end - (exo) crawl (to) me baby! | chanbaek

ตอนที่ 7 : "กลับมาแล้วครับ! "

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,612
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 95 ครั้ง
    20 ก.ค. 61




บทที่ 6

“กลับมาแล้วครับ!






          “อะไรบ้างที่กินไม่ได้”


          “หน่ำมัน พงสักฟอก หน่ำยาล่างจาน ซาบู่ แซมพู หน่ำยาล่างห้องหน่ำ ครีมหนวดโผม โฟมล่างหน้า ยาสี่ฝัน หน่ำยาบวนปาก หน่ำยาปรับผาหนุ่ม” ไอ้ตัวเล็กทำหน้ายู่ ท่องให้ฟังอย่างตั้งใจ “หน่ำยาหรีดผา เครืองส่ำอางทางหมด ยา... ยาด่วย”


          ชานเลี่ยร้อง “อือ” ไปพลาง นวดขมับด้วยมือข้างหนึ่งไปพลาง แทนการบอกว่า ฉันล่ะกลุ้ม! แทบจะฟังไม่รู้เรื่อง! ’ “เห็นไหม ที่มีคำว่า ยา หรือ น้ำยา จะซี้ซั้วเอาเข้าปากไม่ได้ ถ้าไม่มีฉัน ชิง หรือไอ้หมออยู่ด้วย เข้าใจไหม”


          “อื้อ!


          “มือเปียก รีบเช็ดให้แห้ง สายไฟ... ห้ามเหยียบ ห้ามกัด ปลั๊กไฟ ห้ามจิ้ม ห้ามแตะต้องของในครัว เว้นแต่จะอยู่ในตู้เย็น เอ้า พยักหน้า!


          “อื้อ! อื้อ!


          “อย่าส่งเสียงดัง เหตุด่วนเหตุร้าย ยกหูโทรศัพท์แล้วทำอย่างที่บอก ที่สอนไว้ ตกลงไหม”


          “อื้อ! อื้อ! อื้อ!


          “ก็อื้อไปเถอะไอ้ตัวดี” เห็นหัวทุย ๆ แล้วนึกหมั่นเขี้ยว ต้องตบเบา ๆ ดังปุ ๆ ละอองสีขาวพลุ่งขึ้นจากเส้นผมซึ่งชี้โด่เด่แทบจะในทันที “เดี๋ยวเถอะ บอกกี่ครั้งกี่หนแล้ว อย่าลงแป้งที่ผม”


          ที่ว่าลงแป้งน่ะยังน้อยไป ป๋ายเซียนชูกระป๋องแป้งขึ้นแล้วเทพรวด ๆ ลงกลางกระหม่อมต่างหาก บ๊ะ... เด็กพิลึก


          “ฮอมดี... ฮ้อมมม”


          เออ หอมจริง ๆ หอมไปทั้งตัว... ทั้งบ้าน! เพราะลูกหมาป่าเมื่ออาบน้ำแล้วมักไม่สาแก่ใจ ต้องลงแป้งทุกซอกมุมราวกับอาบแป้ง วิ่งทั่ก ๆ ไปไหน ทิ้งรอยเท้าไว้นั่น รอยเท้าเล็ก ๆ สีขาว ที่ตัวปัญหาแห่งซัวเถาเฝ้าเช็ด เฝ้าถู มือเป็นระวิง ครั้นจะซ่อนกระป๋องแป้งไว้ในที่ลับตา ไอ้ตัวเล็กก็จมูกไวเป็นบ้า หาเจอจนได้


          “จะทาก็ทาแต่พองาม ไม่อย่างนั้นจะไม่ซื้อกระป๋องใหม่ให้ ใช้ยังงี้ไม่กี่วันก็หมดกระป๋อง” หันกลับไปขยับไท ก่อนจะเปิดประตูบ้าน “จริง ๆ เลยน้า กลิ่นของเราแต่ก่อนน่ะ ดีอยู่แล้ว อย่ากลบมันด้วยแป้งเล้ย”


          กลิ่นของป่า ของหมอก และลมหนาว กลิ่นลูกสนเตะจมูกอย่างนั้น ไม่รู้ว่าเขาเองคุ้นเคย จนชาชิน จนนึกพอใจตั้งแต่เมื่อไหร่


          “ฉันไปทำงานล่ะ เย็น ๆ ชิงจะมาหา ส่วนไอ้หมอเรอะ... เฮอะ” อดค่อนแคะไม่ได้ “รอจนสุดสัปดาห์เถอะ ป๋ายเซียน”

 






          เสี่ยวหลงเซียสตูดิโอตั้งอยู่บนถนนซือต้าหลิน ใช้เวลาเดินเท้าจากห้องแถวของชานเลี่ยบนถนนจงหยางราวสิบห้านาที เป็นระยะทางเกือบสามในสี่ไมล์ เมื่อไปถึง ซีอีโอตกอับยืนกอดอก จ้องกุ้งก้ามแดงตัวมหึมาเขม็ง มันถูกติดไว้เหนือป้ายไม้ เขียนด้วยตัวอักษรสีเหลืองสดใสว่า 龙虾工作室 (เสี่ยวหลงเซียกงจั้วซชื่อ)


          “ไร้รสนิยมชะมัด”


          ไม่ไกลนักทางซ้ายมือ เสียงผู้คนดังหึ่ง ๆ จากสวนสาธารณะซือต้าหลิน หรือสวนสาธารณะสตาลิน อา... ฉันควรจะได้อยู่ตรงนั้นซี่ ทำไมนะ...


