My Flower ดอกไม้ของผม

ตอนที่ 11 : Chapter 6 (100%) :: ที่รัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 34
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    15 มิ.ย. 63

Chapter 6

ทุกคนกำลังเรียนอย่างสนุกสนาน เมื่อได้ลงมือปฏิบัติจริงๆ โดยการเอามีดโกนมาเฉือนต้นไม้เล็กๆ ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่าต้นอะไร เฉือนให้ชิ้นบางที่สุดเท่าที่จะทำได้

ต้นไม้ปริศนาที่ว่าต้องเอาไปรากมันแช่น้ำสีแดงก่อน เวลาใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องจะได้เห็นท่อลำเลียงอาหารและน้ำของมัน พอเห็นแล้วให้แต่ละคู่บันทึกรายละเอียดและวาดรูปมันออกมา ฉันให้คู่ของตัวเองก็คือนายเป้จัดการทุกอย่างเพราะดูเหมือนหมอนี่จะเชี่ยวชาญไปซะทุกเรื่อง ส่วนฉันก็นั่งเขี่ยต้นไม้ในแก้วพลาสติกไปมา

“เฮ้ย โทรศัพท์” ยัยน้ำตาลเดินเข้ามาสะกิดฉันเบาๆ

“อืม ช่างมันเถอะ”

ฉันได้ยินมาสักพักแล้วแต่ไม่อยากรับเพราะอยู่ในชั่วโมงเรียน

“มึงแน่ใจนนะอาจจะมีเรื่องสำคัญก็ได้”

“เบอร์แปลกไม่อยากรับ เผื่อเป็นเจ้าหนี้”

“อายุแค่นี้เป็นหนี้เหรอวะ”

“มึงกลับไปโต๊ะมึงเลยไป”

“กูเปียผมให้มั้ย?” พูดแล้วยื่นมือมาจับผมฉัน

“อีบ้ายังอยู่ในชั่วโมงเรียนอยู่เลย”

“เรียนก็ทำได้ มาๆ ก็เห็นผมยาวๆ ของมึงทีไรอยากเล่นทุกที”

“อีตาลมันคาบเรียน ไว้พักเที่ยงค่อยเปียไม่ได้หรือไง!” ฉันแค่นเสียง

อีบ้านี่จะเปียผมให้ฉันให้ได้

“มึงก็หลบๆ สิ มานั่งข้างล่างก็ได้มา”

“ไม่เอา เดี๋ยวครูด่า”

“ไม่ด่าหรอกมึงเด็กเส้นอยู่แล้ว”

“เออกูเนี่ยเส้นใหญ่มากเลย ดูสิเขามองมาที่เราแล้ว มึงกลับโต๊ะไปเลยไป”

เหลือบตาขึ้นไปก็เห็นว่าครูพี่พัชของทุกคนกำลังมองมาที่เราอยู่เหมือนกัน

โดนจ้องแบบนี้แล้ววงแตกภายในสามวินาที

“อุ๊ย! ทำไมน่ากลัวจังวะ”

“กูบอกแล้วว่าเขามองอยู่”

“ปกติเขาไม่น่ากลัวแบบนี้นี่หว่า”

“มึงนั่นแหละเล่น กลับไปเลยไป” ฉันผลักไหล่มันเบาๆ ให้กลับไปที่โต๊ะตัวเอง

ฉันกับน้ำตาลเป็นประเภทที่ใครเก่งก็ปล่อยให้เขาเก่งไปให้เต็มที่ ไม่ไปเกะกะ หมดชั่วโมงค่อยรอกรอกคะแนนอย่างเดียวพอ

เลิกเรียนฉันจึงเดินตามหลังเขาออกมาพร้อมกับสมุดกองโตเพื่อไปห้องพักครู นี่สินะหน้าที่ที่แท้จริงของหัวหน้าห้อง

อ้ะ! ระหว่างเดินตามร่างสูงไปตามทางเดินเสียงโทรศัพท์ในระบบสั่นของฉันดังขึ้นมาพอดี ฉันใช้มืออีกข้างประคองสมุดเอาไว้ ส่วนอีกข้างก็ล้วงไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับโดยไม่ได้ดูว่าใครเป็นคนโทรมา

“ฮัลโหล”

[ฮัลโหล นี่ฉันเองนะ]

“ฉันไหน?”

