[HKS] Bear Bodyguard บอดีการ์ดรักพิทักษ์คุณชายหมี

ตอนที่ 32 : Chapter 31 :: ระเบิดเวลา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 404
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    7 ก.ค. 56

Chapter 31 :: ระเบิดเวลา

 

KangSom :(

                ผมไม่ได้อยากทิ้งพี่ฮั่นมาแบบนี้เลย แต่สุดท้ายผมก็ยอมจำนนต่อสายตาของพี่หมี ไหนจะยัยสต็อปที่ซ้อหมี นายแม่ผู้หวังดีของผมส่งมาช่วยดูแลพี่ฮั่นแทน ผมเลยยอมกลับมาคอนโดเพื่อจัดการเรื่องของใช้ของเรา...โดยเฉพาะของคนเฝ้าไข้อย่างผมที่คงต้องอยู่โรงพยาบาลไปอีกหลายวัน ผมขับรถของพี่ฮั่นออกมา ในรถคันหรูกลิ่นเลือดคลุ้งจนผมต้องเปิดกระจก นี่ผมติดโรคไม่ชอบเลือดจากพี่ฮั่นมาหรือไงนะ? ปกติผมไม่เป็นแบบนี้นี่นา

                เส้นทางเดิมเส้นทางเดียวกับเมื่อตอนสาย ผมยังแปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกันที่เลือกใช้เส้นทางนี้เป็นทางกลับบ้านอีก ทั้งๆที่พี่ฮั่นก็ถูกลอบยิงที่นี่ ผมขับรถช้าลง สอดส่ายสายตามองไปรอบๆแล้วถึงสังเกต... ตึกพวกนี้มันร้างไปแล้วนี่! มีเพียงบ้านไม่กี่หลังที่เปิดไฟสว่าง อาคารส่วนใหญ่เงียบเชียบ...มืดสนิท...และร้างผู้คน!! ไม่แปลกที่เสียงปืนดังลั่นสนั่นทุ่งขนาดนั้นถึงไม่มีใครออกมาดู ทำไมผมไม่เคยสังเกตเห็นมันเลยตลอดหลายเดือน?

                ...ถ้าเป็นบอดีการ์ดธรรมดาเขาคงระแวงระวังให้คุณไม่ใช่มัวแต่คุยหยอกเอินกันในรถจนไม่ทันสังเกต...

                “เฮ้อ” ผมหงุดหงิดตัวเอง จริงอย่างที่ซ้อพูด ถ้าผมไม่มัวแต่เล่นแต่คุยกับพี่ฮั่น มีหรือที่ผมจะไม่ทันสังเกตว่าซอยนี้เปลี่ยวแค่ไหน ผมหันไปมองล็อคอีกครั้ง ย้ำให้ตัวเองแน่ใจว่าล็อครถเรียบร้อย อย่าน้อยๆก็ไม่มีใครเปิดเข้ามาได้ กระจกถูกปิดทันทีที่ผมเห็นบรรยากาศรอบตัว ทนเหม็นเลือดหน่อยแล้วกันวะไอ้แกง

                ครืดๆ ครืดๆ

                หือ? ผมหันไปมองมือถือที่กำลังสั่น สงสัยผมลืมเปิดเสียงตอนออกจากโรงพยาบาลมา แสงสว่างบนหน้าจอโชว์เบอร์แปลกๆไม่ต่างจากเมื่อเช้านี้... ต่างที่คราวนี้เป็นมือถือของผม...

                “ใครโทรมาวะ” ผมบ่นเบาๆ เลือกที่จะไม่สนใจใครก็ตามที่โทรมา มือถือเครื่องเก่งหยุดสั่นไปสักพักก่อนจะสั่นใหม่อีกรอบ เบอร์เดิมแหละครับ สั่นๆหยุดๆอยู่อย่างนั้น

                “นี่จริงจังใช่ป่ะเนี่ย โอเคๆ รับก็ได้ ถ้าไร้สาระนะพ่อจะด่าให้” ผมคาดโทษเอาไว้ก่อนจะรับโทรศัพท์ “สวัสดีครับ ธนทัตครับ”

                //KS ออกมาจากรถเดี๋ยวนี้// เสียงคุ้นๆแฮะ มาแบบห้วนๆไม่มีการแนะนำตัวอะไรทั้งนั้น //ได้ยินไหม KS มี่บอกให้ลงจากรถของคุณฮั่นเดี๋ยวนี้!!//

                ผมกระทืบเบรกจนตัวโก่ง เสียงยางบดถนนดังลั่น แต่แน่นอนว่าคงไม่มีใครสนใจ แรงกระชากทำให้หลังผมกระแทกกับเบาะอย่างแรง สายเข็มขัดที่รัดอยู่รั้งตัวผมไว้ไม่ให้หัวทิ่มไปชนพวกมาลัย

                “มี่! มี่ว่าอะไรนะ มี่ให้เราลงจากรถทำไม แล้วมี่รู้ได้ไงว่าตอนนี้เราขับรถอยู่”

                //อย่าถามมากแล้วลงจากรถซะทีจะได้ไหม KS มี่บอกให้ลงก็รีบลงสิ//

                “มีมี่ฟังเรานะ ถ้าอยากให้เราลงก็บอกเรามาก่อนว่าให้ลงไปทำไม ตอนนี้เราอยู่กลางซอยเปลี่ยวมากนะมี่ เราไม่อยากลงไปตอนนี้ให้ใครมาทำร้ายเรา พี่ฮั่นก็นอนอยู่โรงพยาบาล เราต้องกลับไปดูแลพี่ฮั่น...”

