองของจิ่นสือ ท่าทีโมโหของจิ่นสือนั่นมาจากเจ้าแหวนวงน้อยที่มูลค่ามากเกินจริงนะหรือ



                “หากโกงแล้วเหตุใดเจ้าไม่จัดการ แล้วกลับมาฟ้องเจิ้นเช่นนี้ ในเมื่อเจ้าก็ถือเป็นขุนนาง”



                “กระหม่อมก็คิดเช่นนั้น แต่พออ้างไปเจ้าพ่อค้าหน้าเลือดนั้นก็บอกว่าให้หม่อมฉันไปถามร้านอื่นแทนว่าราคาเท่ากันหรือไม่ หากร้านไหนขายถูกกว่านี้จะยอมยกให้หม่อมฉันโดยไม่ตั้งจ่ายสักอีแปะ”



                “แล้วอย่างไร”



                “ไม่มีร้านไหนขายตำกว่าสิบตำลึงเลยพ่ะย่ะค่ะ นี่ถือเป็นเรื่องปกติหรือ”



                “แหวนวงเท่านี้ไม่น่าจะเกินแปดตำลึงด้วยซ้ำไป นี่เท่ากับว่าทองหนึ่งตำลึงได้เพียงแหวนวงน้อยนี่หนึ่งวงเท่านั้น ไม่คุ้มเอาเสียเลย”



                “ใช่พ่ะย่ะค่ะ”



                จับแหวนในมือพินิจไปมาก่อนจะวางลงที่เดิม ความจริงแล้วเรื่องนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกกระมัง ในเมื่อทุกอย่างล้วนคาดการณ์ไว้ทั้งหมดแล้ว...

            


                   “แล้วอย่างอื่นแพงเหมือนกันหรือไม่ หรือมีแต่พวกเครื่องประดับเท่านั้น” จิ่นสือใคร่ครวญก่อนจะส่ายหน้าไปมาเชิงปฎิเสธ

           


                    “ไม่หรือ?



                “ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่ได้จัดการซื้อข้าวของพวกนี้เข้าจวนด้วยตนเองเลยมิทราบ”



                หวงเฟิงหยางถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองหน้าเจ้าราชองครักษ์ที่เริ่มไม่ได้ดั่งใจพระองค์ “จิ่นสือ กลับจากชายแดนคราวนี้เจ้าเปลี่ยนไปมาก”



                “เปลี่ยน กระหม่อมนะหรือเปลี่ยน”



                “ใช่” หวงเฟิงหยางตอบอย่างหนักแน่น ชูแหวนที่ยังคงอยู่ตรงหน้าขึ้นมา “เจ้าไม่เคยซื้อของพวกนี้ และเจิ้นก็ไม่เชื่อว่าแหวนวงแค่นี้เจ้าจะใส่ได้”



                “เอ่อ คือ...กระหม่อม”



                “เอาเถอะ เจ้ากลับไปได้แล้ว ส่วนเรื่องราคาที่สูงเกินจริงนี่... เจิ้นช่วยเจ้าไม่ได้ มันเป็นไปตามที่ควรจะเป็น”



                “เป็นไปตามที่ควรจะเป็น...”



                “ใช่ หากเจ้าทนไม่ไว้ก็รีบทำงานหาตัวการเรื่องทองปลอมและพวกที่ก่อความวุ่นวายที่ชายได้ให้ได้ แล้วเรื่องนี้เจิ้นจะจัดการเรื่องนี้ให้เจ้าได้”



                ส่งแหวนหยกคืนในราชองครักษ์ที่พระองค์เริ่มชัดจะสงสัยว่าเจ้าสหายผู้นี้หรือสติไว้ที่ชายแดนหรือไม่ ถึงได้มีท่าทีตื่นตระหนก ประหนึ่งเจอเรื่องคอขาดบาดจายจนเข้ามาหาพระองค์ถึงที่ ทั้งๆที่เรื่องคอขาดอาดตายที่ว่าคือแหวนวงเดียวเท่านั้น



                “อ้อ... ให้แหวนสตรีทั้งที ใยไม่ลงทุนเลยเล่าท่านราชองครักษ์ แหวนวงแค่นี้เพียงพอหรือ”



                “ฝ่าบาท... เอ่อ”