[ฉันไง มาร์ค โธ่ ผ่านไปไม่กี่วันเองลืมกันแล้วเหรอ?]

“ไม่ลืม ก็เล่นไม่บอกชื่อใครจะไปจำได้ล่ะ เดี๋ยวก่อนแล้วนายเอาเบอร์ฉันมาจากไหน?” คนที่เดินนำหน้าหันกลับมามองฉันด้วยแววตาสงสัย

[ง่ายนิดเดียว แค่เบอร์ของเธอน่ะ หาง่ายนิดเดียว]

“ง่ายนี่หมายความว่ายังไง?”

[เอาเถอะน่า ไม่ต้องสนใจหรอก ว่าแต่เธอเย็นนี้ว่างมั้ย?]

“ว่ามาก่อนสิ แล้วฉันจะคิดดูว่าว่างหรือเปล่า?”

[ไปกินข้าวกันฉันเลี้ยง]

“ฉันว่านายหวังจะกินฉันมากกว่ามั้ง” ฉันแค่นเสียงหัวเราะ

ยิ่งทำให้คนที่เดินนำหน้าหันกลับมอง แถมยังเดินช้ากว่าเดิมอีก

[จะให้ตอบอย่างไหนดีล่ะ ฮ่าๆ เอาไงเธอว่างหรือเปล่า หรือว่ามีธุระกับคู่หมั้นแล้ว]

“ถ้าบอกว่ามีล่ะ”

ฉันกับเขาสบตากันพอดี แววตาคมกริบมองฉันนิ่งๆ ไม่พูดไม่พูดไม่จา

[เธอก็แอบมาหาฉันสิ อย่าให้เขารู้ แบบนี้ตื่นเต้นใช่ม้า~]

“ไม่เห็นตื่นเต้นเลย เพราะเขาก็ยืนอยู่ข้างๆ ฉันเนี่ย” แถมดูเหมือนจะแอบฟังมานานแล้วด้วย

[เฮ้ย! ฉันจะโดนตามล่ามั้ยเนี่ย! เธอนี่มันโคตรเปิดเผยเลย คุยกับผู้ชายคนอื่นต่อหน้าคู่หมั้นตัวเองเนี่ยนะ ใจร้ายเป็นบ้า ไม่คิดว่าเขาจะเจ็บปวดบ้างหรือไง?!]

อยู่ๆ หมอนี่สอนฉันเสียยกใหญ่ จนต้องเอาโทรศัพท์ออกห่างจากหูตัวเอง

“เป็นบ้าอะไรของนาย โทรมาชวนฉันไม่ใช่เหรอ อยู่ๆ ก็มาสอนซะงั้น”

[ไม่เอาละ ฉันเปลี่ยนใจ เอาไว้ตอนที่เขาไม่รู้เราค่อยนัดเจอกันก็แล้วกัน แค่นี้นะ บาย!]

ตัดสายไปง่ายๆ ขนาดนี้เชียว ฉันเบ้ปากให้มาร์คแล้วเอาโทรศัพท์ใส่ลงไปในกระเป๋ากระโปรงตัวเอง เงยหน้ามาอีกทีก็ไม่เจอคนร่างสูงอยู่ตรงนี้แล้ว สงสัยฉันจะเดินช้าไปล่ะมั้ง

ฉันเดินตามเข้ามาที่ห้องพักครูก็เห็นเขากำลังนั่งมองหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ ครูในห้องมีสองสามคนกำลังนั่งสนทนาข้ามโต๊ะกันอยู่ ฉันเดินเข้าสมุดไปวางไว้ที่โต๊ะของเขา โดยที่อีกฝ่ายไม่เงยหน้าขึ้นมาสบตาด้วยซ้ำ เห็นดังนั้นฉันจึงเป็นฝ่ายหมุนตัวเดินออกไปแทน

 

ทั้งที่ตอนบ่ายท้องฟ้าแจ่มใสขนาดนั้นแต่พอสี่โมงเย็นฟ้าครึ้มเหมือนฝนจะตก ฉันมีนัดกับน้ำตาลไปกินเค้กกันที่ร้านประจำ พอก้าวเท้าออกมาจากอาคารไม่ถึงสองก้าวฝนก็เทลงมาอย่างกับน้ำรั่วฟ้า แบบนี้คงไปไม่ได้แล้วมั้ง