                //โอ๊ย! ฉันรู้แล้วว่าคุณฮั่นอยู่โรงพยาบาล รถคันนั้นมีระเบิด มันจะระเบิดเมื่อไหร่ก็ไม่รู้เข้าใจหรือเปล่า KS มีคนกำลังจะฆ่านาย รู้แล้วก็ลงจากรถได้แล้ว// อะไรนะ! ระเบิด! เป็นไปได้ยังไง //แกง มี่จะโกหกแกงไปทำไม เชื่อมี่แล้วรีบลงมา//

                “นี่มันไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาล้อเล่นนะมี่”

                //น้ำเสียงฉันเหมือนล้อแกเล่นอยู่หรือยังไงเล่า ชนวนมันอยู่แถวๆเบรกหรือไม่ก็คันเร่งนี้แหละ มี่ไม่รู้ละเอียด รู้แค่ว่า... โอ๊ยยยยยย...//

                “เฮ้ย มี่เป็นอะไร” ผมไม่ได้รับคำตอบจากปลายสาย เข็มขัดนิรัยถูกปลดออกไปแล้ว ผมเลื่อนเก้าอี้ไปจนสุด ผมจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าพี่มีมี่พูดเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เพื่อนผมรู้อะไรมา และรู้มาได้อย่างไร แล้วมี่มีเหตุผลอะไรที่ต้องทำร้ายพี่โดม ผู้ชายที่เธอเป็นคนบอกกับผมเองว่าคนๆนี้เป็นทุกๆอย่างสำหรับเธอ เสียงมีมี่เงียบไปไม่เท่าไหร่ก็มีเสียงของผู้ชายอีกคนแทรกเข้ามา

                //เธอทำอะไรของเธอมนสิชา นี่มันอะไร อ๋อ! นี่โทรไปบอก...//

                สัญญาณขาดไปพร้อมๆกับเสียงเหมือนมือถือถูกปาลงพื้น เรื่องมันชักจะไปกันใหญ่แล้ว ผมอาศัยแสงไฟจากหน้าจอต่างไฟฉาย พยายามหาสิ่งที่มีมี่บอกกับผม มือขางที่ว่างควานหาอะไรซักอย่างที่ผมเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่ามันควรเป็นอะไรในความมืด

                ความรู้สึกมากมายตีกันวุ่นวายไปหมด สิ่งแรกที่ผมสัมผัสได้คือ กลัว ยิ่งไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่คืออะไรผมยิ่งกลัว ในที่สุดมือผมก็ไม่สะดุดกับสายไฟเส้นเล็กๆ ใช่สายไฟหรือเปล่าผมเองก็มองไม่เห็น แต่มันควรมีอยู่ตรงนี้เหรอ? ผมว่าไม่นะ สายเล็กๆติดอยู่กับเบรก ถูกซ่อนเอาไว้อย่างแนบเนียน ความยาวของสายยาวแค่ไหนผมไม่อาจรู้ได้เพราะมันหายเข้าไปในส่วนหน้าของรถ

                ไม่มีแสงไฟกระพริบ ไม่มีเสียงสัญญาณเตือน ไม่มีเสียง ติ๊กๆ เหมือนเสียงนาฬิกาที่กำลังวิ่งถอยหลัง ไม่มีหน้าปัดดิจิตอลที่มีตัวเลขกำลังวิ่งลดลงเร็วจี๋ ไม่มี...ไม่มีอะไรเลย

                หัวใจเต้นระรัวจนผมรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ทัน มันคืออาการของคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นหรือตายในวินาทีไหน ผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้ผมกำลังตัวสั่นอยู่หรือเปล่า ทั้งๆที่รถจอดนิ่งอยู่ ทำไมผมถึงไม่รู้สึกนิ่งเหมือนรถเลย

                ใช่! ผมต้องลงจากรถให้เร็วที่สุด ไม่ว่ามันจะมีอะไรหรือไม่มีอะไรผมก็ควรลงจากรถไปก่อน อย่างน้อยก็คงปลอดภัยกว่าขับรถที่อาจกลายเป็นระเบิดเมื่อไหร่ก็ได้ไปต่อ ผมกระชากที่เปิดประตูสุดแรง แต่...ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                “อะไรวะ” ผมลืมเปิดล็อคเหรอ? ผมกดปุ่มปลดล็อคก่อนจะดึงเปิดเต็มแรงอีกครั้ง... ไม่ออก! ทุกอย่างยังเหมือนเดิม “เชี่ย! อะไรเนี่ย!

                ผมกดซ้ำอีก ดึงประตูอีก แต่ก็ยังเหมือนเดิม เปิดไม่ออก!!

เรื่องระเบิดที่มีมี่เอามาบอกผมเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น ประตูเปิดไม่ออก ก็เท่ากับว่าผมถูกขังอยู่ในรถคันนี้ รถคันที่ไม่รู้ว่าจะระเบิดจริงๆหรือเปล่า? แล้วผมก็ไม่รู้ว่าไอ้เศษเหล็กยักษ์นี่จะทำลายตัวเองเมื่อไหร่อีกต่างหาก! นี่มันอะไรกัน!




