บอกข้าหน่อย ‘ฮองเฮา’ นี่ใช่เมียหลวงไหม!?

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 970,070 Views

  • 2,830 Comments

  • 18,050 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    55,360

    Overall
    970,070

ตอนที่ 34 : บทที่ ๒๐ :: คู่ควรไม่คู่ควรจักรพรรดิเป็นผู้เลือก (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 35783
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1683 ครั้ง
    11 ก.พ. 62

***เพิ่มชี้แจงข้างล่างจ้า


อีกฝากฝั่งหนึ่งของตลาด หวงเฟิงหยางและอาเหมยยังคงเดินตลาดพร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตต่างๆไปด้วย การเดินตลาดในครั้งนี้จึงไม่ได้ใกล้เคียงกับครั้งก่อนในงานเทศกาลเสียทีเดียว ที่ไม่มีเรื่องใดให้ต้องคิด เพียงรื่นเริงกับงานเทศกาล แต่ครั้งนี้ต่างออกไป ครั้งนี้ทั้งคู่ต้องคอยสังเกตว่าข้าวของราคาแพงขึ้นนั้น แพงเกินกว่าที่ชาวบ้านจะรับไหวหรือไหม หากรับไม่ไหวแล้ว คงจะเกิดเรื่องในใหญ่ในอีกไม่ช้า



                หวงเฟิงหยางหยุดที่ร้านขายธัญพืชร้านหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามราคและต้องตกใจอีกหนเมื่อราคาทวีคูณเสียยิ่งกว่าตอนส่งเสบียงอาหารไปช่วยกำลังพลที่ชายแดนแคว้นซาน



                หวงเฟิงหยางนิ่งคิดจนเกิดความวิตกกังวลถึงในกาลอันใกล้นี้



                “ว่าอย่างไรจะซื้อไหม ไม่ซื้อก็ออกไป”



                หวงเฟิงหยางมองพ่อค้าวัยกลางคนที่เอ่ยปากไล่อย่างไม่ใยดี แม้จะไม่พอใจอยู่บ้างแต่ตอนนี้ก็ไม่ชาเวลาจะมาคิดเล็กคิดน้อยเช่นกัน จึงได้แต่ถอนหายใจคว้ามือนุ่มนิ่มของสตรีที่คิดไม่ตกอยู่ข้างกันให้ออกมา



                “จริงอย่างที่น้องหญิงกล่าวถูกประการ ข้าวของแพงขึ้นผิดหูผิดตา”



                “เห็นทีเราคงต้องเร่งรัดเรื่องทองปลอมเสียแล้ว มิเช่นนั้นข้าวของยิ่งแพงขึ้นอีกเป็นเท่าทวีแน่ ไหนจะเรื่องพิพาทชายแดนทั้งสองที่อีก มีวี่แววจะจบลงหรือยังเจ้าค่ะ”



                “ด้านแคว้นซานไม่มีอะไรมาก เพียงการเมืองภายในเท่านั้น อาจจะกินเวลาไม่ถึงปีก็น่าจะยุติแล้ว ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ทางแคว้นฉีข้ายังแก้ไม่ตก หากไม่ใช่พวกขุนนางเฒ่าพวกนั้นแต่มีคนอยู่เบื้องหลังก็คงต้องบีบให้เจ้าพวกนั้นเปิดปากบอกความจริง มิเช่นนั้นจะพากันเสียหายไปหมด”



                “แต่จะทำอย่างไรในเมื่อพวกนั้นกำลังเบี่ยงเบนความสนใจของฝ่า... ของท่านพี่”



                “ก็แก้ไปตามเรื่องก่อน เจ้าพวกนั้นขุดคุ้ยเรื่องใดมากองตรงหน้า ก็จัดการเรื่องนั้นไปก่อน สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ก็คงจะหลุดออกมาในไม่ช้า”



                “หม่อมฉันเชื่อว่าอย่างไรเรื่องนี้ต้องมีคนอยู่เบื้องหลัง ขุนนางพวกนั้นจากที่ดูแล้วไม่น่าจะฉลาดพอที่จะคิดเรื่องพวกนี้ได้ด้วยซ้ำไป ห่วงแต่เรื่องอำนาจและผลประโยชน์เช่นนี้ คงไม่คิดกระทำการที่สลับซับซ้อนไปมาได้”



                 “เชื่อเถอะ เรื่องที่เราสร้างไว้ใช่ว่าจะไม่กระทบกระเทือนอีกฝ่าย ตอนนี้ก็แค่รอดูว่าจะแสดงท่าทีอะไรออกมาอีก”



                อาเหมยคิดใคร่ครวญตามก็จริงตามที่หวงเฟิงหยางกล่าว หากแต่ตอนนี้ถ้ามีวิธีที่จะรวบรวมทองคำปลอมพวกนั้นได้ก็คงจะดีงงง



                “ที่นี่มีร้านแลกตั๋วเงินไหมเจ้าค่ะ” คำถามที่ผุดขึ้นมากะทันหัน ร้านแลกตั๋วเงินที่เคยปรากฏในซีรีส์ช่องทีวีบีที่มารดาโปรดปรานนั้น หากมีอยู่จริงงานนี้อาจจะง่ายขึ้นเป็นกอง ชาวบ้านนำเงิน นำทองคำมาแลกเป็นตั๋วเงิน ง่ายต่อการใช้สอย ทั้งเงินและทอองคำล้วนอยู่ที่เดียวกัน ง่ายต่อการตรวจสอบ แต่เหมือนจะไม่ง่ายอย่างที่คิดเมื่อจักรพรรดิของแผ่นดินกำลังตีหน้าฉงนสงสัย และเอ่ยขึ้นอย่างไม่ค่อยเชื่อหูตนเองว่านางพูดอะไรออกไป



                “หา!?



                เช่นนี้แล้วคงไม่มีสินะ...



                พักความคิดโลดโผนอย่างในซีรีส์ไว้ และฝังกลบความคิดนั้นให้จมดิน เพราะถ้าหากหลุดอะไรออกไปอีกเกรงว่าหวงเฟิงหยาจะคาดคั้นเสียจนนางตอบไม่ได้เช่นกัน



                “เปล่าเจ้าค่ะ” เอ่ยปฏิเสธด้วยยังไม่อยากมาไล่อธิบายในเรื่องที่นางเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจนักให้อีกฝ่ายได้รับรู้ รั้งมือบุรุษที่ยังคงมีท่าทีสงสัยให้เดินต่อ แสร้งว่าสนใจผ้าแพรไหมข้างทางเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของหวงเฟิงหยาง



                อาเหมยลูบๆคล่ำเจ้าผ้าแพรต่วนไม่ต่างจากที่สวมใส่อยู่อย่างสนใจ แม้ใจจริงแล้วนางไม่ได้สนใจเจ้าผ้านี่เสียเท่าไหร่นักเพียงแค่ต้องการเปลี่ยนเรื่องก็เท่านั้น



                ส่วนบุรุษที่เดินตามภรรยามานั้นแม้จะสงสัยในสิ่งที่อาเหมยพูด แต่ก็รู้ดีว่าถ้านางอยากบอกไม่ต้องขอร้องนางก็จะบอกแต่โดยดี หากแต่มีท่าทีเช่นนี้แล้ว นางคงไม่อยากจะอธิบายอันใดให้พระองค์ได้กระจ่าง เช่นนั้นจึงปล่อยผ่านเรื่องเมื่อครู่ไป และหันมาสนใจผ้าแพรต่วนในมือของอีกฝ่ายแทน