“เอาไว้วันหลังดีกว่ามึง ฝนตกแบบนี้ไปก็เปียก นั่งห้องแอร์เย็นจะตาย” ฉันว่า

“กูก็ว่างั้นแหละ มีหวังเป็นไข้แน่”

“แล้วมึงจะกลับยังไง”

“เฮ้ย เด็กเส้น กลับกันยังไงเนี่ย!” โบ้ทเดินเข้ามาพอดี “กลับกับกูมั้ยกูเอารถมา”

“…” ฉันกับน้ำตาลมองหน้ากันด้วยความเป็นกังวล

“ไม่ต้องกูมีใบขับขี่แล้ว”

“งั้นพาไปกินเค้กหน่อยดิ” น้ำตาลว่า

“ได้สิ ที่ไหน หรือจะซื้อไปกินบ้านกูก็ได้นะ วันนี้พ่อกับแม่ไม่อยู่อะ”

“เอาดิ” ฉันว่า ไม่อยากกลับบ้านอยู่พอดี ไปเล่นเกมบ้านไอ้โบ้ทให้หายเครียดก็ดีเหมือนกันนะ

เราซื้อเค้กมาแชร์คนละสองชิ้น กินไปดูหนังไป เบื่อๆ ก็เปลี่ยนไปเล่นเกมจนกระทั่งถึงสามทุ่มไม่มีทีท่าว่าจะขอตัวกลับบ้าน จนยัยน้ำตาลพูดขึ้นมา

“เฮ้ย เฟิร์นมึงไม่โทรไปบอกพี่พัชหน่อยเหรอวะ ป่านนี้คงวิ่งวุ่นตามหามึงแย่แล้วมั้ง โทรศัพท์ยังมาแบตหมดอีก บอกให้ชาร์จก็ไม่ชาร์จ”

“กูไม่อยากชาร์จเปลืองไฟบ้านไอ้โบ้ท”

“เปลืองบ้านป้ามึงสิ เอามานี่กูชาร์จให้” โบ้ทคว้าโทรศัพท์ไปชาร์จแบตให้ฉัน พอเปิดเครื่องสายโทรเข้ามาทันที “พี่พัชนี่ เขาโทรมาหามึงแน่ะ”

“มึงรับดิ กูเล่นเกมอยู่” ฉันว่าสายตาจดจ่ออยู่หน้าจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ นานๆ ทีได้เล่นเกมมันๆ ไม่อยากโดนขัดจังหวะน่ะ

“เอ้าไอ้นี่ รับแล้วกูจะตอบว่าไง มึงอยู่บ้านกูเนี่ย เขาจะไม่ตามมาฆ่ากูเหรอ!”

“รับเถอะน่า เขาไม่ฆ่ามึงหรอก ทำอย่างเขาหึงกูอย่างนั้นแหละ”

“นี่มึงไม่รู้จริงเหรอวะ อีโง่!”

อยู่ๆ น้ำตาลก็ด่าฉันเสียงดังลั่น ฉันค้อนขวับไปมองมันทันที แต่ไม่ทันมันหันกลับไปกินเค้กต่อแล้ว

“อ้อ พี่พัชมันอยู่บ้านผมอะ… เขาถามว่าอยากให้เขามารับมึงมั้ย” ไอ้โบ้ทหันมาถามฉัน

“ไม่ กูจะให้มึงไปส่ง” ฉันว่าอย่างไม่สนใจ

“มันบอกให้ผมไปส่งครับพี่ อ้อ… เขาถามว่าอยากให้ทำอะไรไว้ให้มั้ย” มันหันมาถามฉันอีก

“ไม่ กูอิ่มเค้กแล้ว”

“มันบอกว่ากินแล้วครับ… เขาถามว่าเมื่อไหร่จะกลับ”

“แล้วทำไมไม่ให้เขาคุยกับไอ้เฟิร์นเลยวะ ถ้าจะถามเยอะขนาดนั้น อีนี่ก็เหมือนกันเห็นไอ้โบ้ทเป็นร่างทรงหรือไง ถามอยู่ดี โธ่!”

