เพียงใจที่เฝ้ารอ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 700 Views

  • 0 Comments

  • 15 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    0

    Overall
    700

ตอนที่ 9 : ตอนที่ 8

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 61
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    11 ม.ค. 62

ตอนที่ 8

ขับรถมาได้สักพักเขาจอดอยู่หน้าทะเลสาบที่กลายเป็นน้ำแข็งไปแล้วเพื่อชมปากฎการณ์บนท้องฟ้า อากาศภายนอกหนาวเย็นยะเยือก แต่ภายในรถกลับอุ่นด้วยการทำงานของฮีทเตอร์

“คุณเคยเห็นแสงใต้ไหม” เธอถามเขา

“เคยสิหลายปีที่แล้ว”

“นี่เป็นครั้งแรกของฉันเลย คุณอยู่ที่นี่มากี่ปีแล้ว”

“เกือบแปดปีแล้ว”

“โหยนานมาก แล้วคุณไม่คิดที่จะกลับประเทศไทยบ้างหรอ” เธอทำเสียงอย่างเหลือเชื่อ

“ยังไม่คิด”

“ทำไมอะหรือว่าเขาห้ามคุณเข้าประเทศ” เธอถามกวนๆ

เขายกยิ้มที่มุมปาก

“แล้วคุณละคิดจะกลับประเทศไทยเมื่อไหร่” เขาถามกลับ

“ไม่รู้สิ คงไม่มีใครรอฉันกลับไปหรอก”

เธอถอนหายใจเบาๆ มองออกไปข้างนอกหน้าต่างท่ามกลางความมืดมิดและเงียบสงบ

“คุณว่าจะมีตัวอะไรโผล่ออกมาไหม” เขาแหย่เธอเล่น

“ถ้ามีก็คงมากินคุณคนแรก”

“อ่าวทำไมต้องเป็นฉันด้วยละ”

เขายักไหล่ไม่ตอบคำถามเปิดหลังคาซันลูป เอนเบาะนอนยาวเพื่อนอนดูท้องฟ้าข้างบน เธอปรับเบาะรถลงนอนตามเขาก่อนเปิดเพลงเบาๆ

แสงใต้สีเขียวผสมกับสีชมพูเจิดจ้าไปทั่วท้องฟ้า ดวงดาวเล็กน้อยเรืองแสงระยิบระยับท่ามกลางท้องฟ้าสีดำมืดมิด ด้วยความไม่มีแสงไฟรบกวนทำให้ภาพบนท้องฟ้ายิ่งโดดเด่นและสวยงาม

“โห! สวยจังเลยเนอะ” เธอร้องออกมาอย่างเผลอตัว

เขานอนมองเธออยู่พักใหญ่ที่มองดูบนท้องฟ้าอย่างตื่นเต้นเหมือนเด็กน้อยที่พบของเล่นใหม่ที่ถูกใจ

“คุณชอบกลางวันหรือกลางคืนมากกว่ากัน” เขาถามเธอ

“ฉันชอบกลางคืนนะ แล้วคุณละ”

“ผมชอบกลางวัน” เพราะมันไม่ทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยว

“คุณรู้ไหมในเวลาที่ท้องฟ้ามืดมิด ถึงแม้จะมีดาวนับร้อย แสงของมันไม่อาจสู้แสงของพระจันทร์ในคืนเต็มดวงได้เลย แต่คืนไหนที่พระจันทร์หดหาย แสงดาวกลับเปล่งประกายระยิบระยับ”

“แล้วคุณชอบแสงดาวหรือพระจันทร์”

“ฉันชอบพระจันทร์มากกว่า เพราะถ้าฉันจะโดดเด่นฉันขอเป็นแค่หนึ่งเดียวในท้องฟ้า”

“คุณก็เหมือนพระจันทร์อยู่นะ”

“เปล่งปลั่งนุ่มนวลใช่ไหมล่ะ”

เธอยกมือสองข้างเสริมใต้คาง

“ขรุขระเหมือนพระจันทร์”

“ไอคุณริต!”

