My Flower ดอกไม้ของผม

ตอนที่ 10 : Chapter 5 (100%) :: สมาชิกใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 37
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    15 มิ.ย. 63

Chapter 5

ฉันโดดเรียนไม่ได้ ไม่ใช่… ฉันโดดเรียนไม่ทันต่างหาก พอกำลังจะเดินขึ้นไปที่ดาดฟ้าก็โดนเขาลากเข้ามานั่งในห้องอย่างโดนบังคับ เลยต้องจำใจนั่งเรียนในห้องด้วยความเบื่อหน่ายสุดๆ

“เอ้ย เฟิร์น” น้ำตาลสะกิดหลังของฉันเบาๆ

“ไรมึง”

“มาร์คขอเบอร์มึงด้วยนะ แต่กูไม่ให้ กลัวมึงจะโกรธเอา”

“เออ ดีมาก”

เมื่อเช้าพอมาถึงโรงเรียนก็เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองลืมกระเป๋าและโทรศัพท์ไว้ที่ร้านคาราโอเกะ ยัยน้ำตาลเอามาให้นั่นแหละถึงรู้ตัวว่าตัวเองลืมเอาไว้ ส่วนที่กลับมาได้เป็นเพราะคนที่กำลังสอนอยู่หน้าห้องที่เป็นคนไปรับฉันกลับมา

“แล้วเป็นไงบ้างวะ?”

“เรื่องไรอีกล่ะ”

“ก็พี่พัชไงเขาหึงมึงเปล่า”

เรากระซิบกันให้ได้ยินกันแค่สองคนน่ะ ไม่ต้องห่วงว่าใครจะได้ยิน

“หึงเหี้ยไร อย่าบอกนะเมื่อวานมึงโทรเขามารับกู”

“เออกูเอง พอกูโทรไปว่าผู้ชายกำลังจะงาบมึง เขาก็บึ่งมาอย่างไว หึงชัวร์” รู้แบบนี้แล้วอยากถีบมันตกเก้าอี้จริงๆ!

“อีตาลมึงเลิกมั่วแล้วก็เลิกยั่วโมโหกูสักที ไม่อย่างนั้นกูกับมึงได้ออกไปยื่นหน้าห้องด้วยกันแน่”

“เอ้ย อย่าทำนะเว้ย กูอายเขา”

“งั้นมึงก็เลิกยั่วโมโหกูดิ” ฉันเลิกคิ้วกวนๆ

“เออๆ เลิกละๆ ไม่เห็นต้องโกรธเลยนี่พูดความจริง”

บทสนทนาของเราสองคนจบลงแค่นั้น ฉันเซมองออกนอกหน้าไม่สนใจสิ่งที่เขากำลังสอนอยู่ ไม่อยากเรียนนี่ สู้ให้โดดเรียนไม่ดีกว่าหรือไง น่าเบื่อจริงๆ เมื่อไหร่จะหมดเวลาก็ไม่รู้!

เหลืออีกสิบนาทีก็หมดเวลาแล้ว เขาหยุดสอนและกลับไปนั่งที่โต๊ะ

“ใครสงสัยมาถามครูที่โต๊ะได้เลยนะครับ”

เสียงลากเก้าอี้ดังขึ้น คงจะเป็นนักเรียนข้อสงสัยคนหนึ่งที่เข้าไปถามเขานั่นแหละ เหมือนจะได้ยินเสียงทุ้มต่ำของเขากำลังอธิบายเกี่ยวกับเนื้อหาที่สอนวันนี้ดังแว่วมาแต่ไกล ก่อนจะมีประโยคคำถามดังขึ้นเล่นเอาความคิดฉันชะงักค้างกลางอากาศ

“ครูพี่พัชคอไปโดนอะไรมาครับ?!”

“นั่นสิ เหมือนคนกัดเลย”

“เอ่อ…”

เสียงกระซิบขำๆ ดังระงม ไม่เว้นแต่ยัยน้ำตาลข้างหลัง

“ฝีมือมึงใช่มั้ย?”

“ฝีมือหมา” ฉันแค่นเสียงตอบ

“ฮู้ววว สวีทกันจัง”

“ไอ้น้ำตาล!”