“มึงก็วางสิ” ฉันว่าแล้วคว้าเอาโทรศัพท์มากดตัดสายทันที ไม่พอฉันปิดเครื่องด้วย ก่อนจะโยนมันลงที่โซฟาท่ามกลางสายตาเบิกกว้างของเพื่อนทั้งสอง “มองไร เล่นต่อสิ”

“อีเฟิร์น มึงใจร้ายไปเปล่าวะ” น้ำตาล

“ทำเกินไปเปล่า” โบ้ท

“กูทำไร” ฉันถามหน้าตาย

“ตัดสายเขาทิ้งไง เขาทำไรผิดวะ เขาแค่เป็นห่วงมึงนะเว้ย อย่าใจร้ายนักสิวะ”

ทำไมทุกคนถึงบอกว่าฉันใจร้ายนักวะ หมอนั่นก็ด้วย ไอ้เพื่อนสองตัวนี่อีก ฉันทำไรผิดอะ ฉันแค่ปกป้องตัวเองเท่านั้นใจร้ายตรงไหน?!

“พวกมึงจะไปรู้อะไร” ฉันไม่สนใจสายตาผิดหวังของมันสองคนแล้วกลับมานั่งเล่นเกมต่อ

“ใช่ กูไม่รู้อะไร แต่ตอนนี้ที่กูรู้ก็คือมึงทำร้ายใจจิตใจคนที่เขาห่วงมึง”

“เออ พี่พัชห่วงมึงมากเลยนะ น้ำเสียงเขาไม่ค่อยสบายใจเลย พอกูบอกว่าอยู่บ้านกูเขาดูโล่งใจขึ้นเยอะเลยนะ มึงไม่ชอบขี้หน้าเขากูไม่ว่าแต่การทำร้ายจิตใจเขาแบบนี้มันไม่ดีเลยนะเว้ย”

“เออๆ เลิกพูดเถอะ กูซึ้งจนน้ำตาจะไหลแล้วเนี่ย” ฉันปัดมือเซ็งๆ

“ที่พูดไม่ได้ให้มึงซึ้งแต่กูให้มึงรู้สึกผิด ไปๆ กลับบ้าน กูจะไปส่ง” ไอ้โบ้ทไม่พูดเปล่า คว้ากระเป๋าสะพายของฉันมาให้

“เอ้า ไอ้นี่กูยังเล่นยังไม่จบ”

“พอๆ เลิกๆ ไม่มีอารมณ์เล่นละ กูจะกลับบ้านเหมือนกัน”

สุดท้ายทุกอย่างก็หยุดลงภายในไม่ถึงสิบวินาที ฉันโดนไอ้โบ้ทยัดใส่รถแล้วขับมาส่งถึงหน้าบ้าน ฝนตอนนี้ซาลงไปบ้างแล้วแต่ก็ยังตกปอยๆ น่ารำคาญอยู่ดี

 

ฉันรอจนกว่ารถของโบ้ทหายลับไปหน้าปากซอยก่อนจะเดินเข้ามาในบ้าน เดินผ่านไปที่ห้องรับแขกก็ไม่เห็นเขา แม้แต่ห้องครัวที่เวลาฉันกลับมา มักจะเห็นเขาวุ่นอยู่กับการทำอาหารเย็นอยู่เสมอ พอเหลือบมองโต๊ะว่างเปล่ารู้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่ได้ทำอะไรไว้ให้จริงๆ

เป็นอะไรของเขา…

เมื่อเดินขึ้นมาในห้องเผื่อจะได้เห็นเจ้าลูกหมา แต่ไม่พบมันแล้ว หรือว่าจะอยู่ในห้องของเขา

ฉันตรงไปที่ห้องของเขาทันที บิดประตูพบว่าประตูไม่ได้ล็อก ไฟไม่ยอมเปิดด้วย แต่มีแสงไฟจากหน้าต่างลอดเข้ามาทำให้เห็นใครบางคนนอนอยู่บนเตียง โดยมีเจ้าลูกหมานอนคดอยู่ข้างๆ กัน

เป็นครั้งแรกที่ฉันก้าวเข้ามาเหยียบในห้องของเขาตั้งแต่ที่เราอยู่บ้านหลังเดียวกัน ฉันค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้เตียงเพื่ออุ้มเจ้าลูกหมา แต่เสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นก่อน เล่นเอาฉันสะดุ้งต้องหันกลับไปมอง