เขาหัวเราะที่เธอแกล้งงอนกับคำพูดของเขา เขารู้สึกว่าเธอเป็นเหมือนแสงอาทิตย์ที่สดใสท่ามกลางท้องฟ้ากระจ่างใส ส่วนตัวเขาก็เหมือนพระจันทร์มากกว่า

พระอาทิตย์ที่โดดเด่นเฉิดฉายทำให้ท้องฟ้าสว่างเจิดจ้า พระจันทร์ไม่เคยหายไปไหน แต่ในเวลาที่พระอาทิตย์อ่อนแรงลับขอบฟ้าไป พระจันทร์กลับเดียวดายในท้องฟ้าสีดำมืด

ทั้งคู่กำลังเพลิดเพลินกับการดูดาว เสียงเพลงที่เปิดเบาๆ เล่นเพลงหนึ่งขึ้นมา เธอลุกขึ้นมาเร่งเสียงเพลงให้ดังขึ้น

“คุณเคยฟังเพลงนี้ไหม”

เธอหันมาสะกิดเขาก่อนจะร้องเพลงออกมา

“ดาวนับล้านที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า

จะมีไหมหนาที่ลอยอยู่เองเฉยๆ

ไม่ยอมโคจรหมุนไปไหนเลย

ไม่เคย ไม่เห็นเลยสักดวง

ดาวของฉันเธอว่าห่างไกลลิบๆ

แต่ดาวไหนๆ มันก็อยู่ไกลกันทั้งนั้น

ดาวของเธอฉันว่าก็เหมือนกัน

กี่ปีแสงนั้นอย่านับเลย

เมื่อดาวโคจรมาเจอะกัน

ฤดูก็เปลี่ยนผัน การหมุนก็ผันแปร

เมื่อเธอกับฉันมาเจอะกัน ชีวิตก็เปลี่ยนผัน

เปลี่ยนไปจากเดิม เปลี่ยนจังหวะหมุนของหัวใจ ให้ใกล้กัน”

เขาอมยิ้มให้กับเธอ

“เพลงเข้ากับบรรยากาศสุดๆ” เธอคลอตามเพลงต่อไป หลับตานอนฟังเพลงนิ่งๆ “ฉันขออยู่อย่างนี้ไปสักพักได้ไหม”

ชายหนุ่มไม่ได้ตอบอะไรปล่อยให้เธอหลับตาไป

ผ่านไปพักใหญ่เวลาล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูรูปในคลังรูปภาพที่ถ่ายวันนี้เลื่อนดูไปเรื่อยๆ เขาหยุดที่ภาพที่ข้างหน้าเป็นทะเลสาบที่ถูกทับด้วยหิมะโอบล้อมด้วยภูเขาขาวโพลนทั้งลูก ที่ทางเดินมีผู้หญิงตัวเล็กในโค้ตตัวใหญ่สีดำกางเกงยีนสีน้ำเงินสวมหมวกไหมพรมสีดำอยู่ไกลๆ ยืนหันหลังให้กล้องยิ้มหันหน้ามาเหมือนมีคนเรียกเธอทำให้ดูลงตัวกับธรรมชาติที่สวยงาม

ก่อนจะเข้าไอจีลงรูปหลังจากที่เขาไม่ได้เข้ามาเกือบสองปีพร้อมพิมพ์ข้อความใต้ภาพเป็นอิโมจิพระอาทิตย์เดี่ยวๆ กดปุ่มแชร์รูปภาพ

เขาเข้าไปหน้าไอจีหญิงสาวที่นอนอยู่ข้างๆ เลื่อนดูรูปไปเรื่อยๆ พร้อมอ่านแคปชั่นข้อความใต้ภาพอย่างเพลินๆ เขาไม่รู้ว่าเขาใช้เวลาเท่าไหร่กับการดูรูปของเธอ เลื่อนจนลงต่ำมาเขาสะดุดกับรูปช่วงแรกๆ เป็นรูปแสนธรรมดาแต่ข้อความที่พิมพ์ลงมากับปนไปด้วยความเศร้า


บางรูปคนสามคนยืนกอดคอกันอย่างมีความสุขโดยตัวเธอยืนด้านซ้ายประกบกับผู้หญิงอีกคนที่หน้าตาคล้ายเธอมีผู้ชายวัยกลางคนอยู่ตรงกลาง พร้อมข้อความ ‘แฮปปี้เบิร์ดเดย์นะตัวเองกับปีที่ฉลองวันเกิดคนเดียวไปก่อนนะ ทุกคนจะลืมกันหรือเปล่า #Happybirthdaytome’

รูปชายหญิงสองคนกำลังจูงมือกัน ‘ป๊าม๊าจ๋า หนูคิดถึงจังเลย อยู่บนนั้นสบายดีไหม แต่อยู่ตรงนี้หนูไม่เหลือใครเลย’