ออดหมดเวลาดังขึ้นพอดีกำลังจะวิ่งตามยัยน้ำตาลออกไปแต่โดนเพื่อนผู้หญิงเรียกไว้เสียก่อน

“เฟิร์น!”

“ไร?!” ฉันหันกลับมาตามด้วยความหงุดหงิด

“ครูบอกให้ไปทำความสะอาดห้องวิทฯ ไว้ทำแล๊ปวันพรุ่งนี้”

“ฉันคนเดียว?” ฉันถาม เหลือบไปมองครูพี่พัชของทุกคนอยู่ที่โต๊ะ เขาไม่ได้หันมามองเพราะยุ่งกับการตอบคำถามของเพื่อนในห้อง

“เปล่าๆ มีเธอ ฉันแล้วก็เพื่อนอีกสองคน”

“ตอนไหน พักเที่ยงหรือหลังเลิกเรียนดีล่ะ” ปฏิเสธไม่ได้เพราะฉันเป็นหัวหน้าห้อง ถ้าเกิดบอกว่าไม่อยากทำเดี๋ยวโดนมองว่าไม่มีความรับผิดชอบอีก ขี้เกียจเถียงฉันเลยตกลง และนัดเวลากับเพื่อนอีกสามคนไปเจอกันหน้าห้องวิทฯ หลังเลิกเรียน

แต่ตอนนี้ฉันขอตัวตามไปหักคอยัยน้ำตาลก่อนแล้วกัน!

 

-เลิกเรียน-

มิ้น พราว เจน แล้วก็ฉันมาที่ห้องวิทฯ หลังเลิกเรียนตรงเวลานัดหมายเป๊ะเลย ยัยมิ้นไขกุญแจเข้าไปในห้องที่ได้กุญแจมาก่อนหน้านี้ ฉันเดินตามสามคนมือหยิบเศษผ้า ไม้กวาด ที่ตักผงขยะเข้ามาด้วย ฉันวางทุกอย่างไว้บนโต๊ะแล้วไปเปิดหน้าต่างห้องช่วยยัยพราว

“ฝุ่นเยอะจัง ไม่ค่อยได้ใช้หรือไงวะ” ฉันบ่น

“ไม่ค่อยได้ใช้น่ะสิ ความจริงเราจะใช้อีกห้องแต่ตารางชนกัน ครูพี่พัชเลยย้ายมาใช้ห้องนี้แทน”

หมอนั่นไม่ไฟท์หน่อยหรือไง ทำไมต้องปล่อยให้นักเรียนของตัวเองลำบากด้วย

“ปัดฝุ่นไม่ไหวหรอก ฉันไปตักน้ำมาเช็ดเลยดีกว่า” ฉันว่าแล้วคว้าเอาถังที่ยัยเจนถือมาด้วยเดินออกไปจากห้อง เห็นเขากำลังเดินตรงมาพอดี ฉันทำเป็นไม่สนใจเดินผ่านเขาไปนิ่งๆ

“เอาถังไปทำอะไรครับ”

“เอาไปปลูกต้นไม้ สนใจเอาไปปลูกด้วยกันมั้ยคะ?” ฉันยิ้มประชด

“แต่พี่บอกให้เราไปทำความสะอาดห้องนะ”

“ก็กำลังจะไปตักน้ำนี่ไง คนอะไรชอบทำให้คนอื่นเสียเวลา”

“พี่นึกว่าเราพูดจริง”

“เฮอะ! น่ารำคาญ” ฉันไม่สนใจแล้วเดินออกมาเรื่อยๆ

“มีคำอื่นพูดนอกจากคำว่าน่ารำคาญกับน่าเบื่อหรือเปล่า พี่เห็นเราพูดแค่คำนี้เวลาเจอหน้าพี่ตลอดเลย”

เขายังอุตส่าห์เดินตามฉันมาอีก แบบนี้จะให้พูดว่าอะไรได้อีกนอกจาก ‘น่าเบื่อ’ กับ ‘น่ารำคาญ’

“ก็น่าเบื่อกับน่ารำคาญเหมาะกับนายที่สุดแล้วนี่!”