            “ไร้รสนิยมอะไร”


          ชานเลี่ยหันขวับ ชายคนหนึ่งยืนกอดอก จมูกเล็ก ๆ บนใบหน้าเล็ก ๆ ค่อนข้างสั้นนั้นเป็นสีแดง ไม่รู้ว่าเพราะขุ่นเคือง หรือเพราะอุณหภูมิซึ่งลดต่ำลงกลางฤดูใบไม้ร่วง


          “ก็อาคารหลังนี้น่ะซี่ คุณเห็นไหม” ตัวปัญหาแห่งซัวเถาว่าอย่างไม่ยี่หระ “เสี่ยวหลงเซีย... กุ้งก้ามแดง ใครเขาตั้งชื่อสตูดิโอบันทึกเสียงว่าสตูดิโอกุ้งก้ามแดงก๊าน... ”



(หมายเหตุ: เสี่ยวหลงเซีย ภาษาจีน หมายถึง เครย์ฟิช [crayfish], กุ้งก้ามแดง หรือล็อบสเตอร์น้ำจืดค่ะ)


          “ผู้ก่อตั้งสตูดิโอหลงใหลหลงเซีย (กุ้งมังกร) เลี้ยงไว้หลายตัว แต่ที่ดินผืนนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำซงฮัว” ชายคนนั้นอธิบาย ชี้ไปทางแม่น้ำสายใหญ่ซึ่งทอดตัวอยู่เลยออกไปด้านหลังด้วย “เห็นแก่ซินแสที่แนะนำว่า ตามหลักฮวงจุ้ย ไม่ควรกวนโทสะเทพเจ้าแห่งแม่น้ำ หลงเซียเป็นสัตว์ทะเล เลี้ยงได้ แต่อย่าให้เอิกเกริก จึงเปลี่ยนชื่อจากหลงเซียสตูดิโอ เป็นเสี่ยวหลงเซียสตูดิโอ เพราะเสี่ยวหลงเซียเป็นสัตว์น้ำจืด”


          “พิโธ่พิถัง ไร้รสนิยมไม่พอ ไร้สาระอีกต่างหาก”


          “ผมไม่คิดอย่างนั้น คุณผู่”


          “เอ๋... ” ชานเลี่ยเหลอหลา “คุณผู่... คุณรู้จักผม หรือว่า... ”


          “แน่ล่ะ รู้จักสิ ผู่ชานเลี่ย”


ได้ยินอย่างนั้นก็ฉีกยิ้ม เอาน่า... ไม่มีอะไรหรอกม้าง ใครจะซวยซ้ำซวยซ้อน ซวยซ่อนเงื่อนปานนั้น “คุณรู้จักผม เพราะหนังสือพิมพ์ หรือไม่ก็... เวยป๋อสิท่า ใช่แล้ว! อ้อ เรื่องที่ผมรับอุปการะมนุษย์เมาคลีแห่งเฮย์หลงเจียงนั่น เป็นความจริงนะ แหม้... ก็เมตตาธรรม ค้ำจุนโลกนี่น้า”


“รูปพรรณสัณฐานตรงกับคำบรรยายของอี้ชิง” อีกฝ่ายตัดบท ย่ำสวบ ๆ ผ่านหน้าเขาไป ก่อนจะไขประตูกระจกอย่างคล่องแคล่ว “ผมคือผู้ก่อตั้งสตูดิโอ เป็นนายของคุณแล้ว ไม่อยากจะเชื่อเลยน้า ถามไถ่จากเพื่อนคนหนึ่งที่ซัวเถา ได้ความว่าหยำฉ่า มากเมีย อี้ชิงก็ว่า ถูกส่งมาที่นี่เพราะโหลยโท่ย ไม่เป็นโล้เป็นพาย ไม่พอยังปากคอเราะร้าย ท่าทางยังงี้ อยู่กะใครก็ไม่ยืด”


เอ้า... นั่น! นั่น! อ้าปากค้างซิเรา เวลาอย่างนี้ จะทำหะอะไรได้


ไม่มีใครรักเลี่ยเล้ย! ไม่มีใครรักเลี่ย! ถ้าอ่อนกว่านี้สักยี่สิบปี เขาจะลงไปนอนเกลือกกลิ้ง ฟูมฟายน้ำตาจาบัลย์ เอาขาชี้ฟ้าแล้วดิ้นริก ๆ เดี๋ยวนี้ ไม่มีใครรักเลี่ย เตี่ยก็ไม่รัก อี้ชิงก็... เออ แฉเรายังงี้ ไม่มีร้อกคำว่ารัก ไอ้หมอไม่รักแน่ ๆ ถึงอย่างนี้แล้ว เง็กอ้วงไต่ตี่ (เง็กเซียนฮ่องเต้) กลับไม่นึกเห็นใจ สวรรค์กลั่นแกล้งเลี่ย สวรรค์ไม่รักเลี่ย ไม่มีใครรักเลี่ย!



หมายเหตุ: (อีกแล้ว) เง็กเซียนฮ่องเต้คือเทพเจ้าสูงสุดในความเชื่อของชาวจีน

ชานเลี่ยออกเสียงว่า “เง็กอ้วงไต่ตี่” เนื่องจากพื้นเพเป็นชาวซัวเถา ซึ่งใช้ภาษาจีนแต้จิ๋วเป็นภาษาถิ่น

ขณะที่อี้ชิงในตอนก่อน (และตอนนี้ด้วย) ออกเสียงว่า “อวี้หวงต้าตี้” เป็นภาษาจีนกลาง

ชาวไทยมักออกเสียงว่า “เง็กเซียนฮ่องเต้” ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างภาษาจีนแต้จิ๋วและภาษาจีนฮกเกี้ยนค่ะ


“เร็วเข้าซี่ ยืนทื่ออยู่ทำไม” อีกคนหนึ่งแหว “จะหาเงินหาทองไปบำเรอไส้ไอ้... ลูกหมาป่าชื่อกระฉ่อนไม่ใช่หรือไง ยังไม่ขยับตัวอีก”


          “ป๋าย! ป๋าย! ได้ยินเสียงสดใส ดังแว่ว ๆ ราวกับหูฝาด ปรากฏขึ้นจากจิตใต้สำนึกนี่เอง


          “คุณชื่ออะไร”


          “ลู่หานโว้ย” นายของเขาตอบห้วน ๆ “เติมคำว่าคุณลงไปด้วยล่ะ”


          เอาวะเอาเหวย อย่างน้อย ๆ เตี่ยไม่รัก อี้ชิงไม่รัก ไอ้หมอไม่รัก ลู่หาน... นายใหม่ก็ไม่รัก ยังเหลือ... ไอ้ตัวเล็ก ใครให้ข้าวหมา หมาจะรัก ใครเลี้ยงหมา หมาก็รักทั้งนั้น ป๋ายเซียนต้องรักเราสิน่า เราให้ข้าวให้น้ำนี่หว่า


          ว่าแล้วก็สูดลมหายใจเข้าลึก เดินตรงแน่ว ก้าวเข้าไปในสตูดิโอ ต้องรักฉันนะ ป๋ายเซียน! ซีอีโอตกอับคิดอย่างมุ่งมั่น ขืนไม่รักล่ะก็ พ่อจะตีให้ตายเลยคอยดู!