 

                กลิ่นความกลัวฉุนกึกอยู่ที่ปลายจมูก มันแทรกซึมเข้าไปในทุกอณูกายของธนทัตไม่ต่างจากลมหายใจเข้าออก ความไม่รู้ก่อให้เกิดความกลัวที่น่ากลัวยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น สัญชาตญาณเอาตัวรอดตะโกนให้สติที่เหลืออยู่น้อยนิดค่อยๆคิดหาทางออก ปลายนิ้วชาแปลบก่อนจะค่อยๆแผ่ขยายไปทั่ว ใครบอกว่าบอดีการ์ดไม่กลัวตายธนทัตเถียงขาดใจเลย หากไม่มาสัมผัสเองไม่มีทางรู้หรอกว่า คนที่แต่ละวินาทีของชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่ไม่รู้จะขาดเมื่อไหร่มันเป็นอย่างไร

                เขาต้องออกไปให้ได้ ธนทัตบอกตัวเองอย่างนั้น

                ดวงตาหวานเต็มไปด้วยความกลัวกวาดมองไปรอบๆ ในเมื่อประตูออกไม่ได้ เขาคงต้องออกทางหน้าต่างสินะ แต่วิธีการจะเอาตัวเองออกไปนี่สิ ทุบเหรอ? ถ้ามันง่ายขนาดนั้นก็คงจะดี

                ธนทัตลุกขึ้นเท่าที่ความสูงของรถจะเอื้ออำนวย สายตาจดจ้องไปที่เป้าหมายซึ่งก็คือกระจกฝั่งคนขับ ท่ายืนแบบครึ่งๆกลางๆทำให้เขาออกแรงไม่ได้เต็มที่อย่างแน่นอน แต่ยังไงเสียเขาก็ต้องลองดูก่อน แกงส้มกระแทกตัวเข้าใส่แผ่นกระจกสุดแรง

                ตึก

                “โอ๊ย” กระจกไม่เป็นอะไรสักนิด แต่ความปวดร้าววิ่งไปทั่วไหล่และแขน ร่างโปร่งทรุดลงนั่งตามเดิม ทำอย่างนี้ต่อไปก็มีแต่เจ็บกับเจ็บ แถมเวลาที่เขาไม่รู้ว่าเหลืออยู่เท่าไหร่ก็ลดลงไปเรื่อยๆอีกต่างหาก

                ใช่! เครื่องทุ่นแรง! เขาต้องหาเครื่องทุ่นแรง! ว่าแต่...มันควรจะเป็นอะไรล่ะ?

                แกงส้มกวาดมอบรอบรถอีกครั้ง ความทรงจำเริ่มหมุนวนในสมอง อาวุธสีดำประจำกายฉายวาบขึ้นมาในห้วงความคิด บอดีการ์ดหนุ่มพุ่งตัวไปเปิดที่ซ่อนปืนด้วยความเคยชิน ที่เก็บของหน้ารถมีเพียงความว่างเปล่ารอเขาอยู่

                “บ้าจริง อยู่ไหนวะ คิดสิไอ้แกง คิดสิวะ”

                นิ้วเรียวทึ้งผมตัวเองอย่าแรงแต่เจ้าตัวกลับไม่รู้สึกเจ็บ พวกมาลัยกลายเป็นที่ระบายอารมณ์เล็กๆของเขา หน้าผากมนกระแทกกับพวงมาลัยเบาๆราวกับการกระทำนั้นจะช่วยเรียกสติของเขาให้กลับคืนมาได้

                เป็นไปได้ไหมที่เขาจะเอาปืนไปวางไว้ที่อื่น? ใช่สิ! เมื่อสายหลังจากพี่ฮั่นโดนยิง เขาประคองพี่ชายให้เข้ามานั่งในรถก่อนที่ตัวเองจะเปลี่ยนหน้าที่กลายเป็นคนขับ จำได้ว่าตอนวิ่งอ้อมรถมาปืนยังอยู่ในมือเขาอยู่ หรือว่าเขาจะโยนมันไปสักที่ก่อนมือข้างหนึ่งจะจับพวกมาลัย ส่วนอีกข้างกุมมือหนาอุ่นของคนเป็นพี่ ธนทัตหาเจ้าสิ่งนั้นอีกครั้ง ก้มมองใต้เบาะรถและทุกที่ๆอาจเป็นไปได้

                “ไม่มี! ไม่มีได้ยังไง หรือว่า...”

                ภาพผู้ชายคนหนึ่งสะกิดความทรงจำของเขา

            นี่ครับ กุญแจรถคุณ ผมเอาไปจอดไว้ในที่ลานจอดรถชั้นสองนะครับ โซนสีส้มเบอร์แปด ถ้าผมจำไม่ผิดนะ

                ไอ้ยามคนนั้น! ไม่ผิดแน่! รถของอิสริยะอยู่ในมือคนแปลกหน้านานเท่าไหร่เขาไม่อาจรู้ได้ เป็นไปได้ที่ยามคนนั้นอาจไม่ใช่ยามจริงๆ เป็นไปได้ที่มันจะเป็นคนเดินสายไฟเส้นเล็กๆเส้นนั้น และเป็นไปได้ที่มันจะเป็นคนเอาปืนของเขาไป

                ไวเท่าความคิด มือบางคว้างโลหะชิ้นเดียวที่เขามองเห็นในตอนนี้ฟาดใส่กระจกอย่างจัง หัวเข็มขัดเล็กๆราวกับความหวังที่ริบหรี่เสียเหลือเกิน

                กึก...กึก...กึก...กึก...