                “ออกไปได้แล้ว เจิ้นต้องอ่านฎีกา” เอ่ยปากไล่จิ่นสือก่อนที่อีกฝ่ายจะไปไม่เป็นจนหลุดทุกอย่างออกมาเสียก่อน เพราะเรื่องนี้พระองค์ก็ไม่อยากจะทราบเช่นกัน เพียงแค่เย้าแหย่เล่นพอให้ได้สำราญก็เท่านั้น เรื่องบางเรื่องคนนอกก็ไม่ควรเข้าไปยุ่ง



                ราชองครักษ์กลับไปทำหน้าที่ของตนเอง ส่วนหวงเฟิงหยางก็กลับมาทำหน้าที่ของตนเองต่อ ซึ่งก็คือการนั่งอ่านฎีกาที่ขุนนางใส่ร้ายไปสีกันไปมาไม่หยุดหย่อน และเหมือนจะหลงลืมเรื่องวุ่นวายของทั้งสองชายแดนไปเสียสนิท และหันมาเผชิญหน้ากันเองอย่างเดือดดาล



                เสนบาดีกรมคลังลู่เซียนของให้ตรวจสอบอัครเสนาบดีฮุยกันฟูเรื่องพื้นที่พพิพาทชายแดนแคว้นฉี เนื่องด้วยได้รับข่าวไม่ดีมา... ช่างน่าดีใจที่มีขุนนางหาญกล้าทัดทานอัครเสนาบดีที่มีอำนาจมาตั้งแต่จักรพรรดิองค์ก่อน แต่เรื่องนี้พระองค์ทราบมาตั้งแต่ได้นั่งบัลลังก์มังกร เพราะฉะนั้นเรื่องจะแก้ไขย่อมมีมาตลอดเวลาห้าปีที่ผ่านมา เพียงแต่ยังจัดการอะไรตอนนี้ไม่ได้ก็เท่านั้น หากแต่เวลานี้มีคนยื่นมือเข้ามาช่วยก็นับว่าดี...



                ส่วนอัครเสนาบดีฮุยกันฟูก็ไม่น้อยหน้าเมื่อทราบข่าวว่าพระองค์ถูกวางยาปลุกกำหนัดโดยสนมลู่จนเป็นที่เล่าลือแต่ตกเป็นที่ครหา... เรื่องนี้กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่มาอีกหน แสดงว่าเรื่องของพระองค์นั้นล้วนอยู่ในสายตาของขุนนางใหญ่ทั้งหลาย เพียงแต่ยังงไม่ถึงเวลาหยิบยกมาแค่นฆ่ากันเองเลยนั่งอมพะนำกันไว้ แต่พอภัยจะมาถึงตัวจึงหยิบยกเรื่องเน่าเฟะของอีกฝ่ายออกมากองตรงหน้าเพื่อกลอบเกลื่อนความผิดของตนเอง



                การกระทำเหมาะสมกับการเป็นขุนนางและบุรุษยิ่งหนัก...



                เวลานี้ราชสำนักก็แบ่งออกเป็นสองฝ่าบาอย่างชัดเจนแล้ว คราวนี้ก็รอดูว่าข่าวเสียๆหายๆเรื่องใดจะโผล่ออกมาอีก ไม่ก็รอดูว่าจะมีคนที่อาศัยช่วงนี้กรำการอุกอากอะไรอีกหรือไม่



                “พระสนมฮุยกุยเฟยขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” เสียงของขันทีเรียกองค์จักรพรรดิที่เริ่มคิดไปเรื่อยเปื่อยท่ามกลางกองฎีกา แสดงสีหน้าหน่ายเหนื่อยใจอย่างที่สุด



                “เข้ามา” ตอบอนุญาตอย่างเสียไม่ได้ มองร่างของสตรีที่มีใบหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัดเดินเข้ามาใกล้ และมายืนอยู่ข้างๆพระองค์อย่างถือวิสาสะ



                “ฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้างเพคะ หม่อมฉันได้ข่าวว่าฝ่าบาทโดนยา... ยาปลุกกำหนัด” ท่าทีเนียมอายในท้ายของประโยคของสตรีวังหลัง ทำเอาหวงเฟิงหยางได้แต่แค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เนียมอายหรือ...