 






 “อี้”


          “หือ” อี้ชิงละสายตาจากหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ธุรกิจ “มีอะไร... ป๋ายเซียน”


          ลูกหมาป่ากะพริบตาปริบ ๆ “ป๋ายหิว”


          “ก็หาอะไรกินเสียซี่ ในครัวน่ะ”


          “ฮื้อ” ส่ายหน้าดิก “เลี่ยเกอไหม่ให่แตะต้องของในคะ... คะรัว ครัว” ป๋ายเซียนบอก “ของในตู่เย่น หมดแหล่ว”


          “เฮ้อ... ไอ้เลี่ยตัวแสบ ไม่เคยสอนให้เราใช้ครัวเลยใช่ไหม”


          “อย่าดู่เลี่ยเกอ” แน้... มีรับแทน “เลี่ยเกอว่า เลือ... เลือดจ่าออก ไฟจ่าลุก เลี่ยเกอว่า อัน... อัน... ”


          “อันตราย” ฮาร์บิเนี่ยนต่อให้ “ใช้ไม่ได้เลย รู้แก่ใจว่าตัวถังแตก ของสด ของแห้งที่ถูกหน่อย ไม่ยักตุน ไม่สอนให้เราใช้ครัวด้วย ของในตู้เย็นมีอยู่เท่านั้น จะพอยาไส้ใคร้... นมสองขวดกะผลไม้หน่อยหนึ่ง ไอ้เลี่ยนะไอ้เลี่ย”


          “ป๋ายหิวฉะเต๊ก”


          “สเต็ก”


          “อือฮึ ฉะเต็กของเลี่ยเกอ” มนุษย์เมาคลีขยายความ “ฉะเต็กของเลี่ยเกอ อาร่อยที่สุด”


          อี้ชิงถอนหายใจ “เราน่ะ อย่าเทิดทูนไอ้เลี่ยนักเลย ฉันคลื่นไส้ มา... มากับฉัน ตลาดสดหรอกน่า ไม่ต้มยำทำแกงเราหรอก กลัวอะไร แล้วฉันจะสอนให้ใช้ครัวเอง”


          “อี้ดี อี้ใจ่ดี!


          นี่ก็น่าเอ็นดูเหลือเกิน... เห็นแล้วสะท้อนใจ ชานเลี่ยทั้งเหลือขอ ทั้งเหลือรับ ไม่รู้ว่าในอดีตชาติ ป๋ายเซียนประกอบอนันตริยกรรมอันใด อวี้หวงต้าตี้จึงบันดาลให้พบไอ้เลี่ย... ไอ้เลี่ยของเพื่อน ไอ้เลี่ยของเตี่ย ตัวปัญหาแห่งซัวเถา เนื้อร้ายแห่งกวางตุ้ง


          อี้ชิงซื้อเนื้อไก่ เนื้อปลา เนื้อหมู และเนื้อวัวอย่างละหน่อย เลือกที่ราคาถูกและมีคุณภาพ ป๋ายเซียนช่วยได้มาก ลูกหมาป่าจมูกไว บอกได้ว่าอะไรสด อะไรเน่าในหนึ่งอึดใจ ไม่ช้า ผักและผลไม้อีกห้าหรือหกชนิดก็พูนตะกร้า ไอ้ตัวเล็กของชานเลี่ยอุ้มตะกร้าพลาสติกจากร้านทุกอย่างหนึ่งหยวนด้วยสองมือ เดินโซไปเซมา เป็นที่น่าเอ็นดูสำหรับผู้พบเห็น


          “เอาอะไรอีกไหม” อี้ชิงถาม “ขนมปัง... ไม่เอาล่ะ ไม่ทน ผลไม้อบแห้งดีกว่า กับอาหารกึ่งสำเร็จรูป มาเร็ว”


          ค่ำแล้วเมื่อกลับถึงบ้าน ไม่มีวี่แววของซีอีโอตกอับ เพื่อนคู่ทุกข์ของชานเลี่ยเปิดโทรทัศน์ รายการทำอาหารรายการหนึ่งกำลังออกอากาศ ป๋ายเซียนจ้องเขม็ง ขมวดคิ้วไปด้วย ติดตามรายการอย่างตั้งอกตั้งใจ เห็นดังนั้น อี้ชิงจึงขอแรงลูกหมาป่า ช่วยกันย้ายโทรทัศน์อย่างทุลักทุเล เข้าไปในครัว


          “เราเดินได้ดีแล้วนี่” เขาชม “เห็นมะ ตัวตรงแน่ว แทบจะปล่อยเชือกได้ตลอด”


          “ป๋าย! ” อีกฝ่ายร้องอย่างดีใจ “ป๋ายทำได่!


 ฮาร์บิเนี่ยนสอนให้ลูกหมาป่าทำอาหารอย่างง่าย ๆ ป๋ายเซียนเรียนรู้ไวจริง ๆ อย่างที่ชานเลี่ยมักโอ่ ไม่ช้าก็ใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว มนุษย์เมาคลีมีประสาทสัมผัสไว และแม่นยำอย่างสัตว์ป่าด้วย การควบคุมอุณหภูมิ กะระยะเวลา จึงไม่เป็นอุปสรรค


มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ป๋ายเซียนถูกมีดบาด ไอ้ตัวเล็กร้องไห้จ้า อี้ชิงลูบหน้าลูบหลัง พลางสอนให้ทำแผล “กินไม่ได้นะ” เขาย้ำ อย่างที่ชานเลี่ยมักจะย้ำ “ยาในตู้นี้ อะไรที่ฉัน คุณหมอ หรือไอ้เลี่ยไม่เคยบอก ไม่เคยสอน อย่าริอ่านกิน หรือเล่นเป็นอันขาด”


“ป๋ายข้าวจ่ายแล่ว”


“เฮ้อ เราน่ะหัวไวออก” เขาอดชื่นชมไม่ได้ “บอกอะไร สอนอะไรก็ได้อย่างนั้น ไอ้เลี่ยไม่รู้จักสอน กลัวไม่เข้าเรื่อง หรือขี้เกียจหว่า ขี้เกียจล่ะไม่ว่า”


“เลี่ยเกอเป่นห่วง”


“อะไรนะ”


“เลี่ยเกอเคยว่า” มนุษย์เมาคลีอธิบายช้า ๆ “เลี่ยเกอเคยผูดว่า... รอก่อน ป๋ายไหม่แข่งแรง จะเป่นอัน... อันตราย เลี่ยเกออด... อดเป่นห่วงไหม่ได่ เพราะฉ่านั่น... เพราะฉ่านั่น” เด็กชายกัดริมฝีปาก “อย่าดู่เลี่ยเกอ”


“มันว่า เป็นห่วง เราเนี่ยนะ!


