ตอนที่ 8 : ตอนที่ 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 64
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    10 ม.ค. 62

ตอนที่ 7


ชฎาตื่นมาบนที่นอนขนาดใหญ่สีขาว ข้างเตียงเป็นโต๊ะม้เล็กๆ วางโคมไฟที่อยู่ข้างโทรศัพท์ เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลานาฬิกาแสดงเวลาแปดโมงเช้า ผ้าม่านสีดำถูกแดดข้างนอกสาดส่องเข้ามากระทบกับพรมพื้น เมื่อมองไปรอบๆ ถึงทราบว่านี่ไม่ใช่ห้องพักของเธอ สมองเริ่มประมวลเรื่องราวที่เกิดขึ้น ก่อนจะจำได้ว่าเธอถูกภาริตอุ้มมานอนที่ห้องนี้ แสดงว่าเธอนอนอยู่บ้านพักของเขาอีกแล้ว ก้าวขาลงจากเตียงชนกับกระเป๋าเป้ที่วางอยู่บนพื้น เธอแปลกใจคิดว่าค่อยออกไปถามเขา แต่ตอนนี้เธอมีเรื่องหนึ่งที่ต้องออกไปจัดการ เธอคว้าผ้าห่มผืนเล็กคลุมตัวแล้วเดินออกจากห้องไป

พระอาทิตย์ดวงน้อยกำลังขึ้นจากทางด้านซ้ายมือของเธอแสงแดดสีส้มนวลสาดเข้ากับพื้นหญ้าและภูเขาที่อยู่ไกลลิบๆ ท้องฟ้าจากสีครามเริ่มกลายเป็นสีฟ้าสดใส เมฆเคลื่อนที่ลงต่ำแทบราดหญ้า เป็นภาพที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ความหนาวเย็นไม่ได้เป็นปัญหาต่อการดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าเลย

“ตื่นแล้วหรอคุณ” เสียงทักทายด้านหลังดังขึ้น

ภาริตเดินเข้ามาหาหญิงสาวที่ถูกห่อด้วยผ้าห่มคล้ายผ้านวมอยู่ลานหน้าบ้าน

“อรุณเบิกฟ้า นกกาโบยบิน ออกหากินร่าเริงแจ่มใส เราเบิกบานรีบมาเร็วไว ยิ้มรับวันใหม่ยิ้มให้แก่กัน”

เธอทำท่าประกอบพร้อมจบท้ายที่ยกนิ้วสองข้างจิ้มข้างปากของเธอแล้วดึงนิ้วขึ้นให้กลายเป็นปากยิ้ม

ชายหนุ่มยิ้มตามกับท่าทางน่ารักของเธออย่างลืมตัว

“คุณยิ้มแล้วโลกดูสดใสเลยนะเนี้ย ยิ้มบ่อยๆ สิดีกว่าคุณทำหน้าเก๊กนิ่งอีก”

เธอเดินเข้ามาใกล้เข้าใช้แขนกระเซ้าที่ตัวชายหนุ่ม เขาหันลงมามองเธอก่อนจะพูดว่า

“คิ้วคุณดูบางๆ ไปนะ”

“อ๊ายไอคุณริตบ้า! ใครเขาให้ผู้ชายพูดอย่างนี้กันเล่า ฉันเสียความมั่นใจหมด”

เธอหันมาแหวใส่เขาที่หัวเราชอบใจ เขาชี้ให้มองพระอาทิตย์ที่กำลังจะขึ้นต่อ

“คุณริตคะ ทำไมกระเป๋าของฉันถึงมาอยู่ที่นี่ละคะ” เธอถามเขา

“ผมบอกให้คุณนิลยกมาให้หน่ะ”

“แล้วพี่นิลไม่สงสัยหรอคะ”

“ก็ไม่นะ”