รูปมือถือตั๋วเครื่องบินใบหนึ่ง ‘ทุกทีจะมีตั๋วขากลับ แต่ครั้งนี้ไม่รู้จะได้กลับมาอีกเมื่อไหร่’

หรือรูปภาพวาดที่เป็นผู้ชายร่างใหญ่กำลังผูกโบให้เด็กสาวตัวเล็ก ‘เมื่อเขาถูก เราก็ผิด เมื่อเขาผิด เราก็ผิดอีก เห้อ’

รูปล่างๆ ช่วงแรกๆ ถ้าไม่กดเข้าไปดูจะไม่รู้เลยว่ารูปที่แสนธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษจะแฝงไปด้วยข้อความเศร้า ผิดหวังและโดดเดี่ยวที่ถูกรูปความสดใสและข้อความฮาๆ หลายร้อยรูปกลบทับฝังไว้อยู่ข้างล่าง

เขาไม่รู้ว่าเธอผ่านเรื่องราวอะไรเข้ามามากมาย ที่ทำให้เธอต้องซ่อนความเดียวดายไว้ภายใต้ความร่าเริงที่มีแต่เสียงหัวเราะ เขารู้สึกแอบสงสารเธอและเฝ้ามองเธอเข้าสู่ห้วงนิทราหลับใหลไป

ไม่นานเขาขับรถพาเธอกลับมาที่บ้านพักในเวลาเกือบรุ่งเช้า ปลุกเธอให้ตื่นแล้วแยกย้ายไปนอนต่อกัน เธอเดินขึ้นเตียงไปนอนข้างๆ นิลเนตรที่หลับอยู่


ประเทศไทย

เสียงคนสองคนที่กำลังทำกิจกรรมบนเตียงเพิ่งเสร็จต่างคนต่างนอนหอบด้วยความเหนื่อย ร่างที่ไร้เสื้อผ้าอาภรณ์อยู่ใต้ผ้าห่มขาโผล่พ้นออกมา

“แล้วจะให้ฉันจัดการเมื่อไหร่ดี”

เสียงของผู้ชายถามหญิงสาวที่อยู่ในอ้อมแขนของเขาตอนนี้ หล่อนหันขึ้นมาตอบ

“พร้อมเมื่อไหร่ก็จัดการได้เลย ยิ่งเร็วยิ่งดี”

“ทำไมรีบจังเลยวะ” เขาถามด้วยความสงสัย

“ฉันรอมานานเกินไปแล้ว” หล่อนบอกด้วยน้ำเสียงโกรธ “หวังว่าแกจะไม่ทำพลาดนะเพื่อความสบายของเรา”

ใช่! หล่อนรอนังชฎามานานมากแล้ว หลังจากที่ไม่ทราบข่าวคราวอะไรสักอย่างมาหลายเดือน

“เออๆ ไม่พลาดหรอก มือระดับฉันแล้ว” ชายหนุ่มที่นอนข้างๆ พูดอย่างมั่นใจ “ว่าแต่ผัวเธอมันไม่ค่อยมาหรือไง ช่วงนี้ถึงเรียกฉันมาหาบ่อยๆ”

ช่วงหลังๆ อชิราโทรตามให้เขามาหาบ่อยขึ้น บางครั้งก็เรียกมาหาที่บ้านบ้าง บางครั้งก็ออกไปเปิดโรงแรมกันบ้าง

“เออสิหายหัวไปหลายเดือน นี่เพิ่งโผล่มาแต่มาแค่ครั้งสองครั้งเอง”


เธอบ่นอย่างเคืองแค้น ช่วงที่เขาไม่มาหาเธอต้องใช้เงินแบบไม่ฟุ่มเฟือย เสื้อผ้าต้องซื้อน้อยลง พอเธอจะโทนไปหาเขา เขาก็ไม่รับสายเธออีกทำให้เธอติดต่อเขาไม่ค่อยได้

ชายหนุ่มหัวเราะอย่างชอบใจแล้วรูปไร้ที่ตัวหญิงสาวเพื่อสร้างอารมณ์ให้เธออีกรอบ ก่อนทั้งคู่จะไปถึงสวรรค์กันเกือบรุ่งสาง