ตาถลน เหมือนฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อม แรงเสียจนกบาลแยก ไอ้เลี่ยของเพื่อน มีอย่างที่ไหน ออกปากฝากความห่วงใย ดีเกินไป... ดีเกินไปที่จะเป็นชานเลี่ย


“อื้อ”


เอาล่ะ... อาวล่ะ เห็นทีจะต้องมองตัวปัญหาแห่งซัวเถาใหม่ ก็มันเป็นคนแล้วนี่ เป็นคนจริง ๆ เสียที คนที่มีหัวจิตหัวใจ


“อี้ใจ่ดี อี้เหมื่อนมะ... แม่เลย”


ใครหนอ จะฟังประโยคง่าย ๆ ซื่อตรงนั้น โดยไม่ส่งยิ้มให้อีกฝ่ายได้ อี้ชิงขยี้ผมเป็นกระเซิงบนหัวทุย ๆ ของป๋ายเซียน แล้วถามว่า


“ถ้าฉันเป็นแม่ของเรา” ชายหนุ่มหยั่งเชิง “แล้วไอ้เลี่ยล่ะ... เป็นอะไรของเรา”


คราวนี้ลูกหมาป่าขมวดคิ้ว ทำหน้ายุ่ง ราวกับคำถามนั้นเป็นคำถามทางปรัชญาซึ่งหาคำตอบได้ยากยิ่ง “เลี่ยเกอเหมื่อนเลี่ยเกอ” ไอ้ตัวเล็กตอบชัดถ้อยชัดคำ “เลี่ยเกอขื่อเลี่ยเกอ”


“หือ... ฉันไม่เข้าใจ”


“มีเลี่ยเกอข่นเดียว” ป๋ายเซียนพยายามอธิบาย “มีเลี่ยเกอข่นเดียว มีข่นเดียว เลี่ยเกอของป๋าย ข่นเดียวไหน่... ไหน่ป่า”


“ในโลกใช่ไหม”


“ใฉ่ ไหน่โลก”


เอ้อเฮอ... พิลึกชะมัด ไอ้ตัวเล็กของชานเลี่ย กับ... ไอ้เลี่ยของไอ้ตัวเล็ก


พร้อมกันนั้น ไอ้เลี่ยของไอ้ตัวเล็กเตะประตูเปิดผาง ตะโกนเสียงแห้ง ราวกะจะขาดใจตาย “กลับมาแล้วโว้ย!

 






          “ทำไมช้านัก”


          ฮาร์บิเนี่ยนเพื่อนรักทักทาย ชานเลี่ยก้มลงมอง เห็นป๋ายเซียนนั่งแปะอยู่กับพื้น ที่นิ้วหนึ่งมีคราบสีน้ำตาลกรัง ยาใส่แผลนั่นเอง


          “แกทำอะไรป๋ายเซียน”


          “ใจเย็น ๆ เถอะว้า ป๋ายเซียนถูกมีดบาด”


          ตัวปัญหาแห่งซัวเถาผลุบนั่ง จ้องดูบาดแผลใกล้ ๆ “บอกแล้วใช่ไหม ไม่ให้ใช้ครัว บอกแล้วไม่ฟัง”


          “อย่าดู่ป๋าย” ไอ้ตัวเล็กแบะปาก เหมือนจะร้องไห้ “อย่าดู่ป๋ายเหลย ป๋ายหิว”


          “ป๋ายเซียนหิว” อี้ชิงซึ่งลุกขึ้นยืน หันไปทำอะไรกุกกักแล้วขยายความ “ฉันเห็นว่าในตู้เย็นไม่มีอะไร ค่ำแล้ว เจ้าของบ้านก็ไม่อยู่ เก๊าะเลย... พาป๋ายเซียนไปเดินตลาด ซื้อของสด ของแห้ง สอนให้ใช้ครัว ให้ใส่ยา ไว้ใจเถอะน่า ไม่มีใครหรืออะไรแตกหัก เสียหาย”


          “แต่ไอ้ตัวเล็กเจ็บ” ชานเลี่ยเถียง “เตี่ยจะว่ายังไงล่ะนี่ ไอ้หมอจะโพนทะนา ฉันจะเสียชื่อ”


          เพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากกลับหันมามองอย่างมีเลศนัย “จริง ๆ เหรอว้า... ” อี้ชิงล้อเลียน “กลัวเตี่ย กลัวเสียหน้า รึกลัวอะไร กลัวว่าป๋ายเซียนจะเป็นอะไรต่างหาก ช้ายป่าว... ไอ้ผู้ร้ายปากแข็ง”


          “อะไรของแก”


          “ยอมรับเหอะน่า” บ๊ะ! น่าหงุดหงิดจริง ๆ  “เกิดหวง เกิดห่วงน้องมันขึ้นมาแล้ว... ช้ายป่าว


          “ช้ายป่งช้ายป่าวกะผีน่ะสิ! ไอ้บ้า!


          “โว้ย! เบื่อโว้ย! อยู่กะเราล่ะทำฟอร์ม เดี๋ยวจะเสียหน้าอย่างนู้น เดี๋ยวจะเสียหมาอย่างนี้ ทีอยู่กะน้อง แหม้... ฝากฝังสั่งลา หวานจ๋อยเป็นอ้อยควั่น อ๊ะ... เขารู้นะตะเอ๊งงง ป๋ายเซียนไม่โกหก หนาย... ใครว่าอดเป็นห่วงป๋ายเซียนไม่ได้ หนาย...


          “นี่!วะ! ไอ้ตัวเล็กก็พาซื่อ รับส่งมุกกะเขาด้วย ป๋ายเซียนกระโดดเหยง ๆ ชี้มาที่เขา “ข้นหนี ข้นนี่!