“พี่ออกจะหน้าตาดี น่ารำคาญตรงไหน”

เรื่องหน้าตาไม่เถียงว่าหล่อบาดใจ และด้วยนิสัยใจดีแล้วก็สุภาพของเขาจึงเป็นที่รักของนักเรียนทั้งโรงเรียน ไม่มีใครไม่ชอบเขาบ้างในโรงเรียนนี้บ้างล่ะ แต่สำหรับฉันแล้วเขาก็แค่คนขี้จุกจิก เจ้ากี้เจ้าการ ขี้บ่น เท่านั้นแหละ!

“ก็ตรงนี้ไง ทำตัวไม่มีประโยชน์ด้วย!” และแล้วบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว ฉันหยุดเดินแล้วหันกลับไปหาเขา “อยากทำตัวให้มีประโยชน์มั้ยคะ อ้ะ! นี่ถัง ไปตักน้ำแล้วเอาไปห้องวิทฯ นะคะ!”

ฉันยื่นถังให้คนตรงหน้า เขารับมันไปถือไว้ด้วยสีหน้างงๆ

“ใช้ครูบาอาจารย์บาปนะคะ”

“ครูใช้นักเรียนก็บาปไม่ต่างกันหรอกค่ะ!” ว่าจบฉันก็หมุนตัวกลับไปทางห้องวิทฯ ปล่อยให้อีกฝ่ายไว้ตรงทางเดินโดยไม่หันกลับมองอีก เมื่อมาถึงห้องวิทฯ เพื่อนก็เริ่มทำความสะอาดไปได้กว่าครึ่งแล้ว ฉันจึงหยิบไม้กวาดมาทำความสะอาดบ้าง

“อ้าว แล้วไหนถังน้ำล่ะ”

“ฉันให้ครูพี่พัชของพวกเธอไปตักแล้วล่ะ เดี๋ยวก็มา”

“ว้าว เธอนี่ซ่าแฮะ ใช้ครูด้วย เดี๋ยวบาปเอานะ” ยัยพราวว่าขำๆ

“ครูที่ปล่อยให้นักเรียนของตัวเองลำบากไม่บาปกว่าเหรอ แถมยังเสียเวลาอีก ถ้าไม่ติดทำความสะอาดได้กลับบ้านตั้งนานแล้วนะ” ฉันว่า

“จะว่าอะไรกับยัยเฟิร์นล่ะ สองคนสนิทกันนี่นา แถมครูพี่พัชยังเป็นผู้ปกครองของยัยนี่ด้วย”

ฉันชะงัก!

“นั่นสินะ ครูพี่พัชใจดีแล้วก็สุภาพมากด้วย คงไม่เคยดุเธอสิท่า” ยัยเจน

“ฉันว่ายัยนี่มากกว่าเป็นฝ่ายดุเขา ฮ่าๆ”

“หรือว่ารอยที่คอยจะเป็นฝีมือแก โหดอย่างกับหมาเลย ฮ่าๆ!”

โครม!

จู่ๆ แข้งขาก็รู้สึกอ่อนแรง มือไม้มันอ่อนเปี่ยเพลียแรงตวัดคว้าโต๊ะเป็นที่มั่นยังไม่อยู่ รู้สึกว่าทุกอย่ามันเกะกะไปหมด จังหวะที่เดินถอยหลังขาก็ชนเข้ากับเก้าอี้จนหงายหลังล้มก้นกระแทกพื้นอย่างแรง เก้าอี้ล้มดังโครมครามลั่นห้อง ทุกคนหันมามองฉันเป็นตาเดียว

“พูดบ้าอะไรของพวกเธอ?!” ฉันแค้นเสียงถามอย่างไม่พอใจ

“ฮ่าๆ พวกเราแค่ล้อเล่นน้า ไม่ได้หมายความอย่างนั้นซะหน่อย เธออย่าโมโหสิ!”

“เป็นไรเปล่า!?!” พราวถาม ฉันลุกขึ้นส่ายหน้าเคืองๆ

“เออ จะว่าไปรอยนั่นใครทำวะ ถามครูพี่พัชแล้วไม่ตอบอะ แกรู้เปล่าเฟิร์น”

ไอ้พวกนี้ยังวกกลับมาเรื่องเดิมเฉย!