เธอเข้าใจว่าชายหนุ่มคงหวังดีให้เธออาบน้ำตอนเช้าที่นี่เลยไม่ต้องเสียเวลากลับไปอาบที่บ้านนู้น

หลังดูพระอาทิตย์ขึ้นเธอกลับเข้าห้องไปอาบน้ำ ชายหนุ่มยกห้องนอนใหญ่ที่มีห้องน้ำในตัวให้เธอได้จัดการธุระส่วนตัว ส่วนเขาและเพื่อนจะใช้ห้องอาบน้ำอีกห้องหนึ่ง

ทางฝ่ายไตรนิธิเริ่มรู้สึกว่าทริปนี้ตัวเขาหาโอกาสเข้าใกล้ตัวชฎาได้ยากขึ้น ไหนจะมีทั้งนิลเนตร ทั้งภาริต และตัวเธอเอง ที่แบบจะไม่เปิดโอกาสให้เขาเข้าถึง เขาจึงคิดว่าจะหาข้ออ้างว่ามีธุระต้องรีบกลับเพื่อดึงหญิงสาวออกมาจากภาริต จากนั้นเขาเรียกทุกคนมาพร้อมหน้า

แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นอย่างที่เขาตั้งใจ นิลเนตรเรียกหญิงสาวมาคุยที่บ้านซึ่งภาริตตามมาด้วย พอบอกความตั้งใจของเขาออกไป ชฎานอกจากจะไม่ได้กลับมากับเขา ภาริตยังขอตัวเธอเพื่อพาไปเที่ยวด้วยกันอีก นิลเนตรเองก็ยังอยากเที่ยวต่อจึงขออยู่เป็นเพื่อนรุ่นน้อง สาวสองคนด้วยความไม่สนิทกับภาริตและวรภัทรมากมายนัก ขอตามไตรนิธิกลับดีกว่า และเข้าใจนิลเนตรดีเลยไม่ได้โกรธอะไร

คนหัวเสียกลับเป็นไตรนิธิที่ทุกอย่างผิดแผนไปหมด เก็บอารมณ์เดินเข้าห้องก่อนจะกดหมายเลขโทรออกอย่างแรง

“มุกดาคืนนี้คุณว่างไหม ผมคิดถึงผมจะไปหาคุณ” พูดจบปาโทรศัพท์ลงที่นอน

เขาคิดในใจว่าไม่เป็นไร ครั้งนี้เขาจะหยุดการล่าก่อนกับแค่ผู้หญิงคนเดียววันข้างหน้ายังมีโอกาสอีกมากที่เขาจะทำให้เธอมาหลงเขาให้ได้ ตอนนี้ยังมีผู้หญิงอีกมากที่พร้อมเข้ามาหาเขา วันนี้เธอหนีได้หนีไป แต่ต้องมีวันหนึ่งที่เธอจะต้องเข้ามาหาเขาเหมือนคนอื่น

เมื่อไตรนิธิเก็บกระเป๋าเสร็จพร้อมสองสาว จึงเดินไปขึ้นรถและขับออกไปด้วยความรวดเร็ว

ช่วงสายนิลเนตรยกกระเป๋าเข้ามาที่บ้านพักของสองชายหนุ่มแล้วนำไปเก็บที่ห้องนอนเดียวกับชฎา

วรภัทรที่กำลังทำอาหารเช้าให้ทุกคนอยู่ทักทายด้วยความแปลกใจจึงหันไปถามภาริตที่เดินเข้ามาในบ้านพร้อมสาวน้อย

“คุณนิลยกกระเป๋ามาที่นี่ทำไมวะไอริต”

“คุณนิลและดาด้าจะมาค้างแล้วไปเที่ยวกับเราด้วยวันนี้”

“อ่าวแล้วคุณสามอ่ะ” เขาถามถึงไตรนิธิ

“กลับไปแล้ว”

“ทำไมกลับไปก่อนวะ เอ้า! ไอริตอบฉันก่อนดิ”