                แรงดึงจากสายเข็มขัดนิรภัยส่งให้วัตถุในมือลอยหวือกลับไปที่เดิม รอยร้าวเล็กๆเท่านั้นเป็นผลลัพธ์ที่เขาได้ ธนทัตไม่ยอมแพ้ เขาดึงหัวเบลต์ขึ้นมาใหม่ ฟาดใส่กระจกไม่ยั้ง


                กึก...กึก...กึก...กึก...

                ไม่ต่างอะไรจากรอยข่วน! นี่เขาไม่มีทางจะหาทางออกจากระเบิดเวลาเคลื่อนที่ได้นี้ไปได้จริงๆหรือ?

ธนทัตหงุดหงิดกับความประมาทที่ไม่น่าเกิดขึ้นของตัวเอง เขาเป็นห่วงพี่ฮั่น กลัวคนที่ตัวเองรักจะเป็นอะไร สุดท้ายกลายเป็นเขาเองที่มาติดอยู่ในห้องขังแคบๆนี้ ร่างโปร่งกระแทกตัวกับพนักเก้าอี้ น้ำตาหยดเล็กๆไหลออกมา ธนทัตบอกไม่ได้ว่าน้ำใสๆนั้นเป็นน้ำตาของความรู้สึกใด ภาพคนตัวโตนอนคุดคู้อยู่บนเตียงโรงพยาบาลทำให้น้ำใสๆไหลออกจากตาเป็นทางยาวขึ้น เขาทิ้งตัวไปกับพนักสุดแรงซ้ำอีก ศีรษะกระแทกเข้ากับพนักพิง มันคงแรงไปหน่อยเพราะเบาะเล็กๆที่แยกตัวออกมาจากเก้าอี้สั่น





 

                ผมหันไปหาเก้าอี้คนขับที่อาจจะเป็นทางรอดของผม พนักพิงมันถอดได้นี่นา ผมควานหาตัวล็อคในความมืด ไม่นานนักผมก็แยกส่วนพนักพิงออกมาได้ ก้านเหล็กสองก้านแม้จะเล็ก แต่อย่างน้อยผมก็หวังว่าเหล็กแข็งๆนี่จะทะลุกระจกหนาๆของรถคันนี้ออกไปได้

                ผมกำด้านที่เป็นเบาะนุ่มไว้แน่ ด้านที่เป็นก้านเหล็กชี้ไปยังกระจกที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด

                กึก

                ไม่มีอะไรเกิดขึ้น! ต้องแรงกว่านี้สิแกง แรงกว่านี้อีก

                กึก

                ครั้งที่สอง... ก็ยังไม่มีอะไร ผมไม่สนใจก้านเหล็กที่เริ่มบิดเบี้ยวตามแรงกระแทก

                กึก

                เหงื่อเม็ดเล็กๆเริ่มผุดขึ้นบนฝ่ามือ ผมกำของในมือให้แน่นขึ้นไปอีก มันต้องแตกสิ มันต้องมีอะไรซักอย่างทำให้กระจกแตกได้บ้าง ผมออกแรงมากขึ้นเท่าที่ผมยังมีแรงอยู่

                กึก

            แกร๊ก

                เฮ้ย! เริ่มร้าวแล้ว! ผมซัดลงไปที่ตำแหน่งเดิมไม่ยั้ง

                กึก...กึก...กึก...กึก

                รอยร้าวเริ่มยาวขึ้น ผมยังไม่หยุดรัวทุบ พยายามทุบลงให้ได้ตำแหน่งเดิม ถึงมันจะไม่ค่อยเป็นดั่งใจคิดเท่าไหร่ แต่รอยร้าวที่มองเห็นได้เริ่มทำให้ผมใจชื้นขึ้นบ้าง

                กึก...กึก...กึก...กึก

เปรี้ยง

                แตกแล้ว! ผมโยนเครื่องทุ่นแรงในมือทิ้งโดยไม่สนใจว่ามันจะไปตกที่ไหน กระจกข้างคนขับมีรูไม่เล็กไม่ใหญ่สองรูที่เกิดจากก้านเหล็กสองก้าน รอยร้าวเป็นวงกว้างจากจุดที่กระจกแตกออก ผมต้องทำให้กระจกแตกทั้งบานให้ได้

                ผมเงื้อแขนสุดแรง เตรียมใจรอความเจ็บและเลือดที่อาจจะต้องเสีย

                เปรี้ยง

                “โอ๊ยยยยย” ทันทีที่หมัดของผมกระแทกกับกระจก ก็เป็นเวลาเดียวกับที่เศษกระจกคมๆกรีดลงบนมือของผม ผมเลือกไม่สนใจความเจ็บที่เกิดขึ้น สิ่งเดียวที่ผมคิดคือต้องออกไปจากไอ้ระเบิดเวลานี้ให้ได้ ถึงผมจะไม่รู้ว่าจะระเบิดเมื่อไหร่ หรือแม้แต่จะระเบิดหรือไม่ผมก็ต้องออกไป