                “เจ้ารู้ได้อย่างไร”



                “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลยนะเพคะ หากฝ่าบาทเป็นอะไรไปจะทำอย่างไรเล่าเพคะ” สนมฮุยกุยเฟยไม่พูดเปล่า สาวเท้าเข้าไปยืนอยู่ข้างกายหวงเฟิงหยางอย่างถือวิสาสะ



                “หากฝ่าบาทเป็นอะไรไปแล้วหม่อมฉันจะทำอย่างไร”



                มือไม้ของสตรีผู้เป็นสนมเริ่มประพฤติตามอารมณ์ของตนเองโดยไมนึกถึงพระองค์ที่กำลังนั่งนิ่ง ไม่เอ่ยปรามหรือเรียกร้องอะไร และสตรีนางนี้ก็ยังคงไม่หยุด มือไม้เริ่มลูบไล้บนอาภรณ์ของพระองค์ประหนึ่งว่าพระองค์จะนึกพิศวาสนางขึ้นมาเสียอย่างนั้น หรือไม่ก็คงจะกลัวน้อยหน้าสตรีที่วางยากำหนัดพระองค์



                “มาทำอะไร” เอ่ยอย่างตรงไปตรงมาเมื่อรู้สึกเริ่มจะอดทนต่อความรำคาญของสตรีที่ยังคงสมัผัสอาภรณ์ของพระองค์ไม่หยุด



                “เรื่องนี้ฝ่าบาทจะปล่อยไปได้หรือเพคะ ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วแล้ว”



                “ก็พิจารณากันไปตามเรื่อง ตามมูลเหตุ” มูลเหตุที่ว่านั่นอยู่ที่ใด หวงเฟิงหยางนั้นทราบดี ส่วนผลที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้เมื่อยกเรื่องนี้มาเป็นประเด็นอีกครั้งก็รู้ดีเช่นกัน เพราะรู้ดีเลยไม่ได้สงสัยในท่าทีน่ารำคาญของอีกฝ่าย เรื่องนี้นับว่าเป็นประโยชน์แก่สตรีวังหลัง เรื่องวางยาปลุกกำหนัดจักรพรรดินั้นนับว่าเป็นเรื่องใหญ่ ใหญ่เสียจนตำแหน่ง ณ วังหลังสั่นคลอนได้โดยง่าย หรือบางทีก็ร้ายแรงกว่านั้นมากนัก...



                ตีเหล็กต้องตีเมื่อร้อน... และสนมฮุยกุยเฟยกำลังกระทำเช่นนั้นกับพระองค์



                “แต่เจิ้นไม่เห็นว่ามันจะสำคัญกับเจ้าแต่อย่างใด”



                “ฝ่าบาท... เรื่องนี้ไม่สำคัญกับหม่อมฉันได้อย่างไร ในเมื่อสตรีวังหลังคิดจะนำยาต่ำช้ามาผูกมัดเพื่อให้บุตรของฝ่าบาทกำเนิดแก่นาง”



                ไม่ผิดจากที่คาดไว้ แต่ก็ไม่คิดว่านางจะเอ่ยออกมาเช่นนี้เหมือนกัน หวงเฟิงหยางนึกอย่างจะหัวเราะให้กับชีวิตของตนเองเหลือเกิน สตรีอื่นวิ่งโล่มาหาพระองค์เพราะต้องการให้พระองค์ประทานบุตรให้ประหนึ่งพระองค์เป็นเทพเซียน ส่วนสตรีที่พระองค์อยากจะมีบุตรด้วยนั้นกลับนิ่งเฉยต่อเรื่องนี้



                “เรื่องนี้เป็นเรื่องของวาสนา เหตุใดเจ้าไม่คิดบ้างว่าไม่มีวาสนาพอที่จะได้ตั้งครรภ์บุตรของเจิ้น”



                “ฝ่าบาท”



                บอกปัดหน้าที่นี้ให้กับวาสนา มองใบหน้าที่ไม่พอใจของสตรีงามข้างกายที่ดูอย่างไรพระองค์ก็ไม่พิศวาสนางแม้สักนิด 

                    


                         “อีกอย่างเจิ้นเรียกร้องเช่นนั้นหรือ” หวงเฟิงหยางมองใบหน้าของสตรีที่ยืนอยู่ข้างกาย “บุตรของเจิ้นที่เกิดจากสนม... เจิ้นเรียกร้องให้บุตรเกิดแก่พวกเจ้าอย่างนั้นหรือ”