ภาริตเดินไปนั่งที่โซฟา วรภัทรจึงหามาหาหญิงสาวที่เดินมากับเพื่อนของเขา

“คุณด้าครับ ช่วยตอบผมหน่อยเถอะ” พูดอย่างอ้อนวอน

“คือเรื่องมีอยู่ว่า” เธอกดน้ำเสียงต่ำทำเสียงลึกลับ “พี่สามมีธุระต้องรีบกลับไปก่อน” ประโยคต่อมาพูดด้วยน้ำเสียงปกติ

“โห่! คุณด้าอะ ตอนแรกเปิดขึ้นมาผมก็อุตส่าตั้งใจฟังนึกว่ามีเรื่องอะไร”

เธอหัวเราะอย่างชอบใจที่แกล้งคนกำลังทำอาหาร ภาริตนั่งยิ้มกับความขี้เล่นขี้แกล้งของเธอ

วรภัทรทำอาหารเช้าเพิ่มหนึ่งที่และแพ็คอาหารกลางวันไปเผื่อทุกคน

อาหารเช้าที่มาเสิร์ฟแบบง่ายๆ คือ Scrambled eggs หรือไข่คน กับซุปมันบดเพื่อให้ทุกคนหายค้างจากเมื่อคืน พร้อมน้ำกีวี่สดที่นำไปปั่นแล้วแยกกากออก เมื่อทั้งสี่คนมาพร้อมหน้ากันแล้วก็เริ่มลงมือทานอาหารกัน

เวลาสิบเอ็ดโมงทุกคนออกเดินทางไป โดยวรภัทรที่รับหน้าที่ขับรถเช่นเคยที่มีภาริตนั่งข้างๆ ส่วนสองสาวนั่งข้างหลัง ขับรถมาสักพัก ถนนี้เป็นสองเลนให้รถสวยขนาดเล็กแต่เส้นทางที่ยาว วิวสองข้างทางเป็นทุ่งหญ้าแห้งๆ สีน้ำทาง ภูเขาลูกเล็กลูกใหญ่ต่างกันไปถูกปกครุมด้วยหิมะจนขาวโพลน ถนนแทบไม่มีรถวิ่งผ่านที่นานๆ ที่จะมีซักคัน

ขับต่อมาเรื่อยๆ จนมาถึง Mount cook วรภัทรวนไปจอดรถในลานจอดที่โล่งท่ามกลางภูเขา ชายหนุ่มหยิบเสบียงอาหารใส่เป้ของเขา และยื่นขวดน้ำให้ทุกคนคนละขวด

ทุกคนเริ่มเดินไปตามทาง จากสะพานเล็กๆ ก็กลายเป็นทางแคบๆ ที่ซ้ายขวาเป็นพงหญ้าที่ถูกหิมะกลบ ทางเดินคดเคี้ยวไปมาท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามแทบไม่มีผู้คน นานๆ ครั้งจะมีกลุ่ม สองกลุ่มเดินผ่านกัน ชฎาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายเก็บภาพมากมาย

ทางซ้ายมือเป็นเนินหินสูงต่ำที่มองออกไปเห็นทะเลสาบน้ำสีเขียวอ่อนมรกตขนาดเล็กกลายเป็นน้ำแข็งอยู่ใจกลางภูเขาที่ล้อมรอบ เดินต่อมาเห็นสะพานแต่ไกลที่ข้ามลำธารขนาดใหญ่ที่ตอนนี้น้ำในลำธารตื้นเขินใสสีฟ้า

เมื่อเดินมาถึงสะพานเหล็กที่ข้ามไปอีกฝั่งขนาดเล็กและยาวดูแข็งแรงติดป้ายบอกว่าสะพานนี้รับน้ำหนักได้เท่าไหร่