“จะไปรู้เหรอ อยากรู้ก็ไปถามเขาเองสิ”

“เอ้าก็แกอยู่บ้านกับเขานี่ เลยถามเผื่อแกจะรู้” เจน

“อาจจะเป็นผู้หญิง” พราว

“เขามีแฟนแล้วเหรอ?!” มิ้น

“ไม่นะ ครูพี่พัช!!” เจน

“มีอะไรเหรอครับ?” เสียงทุ้มดังขึ้น พวกเราหันกลับไปมองก็พบกับเจ้าของหัวข้อสนทนาเมื่อครู่ในมือถือถังน้ำที่ฉันใช้เขาไปตักมาให้ เขาไล่สายตาอบอุ่นมองเราทุกคนก่อนมาหยุดที่ฉัน แล้วเดินถือถังน้ำเดินตรงมาหา “ได้แล้วครับ”

“ขอบคุณค่ะครูพี่พัช” เป็นพราวที่เดินเข้ามารับถังน้ำจากมือของเขา

พอเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้วฉันจึงคว้าไม้กวาดที่พื้นขึ้นมาทำความสะอาดต่อ

“ถ้าวันนี้ทำไม่เสร็จ เอาไว้ทำพักเที่ยงก็ได้นะ พรุ่งนี้เราเรียนบ่าย”

กะจะไม่ให้กินเลยหรือไงข้าวเนี่ย เลยเวลาพักเที่ยงพอเลยเวลาโรงอาหารก็ปิดอีก

“เดี๋ยวครูเลี้ยงข้าวครับ”

เหมือนรู้ตัวว่าฉันจะโวยวายอย่างนั้นแหละ

“ก็ดีเหมือนกันค่ะ เป็นครูใช่ว่าจะทำตามใจชอบได้ ขอบคุณสำหรับความรับผิดชอบนะคะ” ฉันหันไปยิ้มประชดให้เขา

คนตัวสูงยิ้มไม่ตอบโต้อะไร แล้วเดินไปหยิบผ้าขี้ริ้วไปชุบน้ำทำความสะอาดบริเวณโต๊ะและเก้าอี้ที่เจนเพิ่งยกลงมา ส่วนฉันก็กวาดเศษฝุ่นและช่วยยัยพราวเช็ดขอบหน้าต่าง

กว่าจะเสร็จก็เกือบหกโมงเย็น ฉันคว้าเอากระเป๋าสะพายเดินตามสามคนลงมา เมื่อถึงด้านล่างเราแยกย้ายกันกลับ พอลงมาฉันเจอโบ้ทยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างอาคารพอดี ฉันเลยเดินเข้าไปทักทายมัน

“สูบบุหรี่ผิดกฎโรงเรียนนะจ๊ะคุณโบ้ท”

“ถ้ามึงไม่ปากมากก็ไม่มีใครรู้หรอก”

“ค่าปิดปากเท่าไหร่ดีล่ะ”

“มวนหนึ่งพอมั้ย?” มันยื่นบุหรี่ให้ฉันมวนหนึ่ง

ฉันรับมาอย่างไม่ลังเลจุดบุหรี่สูบเข้าไป ไม่ถึงสองวินาทีก็พ่นควันสีขาวออกมา

“มาทำอะไรตรงนี้ไม่กลับบ้านเรอะ?” ฉันถามขณะเดินไปใช้หลังพิงกำแพงข้างๆ มัน

บริเวณนี้เป็นที่ลับตาคนไม่มีใครผ่านมาเห็นหรอกสบายใจได้

“หมดมวนนี้นี่แหละ”

“เหมือนมึงมีเรื่องเครียดอะ” ฉันว่า สีหน้าเหมือนคนอมทุกข์ขนาดนี้มองแว๊บเดียวก็รู้แล้วว่ามีเรื่องไม่สบายใจ

“ดูออกเรอะ?!” มันหันมายิ้มบางๆ

“เรื่องไร บอกกูได้นะ”

“บอกแล้วมึงต้องรับผิดชอบนะ”

“มึงท้อง”

“ไอ้บ้า กูเป็นผู้ชายจะท้องได้ไง”

“เอ้า ก็มึงบอกให้กูรับผิดชอบนี่”

“กูหมายถึงลูกหมากูต่างหาก พอดีหมากูออกลูกเลยช่วยหาบ้านให้มันน่ะ ถ้าหาไม่ได้พ่อก็จะเอาไปปล่อยวัด กูสงสารมัน”

เพิ่งรู้ว่ามันมีจิตใจเมตตาขนาดนี้

“เลยมายินเครียดอยู่ตรงนี้?!”