                มองสตรีที่ทำหน้าไม่ถูกเมื่อถูกคำบริภาษของพระองค์เข้าไป นี่ไม่ใช่โกงการอะไรของพวกนาง พระองค์ไม่ได้โง่เขลาถึงให้นางมาชี้แนะเรื่องที่เกิดขึ้นในวังหลังของพระองค์ ด้วยเหตุนี้แล้วจะเข้าออกตำหนักที่มีอยู่มากมายในวังหลังโดยไม่คิดหน้าคิดหลังได้อย่างไรในเมื่อสตรีที่มากมายคิดเพียงแต่เรื่องพวกนี้ไม่เว้นวัน ด้วยเหตุนี้ที่ผ่านมาเลยวางเฉยกับยาห้ามตั้งครรภ์ของหยางไท่เฟยที่ส่งไปทุกตำหนัก แต่มีเพียงตำหนักเดียวที่พระองค์มิยินยอม หรือยินดีในการส่งยาห้ามตั้งครรภ์ไป



                “ออกไปได้แล้ว เจ้ารบกวนเจิ้นมากไปแล้วสนมฮุยกุยเฟย”



                “ฝ่าบาทเพคะ...”



                “ออกไป”



                 พูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ น้ำเสียงหนักแน่นจนสตรีที่คิดจะเอ่ยทัดทานต้องนิ่งเงียบและเดินจากไปตามรับสั่งของโอรสสวรรค์ ที่พอลับหลังสตรีน่ารำคาญก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่



                นั่งจมกับราชกิจมากมายอีกครั้งเพื่อรอเวลาที่พระองค์จะได้เสด็จตำหนักเหลียนฮวาเช่นทุกวัน แต่ผ่านไปแค่ครึ่งวัน สตรีน่ารำคาญอีกนางหนึ่งก็ปรากฎกาย และสตรีนางนี้ดูเหมือนว่าจะน่ารำคาญกว่าสนมฮุยกุยเฟยก่อนหน้า ความทรงจำเมื่อครั้งก่อนที่ก้าวเท้าข่าตำหนักหลันฮวาหวงเฟิงหยางยังคงไม่ลืมเลือน สตรีช่างพูด ที่พูดแต่เรื่องไร้สาระนั่น มาขอเข้าเฝ้าพระองค์...



                ช่างเป็นวันที่น่ารำคาญอะไรเช่นนี้



                มองสตรีร่างเล็ก ทำทีท่าเปราะบางประหนึ่งแก้วล้ำค่าก็ได้แต่เอือมระอา ไหนจะใบหน้าที่น่าเวทนานั่นอีก นางไม่ต้องเอ่ยปากพระองค์ก็ทราบดีว่านางมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจอะไรถึงมาหาพระองค์ได้



                เรื่องฎีกาที่กองอยู่ตรงหน้าอย่างไรเสียก็ไม่ใช่ความลับ... เพราะไม่ใช่ความลับเลยรู้กันทั่ว ว่ามีคนปล่อยข่าวเสียหายว่าสนมลู่เฟยคบคิดกับบิดาเสนาบดีลู่เซียนวางยากำหนัดองค์จักรพรรดิ ข่าวเดียวกับสนมฮุยกุยเฟยที่หน้าตาตื่นมาหาพระองค์ก่อนหน้านี้



                “ฝ่าบาทเพคะ” น้ำเสียงที่ระคนจะร้องไห้ของนางไม่ได้เรียกความสงสารของหวงเฟิงหยางเลย ใช่ว่าพระองค์จะเป็นเด็กน้อยที่แยกเสียจนแยกแยะความจริงกับความแสแสร้งอย่างเช่นตรงหน้าไม่ออก



                “เรื่องยาปลุกกำหนัดนั้น... หม่อมฉันถูกใส่ร้ายนะเพคะ ฝ่าบาทให้ความเป็นธรรมกับหม่อมฉันด้วย”



                แน่นอนที่สุด... มีสตรีเรียกร้องความเป็นธรรมถึงที่ เห็นทีพระองค์คงจะไม่ปล่อยผ่านเหมือมนครั้งก่อนที่ทำทีท่าไม่ใส่ใจในเรื่องนี้