จากทางลาดเริ่มชันสูงขึ้น พื้นดินลาดเอียงทำให้การทรงตัวเวลาเดินยากลำบาก ขึ้นที่สูงอากาศเริ่มหนาวเย็นกว่าเดิม ชฎาลืมทั้งหมวกและถุงมือไว้ที่บ้านพัก เธอใช้หมวกของเสื้อโค้ตแจ๊คเก็ตคลุมหัว อย่างน้อยมันก็ยังช่วยกันลมหนาวที่ตีเข้าหน้า ถูกมือไปมาแล้วซุกมือไว้ในกระเป๋าเสื้อ เธอเดินตามวรภัทรและนิลเนตรที่กำลังเดินคุยกันไปมา ส่วนชายหนุ่มอย่างภาริตที่รักความโดดเดี่ยวเดินปิดท้ายพร้อมถ่ายรูปภาพต่างๆ จากกล้องที่ถืออยู่ที่มืออย่างห่างๆ

เมื่อต้องเดินขึ้นที่ราดสูง เท้าของเธอเหยียบก้อนกรวดเล็กๆ ทางเดินที่เป็นน้ำแข็งข้างหน้าทำให้เสียการทรงตัวลื่นล้ม โชคดีที่ภาริตอยู่ข้างหลังช่วยรั้งตัวเธอก่อนจะล้มลงไปกลิ้งกับพื้น

“ระวังหน่อยสิคุณ” เขาเอ่ยเตือน

“ขอบคุณค่ะ”

เธอกำลังจะเดินต่อ

“ทำไมคุณไม่เอาหมวกกับถุงมือมา” เขาถาม

“ฉันอยากรู้ว่าอากาศบนเขามันหนามขนาดไหน”

เขาเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นเป็นเชิงถามว่าจริงหรอ

“ฉันลืม” เธอลากคำสุดท้ายยาวอย่างหงอยๆ

ชายหนุ่มถอดหมวกไหมพรมสีดำของเขาแล้วสวมหมวกให้เธอพร้อมถุงมืออีกข้าง

ขณะที่เขาสวมหมวกไหมพรมแล้วจัดการพับขึ้นเพื่อให้พอดีกับหัวของเธอทำให้เธอแอบมองไปที่หน้าของเขาแล้วยิ้มอย่างปลื้มปริ่ม คิ้วคมเข้มได้รูป ดวงตากลมเฉี่ยวขึ้น จมูกเป็นสัน ปากชมพูนิดๆ ของเขาทำให้ชวนหลงใหล เขาเงยหน้ามองความพอดีของหมวก สายตาของทั้งสองผสานกัน

หญิงสาวรีบเบนสายตาออกไปทางอื่นแล้วเอ่ยถามอย่างแก้เก้อ

“อ่าวคุณให้หมวกกับฉันแล้วคุณไม่หนาวหรอ”

“เสื้อโค้ตของผมดี”

เธอแอบหมั่นไส้กับคำตอบของเขาเล็กน้อย

“แล้วทำไมคุณให้ถุงมือฉันข้างเดียวหล่ะ” เธอพลางชูมันขึ้นมา

เขาดึงถุงมือออกจากมือของเธอ สวมมือข้างซ้ายให้เธอจากนั้นมือข้างหนึ่งของเขาที่ไม่มีถุงมือก็จับกับมืออีกข้างของเธอแล้วซุกเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ตชั้นดีของเขา และเขาดึงหมวกของเสื้อที่มีขนเฟอราคาแพงขึ้นมาปิดหัวของเขา

เธอไม่รู้ว่าเสื้อโค้ตของเขาดีเกินไป หรือเพราะมือเขาอุ่นมากจึงทำให้มือเย็นๆ จนเกือบแข็งของเธออุ่นขึ้นมา

การกระทำของทั้งสองอยู่ในสายตาของคนอีกสองคนที่เดินนำอยู่ข้างหน้า พวกเขามองอย่างยิ้มๆ