                “อยากได้หรือ” มองผ้าแพรในมือของอาเหมยและถามขึ้น “ไปดูร้านตรงมุมตลาดจะดีกว่า ร้านค้าของจวิ๋นอ๋อง มีทุกอย่างขายที่นั่น อีกทั้งเป็นของดี”



                “ร้านค้าของจวิ๋นอ๋อง”



                “ใช่ ร้านค้าของไป๋ฉางจวิ๋นอ๋องที่เจ้าสนใจเมื่อครั้งก่อน ถึงขนาดไตร่ถามจวิ๋นอ๋องไม่หยุดอย่างไร จำไม่ได้หรือ”



                อาเหมยมองบุรุษที่แสยะยิ้มก่อนจะเดินนำออไป สตรีที่ได้รับรอยยิ้มที่น่าหมั้นไส้เมื่อครู่นี้ก็ได้แต่ยืนนิ่ง ใจนึกอยากจะบิดบั้นเอวหวงเฟิงหยางให้ขึ้นเขียว กล้าดีอย่างไรมาประชดนางเช่นเมื่อครู่นี้!



                หน็อย! มันน่านัก!




                เดินตามบุรุษที่น่าหมั้นไส้กว่าผู้ใดในแผ่นดินที่นางเคยเจอ จนมาหยุดยืนอยู่หน้าร้านค้าที่นับได้ว่าใหญ่กว่าร้านอื่นในที่นี่ ผู้คนมากมายคราคร่ำในร้าน และลูกค้าที่อยู่ภายในนั้นล้วนแต่งกายด้วยผ้าสีสดเนื้อดีทั้งสิ้น แค่นี้ก็พอจะเดาได้ไม่อยากว่าลูกค้าร้านนี้นั้นล้วนเป็นคนใหญ่คนโตและมั่งมีในเมืองหลวงนี้ 



                ไม่ทันที่จะได้เข้าไปในร้าน บุรุษคุ้นตาก็เดินสวนออกมาเสียก่อน และบุรุษที่ว่านั่นก็หยุดยืนอยู่ต่อหน้าหวงเฟิงหยาง แม้จะมีท่าทีตื่นตะลึงแต่ก็ยังยิ้มกว้าง ซึ่งรอยยิ้มที่ว่านั้นดูอย่างไรก็เหมือนจะแสร้งทำเสียมากกว่า



                “เฟิงเทียน...” หวงเฟิงหยางเอ่ยชื่อบุรุษที่มายืนตรงหน้าอย่างด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ทำไมข้าไปที่ใดก็เจอแต่เจ้า”



                “กระหม่อม เอ้ย! ข้าก็ไม่ทราบเช่นกันว่าเหตุใดถึงได้เจอพี่ใหญ่บ่อยนัก เอ๊ะแต่ที่นี่ไม่ใช่วังหลวงเหตุใดข้าถึงได้เจอท่านที่นี่ได้กันเล่า แล้วนี่” หวงเฟิงเทียนผินหน้ามายังสตรีที่ยืนอยู่ข้างพี่ใหญ่ของตนเอง “พี่สะใภ้ก็ด้วยหรือ”



                อาเหมยได้แต่ยิ้มออกมาอย่างไม่ทุกข์ร้อนให้กับบุรุษรูปงาม วัยละอ่อน ที่กำลังยั่วโทสะพี่ชายตนเองอยู่ด้วยความชอบใจ



                “จะไปไหนก็ไป ข้าไม่ได้อยากเห็นหน้าเจ้า”



                “ไล่น้องเช่นนี้ได้อย่างไร ท่านเป็นพี่ข้านะ”



                “เพราะข้าเป็นพี่เจ้า ข้าเลยสั่งให้เจ้าไปให้พ้นๆหน้าข้าเสียที”



                “เหตุใดพี่ใหญ่ข่างใจร้ายนัก ข้านึกดีใจที่ได้เจอพี่ใหญ่ที่นี่ พี่สะใภ้ท่านดูสามีของท่านกระทำกับข้าสิ ทำกับน้องชายเช่นนี้ช่างใจร้ายเหลือเกิน”



                อาเหมยมองชายหนุ่มวัยขบเผาะช่างฉอล้อที่กำลังดึงนางไปเป็นที่กำบังของพี่ชาย



                “เฟิงเทียน”



                หวงเฟิงหยางยังคงเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำประหนึ่งกำลังกลั้นความโมโหที่อยู่ภายใน



                “ขอรับ ข้าเข้าใจแล้วขอรับ” หยอกล้อพี่ชายสมดั่งใจก็ตั้งท่าจะเดินจากไปด้วยเกรงว่าหากอยู่นานกว่านี้จะเป็นที่รำคาญพระทัยได้ “อ้อ แต่ถ้าท่านมีธุระกับจวิ๋นอ๋องเห็นทีว่าจะมาเสียเทียว จวิ๋นอ๋องไม่ได้อยู่ที่ร้าน”



                “เจ้ามาหาจวิ๋นอ๋องหรือ”



                “ขอรับ จวิ๋นอ๋องขอให้ข้ามาช่วยเรื่องเสบียงที่ส่งไปช่วยกำลังพล”



                “ถึงตอนนี้จวิ๋นอ๋องยังไม่ได้ส่งเสบียงไปอีกหรือ ข้าให้แม่ทัพเสวี่ยเคลื่อนพลไปกึ่งเดือนแล้ว”



                “ส่งไปบ้างแล้วบางส่วนพร้อมกับขบวนของแม่ทัพเสวี่ย จวิ๋นอ๋องว่าข้าวของหาได้ยาก นี่ก็ให้ข้ามาช่วยดูเรื่องการรวบรวมของจากร้านค้าของจวิ๋นอ๋องตามที่ต่างๆ จวิ๋นอ๋องกล่าวว่าใช้คนอื่นก็ไม่เหมาะเพราะเรื่องนี้มีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง ใช้คนในครอบครัวให้ช่วยจะเหมาะกว่า”



                “จวิ๋นอ๋อง ใช้ชินอ๋องได้หรือ ข้าก็เพิ่งทราบ”



                “โธ่พี่ใหญ่ ข้าเป็นชินอ๋องก็จริงอยู่ แม้จะอายุไล่เลี่ยกันกับจวิ๋นอ๋อง แต่ถ้าหากนับญาติดูแล้วจวิ๋นอ๋องก็เป็นท่านอาของเราจะให้ข้าปฏิเสธได้อย่างไร”



                “หากเรื่องเป็นอย่างไรก็รายงานข้าด้วย หากเสบียงยังไปไม่ถึงภายในเดือนนี้เกรงว่าทหารจะพากันอดเสียก่อน”



                “ขอรับ คืบหน้าอย่างไรข้าจะรายงานให้ท่านทราบ ว่าแต่ช่วงนี้ก็มีเรื่องใหญ่ที่ท่านต้องจัดการมิใช่หรือ ออกมาเช่นนี้จะดีหรือขอรับ”



                “นั่นเรื่องของข้า เจ้าไปได้แล้วเฟิงเทียน”