                “จะให้เจิ้นช่วยอย่างไร”



                “หม่อมฉันมิได้กระทำ ฝ่าบาทเสด็จมาหาหม่อมฉันน้อยครั้งนัก แล้วหม่อมฉันจะกระทำเช่นนั้นได้อย่างไร อีกอย่างพักหลังมานี่ฝ่าบาทมิเคย... มิเคยค้างที่ตำหนักของหม่อมฉันเลย” สตรีงามหลุบตาต่ำแสร้งทำทีท่าเนียมอาย “ใครต่อใครล้วนทราบดีว่าพักหลังมานี้ฝ่าบาทเสด็จแต่ตำหนักเหลียนฮวา...”



                หวงเฟิงหยางมองสตรีที่เข้ามาก่อกวน โยนเรื่องให้พ้นตัวโดยการโยนเข้าตำหนักเหลียนฮวา ช่างนับว่ากระทำสิ่งที่โง่เขลานัก สตรีที่โง่เขลาเสมอต้นเสมอปลายเช่นนี้ อยู่ในวังหลังได้นานขนาดนี้ได้อย่างไรกันหนอ หรือเพราะโง่เขลาจนเอาตัวรอดได้ไปวันๆหนึ่ง



                “เจ้าจะกล่าวว่าหวงโฮ่วเป็นคนปล่อยข่าวเรื่องยาปลุกกำหนัด หรือกล่าวหาว่าหวงโฮ่วเป็นคนวางยาเสียเอง”



                “ไม่ใช่นะเพคะ หม่อมฉันมิกล้า”



                “มิกล้า แต่เอ่ยออกมาเช่นนั้น เจิ้นจะไม่รู้เจตนาของเจ้าได้อย่างไร”  



                “ฝ่าบาทเพคะ ให้ความเป็นธรรมกับหม่อมฉันด้วย”



                หวงเฟิงหยางมองสตรีที่เอาแต่เรียกร้องให้พระองค์ประทานความเป็นธรรมให้ไม่หยุดหย่อน “ได้ เมื่อเจ้าร้องขอความเป็นธรรมเจิ้นก็จะให้”



                สนมลู่เฟยเงยหน้าสบจักรพรรดิที่ รอยยิ้มปรากฏขึ้นด้วยความดีใจ



                “แต่ถ้าเจ้ามีความผิดจริง ความเป็นธรรมที่เจ้าเรียกร้อง เจ้าจะเอาคืนไม่ได้ คงรู้กระมังว่าโทษทัณฑ์ร้ายแรงเพียงใด”



                “ฝ่าบาท...”          


  

                “เจิ้นให้โอกาสเจ้าแล้วลู่เฟย เจ้าและบิดาโง่เขลาเกินไปที่จะรับมัน”



                โอกาสที่ว่านั่นคือครั่งหนึ่งที่มอบให้กับบิดาของสนมผู้นี้ในท้องพระโรง การหยิบยกข้อกังข้าของอาเหมยขึ้นมาตั้งเป็นประเด็นในท้องพระโรงนั้นนับว่าเมตตาแล้ว ไหนจะปล่อยให้มาร้องขอความเป็นธรรมต่อพระองค์ ณ เวลานี้อีก นับว่าพระองค์ให้โอกาสครอบครัวนี้ถึงสองครั้ง แต่กลับไม่มีใครรักษาโอกาสไว้ได้เลย ทั้งยังกระทำการไม่รอบครอบกว่าที่พระองค์คิดไว้ เพราะมีขุนนางไม่น้อยที่ล่วงรู้ในการณ์กระทำโง่เขลาครั้งนี้ หากปล่อยไปอีกหน พระองค์จะดำรงตำแหน่งจักรพรรดิได้อย่างไร หากจัดการเรื่องในวังหลังของตนไม่เด็ดขาด ทั้งยังถูกล่อลวงด้วยกลอุบายเช่นนี้ยิ่งแล้วใหญ่ เว้นเสียแต่พระองค์จะเข็นเรือตามน้ำไปอีกสักหน เพื่อประโยชน์ต่อจากนี้



                “ออกไปได้แล้ว เจิ้นจะตัดสินทุกอย่างด้วยความยุติธรรมอย่างที่เจ้าต้องการ”