หลายอาทิตย์ผ่านไปเตชิดขับรถกลับบ้านหลังจากไปร่วมงานแต่งงานของลูกสาวเพื่อน งานถูกจัดใหญ่โตให้สมหน้าตานักธุระกิจใหญ่และทางบ้านของฝ่ายชายที่มีพ่อเป็นถึงนายพล ทุกคนในงานต่างถามถึงนิราและชฎาว่าทำไมไม่ได้มาด้วย

นิราไปดูงานที่ต่างจังหวัดแทนเตชิด ซึ่งเขาทำธุระกิจเกี่ยวกับออร์กาไนเซอร์จัดงานอีเว้นท์ต่างๆ เช่นงานแต่งงาน งานเลี้ยงต่างๆ หรืองานที่โปรโมทของสินค้าในธุรกิจ บริษัทของเขาเป็นขนาดเล็กเป็นที่รู้จักและเป็นที่นิยมจัดงานให้บริษัทใหญ่ต่างๆ

เขานั่งตำแหน่งประธานบริษัทที่มีพนักงานมากกว่าสามสิบคน โดยนิราถือตำแหน่ง AE (Account Executive) เป็นผู้ดูแลและบริหารจัดการลูกค้า ทั้งในส่วนของงบประมาณ ประสานงานกับฝ่ายความคิดสร้างสรรค์ คอยช่วยเขาในการทำงาน

หลังจากงานเลี้ยงเลิกราในเวลาดึก เขาดื่มมานิดหน่อยทำให้ไม่กล้าที่จะขับรถเร็ว อยู่ๆ มีมอเตอร์ไซค์สีน้ำเงินคันหนึ่งพร้อมคนใส่หมวกกันน็อคปิดหน้าสองคนขับเข้ามาปาดหน้าทำให้เขาเหยียบเบรกกะทันหันก่อนจะขับรถต่อ แต่รถสองล้อที่แต่งมากับขับเร็วแล้วชะลอช้า เร็วแล้วชะลอช้าอยู่หลายรอบ ทำให้ชายหนุ่มเริ่มหงุดหงิดจึงเร่งเครื่องที่จะขึ้นแซง

แต่เหมือนคันข้างหน้าก็เร่งเครื่องขึ้นอีกแล้วเบรกหยุดชะงักทำให้รถของเตชิดชนเข้ากับมอเตอร์ไซค์ข้างหน้าอย่างเฉียดๆ แล้วล้มลง ด้วยความตกใจหนุ่มใหญ่เหยียบเบรกทันที เปิดประตูลงมาดูอาการคนสองคนที่นอนลงไปกลับพื้น

เขาเดินเข้าไปหาใกล้ๆ อยู่ๆ สองคนที่นอนกับพื้นลุกพรวดมาหาเขา คนหนึ่งชกเข้าที่ใบหน้าของล้มลงไปที่พื้น เขาพยายามลุกขึ้นจะวิ่งไปที่รถโดนอีกคนหนึ่งเข้าล็อกด้านหลัง เขาดิ้นรนเพื่อให้พ้นจากการเกาะกุม อีกคนชกเข้าที่ท้องของเขาหลายทีทำให้เขาจุกจนลงไปนอนกองกับพื้น

ชายแปลกหน้าเดินไปหยิบขอนไม้ข้างทางขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กพอดีมือออกมาแล้วรุมฟาดไปที่ตัวของเขา เขายกมือขึ้นบังหน้าและหัว ก่อนที่ชายหนึ่งจะฟาดไปที่หลังของเขาอย่างจังจนของไม้หักเป็นสองซีก ความเจ็บปวดเริ่มทำให้เขาทนไม่ไหวสลบลงไปกับพื้นถนน

เห็นดังนั้นชายฉกรรณ์เดินไปที่รถของเตชิด ค้นหาของมีค่าออกมา ไม่ว่าจะสร้อยทองคำ นาฬิกาเรือนหรู แหวน และกระเป๋าตังค์มือถือ แล้วนำเอาไปด้วยหมด ทิ้งไว้แค่รถคันหนึ่งกับร่างที่ไร้สติโดยไม่รู้ว่าเตชิดนั้นมีโทรศัพท์อยู่สองเครื่อง เครื่องหนึ่งไว้ติดต่องาน อีกเครื่องไว้ติดต่อคนสนิท

โชคดีที่มีชาวบ้านขับรถผ่านแถวนั้นพอดีโทรแจ้งตำรวจแล้วพาหนุ่มไร้สติไปส่งที่โรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว เขาโดนหามเข้าห้องไอซียูก่อนจะได้สติในวันรุ่งขึ้น