                “ขอรับ เช่นนั้นข้าขอตัว” ทำความเคารพเล็กน้อยพอเป็นพิธีกับพี่ชายผู้เป็นจักรพรรดิและสตรีงามที่ติดตามพี่ชายมาด้วย



                ให้หลังหวงเฟิงเทียนท่าทีของหวงเฟิงหยางก็กลับมาขรึมผิดหูผิดตาอีกครั้ง อาเหมยที่ก่อนหน้านี้แม้จะหมั้นไส้บุรุษผู้นี้แต่เวลานี้นางได้แต่เอื้อมมือไปกาะแขนบุรุษที่ยังคงเอาแต่ยืนนิ่งด้วยความกังวล



                “เป็นอะไรไปเจ้าคะ ช่วงนี้มีอะไรหรือ”



                หวงเฟิงหยางปรับสีหน้า ยิ้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อมองสตรีข้างกายเวลานี้ที่เอ่ยถามขึ้นมา



                “ก็ต้องสะสางเรื่องเสือเฒ่าสองตัวนั้นอย่างไร ใต้เท้าลู่กับใต้เท้าฮุย สองเรื่องใหญ่ที่เจิ้นต้องจัดการแต่จะจัดการได้เด็ดขาดแค่ไหนก็ยังไม่แน่ใจ เพราะอย่างไรเสียทั้งสองคนนั้นคือคนที่จะพาเราไปถึงผู้อยู่ที่เบื้องหลังได้”



                เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ของหวงเฟิงหยางดังขึ้น ก่อนใบหน้าขรึมเมื่อครู่จะหายไป หวงเฟิงหยางคว้ามือของอาเหมยและเดินเข้าภายในร้านค้าโอ่อ่าของเมืองหลวง และปล่อยให้นางได้เลือกสินค้านานาชนิดให้สมใจ ส่วนพระองค์นั้นกลับปลีกตัวออกไปนั่งจิบชายังโต๊ะรับรองที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับลูกค้า



                อาเหมยไม่ได้สนใจสิ่งของมากมายตรงหน้าเสียเท่าใดนัก นางมองใบยังบุรุษที่ครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ คิ้วทั้งสองข้างขมวดชมกัน มือยกน้ำชาขึ้นมาดื่ม มือข้างหนึ่งคลี่พัดและขยับไปมาอย่างไม่ใส่ใจ



                อาเหมยได้แต่ปล่อยให้หวงเฟิงหยางได้อยู่กับตนเอง หากนางเข้าไปซักไซ้มากกว่านี้เห็นทีจะไม่เหมาะ นางเป็นสตรี ต่อให้หวงเฟิงหยางยกยอปอปั้นว่านางเก่งกาจเพียงใดก็ตามแต่ สุดท้ายแล้วนางก็ยังคงเป็นเพียงสตรีนางหนึ่งที่ไม่รู้เรื่องการเมืองคนหนึ่งเท่านั้น จึงได้แต่จำใจปล่อยหวงเฟิงหยางให้อยู่ในภวังค์เห็นความคิดและเดินไล่ดูของภายในร้านเพื่อฆ่าเวลา สายตาก็พลันไปเห็นแหวนหยกชิ้นหนึ่ง ที่ไม่ได้คล้ายคลึงกับแหวนหยกทั่วไปในปัจจุนบัน ด้วยว่ามีขนานที่ใหญ่กว่า และนางก็ไม่ใคร่เห็นใครใส่นัก แต่เหมือนก่อนหน้านี้หวงเฟิงหยางจะใส่อยู่ครั้งสองครั้งกระมัง



                นิ้วขาวไล่สัมผัสลงบนหยกที่ส่งผ่านความเย็นมาที่นิ้วมือของนาง



                “ปานจื่อเจ้าค่ะ มีเพียงร้านของจวิ๋นอ๋องเท่านั้นที่ขายปานจื่อหยกสีแดงเนื้อดีสลักลายเช่นนี้ ว่ากันว่าหากจะหาของดีทัดเทียนของร้านจวิ๋นอ๋องในเมืองหลวงนี้คงจะมีเพียงของจักรพรรดเท่านั้น”



                อาเหมยมองของที่ว่ามีเพียงแต่จักรพรรดิที่ได้ใส่หยกชั้นดี...



                ขนาดนั้นเชียวหรือ...



                ถ้าอย่างนั้นไอ้ของชั้นดีที่ว่านี้นางจะต้องจ่ายสักกี่อีแปะ กี่ตำลึงเชียว ผู้เป็นฮองเฮาอย่างนางถึงจะได้ครอบครอง...  


                    หวงเฟิงหยางที่นั่งทอดอารมณ์จมอยู่ความคิดนานาภายในหัว ก็ลอบมองสตรีที่พระองค์พามาด้วยอยู่เป็นระยะ เรื่องซื้อของนั้นไม่ใช่เรื่องถนัดของพระองค์เสียเท่าใดนัก สู้ปล่อยให้นางได้เลือกด้วยตนเองจึงจะเหมาะกว่าการเดินตามนาง เช่นนั้นดูท่าแล้วจะสร้างความรำคาญให้นางเสียมากกว่า จึงได้นั่งมองนางอยู่ห่างๆพลางคิดถึงเรื่องงานมากมายที่ต้องสะสางเช่นกัน



                “นายท่าน”



                นั่งจิบชาอยู่เพียงลำพังก็มีบุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามาหาด้วยท่าทีตื่นๆ สายตาของบุรุษผู้นั้นมองพัดในมือของหวงเฟิงหยางไม่วางตา ประหนึ่งอยากจะได้มาเป็นเจ้าของเสียเอง



                “ภาพวาดบนพัดของท่านช่างสวยงามนัก บทกวีก็ช่างไพรเราะ” หวงเฟิงหยางหยุดข้อมือที่กำลังโบกพัดเล่มงาม และมองดูพัดที่ชายตรงหน้าว่าสวยงามเหลือเกิน



                พอเห็นลวดลายบนพัดก็พอจะเข้าใจได้ ความจริงพระองค์หยิบพัดเล่มไหนมายังไม่ได้สังเกตด้วยซ่ำไป พัดในมือเล่มนี้จิตกรชั้นหนึ่งของวังหลวงวาดให้ฉะนั้นแล้วจะไม่ให้สวยได้อย่างไร ส่วนบทกลอนนั้นพระองค์เป็นคนบรรจงเขียนเองกับมือ ลายมือของจักรพรรดิจะให้เป็นรองใครได้อย่างไร ในเมื่อวันเวลาของวัยเยาว์ล้วนหมดสิ้นไปกับการคัดอักษร 



                คิดเช่นนั้นก็ได้แต่ซ่อนรอยยิ้มไว้ แต่บุรุษตรหน้าก็เหมือนจะชอบภาพวาดนี้เหลือเกินจนอดที่จะถามกลับไม่ได้



                “ท่านอยากได้หรือ”



                “งามเช่นนี้ใครบ้างที่ไม่อยากได้ หากท่านวาดเองเขียนเองก็นับว่ามีฝีมือ น่าชื่นชม แต่ถ้าซื้อมาก็คงจะแพงน่าดู” บุรุษที่เข้ามาซักถามกล่าวขึ้นอย่างนึกขยาดในราคาของพัดในมือบุรุษรูปงาม



                “อย่างท่านคงจะหาซื้อได้ไม่ยากเช่นกันไม่ใช่หรือ เข้าร้านค้านี้ได้นับว่าต้องเป็นผู้มั่งมีในเมืองหลวง”