                ปรายตามองสตรีที่ยังไม่ทำตามรับสั่ง แต่กลับยืนนิ่งใบหน้าวิตกกังวลนั้นทวีคูณเสียยิ่งกว่าตอนนางก้าวเข้ามาหาพระองค์ในคราแรก แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อนางทำตัวเองทั้งสิ้น



                “พาสนมลู่เฟยออกไป” เมื่อนางไม่ออกไปตามรับสั่ง ก็เอ่ยรับสั่งกับข้ารับใช้ที่รายล้อมกันอยู่ด้านนอกให้พาสนม่เฟยออกไปให้พ้นจากพระพักตร์ของจักรพรรดิที่เริ่มหงุดกงิดขึ้นมาเสียแล้ว



                “ฝ่าบาททำเช่นนี้กับหม่อมฉันไม่ได้นะเพคะ แล้วสนมฮุยกุยเฟยเล่า ฝ่าบาทจะปล่อยนางไปหรือเพคะ ในเมื่อบิดาของนางก็กระทผิดร้ายแรงเช่นกัน บิดเบือนราชองค์การเรื่องเล็กน้อยหรือเพคะ”



                สตรีที่ดวงตาแดงกร่ำ ขัดขืนข้ารับใช้ที่จะพาตัวออกไปเอ่ยขึ้นด้วยความเดือดดาลและจนตรอกอย่างถึงที่สุด แต่ความจริงแล้วหวงเฟิงหยางยังไม่อยากให้นางได้เอื้อยเอ่ยสิ่งใดออกมาในเวลานี้แม้แต่น้อย เพราะยิ่งพูดมากเท่าใด ก็ยิ่งดึงเรื่องเข้าหาตัวมากขึ้นเท่านั้น



                เมินเฉยต่อถ้อยคำที่จะฟ้องร้องความผิดของอีกฝ่าย ที่ถูกหยิบยกเป็นประเด็นไม่ต่างกัน ก้มหน้าทำงานของตนต่อไปโดยมิได้ใส่ใจ จนสนมลู่เฟยกลับออกไปแล้วจึงได้แต่ถอนหายใจขึ้นมาอีกหน วันนี้นับว่าเป็นวันที่หวงเฟิงหยางถอนหายใจนับร้อยครั้งให้กับปัญหาต่างๆนานา ที่ใครต่อใครคิดไม่ตกและมากองตรงหน้าพระองค์แทน เริ่มจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดอาเหมยถึงชอบโวยวายใส่พระองค์ทั้งยังบ่นไม่ขาดปากว่าชอบเอาปัญหามากองไว้หน้าตำหนักของนาง



                เวลามีปัญหามากองถมกันตรงหน้า ใครบ้างเล่าจะไม่เหนื่อยหน่ายใจ ไหนจะปวดหัวคำคำตลบแตลงไปมาของคนจนตรอกและหมดหนทางสู้



                นั่งบนภูดูเสือกัดกัน อย่างที่อาเหมยเคยกล่าวนั้น เกรงว่าจะไม่ได้นั่งบนภูด้วยความสบายใจเพื่อมองดูเสือกัดกันเสียแล้ว หากเสือทั้งสองยังคงคาบชิ้นเนื้อที่เต็มไปด้วยกลิ่นสาปเลือดมาให้พระองค์ตัดสินว่าชิ้นใดนั้นใหญ่กว่ากัน ทั้งๆที่ความจริงนั้น เนื้อทั้งสองล้วนเปื้อนเลือดและมีแต่กลิ่นสาป ยิ่งมาวางเทียบตรงหน้าก็มีแต่จะโอ้อวดความผิดของตนเอง แต่อย่างไรแล้ว พระองค์ก็เหมือนจะได้ประโยชน์ต่อเรื่องนี้มากที่สุด ไม่ว่าสุดท้ายแล้วจะจบลงเช่นไรก็ตาม


+++++++++++++++

#ลูกเต่ากับดอกเหมย 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.37K ครั้ง