          “พอแล้ว! พอ!


          นี่! มันต้องอย่างนี้ คนอย่างไอ้เลี่ย ฆ่าได้ หยามไม่ได้ ล้อเลียนได้ที่ไหน ลบหลู่ได้ที่ไหน ให้มันรู้เสียบ้างว่าไผเป็นไผ ประเดี๋ยวพ่อยิงไส้แตก!


          “เก๊าะ... เก๊าะ... ” บทจะแก้ต่างให้ตัวเอง กลับตะกุกตะกักเสียอีก “เก๊าะต้องบอกกันดี ๆ ซี่ ไอ้ตัวเล็กถึงจะฟัง จะให้ทำอีท่าไหน บอกท่าไหน อย่าใช้ครัวนะ ป๋ายเซียน ฉันไม่มีกะตังซื้อบ้านใหม่ ยังงี้เรอะ”


          “จ้ะ... เจริญเถอะพ่อ วุ้ย! หมั่นไส้เนอะ ป๋ายเซียน หิวแล้ว เข้าครัวดีกว่า”


          “ดีเหมือนกัน” ช่าย... เปลี่ยนเรื่องเสียได้ก็ดี “ฉันก็หิว”


          “หัดป๋ายเซียนหน่อยเถอะเลี่ย”


          คราวนี้อี้ชิงหันมาพูดด้วยอย่างจริงจัง ตั้งอกตั้งใจ เมื่อลูกหมาป่าเดินนำ และเดินไปเสียไกลแล้ว “ให้ป๋ายเซียนทำอะไร ๆ เองได้ ป๋ายเซียนเรียนรู้ไว แกน่ะ... ไม่ลำบากร้อก จะสบายด้วยซ้ำ”


          “สบายยังไง”


          “แกทำงานงก ๆ ไม่มีเวลานักร้อก อ๊ะ... อย่าเถียง ฉันรู้จักลู่หานดีหรอก เฮี้ยบยังกะอะไร”


          คำว่าเฮี้ยบยังน้อยไป ที่กลับค่ำยังงี้ เพราะผู้ก่อตั้งเสี่ยวหลงเซียสตูดิโอหรอก!


          “ฮื่อ... เฮี้ยบเป็นบ้า”


          “น่านไง ฉันน่ะ ใช่จะมาทุกวัน หมออู๋เรอะ กว่าจะมาก็โน่น สุดสัปดาห์ อยากให้ป๋ายเซียนดูแลตัวเองเป็นเก๊าะต้องหัด จะมาทำหวง ทำห่วงยังงี้ไม่ได้นะ”


          “หวงเหิงอะไรกัน บ้าแล้ว”


          “เออ... จะยอมรับ หรือไม่ยอมรับก็ช่าง หัดน้องนะเลี่ย เอาใจใส่น้อง คิดเสียหน่อย ว่าน้องจะอยู่ยังไง ทำอะไรเวลาที่แกไม่อยู่ ป๋ายเซียนเป็นคน ไม่ใช่หมา จะให้น้องเอาแต่นั่งเฝ้า จับเจ่าอยู่หน้าประตู รอแกทุกเย็น เห็นจะไม่ไหว”


            เออ... มันพูดถูก


          “ไป... กินข้าว” อี้ชิงตบหลัง ตบไหล่ “เชื่อฉัน เลี่ย เด็กคนนี้น่าเอ็นดู เอาใจใส่ป๋ายเซียนเสียหน่อย ขี้คร้านจะได้ชื่นใจไม่รู้กี่หน”


          “เฮอะ ดีแต่ทำยุ่งล่ะไม่ว่า”


          ถึงอย่างนั้น เสียงเล็ก ๆ น่ารำคาญเสียงหนึ่งในใจยังเถียง


          ช่าย... ดีแต่ทำยุ่งล่ะไม่ว่า


            แต่ที่จะทำให้ชื่นใจ... อืม... เก๊าะไม่แน่!

 





            สามวันหลังจากนั้น ป๋ายเซียนก็เกือบจะพึ่งพาตัวเองได้อย่างเบ็ดเสร็จ เสียแต่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ พูดไม่ชัด เดินเหินไม่คล่องแคล่วนัก แพ้ง่าย โน่นก็แพ้ นี่ก็แพ้ ใช้ยาสำหรับใช้ภายในไม่เป็น และ... เชื่อดะ บอกอะไรก็เชื่อ โกหกก็เชื่อ ไม่มีภูมิต้านทานต่อการล่อลวง ก็เท่านั้น


          เป็นเด็กชายวัยประถมศึกษาดี ๆ นี่เอง


          ตลอดเจ็ดสิบสองชั่วโมงนั้น ลู่หาน... นายใหม่ซึ่งใครก็รู้ว่าชังน้ำหน้าเขาเต็มกลืน แม้จะไม่ได้มอบหมายงานเป็นชิ้นเป็นอัน กลับตักตวงแรงงานจากชายหนุ่มร่างสูงในลักษณะรีดเลือดกับปู ทุกวันที่เสี่ยวหลงเซียสตูดิโอ ชานเลี่ยรับหน้าที่ดูแลกุ้งมังกร (สี่ตัวที่ชั้นสอง เจ็ดตัวที่ชั้นสาม และสิบห้าตัวที่ชั้นสี่) แปรงขนแมวสีเทา เปลี่ยนทรายในกระบะ และศึกษางานจากนักแต่งเพลงในสตูดิโอ




          “เอ้า! เอาตัวมันไป”


            ลู่หานโยนเขาเข้าไปในห้องบันทึกเสียง ใครต่อใครจ้องดูเขา สลับกับนายใหม่ กะพริบตาปริบ ๆ


            “สัปดาห์หน้า จะให้เริ่มงาน”


          ต่อมา ชานเลี่ยจึงรู้ว่า ใครต่อใครที่จ้องดูเขานั้น ถูกเรียกว่าจินสี่สหาย เพราะประกอบด้วยจินจงเหริน ซาวนด์เอนจิเนียร์ จินจุนเหมียน นักแต่งเพลง จินจงต้า นักร้อง และจินหมินซั่ว นักดนตรี


      