ตำรวจเข้ามาสอบสวนเขาอย่างละเอียดพร้อมลงความเห็นว่าน่าจะเป็นการปล้นชิงทรัพย์ ทางตำรวจจะรีบดำเนินการจับตัวคนให้ได้ ถึงแม้มันจะยากมาก เพราะแถวนั้นค่อนข้างมืดและไม่มีกล้องวงจรปิด ส่วนกล้องที่รถก็โดนถอดออกไป

เมื่อนิราทราบข่าวจากทางโรงพยาบาล ซึ่งเธอจะโทรไปหาอาหนุ่มเพื่อบอกว่างานทางนี้สำเร็จดีไม่มีปัญหาใดๆ ตกใจเป็นอย่างมากที่อาหนุ่มโดนทำร้ายนอนอยู่โรงพยาบาลจึงรีบนั่งรถกลับมา เธออยู่เฝ้าไข้เขาทั้งวัน

สองน้าหลานที่อยู่ๆ เข้าไปหาเตชิดที่บ้าน พอรู้ข่าวก็รีบมาหาที่โรงพยาบาลเช่นกัน

ประตูห้องพักฟื้นถูกเปิดโดยนายแพทย์ชุดกาวน์สีขาวเดินเข้ามา

บอกอาการคนไข้ที่ห้าบวมจากการถูกชกและผลฟกช้ำดำเขียวตามร่างกายต่างๆ ว่าจากการที่เตชิดโดนท่อนไม้ฟาดที่หลังโดนเส้นประสาทเส้นหนึ่งทำให้เขาเป็นอัมพฤตช่วงล่างชั่วคราว ถ้าได้รักการกายภาพบำบัดทุกวันจะกลับมาเดินได้ตามปกติแต่ต้องใช้เวลา


หลังคุณหมอพูดจบทุกคนตะลึงกับสิ่งที่ได้ฟังกันเป็นอย่างมากและเริ่มเครียดในเวลาต่อมา คุณหมอจึงพูดเสริมว่ามันหายแน่นนอน แต่ขอให้ฝึกกายภาพบ่อยๆ ทุกคนคลายใจลงบ้าง นายแพทย์จึงเดินออกจากห้องไป

“ราร่า อาจะให้เราเข้าไปบริหารบริษัทแทนอาชั่วคราว อำนาจทุกอย่างร่าเป็นคนตัดสินใจแทนอาได้เลย”

เตชิดเปิดประเด็นขึ้นทันทีหลังจากหนุ่มใช่ชุดกาวน์สีขาวก้าวขาพ้นประตู

“อะไรนะคะอาเต!?” นิราตกใจ

“อาเป็นอย่างนี้ไม่สามารถไปทำงานได้” เขาบอกเหตุผล

“แต่อาเตคะ ตำแหน่งของอาเตมันไม่ใช่เล็กๆ เลยนะคะ”

ตำแหน่งของเตชิดต้องเข้ารับการประชุมและเป็นผู้ที่ตัดสินใจในทุกครั้ง ถึงบางครั้งจะไม่ได้เข้าร่วมประชุมแล้วทั้งสองฝ่ายพนักงานเกิดความขัดแย้งกัน เขาต้องหาเหตุผลและเลือกสิ่งที่คิดว่าดีที่สุด และเตชิดก็ไม่เคยตัดสินใจพลาดสักครั้ง

“อาเชื่อใจร่า ช่วยอาหน่อยได้ไหม”

“ร่ากลัวทำออกมาไม่ดี”

เธอคิดถึงน้องสาวขึ้นมาทันที ถ้าวันนี้ชฎาไม่หนีไปตำแหน่งนี้มันควรเป็นของหล่อน เพราะสาวน้อยเป็นคนคล่องไปซะทุกอย่าง แก้ไขสถานการณ์เก่ง เข้ากับทุกคนได้ง่าย ทำงานติดต่อคนอื่นรวดเร็วทำให้งานออกมาสมบูรณ์แบบ

ซึ่งต่างกับเธอที่ไม่ค่อยเข้าสังคม ตำแหน่งของเธอไม่ต้องยุ่งกับใครมากนักแค่คำนวณงบประมาณ คอยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายและติดต่อกับฝ่ายครีเอทีฟเท่านั้น ถ้าเธอต้องมารับตำแหน่งแทนเตชิดทำให้เธอกลัวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