                “ท่านกล่าวเกินไปแล้ว ข้าเป็นเพียงคนงานที่นี่เท่านั้น ข้าเองก็เป็นจิตกรวาดพัดให้กับร้านค้าของจวิ๋นอ๋อง”



                “อย่างนั้นหรือ”



                “ขอรับ ลูกค้าคนไหนอยากได้ภาพใดข้าก็จะวาดให้ตามแบบ ที่นี่ลูกค้ามั่งมีแบบท่านเยอะ ย่อมอยากได้ลวดลายที่แตกต่างจากคนทั่วไป แต่ใช่ว่าบัณฑิตทุกคนจะมีฝีมือวาดภาพ หรือเขียนบทกลอน จวิ๋นอ๋องเลยจ้างข้อมาให้วาดภาพลงในพัดตามที่ลูกค้าต้องการ”



                “นับว่าเป็นงานที่ดี”



                “ขอรับ ได้เงินพอใช้ ทั้งยังได้สัมผัสแต่พัดดีราคาแพง นับว่าเป็นโชคดี แต่ภาพบนพัดของท่านข้าไม่เคยเห็นลวดลายเช่นนี้มาก่อน คนวาดคงมีฝีมือนัก”



                “อยากได้หรือ”



                “แค่เห็นก็นับว่าบุญตาแล้วขอรับ”



                “เอาอย่างนี้ไหม วาดพัดให้ข้าแล้วข้าจะให้พัดนี้แก่เจ้า” ยื่นข้อเสนอที่ดูอย่างไรก็ขาดทุนให้กับจิตกรประจำร้านค้าแห่งนี้



                “จะดีหรือขอรับ เอาพัดของท่านมาแลกกับภาพวาดของข้า”




                “ดีสิ ข้าอยากได้พัดใหม่อยู่พอดี” มองพัดในมือที่ไม่ค่อยจะใส่ใจลวดลายเท่าไหร่นัก



                “อย่างนั้นก็ได้ขอรับ ว่าแต่ท่านอยากได้ภาพใดหรือ”



                “สตรีนางนั้น” ใช้พัดชี้ไปยังสตรีที่เลือกเครื่องประดับอยู่ไม่ไกล สตรีที่พระองค์หลงใหลจนอยากเห็นนางในทุกวัน



                “ฮูหยินของท่านหรือ ช่างงามนัก เช่นนี้คงจะเป็นงานยากเสียแล้ว”



                “ทำได้หรือไม่ หากทำได้เจ้าจะได้พัดนี้ไป”



                “ขอรับ ข้าจะพยายาม แต่อาจจะใช้เวลาเสียหน่อย”



                “ข้าไม่ได้มีเวลามากมายขนาดนั้น ข้าให้เวลาเจ้าได้แค่นางเลือกของเสร็จ”



                “แต่...”



                “ว่าอย่างไรทำได้หรือไม่”



                “ขอรับ”



                บุรุษที่เดินเข้ามาทักหวงเฟิงหยางเดินกลับออกไปด้วยภารกิจอันหนักอึ้งที่โอรสสวรรค์หยิบยกมาต่อรอง ซึ่งก็ไม่ได้คาดหวังมากมายนัก เพียงแต่ถ้าจิตรกรผู้นี้ทำได้ก็นับว่าดี หากไม่ได้ก็มีอะไรเสียหาย สตรีงามอย่างอาเหมยหากจะวาดให้เหมือนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย



                ระหว่างที่รอจิตรกรหลบมุมวาดภาพลงบนพัดให้อยู่นั้น ก็มองสตรีงามที่ยังคงเพลิดเพลินกับการเรื่องสินค้าหลายอย่าง ที่พระองค์เองก็ไม่ทราบว่านางอยากได้จริงๆ หรือเพียงอยากรู้ราคาเท่านั้น เห็นหยิบจับอยู่หลายอย่าง แต่ไม่มีอะไรติดมือมาสักอย่าง



                นางหันมามองบ้างเป็นครางคราวหวงเฟิงหยางก็ได้แต่ส่งยิ้มให้ ไม่ได้แสดงท่าทีเบื่อหน่ายแต่อย่างใด แต่กระนั้นก็ยังไม่วายคิดเรื่องงานราชการอีกตามเคย บุรุษที่นั่งอยู่กับที่มานาน ก็โบกมือเรียกเด็กในร้านให้เข้ามาหา



                “หากข้าจะซื้อข้าวสาร พวกเจ้าขายเท่าไหร่”



                “ข้าวสารหนึ่งร้อยต้าน หนึ่งพันตำลึงขอรับ” ราคาที่พูดออกมานั้นนับว่าแพงอยู่มาก แต่ก็น่าแปลกหากเทียบกับราคากับร้านค้าอื่นแล้วก็ยังถูกกว่าอยู่ไม่น้อยเลย แต่เหตุใดต้องขายที่หนึ่งร้อยต้านด้วยเล่า [Ps1]




                “ต้องหนึ่งร้อยต้านหรือ”



                “ขอรับ จวิ๋นอ๋องให้ขายหนึ่งร้อยต้านขึ้นไป ต่ำกว่านี้ไม่ขายขอรับ”



                พ่อค้าไม่ขายสินค้านับว่าประหลาด แต่คนอย่างจวิ๋นอ๋องทำสิ่งใดย่อมมีเหตุผล ส่วนเหตุผลที่ว่านั้นเป็นอะไรบางทีคงต้องปรึกษาสตรีที่กำลังเดินมาทางพระองค์กระมัง



                “จะซื้อสิ่งใดหรือเจ้าคะ”



                “ข้าวสาร ที่นี่เขาขายหนึ่งร้อยต้าน หนึ่งพันตำลึง ซื้อต่ำกว่านี้เขาไม่ขาย” พูดกับสตรีที่นั่งลงข้างๆ “แต่จวนข้ามิได้ใหญ่โตจนต้องซื้อข้าวสารคราวละร้อยต้าน ขอบใจเจ้ามาก”



                “ขอรับ”  



                ให้หลังคนงานไป ก็หันมองสตรีข้างกายที่ดูไม่แปลกใจเสียเท่าไหร่นักในประเด็นที่พระองค์แปลกใจ



                “ริจะขายของใยต้องกำหนดว่าต้องขายเท่าไหร่”



                “ผู้ที่ฉลาดย่อมรู้ว่าใครคือลูกค้าชั้นดี และย่อมรู้ว่ากำไรนั้นหาได้จากที่ใด”



                “อาเหมย สามีของเจ้ามิได้มีหัวการค้าเช่นจวิ๋นอ๋อง คิดว่าข้าเข้าใจที่เจ้าพูดมาหรือไม่”



                “ไม่แปลกเจ้าค่ะที่ไม่เข้าใจ เป็นจักรพรรดิไม่ต้องเก่งไปทุกเรื่องก็ได้นี่เจ้าค่ะ”



                “ก็ข้าอยากรู้”



                “อธิบายไป ใช่ว่าจะเข้าใจในวันนี้พรุ่งนี้ เอาเป็นว่าหากเป็นเรื่องค้าขายก็ปล่อยให้ข้าจัดการจะดีกว่า เป็นสามีควรให้เงินภรรยาเป็นผู้จัดการ ท่านพี่ไม่ทราบหรือ”