                หมัดเปื้อนเลือดถูกผมใช้อีกครั้งและอีกครั้ง จำนวนหมัดที่เพิ่มขึ้นยิ่งเพิ่มปริมาณของเหลวข้นเหนียวที่ไหลออกมาจากรอยแยกของเนื้อ ผมกัดฟันทำอย่างนั้นจนกระจกแผ่นใหญ่แผ่นสุดท้ายหลุดออก ใช้มือที่เริ่มอ่อนแรงพยุงตัวเองออกมา เศษกระจกที่ยังหลงเหลืออยู่ทิ่มเข้าไปในเนื้อตามแรงพยุงตัวของผม

                ตุบ

                ผมหล่นตุบลงบนพื้นถนนแข็งๆ ไม่แน่ใจนักว่าบนใบหน้าจะมีรอยแตกเพิ่มขึ้นเพราะแรงโน้มถ่วงของโลกหรือเปล่า เศษกระจกแหลมๆที่เกลื่อนอยู่บนถนนสร้างรอยแผลเพิ่มให้กับผมอีก ผมไม่มีเวลามากพอที่จะสนใจความเจ็บปวด แรงเฮือกสุดท้ายถูกงัดขึ้นมาใช้พยุงร่างของตัวเองให้ลุกขึ้น

                ตอนนี้ผมอยู่เกือบกลางซอย ทางเลือกมีอยู่ไม่กี่ทางแล้ว ถ้าผมเดินหน้าต่ออีกไม่นานผมก็จะถึงคอนโด แต่ผมจะไปคอนโดทำไมกัน? ในเมื่อที่นั่นมีเพียงความว่างเปล่าและสิ่งของไม่กี่อย่าง หากผมถอยหลังกลับ โรงพยาบาลที่ผมเพิ่งจากมามีคนที่ผมเป็นห่วงที่สุดนอนอยู่... หรือว่า... อาจจะไม่อยู่แล้ว...

                ความคิดนั้นทำให้ขาผมก้าวไปยังทิศทางที่ผมจากมาทันที ผมพาตัวเองออกห่างจากรถของพี่ฮั่นเท่าที่ขาผมมีแรงอยู่ เสี้ยวหนึ่งของความคิดผมเกิดคำถาม ผมเชื่อคำพูดของเพื่อนผมในระดับหนึ่ง ผมหันกลับไปมองซากรถที่ผมเป็นคนทำลาย

                ตู้มมมมมมมมมมมมมมมมม

                แรงระเบิดทำให้ผมล้มลงไม่ไกลจากรถเท่าไหร่นัก เศษซากเหล็กคันยักษ์ปลิวกระจาย ผมยกมือสองข้างมาบังหัวของตัวเองไว้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะกันได้เท่าไหร่ด้วย ผมอยู่ในระยะใกล้เกินไป ไอร้อนจากเปลวเพลิงลูกใหญ่จ่ออยู่ใกล้จนน่าหวาดเสียว ผมรีบลุกวิ่งเท่าที่ขาของผมจะมีแรง เสียงระเบิดครั้งแรกเบาลงไปแล้วแต่มันกลับยังก้องอยู่ในหู ผมภาวนาในใจว่าจะไม่มีครั้งที่สองอีก

                ผมกัดฟันพาร่างของตัวเองกลับมาตามทางที่ผมเพิ่งจะขับรถผ่าน มือซ้ายถูกกำเอาไว้แน่นทั้งๆที่รู้ว่าการทำอย่างนั้นไม่ได้ช่วยให้เลือดที่กำลังไหลหยุดลงได้เลย เผลอๆเศษกระจกฝังเข้าไปในเนื้อลึกขึ้นอีก

                เอี๊ยดดดดดดดดด

                รถกระบะคันหนึ่งเบรกลั่นถนน ไม่รู้เพราะอะไรทำให้ผมไม่ทันสังเกตว่ารถคันนั้นขับมาจากที่ไหน และมาหยุดลงตรงหน้าผมได้อย่างไร คนขับไม่ได้ปิดบังใบหน้า ผู้ชายตัวโตอีกหลายคนที่นั่งมาในกระบะหลักก็เช่นกัน ผมอยากจะวิ่งหนีไปแต่ก็รู้ว่าไม่มีประโยชน์ ผมหยุดยืนอยู่ตรงนั้น กวาดตามองทุกคนตรงหน้า พยายามประเมินสถานการณ์ หาทางออกที่ดีที่สุดที่ผมรู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่มีอยู่จริง

                เวลาคิดของผมมีเพียงน้อยนิด เพราะผมยังไม่ทันจะได้ตัดสินใจว่าจะทำยังไงต่อไปก็มีเสียงเครื่องยนต์บางอย่างดังมาจากด้านหลัง เสียงเร่งเครื่องดังขึ้นเรื่อยๆจนผมไม่อยากจะคิดว่ามันจะถูกขับเคลื่อนมาด้วยความเร็วเท่าไหร่ และ...