22 ความคิดเห็น

  1. #2630 มากิริจัง (@mikiri) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 16 เมษายน 2562 / 22:26
    เปรียบเทียบได้เห็นภาพดีจังค่ะ
    ชิ้นเนื้อที่มีแต่กลิ่นสาปยังนำมาโออวดกัน
    #2630
    0
  2. #1485 โลลิค่อน (@0881637445) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 17:43
    ต่อค่าาา
    #1485
    0
  3. #1366 armmy2536 (@armmy2536) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 8 มกราคม 2562 / 15:56
    อาเหมยเมื่อไหร่จะมีลูกเต่าน้อยๆมาให้พ่อเต่าล่ะ
    #1366
    0
  4. #1362 DoNuT00910 (@DoNuT00910) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 7 มกราคม 2562 / 19:02
    สนุกค่าาาา มาต่อไวๆน้า รอเสมออ~
    #1362
    0
  5. #1357 LukiMemory (@LukiMemory) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 7 มกราคม 2562 / 15:33
    รอนะคะ
    #1357
    0
  6. #1351 ~LufaH~ (@fak_fa) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 7 มกราคม 2562 / 08:18
    อยากเห็นฉากเก็บกวาดเร็วๆจังค่ะ
    #1351
    1
    • #1351-1 郭玉 / กัวอวี้ (@ciel22) (จากตอนที่ 32)
      7 มกราคม 2562 / 08:43

      มีแน่นอน แต่ละบทค่อนข้างยาว นักอ่านใจเย็นๆนะคะ 😉
      #1351-1
  7. #1349 Boom (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 18:35

    พระสนมซูนี่ยังไง สงสัย

    #1349
    1
    • #1349-1 (@ciel22) (จากตอนที่ 32)
      7 มกราคม 2562 / 08:12
      เป็นตัวละครที่ไม่ใช่ความลับแต่ยังบอกไม่ได้~~~
      #1349-1
  8. #1348 r123123 (@r123123) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 5 มกราคม 2562 / 21:17

    ขอบคุณนะคะ

    #1348
    0
  9. #1347 นกยูง-มายา (@Nokyoong) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 5 มกราคม 2562 / 14:06

    เมียมากก็ลำบากงี้ละ


    ปล. กลิ่นสาบ

    #1347
    0
  10. #1346 PuLuksame (@PuLuksame) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 5 มกราคม 2562 / 14:03
    อาเหมยสนใจเต้หน่อยเต้งอนแล้วนะ5555
    #1346
    0
  11. #1345 ning792528 (@vj792528) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 5 มกราคม 2562 / 13:29

    ฮ่องเต้จัดการวังหลังให้เรียบร้อย รวมเงินๆทองๆอาเหมยด้วย

    #1345
    0
  12. #1344 Namtip2002 (@Namtip2002) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 5 มกราคม 2562 / 12:31
    โถ่วอาเหมยสนใจเจ้าลูกเต่าหน่อย

    ถอนหายใจสะวันละหลายร้อยเลย😆😆😆
    #1344
    0
  13. #1343 yingyui2528 (@yingyui2528) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 5 มกราคม 2562 / 06:02
    สู้ๆนะเพคะ
    #1343
    0
  14. #1326 pondbambam (@pondbambam) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 5 มกราคม 2562 / 00:55
    อาเหมยละก็
    #1326
    0
  15. #1325 Plengg pleng (@ttppss) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 5 มกราคม 2562 / 00:27
    สงสารฮ่องเต้นะอาเหมยสนใจพี่เค้าหน่อย5555555
    #1325
    0
  16. #1324 amie_ppcy (@amie_ppcy) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 23:41
    ฮ่องเต้ขี้งอนขี้น้อยใจจังเพคะ555555
    #1324
    0
  17. วันที่ 4 มกราคม 2562 / 22:13
    ขอบคุณครับ
    #1322
    0
  18. #1321 Dame_SD (@damesdark) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 21:31
    สนุกๆ สงสารพี่เต้นะ5555
    #1321
    0
  19. #1320 mioruki (@mioruki) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 21:29
    ทำไมรู้สึกเกลียดพระสนมซูจัง!!
    #1320
    0
  20. #1319 L¡e₩ Sa¡ 林 榴莲 (@sai_singha) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 21:27

    ชอบมากเบย
    #1319
    0
  21. #1318 raving_fox (@raving_fox) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 21:21
    ฮ่องเต้คือหมาหัวเน่าเมื่อพนะสนมซูมา5555555
    #1318
    0
  22. #1317 mikmb79 (@mikmb79) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 21:20
    รออยู่นะคะะะ
    #1317
    0