“ถ้าอาหายเป็นปกติเมื่อไหร่อาจะกลับทำงานต่อเอง”

เขารู้จักนิสัยหลานคนโตของเขาดี เขารู้ว่าตอนนี้เธอคิดอะไรอยู่และกำลังกลัวกับสิ่งที่จะตามมา

“ไม่เป็นไรจ้ะราร่า เดี๋ยวยัยรสจะเข้าไปช่วยอีกแรง ใช่ไหมยัยรส”

อชิราแทรกขึ้นทั้งดันให้รสรินเดินเข้ามาตรงหน้าเตชิด

“อะเอ่อ...ใช่ค่ะ เดี๋ยวรสจะเข้าไปช่วยพี่ราร่าเองค่ะ” รสรินเอออออย่างตั้งตัวไม่ทัน

“แล้วเราจะเข้ามาช่วยอะไรพี่ดีละ ถนัดทำอะไรหรอ”

คำถามเรียบๆ ของนิราทำให้สองอาสาวหน้าชาทันที เพราะตอนนี้รสรินมีอาชีพเป็นพริตตี้ให้กับแบรนด์ที่มาจ้างไปโชว์สินค้า

“ยัยรสหัวไวเรียนรู้งานเร็ว” น้าสาวช่วยพูด

“รสคิดว่าทำได้ค่ะ” เธอตอบยิ้มเจือนๆ

“อาก็ว่าดีนะ ร่าจะได้มีคนช่วย” เขาเห็นด้วยที่จะมีใครมาช่วยหลานสาวของเขา และยิ่งเป็นคนใกล้ตัว

“ใช่ค่ะคุณเต ราร่าจะได้ไม่เหนื่อย” อชิราเมื่อเห็นว่าเตชิเห็นด้วยก็รีบพูดประจบ

“งั้นเรื่องที่อาถูกทำร้าย อาขอให้ปิดเป็นความลับแล้วกัน”

“ทำไมละค่ะอาเต” นิราถาม

“อาไม่อยากให้มันมีผลกระทบต่องานแล้วก็ราร่าด้วย”

ความจริงแล้วเขาไม่อยากให้ใครอีกคนที่อยู่ไกลทราบข่าวทำให้ต้องเป็นห่วงเขา

นิรารู้ดีว่าชฎาเป็นคนหุนหันพลันแล่นและพร้อมมีปัญหาแค่ไหนถ้าเป็นเรื่องครอบครัว หล่อนเป็นห่วงทั้งเตชิดและตัวเธอมาก ถ้ารู้ข่าวคงรีบบินกลับมาอย่างแน่นอน ซึ่งเธอไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเธอจึงรับปาก

อย่างครั้งหนึ่งตอนอยู่ที่งานเลี้ยงสังสรรค์ มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาสาดเหล้าใส่เธอหาว่าเธอไปให้ท่าแฟนของหล่อน น้องสาวของเธอเข้ามาชำระความด้วยการแกล้งชนหญิงสาวคนนั้นให้ไปชนแก้วค็อกเทลที่ตั้งเรียงสูงให้ล้มทับ ปรากฎว่าหญิงสาวชุ่มฉ่ำจนเปียกไปทั้งตัว อย่างไม่มีคนจับได้

“งั้นช่วงนี้คุณเตทำอะไรไม่สะดวก เดี๋ยวอรและยัยรสจะไปดูแลคุณจนกว่าจะหายนะคะ”

อชิราใช้เหตุผลที่จะดูแลเตชิดเป็นข้ออ้างเพื่อเข้าไปอยู่ในบ้านหนังนั้น

“ไม่เป็นหรอก ผมเกรงใจ”

เขาบอกพร้อมหันไปมองหน้าหลานสาวคนโต

“มันเป็นสิ่งที่อรและยัยรสต้องทำอยู่แล้วค่ะ คุณเตมีบุญคุณกับเราขนาดนี้ พวกเราก็ต้องตอบแทนสิคะ”

“ร่าว่ายังไง”

เขายังคงมองหน้าหลานสาวเพื่อเป็นเชิงถามว่าจะเอายังไงดี ความจริงแล้วเขาก็ไม่อยากให้อชิราเข้ามายุ่งในบ้าน แต่รู้ว่าถ้าปฏิเสธไปเธอคงหาข้ออ้างมาเซ้าซี้