                โครมมมมม

                แรงชนจากด้านหลังทำให้ผมล้มตึง หน้ากระแทกลงบนพื้นถนนอีกครั้ง คราวนี้ผมรู้สึกได้ถึงรสเค็มๆของเลือดที่ไหลออกมาจากที่ไหนซักที่

                “หนังเหนียวจริงนะมึง พวกมึง! จัดการเลย”

                ประโยคสุดท้ายที่ผมได้ยินเป็นเสียงแหบห้าวคุ้นหู เหมือนผมจะเคยได้ยินเสียงนี้จากที่ไหนซักที่เมื่อไม่นานมานี้ แรงอีกหลายแรงกระแทกใส่ผมอย่างจัง ความมืดที่น่ากลัวที่สุดแผ่เข้ามาปกคลุมผมทีละน้อยพร้อมๆกับความเจ็บที่มีมากจนผมไม่อยากทนอีกต่อไป...





 

                ร่างสูงที่อ่อนปวกเปียกถูกหิ้วปีกเข้ามาในคฤหาสน์หลังโต เลือดข้นเหนียวอยู่บนปากแผลที่ยังไม่ปิดสนิท เศษกระจกเศษเล็กๆยังฝังอยู่ในเนื้อโดยไม่ได้รับความสนใจ รอยช้ำหลายรอยปรากฏอยู่บนใบหน้าเรียวหวาน

                สรพัศมองเด็กหนุ่มด้วยรอยยิ้มแปลกๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นบอดีการ์ดของธนทัตเต็มตา นึกเสียดายที่ตอนนั้นเขาไม่พิจารณาใบหน้ารูปไข่ที่มีเครื่องหน้าจัดเรียงกันอย่างลงตัวนี้ให้ดีเสียก่อน ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่สั่งการแบบนี้ลงไป

                “นายจะให้พวกผมเอามันไปไว้ที่ไหนครับ” ชายร่างใหญ่คนหนึ่งในกลุ่มวิ่งมาหาสรพัศด้วยท่าทางนอบน้อม ธนทัตตอนนี้หมดสภาพจนไม่น่าจะรับรู้เหตุการณ์รอบตัวใดๆทั้งสิ้น แทนที่คนเป็นนายใหญ่จะสั่งการ เขากลับถามคำถามขึ้น... โดยที่ไม่มีใครรู้ได้ว่าเขาถามด้วยเหตุผลอะไร

                “พวกแกทำอะไรมัน ทำไมสภาพถึงเป็นแบบนี้”

                “ก็ทำตามคำสั่งนายไงครับ” เจ้าลูกน้องรีบตอบ “มันออกมาได้ก่อนที่รถจะระเบิดครับ แต่มันยังไม่ตายครับนาย พวกผมถึงมามันกลับมาให้นายจัดการ ผมขอโทษครับที่มันไม่ตายอย่างที่นายต้องการ...”

                “ใครบอกมึงว่ากูอยากให้มันตาย!” สรพัศตวาดลั่น ห้องทั้งห้องเงียบกริบราวกับไม่มีคนอยู่แม้แต่คนเดียว เสียงลมหายใจยังดังเกินไปด้วยซ้ำในสถานการณ์อย่างนี้ “แค่บททดสอบความสามารถของบอดีการ์ดมือหนึ่ง กูแค่อยากรู้ว่ามันจะเอาตัวรอดจากระเบิดนั่นได้หรือเปล่า แล้วพวกมึงก็เห็นอยู่แล้วว่ามันออกมาได้! อาจมีความช่วยเหลือนิดหน่อย แต่ก็ช่างเถอะ แล้วพวกมึงจะถามกูหาอะไร มันใช่หน้าที่ของพวกมึงไหม”

                “ขะ ขะ ขอโทษครับนาย แล้วตกลงนะ นะ นายจะให้...”

                “เอาไปอยู่กับหนูมี่ ให้มนสิชาดูแลทำแผลให้มัน เดี๋ยวมันจะตายไปซะก่อน แล้วกูจะหมดสนุกซะเปล่าๆ ไปได้แล้ว” สิ้นเสียงออกปากไล่ พวกลูกสมุนทั้งหลายก็หิ้วปีกธนทัตหายลับไปทันที ใบหน้าหวานของบอดีการ์ดยังตราตรึงอยู่ในห้วงความคิดของสรพัศ แม้จะมีบาดแผลและรอยฟกช้ำอยู่มาก แต่ใบหน้าหวานแบบนั้น...

                ความคิดของเจ้าของคฤหาสน์ยุติลงด้วยคนสนิทที่มายืนรออยู่ใกล้ๆ ชายร่างสูงอยู่ในชุดภูมิฐานรอให้เจ้านายหันมาหาแทนที่จะวิ่งทะเล่อทะล่าเข้าไปเหมือนชายคนก่อน สรพัศหันมามองลูกน้องคู่ใจด้วยสายตามีคำถาม เคน รายงานนายของเขาทันทีที่สายตาไร้ชีวิตคู่นั้นมองมา

                “คุณท่านครับ คุณโสรญาไปหาคุณอิสริยะที่โรงพยาบาลครับ” เคนสาบานว่าเขาเห็นใบหน้าของสรพัศกระตุก

                “ยัยสมายล์ไปที่นั่นทำไม ใครบอกแก”

                “วริษฐาโทรมาบอกเมื่อครู่ครับคุณท่าน ตอนนี้คุณหนูอยู่ในห้องกับคุณอิสริยะสองคน คุณหนูไล่คนอื่นๆออกมาหมด คุณท่านจะให้ผมจัดการยังไงดีครับ ดูเหมือนคุณหนูจะไม่...”