“กลับมาแล้วเหรอคะ” น้ำเสียงเขาดูเหนื่อยล้าจนน่าใจหาย

“อืม แล้วทำไมไม่เปิดไฟ จะนอนแล้วเรอะ?” แสงที่ส่องเข้ามาทำให้ฉันเห็นว่าเขาใส่เสื้อผ้าชุดเดิม

“ยัง” เขาตอบเสียงเบา

“เป็นอะไร?” ฉันถามขณะที่มือยื่นเพื่อไปจับลูกหมา ก็ชะงักค้างเมื่อได้ยินประโยคต่อมาของเขา

“น้อยใจอยู่ครับ”

“…”

สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ข้อมือ ฝ่ามือเลื่อนมาจับเอาไว้หลวมๆ โดยที่เปลือกตายังหลับพริ้มอยู่เหมือนเดิม จากที่ยืนอยู่ ฉันจึงค่อยๆ ทรุดตัวนั่งลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา

“อย่าเพิ่งปัดมือพี่ออกนะคะ”

“…”

“ขออยู่แบบนี้สักพัก แล้วค่อยโกรธพี่ก็ได้ พี่ยังอยู่ให้เราโวยวายอีกนานเลย”

“ไม่ได้โกรธนี่” ฉันว่าเบาๆ

โดยปกติถ้าหากโดนเขาสัมผัสตัวฉันมักจะปัดมันออกโดยสัญชาตญาณ แต่วันนี้กลับรู้สึกอยากให้เขาจับไว้แบบนี้… และนานๆ

“นี่… ฉันไม่ได้ไปกับหมอนั่นหรอกนะ”

“หืม”

“แล้วก็ไม่ได้มีอะไรด้วย เขาแค่โทรมาชวน แต่ฉันไม่ได้ไป”

“ที่บอกเนี่ย เพื่อให้พี่สบายใจเหรอคะ”

“ไม่รู้สิ อยากบอกเพื่อให้ตัวเองสบายใจล่ะมั้ง” อยู่ๆ หัวใจก็เต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก

“ดีใจจัง”

สัมผัสได้ความโล่งใจในน้ำเสียงที่เขาพูดออกมา พอหันกลับไปก็เห็นรอยยิ้มน้อยๆ จากริมฝีปากเรียวสวย

เกลียดอะไรแบบนี้ที่สุดเลย!

ยิ่งได้มองฉันก็ยิ่งเกลียดเขามากขึ้นเท่านั้น เกลียดริมฝีปาก ขนตางอนยาว เส้นผมสีดำสนิท จมูกโด่งรั้น ใบหน้าหล่อเหลา รวมไปถึงน้ำเสียงอ่อนโยนนั่นด้วย

เมื่อไหร่เขาจะเลิกช่วงชิงตัวตนของฉันด้วยความอ่อนโยนของเขาสักที

“ขอโทษนะคะ” เขาว่า…

“เรื่องอะไร” อยู่ๆ ก็มาขอโทษ เล่นเอาตั้งตัวไม่ทัน

“เรื่องที่ห้องพักครู ที่พี่ไม่เงยหน้าไปมองหนู”

“...”

“ได้ยินว่าจะแอบไปหากันโดยที่ไม่ให้พี่รู้แล้วมันอดน้อยใจไม่ได้น่ะ”

“…”

“อยากบอกดังๆ ว่าไม่อยากให้ไป… แต่รู้อยู่ว่าเป็นสิทธิ์ของหนู พี่จะเอาสิทธิ์อะไรไปห้ามไม่ให้ไปกับเขา”

“ก็รู้นี่ ว่าห้ามไม่ได้”

“ถึงห้ามไม่ได้ก็อยากห้ามอยู่ดี” มือที่ที่จับอยู่ตรงข้อมือกระชับแน่นขึ้นอีก

ทั้งที่โดดรัดที่ข้อมือแต่กลับอึดอัดไปถึงหัวใจ

“พอได้แล้วมั้ง ฉันจะกลับห้อง” ฉันแค่นเสียง แกะมือเขาออกจากข้อของตัวเอง

มากเกินไปแล้วสำหรับเวลาที่ฉันให้เขา

“อีกหน่อยไม่ได้เหรอคะ”

“ไม่ได้!”