          “นายน่ะ ฝันไกลแต่ไปไม่ยักถึง อยากจะให้เสี่ยวหลงเซียขยับขยาย กลายเป็นค่ายเพลง จนเดี๋ยวนี้ยังไม่ประสบความสำเร็จ คงเป็นสตูดิโอเล็ก ๆ ต่อไป” จุนเหมียนสาธยายแก่เขาในวันหนึ่ง “แกน่ะ อย่าเอ็ดไป นายยังโกรธ ประเดี๋ยวกบาลจะแยก ทำงานของตัวไปเถอะ อย่าให้มีปากเสียง อีกหน่อยก็ใจอ่อน”


          ก็เอาเหอะว้า... เสี่ยวหลงเซียเอนเตอร์เทนเมนต์! ฝันให้ไกล ไปให้ถึงแล้วกัน


          หากทำลืมลู่หานซึ่งยังกรุ่น ๆ อยู่ กับแมวสีเทาที่ดูจะเป็นตัวแทนนาย คือเกลียดเขาเหลือเกินแล้ว จินสี่สหายก็นับว่าเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี แม้จะรู้จักชานเลี่ยทางโทรทัศน์หรือเวยป๋อ ก็ไม่ได้ตั้งแง่หรือแม้แต่เซ้าซี้ พิรี้พิไร จงเหรินไม่ช่างพูด นาน ๆ จะลืมตาสักครั้ง มักจะขดตัวที่มุมห้องด้านหนึ่ง หลับสนิท จุนเหมียนเจ้าระเบียบเล็กน้อย หมินซั่ว พี่ใหญ่ในหมู่จินสี่สหายมักเป็นผู้เตือนพลพรรคแห่งห้องบันทึกเสียงเมื่อถึงเวลาอาหาร จงต้าร่าเริงและใจดี เห็นแล้วอดนึกไม่ได้ว่า น่าจะเข้ากันได้ดี เป็นปี่เป็นขลุ่ยกับอี้ชิง


          ซีอีโอตกอับไม่คุ้นเคยกับอาหารราคาถูก เบียร์กระป๋องเลหลังขาย หรือการรวมพลเล่าเรื่องใต้สะดือในห้องบันทึกเสียงแคบ ๆ นัก ทั้งหมดนี้พิลึกพิลั่น กระนั้นก็สด... สดใหม่พอ ๆ กับที่แปลกประหลาด และอย่างน้อย ก็นับว่าเป็นสุขทีเดียว


          ไม่นานจะชิน... ชายหนุ่มร่างสูงบอกตัวเอง ไม่นานก็...


          “เออแน่ะ ชานเลี่ย” จงต้าเสนอในวันหนึ่ง “พวกเราอยากพบน่ะ”


          “พบอะไร”


          “ป๋ายเซียนไง ป๋ายเซียน” จุนเหมียนรับ “ที่แกรับอุปการะ น่านะ พามาหน่อย ไม่ก็พาพวกเราไปหน่อย”


          “ไม่เอาหรอก” ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เขาจึงปฏิเสธ “ฉันไม่เอาด้วย”


          หมินซั่วหน้างอ “ทำไมเล่า!


          “ก็... ก็... ”


          จงเหรินส่งเสียงกรนมาจากอีกฟากหนึ่งของห้อง


         “ก็อะไร”


เสียงของอี้ชิงดังขึ้น ราวกะพูดอยู่ใกล้ ๆ “เกิดหวง เกิดห่วงน้องมันขึ้นมาแล้ว... ช้ายป่าว”


“ไม่ใช่!


จงต้าขมวดคิ้ว “อะไรของแก ไม่ใช่อะไร”


“เปล่า” ซีอีโอตกอับรีบปฏิเสธ “อย่าเลย... ป๋ายเซียนดุ ยังดุอยู่มาก ยังไม่เชื่อง จะเป็นอันตราย รอก่อนน่า”


โกหก ดุเดอะอะไรกัน ป๋ายเซียนไม่เคยดุเลยต่างหาก “ว้า” จุนเหมียนครางอย่างเสียดาย “แกเก่ง เก่งนะชานเลี่ย อยู่กับลูกหมาป่ายังงั้นได้ ไม่ยักงับเข้าให้มั่ง”


“ก็กักบริเวณไว้น่ะซี”


โกหกอีกแล้ว...


“อย่างนั้นก็แล้วไป” พี่ใหญ่ในหมู่จินสี่สหายพยักหน้า “เชื่องเมื่อไหร่ พามาให้เห็นหน้าค่าตาหน่อยแล้วกัน”


แทบจะระบายลมหายใจจากปากดังฟู่... จะให้จินสี่สหายไปพบป๋ายเซียนได้ยังไง อี้ชิงไม่เห็นด้วยหรอก เตี่ยไม่เห็นด้วยแน่ ๆ และไอ้หมอก็คงส่ายหน้า ใช่มะ ใช่มะ!


ก็จินสี่สหายน่ะเหลือร้าย เป็นพลพรรคชายโสด โฉด ฉกรรจ์ ที่วันหนึ่ง ๆ ทำงาน ดื่ม และเล่าเรื่องใต้สะดือ เปิดอ่านหนังสือปลุกใจเสือป่า ร้องอู้หูอ้าหา ประสานเสียงกันอย่างโจ๋งครึ่ม ไม่มีอาย ขืนให้ป๋ายเซียนพบ แล้วเจ้าพวกนี้ทำให้ลูกหมาป่าเปลี่ยนนิสัย ชานเลี่ยได้ปวดหัวตาย!


แน่เร้อ... แน่เร้อ


เสียงเล็ก ๆ น่ารำคาญ ออกความเห็นไม่พึงประสงค์อีกหน


แน่เร้อ ว่ากลัวป๋ายเซียนจะเปลี่ยนนิสัย ไม่ใช่ว่ามนุษย์เมาคลีบริสุทธิ์ เสียจนไม่อยากให้พบกับจินสี่สหายเร้อ... ไม่ใช่ว่าไอ้ตัวเล็กหูเบา เสียจนไม่อยากให้ถูกล่อลวงเร้อ... ไม่ใช่ว่าลูกหมาป่าน่าเอ็นดู อย่างที่ใครเห็นเป็นต้องหลงเร้อ...