                “นังเด็กนั่นเลี้ยงไม่เชื่อง! ทำไมตอนนั้นฉันถึงเห็นประโยชน์จากมันนะ โง่จริงสรพัศ ฉันน่าจะจัดการเด็กบ้านั่นไปได้ตั้งนานแล้ว” เสียงพึมพำกับตัวเองของเจ้านายทำให้เคนถึงกับอ้าปากค้าง เขาห้ามตัวเองไม่ทันจึงหลุดถามออกไป

                “คุณท่านครับ! คุณหนูเป็นหลานคุณท่านนะครับ”

                “มึงอย่าเสือกไอ้เคน แค่ทำตามที่กูสั่งก็พอ” ร่างสูงใหญ่ก้มหน้านิ่งเมื่อถูกด่า สรพัศยังคงสั่งการต่อไปด้วยเสียงเย็นเฉียบ “หลานรักของฉันคงไม่ทำให้ฉันเสียแผนหรอก ปล่อยให้มันอยู่กับไอ้ฮั่นต่อไป ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าเด็กนั่นจะมีความคิดอะไรดีๆเป็นของตัวเองบ้าง หวังว่าสิ่งที่ฉันสอนไปคงไม่เสียเปล่า ไม่ต้องห่วงเคน ฉันเชื่อว่าหลานรักของฉันจะต้องพาไอ้ฮั่นมาอยู่ในมือฉันอีกไม่นานเกินรอ ถ้ามันไม่มา เราก็แค่หาอะไรไปกระตุ้นให้มันมาก็เท่านั้น”

                เสียงหัวเราะดังก้องโถงทางเดินชวนให้ขนลุกเป็นอย่างยิ่งในเวลาค่ำมืดเช่นนี้ ย่างก้าวของผู้สูงวัยเนิบช้าหากว่ามั่นคง ไม่ต่างอะไรกับแผนการที่เขาวางเอาไว้เป็นเวลาหลายปี สำเร็จบ้าง...ผิดพลาดบ้าง...แต่ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นเพราะคนรอบตัวโง่ๆของเขาทั้งสิ้น เขามอบโอกาสสุดท้ายในการเล่นสนุกให้กับโสรญาไปแล้วเมื่อครู่นี้ มันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่คนอย่างสรพัศจะเสียเวลา

                นับจากวินาทีที่อิสริยะเข้ามาในเขตของบ้านหลังนี้ จะไม่มีอะไรที่อยู่เหนือความควบคุมของเขาอีกต่อไป นับจากเวลานั้นเป็นต้นไปทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามคำสั่งของเขา...

                ...แต่เพียงผู้เดียว...

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

แม่หมู // โอ๊ยยยยยยย อิแม่หมูโคตรใจร้ายเลยยยยยว่ะ จริงค่ะ ตอนแต่งรู้สึกว่าทำไมตัวเองใจร้ายกับบอดีการ์ดแกงอย่างนี้ แล้วเดี๋ยวก็จะใจร้ายกะพี่ฮั่นต่อ โหววววววว หนักหนามากแม่หมู (หมายถึงแม่หมูทั้งตัวหนักและตัวหนา #ผิด #แซะตัวเองทำไมเนี่ย 55555)

ตอนหน้า.... ศุกร์หน้านะคะ แต่...ถ้ามีเหตุจำเป็นทำให้มาอัพไม่ได้ จะแจ้งให้ทราบอย่างด่วนๆเลยค่ะ

ในตอนนี้อาจจะมีบางเหตุการณ์ที่ไม่สมจริงไปบ้าง... แม่หมูขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ อย่าคิดอะไรมากค่ะ Fiction เป็นเรื่องที่ไรท์เตอร์ทั้งหลายสรรค์สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านมีความสุขเท่านั้นนะคะ อย่าคิดอะไรมากกกกก (แกนั่นแหละทำให้คิดมากแม่หมู แหะๆๆ ยอมรับก็ได้ค่ะ)

อัพเดทท่านที่จองฟิคไว้ ณ ตอนนี้ ตกหล่นใครแจ้งแม่หมูด้วยนะคะ ท่านใดจะ cancel บอกได้แม่หมูไม่ได้ว่าอะไรน๊าาา

ส่วนท่านใดสนใจ ยังเปิดรับจองอยู่เรื่อยๆจนกว่าแม่หมูจะแต่งจบนะคะ เชิญที่ลิงค์นี้ หรือช่องทางอื่นๆตามสะดวกเลยค่ะ http://writer.dek-d.com/chubby-pig/writer/viewlongc.php?id=895359&chapter=29

หวังว่าจะจบได้ภายในเดือนสิงหาคม แม่หมูจะไม่รับปาก...แต่จะพยายามนะค้าบบบบบบ >w<

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,121 ความคิดเห็น

  1. #1102 dragonballks (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 9 กันยายน 2556 / 01:10
    ย๊ะะะะะะะะ สงสารแกงอ้าาาาาาาาาาาาาาา  อุตส่าหนีออกมาจากระเบิดได้
    ฮืออออ นี่ต้องกินมาม่าอีกแล้วใช่มั้ย ฮือออออ<ซ้อมร้อง 5555
    #1,102
    0
  2. #1058 `.เมื่อสัปดาห์ก่อน-? (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 3 กันยายน 2556 / 23:47
    ถึงเวลาเข้าตาจน
    ทำทุกวิถีทางให้ตัวเองรอดจริงๆ.
    โดเรมี่จะเป็นตัวแปรสำคัญหรือเปล่านะ.
    อยากให้นางมาช่วยแกงจริงๆ.