“คุณภัทร คุณว่าคุณภาริตชอบดาด้าไหม”

“ผมรู้แค่ว่าคุณด้าทำให้ไอริตมันเปลี่ยนไปครับ”

“ค่ะฉันก็รู้สึกว่าคุณภาริตดูเปลี่ยนไป จากแต่ก่อนที่ใครก็เข้าหน้าไม่ติด เขากลับดูสนใจดาด้าเป็นพิเศษ ยิ้มมากขึ้น พูดคุยมากขึ้นด้วยเช่นกัน”

“ครับ ถ้ามีใครสักคนทำให้มันกลับไปคนเก่า ผมก็เชื่อว่าคงเป็นเพราะคุณด้าเหมือนกันครับ”

“แต่ก่อนคุณริตไม่ได้เป็นแบบนี้ตั้งแต่แรกหรอค่ะ”

“ครับ”

“นิลถามได้ไหมคะว่าเรื่องอะไร” เธอสงสัย

เขาเงียบไปพักหนึ่ง

“ไอริตเคยเจอเหตุการณ์บางอย่างที่ทำร้ายมันเป็นอย่างมากครับ ทำให้มันกลายเป็นคนปิดตัวเอง ออกห่างจากคนอื่นเพราะกลัวจะโดนหักหลังอีก”

เขาเปลี่ยนประเด็นเรื่องอื่นขึ้นทันที

“เรามากินอาหารกลางวันกันไหมครับ ผมว่าน่าจะเริ่มหิวกันแล้ว”

เมื่อชฎาและภาริตเดินตามมา พวกเขาทั้งหมดเปิดกล่องแซนด์วิชที่วรภัทรจัดเตรียมไว้ตั้งแต่ตอนเช้า เริ่มยืนทางกันข้างทาง ผ่านไปไม่กี่นาทีทุกคนก็จัดการอาหารตรงหน้าหมดเรียบร้อยอย่างรวดเร็ว

“ตอนนี้กินอาหารฝีมือผมไปก่อนนะครับ ตอนเย็นไอริตจะเป็นป๋าเลี้ยงทุกคนเอง”

วรภัทรพูดขึ้นมาพร้อมเอ่ยให้ภาริตเป็นเจ้ามือในเวลาอาหารค่ำ ชายหนุ่มก็ไม่ปฏิเสธหรือตอบรับแต่อย่างใด และเริ่มเดินกันอีกครั้งหลังจากพักทานข้าว

เช่นเดิมวรภัทรกับนิลเนตรเดินนำนำ ภาริตยังคงจับมือของหญิงสาวซุกได้เสื้อของเขา

ทางเดินไม้สีขาวติดเหล็กตาข่ายกันลื่นสีขาวท่ามกลางทุ่งหญ้าสีน้ำตาลที่กลายเป็นน้ำแข็งทับด้วยหิมะขาวด้านหลังเป็นภูเขาใหญ่ที่โดนหิมะปกคลุมสีขาว เป็นธรรมชาติที่สวยงามมาก

“คุณอยากถ่ายรูปไหม” เขาหันมาถามเธอ

“ได้หรอ อยากสิอยากมากด้วย” เธอยิ้มอย่างแป้นแล้น

“งั้นคุณไปยืนสิ”

เธอโพสต์ไป เปลี่ยนท่าไปเรื่อยๆ ทำท่าน่ารักๆ บ้าง ประหลาดๆ บ้าง เขาก็ถ่ายไปขำอย่างไม่รู้สึกเบื่อ

“โห! ถ่ายรูปเก่งเหมือนกันนะเนี้ย” เธอเอ่ยชมเมื่อเห็นรูปในกล้องที่เขาถ่าย

เขาหยักไหล่เป็นเชิงตอบว่าใช่

“ไม่คิดปฏิเสธหน่อยหรอคุณแบบถ่อมตัวบ้างไรบ้าง” ถามอย่างหมั่นไส้

“ก็ผมถ่ายรูปสวย” เขาตอบ

“เพราะฉันโพสต์สวยต่างหาก” เธอไม่ยอมแพ้

“แต่ละท่านึกว่าออกมาจาก VOGUE”