“เออ มึงสนใจเอาไปเลี้ยงสักตัวมั้ย?”

“กูไม่เคยเลี้ยงหมา ไม่รู้จะรอดมั้ย”

“ค่อยๆ เลี้ยงก็ได้ ให้ครูพี่พัชช่วยเลี้ยง”

ด้วยความสงสารฉันเลยตอบตกลงไปโดยไม่ได้ปรึกษาเขาคนนั้น เพราะฉันเข้าใจความรู้สึกของการโดนทอดทิ้งให้อยู่คนเดียวมาตลอด ทั้งเหงาแล้วก็โดดเดี่ยว ฉันเกลียดความรู้สึกนั่น และไม่อยากให้ใครต้องเจอกับมันอีก

 

-บ้าน-

ฉันหิ้วตะกร้าใส่ลูกหมาน่ารักสีน้ำตาลขนฟูเข้ามาในบ้าน ไฟเปิดไว้แต่ไม่เห็นวี่แววของเขาเลย แต่พอกลิ่นหอมของกับข้าวลอยมาฉันก็รู้ว่าเขาอยู่ในครัว ฉันเดินเข้าไปเห็นคนร่างสูงกำลังง่วนอยู่กับการผัดอะไรสักอย่างอยู่หน้าเตาแก๊ส

“ผ้ากันเปื้อนสีชมพูไม่เห็นเข้ากันเลย!”

“กลับมาแล้วเหรอ?” เขาหันกลับมาคลี่ยิ้มบางๆ

ฉันเบ้ปากแล้วหมุนตัวกลับขึ้นไปบนห้องโดยไม่ฟังเสียงเรียกที่ดังตามมาจากด้านหลัง เข้ามาในห้องปิดประตูล็อคกลอนไว้แน่นหนา ฉันทรุดตัวลงนั่งกับพื้นส่วนตะกร้าลูกหมาวางไว้บนเตียงนอน ตอนนี้เจ้าลูกหมาตัวนี้ยังไม่งอแงเพราะเพิ่งกินนมมา

โบ้ทบอกว่ามันหย่านมแม่หมาแล้ว ต่อไปเป็นแค่นมเสริมและสามารถให้อาหารเม็ดได้ด้วย เงินไม่พอฉันเลยยังไม่ได้ซื้ออะไรเลยสักอย่าง

ฉันเปิดฝาตะกร้าออกแล้วอุ้มเจ้าขนปุกปุยออกมาจากตะกร้าอย่างเบามือ กอดไว้ในอกเพื่อให้ความอบอุ่นแกมัน

“แกนี่โชคดีจังเลย ไม่ต้องโดนทอดทิ้งแล้วนะ ไม่เหมือนกับฉันที่โดนทิ้งมาตลอด จากนี้ไปก็อยู่กับฉันไปนานๆ นะ เราเป็นเพื่อนกันแล้วนะ”

ก็อกๆ!

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ไม่ต้องเดาว่าใคร มีคนเดียวนั่นแหละ

ฉันเดินไปเปิดประตูทั้งที่ยังอุ้มลูกหมาไว้ในอ้อมแขน พอเขาเห็นมันก็ดูตกใจนิดหน่อย

“อะไรอีกล่ะ?”

“ลูกหมาเหรอ”

“อืม รู้แล้วก็ไปได้แล้ว”

“พี่ทำกับข้าวไว้แล้วไปทานด้วยกันสิ”

“ไม่หิว!”

ปัง!

พูดจบฉันก็ปิดประตูทันที และแน่นอนว่าเขาต้องเคาะประตูอีกรอบ

ก็อกๆ!