     
    อิลุงจะโหดร้ายไปไหน.
    555555
    คิดจะทำอะไรแกงเนี่ยยย
    #1,058
    0
  3. #858 เด๋กดี (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2556 / 22:42
    ทำไมลุงใจร้ายแบบนี้



    สองคนนี้ไปทำอะไรให้แค้นนักแค้นหนาเนี่ย ฮื่ย!!!!!



    #858
    0
  4. #857 jewel *28 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2556 / 08:02
    ฮือออ ทำไมต้องทำกับพี่แกงถึงขนาดนี้ สงสารอ่ะ TT สงสารพี่ฮั่นด้วย จะเป็นยังไงนะ ลุงสรพัศร้ายมากอ่ะ จะเป็นยังไงต่อนะ ลุ้นๆ รออ่านต่อนะคะ
    #857
    0
  5. #856 noknoinoi (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2556 / 02:56
    เจ็บแทนแกงเลยน่ะ ฮือ แม่หมูใจร้ายทำน้องแกงเจ็บตัว พี่ฮั่นมาช่วยเร็วๆๆๆๆๆ
    #856
    0
  6. #855 pink (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 / 23:17
    ลุงสมายนี่เลวจริงๆ สงสารน้องแกง ส่วนสมายจะดีหรือร้ายนะ
    #855
    0
  7. #854 Chayanid Raksanaves (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 / 21:59
    ฮืออออ สงสารพี่แกงอ่า สงสารพี่ฮั่นด้วย โอ้ยย ทำไมเรื่องมันเป็นแบบนี้ ไม่ไหวแล้ว เสียใจอ่ะ ร้องไห้เลยตอนนี้ ตอนที่มันจะระเบิดอ่ะ ฮืออ คุณสรพัศนี่เป็นใครอ่ะ ใจร้ายสุดด กลับมาอัพต่อไวๆนะค่าแม่หมู รออ่านๆๆ :))
    #854
    0
  8. #852 Buailoveyoursmile (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 / 17:55
    สงสารพี่แกงอ่ะ รีบหายไวๆๆนะคะ รีบมาอัพต่อไวๆๆนะคะ
    #852
    0
  9. #851 Joy Yoo (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 / 17:34
    แม่หมูอ่ะ
    เค้าสงสารแกง
    เมื่อไหร่จะผ่านไปสักที
    ...น้องแกงเจ็บตัวแย่เลย...
    #851
    0
  10. #850 TheDreamTD (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 / 16:50
    โอ๊ย แกงน่าสงสารอ่า ทำไมลุงของสมายชั้วร้ายแบบนี้เนี่ย สมายตกลงจะดีหรือร้ายเนี่ย พี่แกงอย่าเป็นไรนะ
    #850
    0
  11. #849 pigpigpig1 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 / 14:17
    สงสารน้องแกงอ่ะ แม่หมูอย่าโหดนักสิคะน้องยิ่งบอกบางอยู่
    แล้วยังจะให้พี่ฮั่นสาหัสอีกเหรอเนี่ย ใจร้ายอ่ะ สงสารทั้งสองคนเลย
    รอติดตามต่อนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #849
    0
  12. #848 kat (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 / 10:03
    อินมากตอนพี่แกงพยายามจะทุบกระจก

    แม่หมูเขียนได้อินมากเลย T.T



    เป็นกำลังใจให้เรื่อยๆนะคะ
    #848
    0
  13. #847 isawa (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 / 01:18
    เจ็บทั้งพี่ทั้งน้องเลยอ่ะ สงสารทั้งคู่เลย อย่าให้เจ็บไปมากกว่านี้เลยนะแม่หมู

    น้องแกงโคตรแมนเลยอ่ะ ทุบกระจก ชกกระจก กรีสสสสสส

    แต่พออยู่กับพี่หมีกลับมุ้งมิ้ง อิอิอิ ชอบอ่ะ

    #847
    0
  14. #846 loveSiwonmakmak (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 / 00:01
    อ๊ากกกกกก แกง โดนซ้อม ไม่นะ แม่หมู ทำร้ายน้องแกง เสียใจ อีหมี นอนเจบ เจ้าหมูโดม ไม่มีบท ฮ่าๆๆๆๆ
    #846
    0
  15. #845 pcard (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2556 / 22:54
    ลุงนี่คิดจะทำอะไรกันแน่ O[]O
    #845
    0
  16. #844 สาววายใจซื่อ (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2556 / 22:46
    คุณสรพัศคิดอะไรกับแกง = =

    #844
    0
  17. #841 bull (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2556 / 20:34
    เจ็บแทนพี่แกงอะ T^T
    #841
    0
  18. #840 DK to finland ^^ (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2556 / 19:47
    งื้อออออออ พี่ฮั่นอยู่หนายยยยย TT สงสาร + เจ็บแทนแกงมากกกกกกกกกก
    #840
    0
  19. #839 Bow_Tida (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2556 / 19:47
    โห่..ตื่นเต้น

    #839
    0