                เรื่องเงินๆทองๆนับว่าเป็นเรื่องถนัดของสตรี ยิ่งสตรีที่เกิดและโตมาในร้านทองยิ่งแล้วใหญ่ หากนางจัดการเงินของหวงเฟิงหยางได้ นางจะไม่ให้ขาดตกแม้แต่อีแปะเดียว เว้นเสียแต่เงินทองของสามีนางนั้นเยอะเกินกว่าจะให้นางจัดการเพียงผู้เดียว อีกทั้งมีเสมียนมากมายคอยจัดการ เงินทั้งหมดล้วนนำถูกมาใช้เพื่อคนอื่นในยามจำเป็น และนางเองไม่มีสิทธิ์ที่จะไปแตะต้องเช่นกัน



                “เช่นนั้นหรือฮูหยิน ว่าแต่ได้อะไรติดมือมาบ้างหรือไม่ เห็นยืนเลือกอยู่นาน”



                “มีเจ้าค่ะ” อาเหมยยิ้มรับ ก่อนจะหยิบของสิ่งหนึ่งออกมา “นี่เจ้าค่ะ”



                ปานจื่อ[Ps2] 



                หวงเฟิงหยางมองปานจื่อ หรือแหวนที่บุรุษที่เกิดในตระกูลสูงมักสวมใส่กันที่นิ้วหัวแม่มือ ซึ่งแน่นอนพระองค์เองก็มีปานจื่อเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้สวมใส่มาในวันนี้ก็เท่านั้น



                หวงเฟิงหยางไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ สตรีที่นั่งข้างกายก็ฉวยเอามือขวาของพระองค์ไป และสวมใส่ปานจื่อยังนิ้วหัวแม่มือ และกลับกลายเป็นพระองค์เองที่ยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจให้กับเจ้าป่านจื่อที่ทำจากหยกสีแดงสลักลายที่ประดับอยู่บนนิ้วหัวแม่มือของตนเอง



                “เห็นว่าท่านไม่ใส่ปานจื่อมาพักใหญ่แล้ว”



                “ถอดไว้ตอนพาน้องหญิงออกมาเที่ยวครั้งก่อน แล้วหายไปที่ใดไม่ทราบเลยไม่ได้ใส่”



                “เช่นนั้นวงนี้ชดเชยกับวงเก่าก็แล้วกันเจ้าค่ะ”



                “เช่นนั้นหรือ แล้วนี่เท่าไหร่เล่า”



                “ปานจื่อนี่ข้าซื้อให้ท่าน”



                “จะดีหรือ”



                อาเหมยไม่ได้ตอบอะไรเพียงยิ้มรับเฉกเช่นทุกครั้ง “ก็เหมือนที่ท่านมอบกำไลหยกนี่ให้ข้า”



                หวงเฟิงหยางยิ้มร่าออกมาอย่างไม่ปิดบัง ในใจกำลังมีความสุขอย่างที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดหากนางมอบให้พระองค์จะเก็บมันไว้อย่างดี



                “นายท่าน”



                รับความอิ่มเอมได้ไม่เท่าไหร่บุรุษที่มอบภารกิจให้ก็เดินกลับมาพร้อมกับพัดที่บรรจงวาดมาสุดฝีมือ แม้ใบหน้าของชายผู้นั้นจะไม่มั่นใจเท่าใดนัก แต่หวงเฟิงหยางก็รับพัดมาตรวจดู



                ภาพวาดบนพัดนั้นสวยงามมากทีเดียว แม้จะสวยไม่เท่าสตรีที่นั่งข้างกาย แต่นับว่าแทนตัวของนางได้อย่างสมบูรณ์ทีเดียว



                “เอ๊ะนี่!



                “เหมือนเจ้าไหมอาเหมย”



                ยื่นพัดให้กับสตรีที่ดูสนอกสนใจพัดที่รังสรรค์โดยช่างประจำร้าน



                “ภาพวาดนี้สวยกว่ากระมัง”



                “ฮูหยินกล่าวเกินไปแล้ว ข้าไม่มีฝีมือเพียงพอที่จะวาดภาพของท่านให้สวยงามเช่นตัวจริง”



                “หากเจ้าตัวเอ่ยชมเช่นนี้แล้ว พัดนี้คงตกเป็นของเจ้าตามสัญญา”



                “จะ...จริงหรือขอรับ”



                “คำพูดของข้ามีค่าดั่งทองคำจะให้กลับคำได้อย่างไร รับไปพัดนี่ไปและรักษาให้ดี” ส่งพัดในมือที่รู้ดีแก่ใจว่าถ้าหากประเมินค่าออกมานั้นสูงลิ่วเพียงใดให้กับบุรุษที่วาดภาพออกมาให้พระองค์พึงพอพระทัยได้



                “ขอรับ”



                อาเหมยมองบุรุษที่ได้รับพัดของจักรพรรดิเดินจากไป ก่อนจะก้มมองพัดในมือของตนเองในตอนนี้ พัดของจักรพรรดิมีหรือจะด้อยกว่าของผู้อื่น ส่วนพัดในมือของนางเล่านี่คาควรแล้วหรือจะเป็นพัดของจักรพรรดิ



                “ท่านแลกพัดของท่านกับพัดอันนี้หรือ เช่นนี้คุ้มกันหรือไม่”



                “หากมีรูปของเจ้าอยู่บนนั้น ย่อมมีค่ากว่าสิ่งอื่นใด”



                สตรีที่เจอคำหวานของบุรุษก็ไม่ได้แสดงทีท่าเหนียมอายอย่างที่สตรีทั่วไปพึ่งกระทำ แต่กลับหัวเราะออกมาให้กับความหวานจนเข้าขั้นเลี่ยนของหวงเฟิงหยางที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง



                “บ่ายคล้อยแล้ว หาข้าวกินสักมื้อ แล้วกลับจวนเราได้แล้วกระมังฮูหยิน”



                “จวนของท่านที่ข้าวสารร้อยต้านมากเกินความจำเป็นนะหรือ” หยิบยกคำกล่าวอ้างขึ้นมาเย้าแหย่หวงเฟิงหยางที่กล่าวว่าจวนของตนนั้นไม่ได้ใหญ่โตจนต้องซื้อข้าวสารถึงร้อยต้าน ทั้งๆที่ความจริงนั้นข้าวสารพันต้านจะเพียงพอสำหรับคนในจวนที่กว้างใหญ่หรือไม่ต่างหาก



                “เฮ้อ ทำตัวเป็นพวกบัณฑิตนี่ลำบากเหลือเกิน กะเกณฑ์อะไรไม่ค่อยจะถูกสักอย่าง ต้องให้ฮูหยินตักเตือนตลอด เช่นนี้ต้องรบกวนฮูหยินอีกหลายเรื่องเสียแล้ว” กล่าวอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะกุมมือของสตรีงามให้ลุกขึ้นและก้าวเดินออกจากร้านค้าที่แสนจะใหญ่โต และแตรียมตัวกลับเข้าวังหลวง



                วันนี้คงเพียงพอสำหรับการเที่ยวเล่นและหาข่าวแล้วเพื่อวางแผนในกาลถัดไป เพียงพอแล้วที่ได้ใช้เวลาร่วมกันในที่ๆจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เป็นเพียงบุรุษธรรมดา และฮองเฮาของแผ่นดินเป็นเพียงสตรีอันเป็นที่รักของบุรุษธรรมดาคนหนึ่ง