นั่นไง เดาไม่ผิดเพราะเป็นแบบนี้ตลอดหลังจากฉันปิดประตูใส่หน้าเขา

“นายต้องการอะไรอีกเนี่ย บอกว่าไม่หิวไงเล่า!” โมโหแล้วนะ เซ้าซี้อยู่ได้

“อย่าโมโหเลยนะ พี่อยากถามว่าอาหารกับนมเจ้านั่นมีหรือเปล่า ถ้าไม่มีพี่จะได้ออกไปซื้อให้”

“…”

“ไม่ตอบแปลว่าไม่มี แล้วถ่ายพยาธิหรือยัง?”

จะว่าไปโบ้ทบอกว่าจะพาไปโรงพยาบาลสัตว์พรุ่งนี้แต่ฉันเอามาก่อน เลยให้ฉันพามันไปโรงพยาบาลสัตว์เอง

“ไม่ตอบแปลว่ายังไม่ได้ทำอะไรเลยสินะ รับมาเลี้ยงแท้ๆ แต่กลับไม่ศึกษาข้อมูลอะไรเลย จะเอามาเลี้ยงหรือเอามาเป็นภาระ หืม!”

“งั้นนายก็เอาไปสิ” ฉันยื่นเจ้าลูกหมาที่เพิ่งลืมตาแป๋วให้คนตรงหน้า เขาไม่ยอมรับไปยังกอดอกมองมาที่ฉันสีหน้าเฉยชา “เอาไปสิ ยืนอยู่ทำไม”

“ขอร้องสิคะ”

“…” ฉันชะงัก มองคนตรงหน้า

“ขอร้องด้วยคำพูดดีๆ ใครเขาก็อยากทำให้ ถ้าโดนพูดจาประชดกันตลอดแบบนี้ไม่มีใครอยากทำให้หรอกนะคะ”

“นาย…”

“ขอร้องสิคะ แล้วพี่จะพาไป”

เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น ฉันจึงทำตามที่เขาบอกอย่างจำใจ

“พี่พัชคะ ขอร้องเถอะนะคะ พาไปหน่อยนะคะ”

“ยิ้มด้วยสิคะ” คนตรงหน้าคลี่ยิ้มบางๆ

ฉันเม้มริมฝีปากเน้น แล้วยิ้มหวานๆ เท่าที่ตัวเองจะทำได้ ก่อนเอ่ยออกไป “พี่พัชคะช่วยพาเฟิร์นไปหน่อยนะคะ ขอร้องนะคะพี่พัช”

“อืม ก็พูดดีๆ เป็นนี่น่า” มือใหญ่วางลงศีรษะของฉันโยกไปมาสองสามทีอย่างอ่อนโยน สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ฝ่ามือของเขาที่พยายามส่งมาให้ อยู่ๆ หัวใจของฉันก็เต้นแรงขึ้นมา จนต้องรีบปัดมันออก!

“ไอ้โรคจิตนี่!”

“โหว! ด่าโรคจิตเลยเหรอ พูดดีไม่ทันไรก็ด่ากันซะแล้ว น่าพาไปมั้ยเนี่ย?!”

เขาว่าไปงั้นแหละสุดท้ายก็เดินนำฉันไปที่รถอยู่ดี ตอนแรกเขาชวนฉันทานข้าวด้วยกัน แต่ฉันกลัวว่าโรงพยาบาลสัตว์จะปิดก่อนเขาเลยยอมขับรถพาฉันออกมา ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงโรงพยาบาลสัตว์ เขาพาเจ้าลูกหมาไปให้คุณหมอจัดการไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็พากลับออกมา แล้วจากนั้นเขาพาฉันไปที่ร้านขายอาหารสัตว์ซื้ออะไรหลายอย่าง ฉันเพิ่งรู้ว่าการมีสัตว์จะเสียเงินเยอะขนาดนี้ พวกค่าอาการและค่าเครื่องใช้พวกแชมพูอาบน้ำ ค่านั่นนี่เยอะแยะไปหมด เชื่อแล้วแหละว่ามันเป็นภาระ!

 

 

sds

 

sds

sds

 

 

................................

อัพแล้วน้าาาา

ฝากติดตามด้วยนะค้าาาา

ไรท์ภาวนาว่าให้สมาชิกใหม่ทำตัวดีๆ เดี๋ยวกลัวว่าเจ้าเฟิร์นจะเอาไปล่อยวัดให้55555555555

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น