พอมือหนาคลายออกไปฉันก็ลุกขึ้นมาอุ้มเจ้าลูกหมาขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนทันทีและเตรียมจะเดินออกไป

“ที่รัก”

“…”

“ชื่อหมาน่ะ ชื่อว่าที่รัก” คนอยู่บนเตียงขยับตัวนอนตะแคงมาทางฉัน

“ใครอนุญาตให้ตั้งชื่อ ฉันเป็นเจ้าของมันนะ”

“ก็เห็นเรียกลูกหมาๆ ไม่มีชื่อสักทีพี่เลยตั้งให้ซะเลย ชอบมั้ยคะ”

“เกลียด ไม่เห็นน่ารักเลย น่าเกลียดจะตาย”

‘ที่รัก’ เนี่ยนะ บ้าไปแล้ว!

“แล้วชื่อไหนที่หนูคิดว่าไม่น่าเกลียด”

“พิรันทร์”

“นั่นชื่อพี่นี่ งั้นก็แปลว่าพี่น่ารักสินะคะ”

“ฮึ่ย!! น่าเกลียดทั้งสองชื่อนั่นแหละ น่าโมโหจริงๆ ความดันจะขึ้นอยู่แล้ว… แล้วก็ไม่ต้องมาเคาะห้องนะ ฉันไม่หิว!”

พูดจบฉันก็ปั้นปึงออกมาจากห้องของเขาทันที อยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ แต่กลัวว่าเขาจะตามมาเคาะประตู ทำได้แค่เตะฟ้าเตะอากาศระบายความหงุดหงิดอยู่หลายนาที ก่อนจะเดินมาจนถึงในห้องวางเจ้าลูกหมาลงบนเตียงก่อนที่ตัวเองจะกระโดดตามไปนอนข้างๆ

ลูกหมาวิ่งดุกดิกเข้าใกล้ๆ ใช้ลิ้นเลียใบหน้าของฉันอย่างออดอ้อน ถ้าเป็นคนอื่นโดนทำแบบนี้ใจเหลวไปนานแล้ว แต่ฉันไม่ใจอ่อนง่ายๆ หรอกย่ะ!

ฉันจับมันขึ้นมาอุ้มลอยขึ้นสูงด้วยสองมือ

“แกทรยศฉันเหรอ เจ้าลูกหมาบ้า!”

“โฮ่ง!”

“เถียงเหรอ?!”

“โฮ่ง!”

“แปรพักตร์เหรอเราอะ”

“โฮ่ง!”

“ที่รัก… ชื่อน่าเกลียดขนาดนี้ ไม่ต้องกินข้าวแล้วมั้ง!”

“โฮ่ง!”

“ฮึ่ย! ติดนิสัยขี้ตื้อมาจากเขาหรือไงฮะ?! ติดตัวกันกับเขามากเกินไปจนนิสัยเปลี่ยนไปเลยสิท่า น่าตีๆๆๆๆ!!”

“โฮ่งๆๆๆ!”

เถียงเก่งไปแล้ว!

 

 

sds

สีหน้าของคนได้ซีนมันก็จะร่าเริงหน่อยอะครับบบบบบบบ 3

.......................

ไอ้ดื้อโดนเจ้าลูกหมาของตัวเองทรยศอย่างไม่น่าให้อภัยแล้วค้าาาา

คุณพี่ก็แอบตั้งชื่อให้น้องซะน่ารักเชียว

แหมมมม ความจริงก็อยากจะเรียกเขาว่า ที่รัก มาตั้งนานแล้วล่ะ ฮึๆๆๆๆ

ฝากติดตามด้วยนะคะ เค้าจะได้มีกำลังใจอัพและเขียนต่ออออ

ตอนนี้ต้นฉบับเหลือประมาณ 5-6 ตอนจะจบแล้วววว

ช่วงหลังงจะหวานมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก อยากให้ติดตามกันค่ะ และจะพยายามเขียนให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆๆๆๆๆๆ นะคะ ขอบคุณค้าาาาาาาาาาาาา

ฝากเพจด้วยนะคะ

https://web.facebook.com/Chuchuqlim/

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น