ไอ้หมอทั้งรัก ทั้งหลง อี้ชิงนั้นเอ็นดู เห็นเป็นลูกหลาน


แล้วสี่คนนี้ จินสี่สหายจะห้ามใจยังไงไหว! ไม่เอาด้วยหรอก


“เกิดหวง เกิดห่วงน้องมันขึ้นมาแล้ว... ช้ายป่าว”


เอ๊ะ! ก็บอกว่าไม่ใช่ไง ไม่ใช่! ไม่ใช่! ไม่ใช่โว้ย!





         

          “กลับมาแล้วครับ!


          วันนี้เงียบกว่าทุกวัน ป๋ายเซียนไม่ทำท่าเหมือนเจ้าติงลี่ซึ่งกระดิกหางริก ๆ รอเขาอยู่ที่ห้องนั่งเล่นเหมือนเคย “ป๋ายเซียน” ตัวปัญหาแห่งซัวเถาร้องเรียก “ป๋ายเซียนโว้ย!


          “ป๋าย!


          เจ้าตัวขานรับ พอให้สบายใจขึ้นหน่อย เสียงดังมาจากในครัวไม่ผิดแน่


          “ทำอะไร” ชานเลี่ยทิ้งตัวลงกับโซฟา ถอดถุงเท้าออกอย่างลวก ๆ ตามนิสัย และเปิดโทรทัศน์ “ป๋ายเซียน เราทำอะไรอยู่”


          คำตอบเดินทางมาถึง พร้อมกับกลิ่นหอมและควันฉุย


          ป๋ายเซียนเดินกะโผลกกะเผลก ประคองถ้วยบะหมี่ด้วยสองมือ เป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ปรุงอย่างง่าย ๆ ใส่เนื้อและผักอย่างละหน่อย


          “อาหารเย่น” ไอ้ตัวเล็กยิ้มเผล่ “ข่องเลี่ยเกอ”


          ชายหนุ่มร่างสูงสังเกตเห็น ระหว่างวางถ้วยบะหมี่ลงบนโต๊ะ มือข้างหนึ่งของอีกฝ่ายกระตุกเล็กน้อย และเมื่อชานเลี่ยคว้าเอามือนั้นมาพิจารณาใกล้ ๆ ก็พบรอยแดงเป็นปื้น


          “ไฟลวกเรอะ”


          “ไหม่ใฉ่” มนุษย์เมาคลีปฏิเสธ “น้ำร่อนต่างหาก”


          “เชื่อฉัน เลี่ย เด็กคนนี้น่าเอ็นดู เอาใจใส่ป๋ายเซียนเสียหน่อย ขี้คร้านจะได้ชื่นใจไม่รู้กี่หน”


            ทำม้าย... ทำไม พักนี้อี้ชิงมันหัวไว หัวดียังงี้ว้า พูดอะไรก็ถูกไปหมด เอ๊ะ... หรือเราหัวทึบอยู่ฝ่ายเดียว แต่ชื่นใจอะไรล่ะ เปล่าชื่นใจนะ ไม่ได้ชื่นใจอะไรเสียหน่อย!


          รีบส่งเสียงกระแอม “ทำยังงี้ทำไม”


          “ป๋ายหิว” ป๋ายเซียนตอบง่าย ๆ “เลี่ยเกอข่ง... หิวเหมื่อนกัน”


          “แล้วเรากินอะไรหรือยัง”


          “อื้อ! กินแล่ว!


          ว่าแล้วก็นั่งแปะลงข้าง ๆ ทำตาแป๋ว ราวกับคอยให้ซีอีโอตกอับออกปากชมเชย ชานเลี่ยจึงตักน้ำซุปเข้าปาก รสชาติไม่เลวเกว แต่ก็ไม่ถึงกับวิลิศมาหรา มีกลิ่นไหม้หน่อย ๆ ด้วยซ้ำ


          “อือ... ”


          เมื่อเห็นว่าเขาไม่ยิ้ม ไอ้ตัวเล็กก็หุบยิ้ม คล้ายติงลี่เมื่อหูตก


          คงเพราะแผลน้ำร้อนลวกของอีกคนหนึ่ง ตัวปัญหาแห่งซัวเถาจึงได้แต่ออกปากว่า “อร่อย... อร่อยมาก ๆ เลย ป๋ายเซียน”


          รอยยิ้มของลูกหมาป่าคลี่ออก ราวดอกไม้บาน กลิ่นลูกสนอบอวล วันนี้ป๋ายเซียนไม่อาบแป้ง เป็นเด็กดีเสียจริง...


          แวบหนึ่งนั้น เขาคิด... เตี่ยก็คงรู้สึกยังงี้เมื่อกลับจากบริษัท และเห็นเคาหยกของม้าบนโต๊ะอาหาร ที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามาทั้งวัน กลับหายเป็นปลิดทิ้ง


          เอื้อมมือไปตบบนหัวทุย ๆ ดังปุ ๆ


          “เรารู้ความแล้วนี่ เราเก่งแล้ว เราไม่อาบแป้งแล้วด้วย”


          ป๋ายเซียนเป็นเด็กดี เราเก๊าะต้องดีกะเขาหน่อยถึงจะถูก


            “ฉันจะให้รางวัล เป็นอะไรดีน้า... ”


          ป๋ายเซียนลูกหมาป่า ป๋ายเซียนผู้มาจากป่า มนุษย์เมาคลีแห่งเฮย์หลงเจียง...


“เรานี่เหมือนเมาคลีจริง ๆ แหละ ไว้รู้ความกว่านี้จะเล่านิทานเรื่องเมาคลีลูกหมาป่าให้ฟัง ตกลงไหม”


“นึกออกแล้ว! ” ตัวปัญหาแห่งซัวเถาถึงบางอ้อ “ฉันจะซื้อหนังสือนิทาน จะเล่านิทานเรื่องเมาคลีลูกหมาป่าให้เราฟัง ตกลงไหม”


“ตกล่ง!


“ดีมาก... อย่าลืมบอกหมออู๋ล่ะว่า... ”


ว่าฉันเป็นคนดี...


แต่ประโยคนั้นกลับติดอยู่ที่ริมฝีปาก ซึ่งยังเปรอะน้ำซุปของป๋ายเซียนเป็นมันวับ ไม่จำเป็นต้องบอก ไม่จำเป็นต้องกำชับ ป๋ายเซียนไม่เคยให้ร้ายเขาเลยนี่นา ไม่ว่าจะกับใคร อี้ชิง... หรือแม้แต่ชื่อชุน


“ช่างมันเถอะ”


ชานเลี่ยกินบะหมี่ถ้วยนั้นหมด... หมดจด สะอาดสะอ้าน สักหยดหนึ่งของน้ำซุปก็ไม่ดูดาย


เออ... ชื่นใจก็ชื่นใจ


จินสี่สหาย อย่าหวังจะได้พบไอ้ตัวเล็กของชานเลี่ยเลย!