นิรายิ้มให้ชายหนุ่มและตอบออกไป

“ก็ต้องแล้วแต่อาเตตัดสินใจสิคะ บ้านของอาเตนินา”

ตอบเสร็จเธอก็เบี่ยงหน้ามองท่าทีของสองน้าสาว

“งั้นเดี๋ยวอรกับยัยรสจะไปจะไปเก็บกระเป๋าย้ายไปที่บ้านใหญ่นะคะ”

ไม่รอให้คนอื่นพูดจบ ทั้งคู่น้าหลานก็เดินออกจากห้อง

“อาฝากด้วยนะ” เตชินหันมาบอกหลานสาว

หลังจากออกมาจากโรงพยาบาลบนท้องถนนก็เต็มไปด้วยรถมากมายอชิราจอดรถรอสัญญาณไฟจลาจลอยู่นั้น รสรินที่นั่งข้างๆ เอ่ยปากถามขึ้น

“น้าคิดว่าที่เมื่อกี้นังราร่ามันพูดกับฉันดูแปลกๆ ป่ะน้า”

หลังจากที่นิราพูดมันทำให้เธอรู้สึกว่าหลานสาวคนโตของเตชิดไม่ได้ดีอย่างที่คิด

“โอ๊ยไม่หรอก นางนั่นมันซื่อบื้อจะตาย” หล่อนตอบอย่างไม่แยแส

แต่เธอรู้สึกแตกต่างจากน้าสาว ถึงแม้จะเป็นคำถามเรียบๆ แต่ฟังดูเหมือนมันมีอะไรบางอย่าง

“ทำไมน้าอยากให้ฉันไปทำงานที่บริษัทคุณเตชิดละจ้ะ”

“เพราแกจะได้เข้าไปเรียนรู้งานในบริษัทนั้นไง”

“แล้วทำไมน้าไม่ไปทำเองละ” เธอยังไม่หายคล่องใจ

เพราะถ้าอชิราเข้าไปทำงานก็จะได้เท่ากับว่าเป็นการเปิดตัวน้าสาวให้เป็นที่รู้จัก

“เพราะฉันขี้เกียจ เปลืองแรงสมอง”

ถึงแม้อชิราอยากให้ทุกคนรู้จักหล่อนในฐานะภรรยาของประธานบริษัท แต่หล่อนไม่ชอบไปทำงานเช้า กลับบ้านดึกเหมือนพนักงานออฟฟิศ เอาเวลาไปนวด ช็อปปิ้งดีกว่า

“อ่าวแล้วทำไมต้องเป็นฉันด้วนละ งานฉันก็มีทำเหมือนกันนะ”

เธอยังต้องไปทำงานเป็นพริตตี้เพื่อโปรโมทสินค้า และช่วงนี้ยิ่งลูกค้าต่างติดใจเธอด้วย จะให้ออกมาก้เสียดาย

“โอ๊ย! ไออาชีพริตตี้ของแกอะนะ มันจะได้ซักกี่บาทเชียว” น้าสาวพูดอย่างดูแคลน

“เอ้า! น้า เงินทางหลักทำเงินได้น้อย แต่เงินทางรองก็ได้เยอะอยู่นะน้า”

เงินทางรองในความหมายของเธอหมายถึงพวกเสี่ยที่ชอบให้พวกเธอไปเอาใจและแถมเงินก้อนโตมาให้

“ถ้าแกอยากได้เงินทางรองที่มีใช้ไปตลอดชีวิต ก็ค่อยไปหาในนี้สิวะ พวกผู้ชายรวยๆ ที่บริษัทคุณเตทำงานให้มีอย่างเพียบ แกไปเลือกเอาสักคนยังได้เลย ดีกว่าไอพวกพุงพลุ้ยเมียแก่อีก”


เธอยิ้มอย่างเห็นชอบด้วย น้าสาวของเธอพูดมาน่าคิดและมีเหตุผลอย่างมาก

“อีกอย่างฉันให้แกไปทำงานเพื่อไปแย่งอำนาจในบริษัท ที่สักวันมันจะตกเป็นของแก เราจะได้สบายไปทั้งชาติ”

อชิราพูดเสริมขึ้นมาทำให้สองน้าสาวคิดแล้วหัวเราชอบใจกันแล้วขับรถกลับไปของที่บ้านเพื่อย้ายเข้าบ้านหลังใหม่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

0 ความคิดเห็น