                หนุ่มสามที่พากันออกไปพจญโลกหลังกำแพงวัง ยืนร่ำรากันอยู่ด้านหลังของตำหนักเหลียนฮวา มือของหวงเฟิงหยางยังไม่คลายการกอบกุมมือนุ่มนิ่มของอีกฝ่าย ทั้งๆที่กุมมือนี้มาทั้งวัน แต่ไม่มีทีท่าว่าอยากจะคลายออกแม้แต่น้อย



                “เสด็จกลับตำหนักได้แล้วเพคะ”



                เอ่ยกับบุรุษที่นับวันทำตัวเอาแต่ใจอย่างกับเป็นลูกชายของนางไปเสียแล้ว มองใบหน้าของหวงเฟิงหยางที่ยังคงยิ้มไม่คลาย วันทั้งวันนี้ก็เอาแต่ยิ้ม และเอ่ยคำหวานกับนางไม่ขาดปาก แม้จะอ้างว่าออกไปสืบข่าวคราว แต่ก็ไม่ได้ละเลยนางแม้แต่น้อย



                หวงเฟิงหยางเคลื่อนกายเข้าใกล้นาง คว้าตัวนางเข้าไปกอดใบหน้าของนางแนบกับหน้าอกของหวงเฟิงหยางอีกครั้ง มือข้างหนึ่งลูบกลุ่มผของนางไปมา ก่อนที่จะได้รับสัมผัสเย็นๆที่ใบหู ซึ่งความเย็นที่ว่านั่นคงมาจากปานจื่อหยกที่นางซื้อให้ในวันนี้



                อาเหมยผละออกจากอ้อมกอดของอีกฝ่าย คว้ามือข้างหนึ่งที่นิ้วหัวแม่มือมีปานจื่อประดับอยู่



                “ปานจื่อนี่ไม่ได้มีราคามากมายหรือสวยงามคู่ควรกับจักรพรรดิกระมัง” แม้จะเป็นผู้เลือกซื้อมาด้วยตนเอง แต่ก็อดจะคิดเช่นนั้นไม่ได้ ขึ้นชื่อว่าเป็นจักรพรรดิทุกอย่างย่อมเหนือกว่าผู้ใดในแผ่นดินไม่ใช่หรือ แล้วของที่นางซื้อให้จะคู่ควรเพียงพอหรือไม่



                “คู่ควรไม่คู่ควรจักรพรรดิเป็นผู้เลือก และเจิ้นก็เลือกให้ปานจื่อนี่คู่ควร”



                อาเหมยมองบุรุษที่กล่าวว่าของที่นางให้นั้นคู่ควร รอยยิ้มบนใบหน้าของหวงเฟิงหยางย้ำคำตอบที่ว่าคู่ควรนั้นได้เป็นอย่างดี โอรสสวรรค์รั้งตัวนางเข้าไปกอดอีกครั้งหนึ่งก่อนจะคลายอ้อมกอด



                “อ้อ...แล้วยาลืมกินยาบำรุง เจิ้นสั่งให้ซุนกงกงนำมาให้กับนางกำนัลของนางหญิงแล้ว” เอ่ยสั่งกับนางเสร็จก็กลับออกไปพร้อมกับรอยยิ้ม



                 ช่วงนี้ไม่ใช่เพียงแค่หวงเฟิงหยางที่มักกระทำหรือพูดอะไรที่ผิดแผลกไป นางเองก็เช่นกัน ความรู้สึกต่างๆมากมายประดังเข้าไม่หยุด อาเหมยไม่คิดปฏิเสธว่านางมีความสุขกับการได้อยู่กับหวงเฟิงหยาง ดีกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง หารือกันบ้าง ทุกอย่างล้วนมีความหมายต่อนาง แต่กระนั้นนางเองก็กลัว และสิ่งที่นางกลัวที่สุดคือความสุขตรงหน้าสวรรค์จะพรากไป เฉกเช่นที่สวรรค์พานางมาที่นี่ หากเป็นเช่นนั้นแล้ว หวงเฟิงหยางจะเป็นเช่นไรในวันที่สวรรค์เล่นตลกกับโชคชะตาของพวกเขา และนางเองจะเป็นเช่นไร



                แบกความรู้สึกนับร้อยนับพันเข้าหอนอน รวบรวมความสุขทั้งวันของวันนี้ไว้ในใจ ทิ้งกายนั่งลงบนเตียงนอน ก่อนจะได้สัมผัสเข้ากับกระดาษแผ่นหนึ่งที่ไม่รู้ว่าผู้ใดนำมาวางไว้อยู่ตรงนี้ ทั้งๆที่ห้องนี้ใช่ว่าใครจะเข้าออกได้โดยง่าย



                คลี่กระดาษแผ่นนั้นออก ก็พบกับตัวอักษรที่เขียนอย่างเป็นระเบียบ ข้อความบนกระดาษแผ่นนั้นเนื้อหาไม่ได้ยืดเยื้อ แต่เป็นสารที่ตรงประเด็นเกินกว่าที่อาเหมยจะตั้งรับได้...



                 ฆ่าหวงเฟิงหยาง ชักจูงครอบครัว และความรักจะหวนกลับมาเช่นเดิม


                !!!


+++++++++++++++++

#ลูกเต่ากับดอกเหมย

ข้าน้อยนั้นมาเพื่อทิ้งระเบิดและจะจากไปแต่เพียงเท่านี้

โปรดวิงวอนให้ทุกท่านอยู่ในความสงบ เพราะเนื้อเรื่องต่อจากนี้นั้น...

เอ๊ะ!!!!!! 





 [Ps1]ต้าน มาตรวัดของประเทศจีน ใช้เป็นหน่วยชั่งตวงข้าวสารและธัญพืช

 [Ps2]ปานจื่อ แหวนหยก สวมใส่ที่นิ้วหัวแม่มือ ผู้มีฐานะมักสวมใส่


ยกสีแดง ความหมายคือ ก่อเกิดความเป็นผู้นำ กล้าคิด กล้าทำ เสริมพลังบวก





          กรณีการขายสินค้าของร้านค้าจวิ๋นอ๋องนั้น แบ่งการแบ่งแยกราคาขายที่มีความรุนแรงเป็นลำดับที่1  คือ จำนวนเงินที่สูงสุดเท่าที่ผู้บริโภคจะยอมจ่ายสำหรับสินค้าจำนวนหนึ่งๆ ซึ่งในกรณีนี้ผู้ขายจะได้รับส่วนเกินผู้บริโภคไปจนหมด ซึ่งในปกติจะเกิดขึ้นได้ยาก 


          (แม้ว่าร้านค้าของจวิ๋นอ๋องจะจัดอยู่ในโครงสร้างตลาดแบบผู้ขายน้อยราย แต่ในบางสินค้าตั้งราคาขายแบบโครงสร้างตลาดผูกขาด เนื่องจากได้เปรียบในหลายๆปัจจัย----> จวิ๋นอ๋องเป็นพ่อค้าของราชสำนัก มีสิทธิ์ต่อรองการค้าค่อนข้างสูง) ทั้งนี้ทั้งนั้นในนิยายเรื่องนี้อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ หึหึหึหึ


๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

เพิ่มเติมจ้าเรื่องประเด็นเที่หลายคนอาจจะเริ่มเบื่อแล้ว

มาประเด็นเรื่องทองคำ เรื่องทองนี่ก็ตั้งใจให้เป็นฐานไปเรื่องใหญ่อีกทีหนึ่ง ตอนนี้เพิ่งจะตอนที่๒๐ ก้แค่ครึ่งหนึ่งของเรื่อง ลาสบอสตัวจริงคือใครเรายังไม่รู้เลย และเรื่องเงินเรื่องทองคือปัญหาที่ใหญ่มากๆสำหรับประเทศๆหนึ่ง หรือแคว้นๆหนึ่ง 


เรื่องนี้ไม่ได้มีต่อสู้ หรือรบกันเลือดสาดหรือมีปัญหาต่างแคว้น ไรท์ได้บอกไว้แล้วตั้งแต่ต้นๆเรื่อง เพราะไรท์จะไม่เขียนเรื่องที่ไรท์ไม่ถนัดจริงๆ เรื่องที่หยิบยกมาเป็นประเด็นเลยเป็นเรื่องเศรษฐกิจแทน ดังนั้นเรื่องทองเลยกลายมาเป็นประเด็นหลักที่ลากยาวมานาน 



ตั้งแต่รู้ว่ามีทองปลอม -----> หาคนสับเปลี่ยนทองเจอ ------> แต่ไม่รู้ว่าทองจริงๆไปที่ไหน และไม่รู้ว่าทองปลอมมาจากไหน -------> ทองถูกกระจายไปทั่วแคว้น-----> ส่งผลต่อราคาสินค้าอย่างชัดเจนในตอนนี้ ------> และต่อจากนี้คืออะไรอีก ทุกอย่างมีเหตุและปัจจัยเป็นไปตามกลไกของมัน แต่ต้องขออภัยจริงๆหากดูยืดเยื้อและน่ารำคาญจนเกินไป 



ตอนนี้รู้ตัวคนทำแต่ไม่รู้ว่ามีคนสั่งการไหม --->  จะจัดการคนที่สับเปลี่ยนทองคำเลยก็ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็สาวไม่ถึงตัวใหญ่ หวงเฟิงหยางเลยจับตาดูพวกนี้ไว้ ไม่ได้จับมาลงโทษเด็ดขาดอะไร เพราะถ้าหากลงโทษไปแล้วใช่ว่าเรื่องจะจบ เพราะลาสบอสยังอยู่  -----> หากมีคนอยู่เบื้อหลังแล้วทำไมถึงต้องทำของปลอมขึ้นมา ซึ่งอันนี้ค่อนข้างจะสำคัญมากๆ สำหรับเรื่องนี้



ประเด็นหลักของเรื่องนี้คือนางเอกที่ข้ามเวลามา ส่วนเรื่องทองปลอมคือประเด็นหลักของหวงเฟิงหยาง เหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและเขาก็แก้ปัญหาไม่ถูก มันไม่ใช่เรื่องสงครามที่เขาต้องสั่งการรบ ไม่ใช่เรื่องภัยพิบัติที่ต้องมาจัดการบรรเทาภัย ไม่ใช่การชิงบัลลังก์ที่ต้องมานั่งระแวง แต่เป็นเรื่องเศรษฐกิจที่คนสมัยนั้นอาจจะไม่เข้าใจ และเพราะอะไรหลายๆอย่างลุกลามจนเกินควบคุมได้  ส่วนอาเหมยคือคนในโลกปัจจุบันที่ควรจะเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดีเพราะเป็นเรื่องเศรษฐกิจทั่วไป อาเหมยแก้ปัญหานี้ไปพร้อมกับหวงเฟิงหยางได้เลยทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ การเล่นๆไปวันๆของนางเอกนั้นบางครั้งก็เป็นเพราะข้อจำกัดที่อยู่ในวังหลัง แต่ในหลายๆครั้งทั้งคู่ก็มักจะหยิบยกปัญหาพวกนี้มาคุยกันบ้าง 



การที่มีทองปลอมอยู่ในวังไม่ใช่เรื่องง่ายแต่เกิดขึ้นนั้นมันต้องมีอะไรซ่อนอยู่ 



ใช่ว่าตอนนี้ไม่มีคนรู้ว่าทองปลอมนั้นใครเป็นคนทำ เพียงแต่เรื่องยังเดินไปไม่ถึงตอนนั้น อาเหมยรู้ว่าใครทำเรื่องแบบนี้ได้ ความจริงแล้วมันมีคำเฉลยมาเรื่อยๆแล้วสำหรับเรื่องนี้



ไรท์ไม่ได้อยากให้มองว่าทองเป็นเรื่องเล็กๆ เพราะระบบการเงินที่ตระกร้าเงินที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นมีแต่ทองคำนั้น เรื่องนี้มันสำคัญจริงๆ หากระบบล่มทุกอย่างก็จบเห่ เพราะไม่ต้องสู้รบคนก็อดตายอยู่ดี 



แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากไรท์ทำให้มันยืดยื้อจนไม่น่าอ่านก็ต้องขอโทษด้วยจริงๆนะคะ เรื่องดูเอื่อยเพราะวนอยู่เรื่องเดิม แต่ทุกอย่างมันก็ต้องมีแอฟเฟคของเหตุการณ์นั้นๆด้วยเช่นกัน



ไรท์ไม่ใช่คนเก่งอะไรเลย เพราะฉะนั้นเลยหยิบเรื่องที่ใกล้ตัวที่สุดอย่างเรื่องเศรษฐกิจมาแต่งเพื่อให้เห็นภาพได้ง่ายที่สุดสำหรับนิยายที่ดำเนินเรื่องอยู่ในยุคสมัยที่ไกลเกินตัว และทำให้เรื่องอยู่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงในระดับหนึ่งท่ามกลางความแฟนตาซีทั้งหลายของนางเอก 



ตั้งแต่แรกคือไรท์ไม่ได้ต้องการให้พระเอกถือดาบไปต่อสู้กับคนอื่นหากไม่จำเป็นจริงๆ หรือสั่งประหารคนพร่ำเพรื่อตามอารมณ์ของตัวเอง แต่ไรท์อยากให้พระเอกแก้ไขทุกอย่างได้ด้วยความคิด อะไรที่มีประโยชน์ก็ควรยื้อชีวิตเพื่อรักษาให้ประโยชน์นั้นดำรงอยู่ต่อไป ทุกคนในเรื่องล้วนเป็นหมากของหวงเฟิงหยางทั้งสิ้น ตามที่กล่าวไปแล้วตั้งแต่ต้นเรื่อง หมากทุกตัวถ่วงดุลย์อำนาจกันและกัน นั่นหมายความว่าหมากทุกตัวบนกระดานของหวงเฟิงหยางนั้นหาประโยชน์ได้ การกำจัดทิ้งจึงไม่ใช่เรื่องที่ควรกระทำ นี่คือสาเหตุที่รู้ตัวคนทำแต่ไม่สามารถลงโทษได้ในตอนนี้


การไม่แก้ปัญหาทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ประเด็นนี้ก็สำคัญ เพราะเรื่องนี้ทำให้หวงเฟิงหยางไม่เคยปล่อยข่าวเรื่องทองปลอมให้แพ่งพรายออกไป ไม่อย่างนั้นทุกอย่างจะยิ่งเกิดปัญหา ความไม่เชื่อมั่นจะเกิดขึ้นในทันที บางทีการที่นิ่งเฉยกับเรื่องนี้และจัดการทุกอย่างแบบลับๆคือการแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง


ใช่ว่าหวงเฟิงหยางกับอาเหมยไม่แก้ปัญหา แต่ทั้งคู่ทำในสิ่งที่สามารถทำได้ในตอนนี้ไปแล้ว เพราะฉะนั้นก็ต้องรอดูไป



สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม และขออภัยที่อาจจะขัดใจในหลายๆเรื่อง แต่อย่างไรไรท์จะเขียนทุกตอยอย่างดี่ที่สุดเท่าที่ไรท์จะทำได้ 










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.683K ครั้ง

63 ความคิดเห็น

  1. #2750 goldpaddy (@goldpaddy) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 14:03
    บ้่บออะไรกันนี่ ใครส่งจดหมายมา!!?!?!!! สงสัยต้องมีเบื้อหลัง ผัวเก่าแม่นางนี่แน่ๆ
    #2750
    0
  2. #2661 Sasinatw (@Sasinatw) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 12:50
    สู้ๆนะคะไรท์​ อ่านแล้วรู้สึกเบาสมองดีค่ะ​ พระนางน่ารักมาก​ อ่านแล้วยิ้มตาม
    #2661
    0
  3. #2299 565118 (@565118) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 31 มีนาคม 2562 / 17:23
    ตัวโกงอาจจะจวิ๋นอ๋องรึพ่อนางเอกนะ
    #2299
    0
  4. #2288 เมมฟิส (@tiks) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 30 มีนาคม 2562 / 12:06
    เสวี่ยเหมยไม่ธรรมดา

    ไม่น่าวางใจ

    อาเหมยจะทำยังไง

    เป็นห่วงจัง

    เสวี่ยเหมยได้ทำอะไรไม่ดีกับพี่หยางไว้รึเปล่า

    จวิ๋นอ๋องไว้ใจได้รึเปล่า
    #2288
    0
  5. #2074 BBBoBowww (@nuyoja) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 9 มีนาคม 2562 / 21:50
    ที่ยะงอ่านอยู่นี่บอกเลยว่าเพราะทุกอย่างในเรื่องของไรท์มันเรียล คือทุกคนไม่ใช่ยอดมนุษย์ เนื้อเรื่องบางตอนอาจจะหนักไปบ้าง แต่ไรท์ก็มีฉากหวานแทรก ยืดเยื้อไปนิดแต่ก็ว่าโอเครแล้วนะ สู้ๆ อยากให้เรื่องอื่นดำเนินเรื่องเศรษฐกิจแบบนี้มั่ง ดูดี5555
    #2074
    0
  6. #1538 Amarry (@Amarry) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 23 มกราคม 2562 / 03:58
    ถ้านี่เป็นอาเหมยคงจะแบบ เดี๋ยวก่อนเจ้าคนเขียนจม. ให้ฆ่าสามีที่รักแล้ว ความรักไหนจะกลับมาล่ะ ในเมื่อรักนั้นตายไปพร้อมสามีแล้ว อย่ามาตลกนะเห้ย! 55555 /เผาจม.ทิ้งแม่มมม
    #1538
    3
    • #1538-1 อดีตรีดเงา (@kidmai555) (จากตอนที่ 34)
      14 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:03
      ชอบเม้นนี้อ่ะ เห็นด้วยอย่างแรงงงง บ้าป่าว?สั่งให้ฆ่าผัวตัวเอง เพื่อ?
      #1538-1
    • #1538-3 郭玉 / กัวอวี้ (@ciel22) (จากตอนที่ 34)
      14 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:39

      ชอบเม้นนี้เช่นกันค่ะ
      #1538-3
  7. #1535 Cronoska (@Cronoska) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 21 มกราคม 2562 / 22:48

    สกิลพระเอกต้องไม่ตาย สู้ๆนะคะ
    #1535
    0
  8. #1523 chamee (@chamee) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 20 มกราคม 2562 / 11:17
    สนุกน่าติดตามและน่ารักมากเลยคะ
    #1523
    0
  9. #1516 kulyasalin2 (@kulyasalin2) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 19 มกราคม 2562 / 23:39
    ใครสั่งฆ่าสามี แล้วความรักอะไรจะกลับมา รีดไม่เข้าใจ
    #1516
    0
  10. #1495 182526 (@182526) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 18 มกราคม 2562 / 15:27
    แบบนี้แหละดีแล้วค่ะ อย่าปรับเปลี่ยนแผนตัวเองเลย วางไงให้ไปต่อไรท์รู้ดีกว่าใคร
    #1495
    0
  11. #1487 โลลิค่อน (@0881637445) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 19:09

    ชอบมากเลยค่าาา
    มาต่อเถอะคะ
    #1487
    0
  12. #1479 Mimild' (@mirudi) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 23:47
    เขียนดีมากค่ะ
    #1479
    0
  13. #1476 namhung (@namhung) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 22:45
    ชอบมากค่ะเป็นกำลังใจให้นะคะ
    #1476
    0
  14. #1464 Namtip2002 (@Namtip2002) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 15:03
    ได้สาระเยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องค้าขาย เงินๆทองๆ ขอบคุณค่ะ
    #1464
    0
  15. #1452 ชอบ (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 12:10

    ใครมาวางไว้อยากรู้มาก

    #1452
    0
  16. #1449 nannytnc (@nannytnc) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 15 มกราคม 2562 / 21:44
    รอนะค่าาา
    #1449
    0
  17. #1447 K-muk (@K-muk) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 มกราคม 2562 / 23:20
    สู้ๆนะคะ เราอยู่ทีมเจ้าลูกเต่า เอาใจช่วยทั้งไรท์และลูกเต่าเฟิงหยางเลย 555
    #1447
    0
  18. #1446 @_sassygirl_@ (@friday11) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 มกราคม 2562 / 21:28
    ใครคือความรักของเสวี่ยเหมย
    #1446
    0
  19. #1445 Jew11suparat (@Jew11suparat) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 มกราคม 2562 / 20:06
    โอ้ยมาต่อไวๆๆน๊า
    #1445
    0
  20. #1444 salsrify (@salsrify) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 มกราคม 2562 / 16:37
    ใครส่งจดหมายมาให้อาเหมยกัน
    #1444
    0
  21. #1441 Pummycherry (@Pummycherry) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 22:08
    ชอบดีค่ะ แนวใหม่ นางเอกสายสวยฮา เก่ง ฉลาด
    #1441
    0
  22. #1439 aon282529 (@aon282529) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 19:26

    รีบอัพเร็วววว
    #1439
    0
  23. #1438 wendy732 (@wendy732) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 19:04
    ชอบมากเลยค่ะ ชอบแนวนี้ อยากให้อาเหมยท้องเร็วๆจัง
    #1438
    0
  24. #1437 winanya19 (@winanya19) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 17:40
    สนุกมากๆค่า ชอบแนวๆนี้ ไม่ต้องหวือหวามาก
    #1437
    0
  25. #1436 seirin (@runfan) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 13:54
    ตื่นเต้น น่าติดตาม มีเรื่องให้ลุ้นอีกแว้ว สนุกมากค่ะ ^^
    #1436
    0