#ฟิคเมาคลี

แฮ่ หายไปสามสัปดาห์ ชดใช้ด้วยหนึ่งตอนเต็ม! ปีสี่มันสาหัสจริง ๆ เห็นใจเถอะแม่ งานตรึม TT

เอนี่เวย์ เวลาที่ไม่ว่างมาต่อเรื่องยาว เราไม่ได้หายไปเฉย ๆ นะคะ ยังแอบไปเขียน os บ้าง

ถ้าคิดถึงก็ไปตามหาแถว ๆ บทความรวม sf/os ของเราได้ (นี่คือการขายของใช่ไหม อ๋อใช่ค่ะ! 555)


แหล่วพบก่านใหม่ /พูดสำเนียงป๋ายเซียน







© themy butter
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 95 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,556 ความคิดเห็น

  1. #1550 TopSunGG (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 17:43
    -ตัวเล็กของชานเลี่ยยยยยย
    #1,550
    0
  2. #1531 heykiki (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 04:55
    น่ารักมาก ๆ ตัวเล็กป๋ายป๋าย ฮือ เอ็นดูน้อง พี่เลี่ยเอ็นดูและหวงไม่ไหว
    #1,531
    0
  3. #1509 Vibrance (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 มีนาคม 2563 / 05:21
    หวงเค้าจนได้5555555ชานเลีาย!แกน่ะแพ้ทางให้ป๋ายเซีนยนราบราบเลยล่ะ
    #1,509
    0
  4. #1491 windnie1106 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:09
    น่ารักจังเลย ป๋ายตัวน้อย
    #1,491
    0
  5. #1482 อะหมีบอยด์มูฟเม้น (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:21
    น้องน่ารักมาก มันชื่นใจเนอะอาเลี่ย
    #1,482
    0
  6. #1451 Ihaveadream (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2561 / 18:11
    น้อง๋าย น่ารัก น่ารักกกก
    #1,451
    0
  7. #1443 เจ้าครีม (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 21:04
    หวงช้ายป่าวววววว 5555555 โอ้ยน่าระอ่ะัะ
    #1,443
    0
  8. #1388 ❤ Little "B" ❤ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 มีนาคม 2561 / 14:29
    เลี่ยเกอขี้หวงนี่นา
    #1,388
    0
  9. #1346 DBK1802 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 กันยายน 2560 / 13:29
    ไอ่ตัวเล็กเป็นของชานเลี่ย ชานเลี่ยก็เป็นของไอ่ตัวเล็ก งุ้ยยย น้องน่ารักมากเลย /ชี้ ข่นนี่ ข่นนี่ 5555 เอ็นดู
    #1,346
    0
  10. #1319 KyuMin_Pumpkin (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 กันยายน 2560 / 09:57
    เงิ้ลลลลล หวงก็บอกกกกก ทำเป็น~~ 5555
    #1,319
    0
  11. #1294 lopenav (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 / 15:33
    หนูรูกกกกกกก น่าร้ากกกก
    #1,294
    0
  12. #1272 parkxbyun (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 / 22:39
    น้องป๋ายน่าเอ็นดู
    #1,272
    0
  13. #1221 Tongdchr (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2560 / 17:20
    บอกแล้วน้องเขาน่าเอ็นดู
    #1,221
    0
  14. #1172 Pinkuplatong (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 เมษายน 2560 / 16:56
    ทำไมเลี่ย ไม่กลับบ้านล่ะ จะมาลำบากทำไม น้องก็รู้ความแล้ว

    ชอบจินสี่สหายเนอะ มีหวงน้องดั้ว น้องน่ารักยังไปว่าน้องดุอีก

    ชอบทุกตัวละครมาก ดีมาก ยกเว้นพระเอก55555
    #1,172
    0
  15. #1152 sweetpss (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 เมษายน 2560 / 00:12
    เบื่อชานเลี่ยปากแข็ง! น้องเมาคลีน้อยน่ารักมากมายฮือออยากดรั่ยเอ็นดูววว
    #1,152
    0
  16. #1144 NookNH94 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 เมษายน 2560 / 22:57
    หวงน้องละซีชานเลี่ย น่ารักขนาดนี้เป็นนี่ก็ห่วงงง
    #1,144
    0
  17. #1113 จีวอนชิ':) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 เมษายน 2560 / 16:47
    เป็นไงอ่ะ5555
    #1,113
    0
  18. #1026 PINKLAND (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 มีนาคม 2560 / 10:47
    ป๋ายน่ารักจังลูกกกก
    #1,026
    0
  19. #661 BN0412 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 มกราคม 2560 / 17:46
    ป๋ายน่ารักๆๆ
    #661
    0
  20. #657 tonWANja (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 มกราคม 2560 / 15:43
    น่ารักจะงะ รักกันๆๆๆๆๆๆไ
    #657
    0
  21. #347 ยูสเซอร์?แลม. (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2559 / 15:52
    ชอบจังเลยอ่ะ ชอบเรื่องที่ดำเนินไปเรื่อยๆ 
    ป๋ายเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้นแล้ว ส่วนชานเลี่ยก็กำลังหาเงิน..
    แหน่ะมีการหวงน้องด้วยน้า กิ้ววว
    #347
    0
  22. #328 mammoe (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2559 / 10:41
    ชื่นใจจังง
    #328
    0
  23. #322 my space. (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2559 / 09:56
    ป๋ายเซียนน่ารักมากเลยค่ะเข้าใจเลยว่าทำไมเลี่ยเกอหวงอิอิ
    #322
    0
  24. #301 Autumn.Devil (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2559 / 17:12
    ไรเต้อข้อมูลแน่น ทำการบ้านมาดีมาก ยอม
    #301
    0
  25. #294 cblyx (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2559 / 15:47
    แหมหวงน้องอะไรขนาดนี้คะเลี่ยเกอ ป๋ายน่ารักมากเลยฮืออยากได้มาเลี้ยงที่บ้าน
    #294
    0