VOGUE คือนิตยสารแฟชั่นชื่อดังของชาวอเมริกัน ที่ประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น แฟชั่น ความงาม วัฒนธรรม การใช้ชีวิต และเวทีเดินแบบ

“สวยว่างั้น”

“โพสต์อย่างกับตกจากรันเวย์”

ทำให้คนที่กำลังมั่นหน้า แกล้งหันมาอย่างเอาเรื่อง

“โหยพูดอย่างนี้ไปยืนบ้างเลย เดี๋ยวฉันถ่ายให้” เธอบอกพร้อมแบบมือขอกล้องของเขา

“ไม่เอาผมไม่ชอบถ่ายรูป” เขาปฏิเสธ

“ก็ฉันอยากถ่ายให้อ่ะ” เธอทำเสียงเว้าวอน

สุดท้ายชายหนุ่มก็เดินไปเป็นนายแบบให้เธอถ่ายรูปเล่น ตอนแรกเขาโพสต์ท่า ทำให้เธอรุ้สึกว่าเขาโคตรเก๊ก เลยออกคำสั่งให้ทำท่าตาม ความเก้ๆ กังๆ ของเขา สร้างเสียงหัวเราะให้กับทั้งสองคน

“คุณเข้ามาใกล้ๆ หน่อยสิ” เธอบอกเขา

“จะทำอะไร”

“เซลฟี่กัน มาเร็วยิ้มนะยิ้ม หนึ่ง สอง ซั่ม” เธอกดแชะหลายภาพอย่างรัวๆ

เมื่อถ่ายรูปจนหนำใจแล้วก็เดินต่อไปแล้วดูรูปไปเรื่อยๆ มีทั้งรูปเหวอบ้างทั้งเขาทั้งเธอ มีรูปท่าประหลาดของเธอมากมายและที่สั่งให้เขาทำ และรูปเซลฟี่อีกมากมายรวมๆ แล้วก็ถ่ายไปเกือบร้อยรูป เธอกับเขาขบขันกันไปมา

“คุณส่งรูปมาให้ฉันหน่อยสิ ฉันจะเอาไปอัพลงไอจี” เธอหันมาขอรูปจากชายหนุ่ม

“เอาไลน์ของคุณมาสิ”

เขาล้วงไปหยิบโทรศัพท์พลางกดเข้าแอปพลิเคชันไลน์

“ฮันแหน่! แอบขอไลน์ฉันอยู่หรือเปล่าเนี้ย” เธอแหย่เขาเล่น

“หรือไม่เอารูปไหม”

เขาทำท่าปิดโทรศัพท์แล้วจะยัดใส่กระเป๋ากางเกง

“เอาสิ เอาๆ”

ก่อนบอกไอดีให้เขา เขาพิมพ์ตามที่เธอบอกพร้อมกดแอดเพื่อนไป เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับเพื่อนแล้วส่งสติ๊กเกอร์ทักทาย

“แต่เดี๋ยวนี้ส่งทางแอร์ดรอปก็ได้น้า ชัดกว่าด้วย” เธอแหย่เล่นต่อ

ชายหนุ่มหันมามองหน้าเธอก่อนเดินต่อไปข้างหน้า

“กิ้วๆ รอฉันด้วยสิฉันขาสั้น”

วิ่งไล่ตามเขาที่ก้าวยาวๆ พร้อมตะโกนตามหลัง

เมื่อเดินมาถึงทะเลสาบเป็นจุดชมวิวที่ทุกคนเดินมาหลายชั่วโมงเพื่อขึ้นมาดู ก้อนเมฆกลุ่มหนึ่งที่ลอยตัวต่ำรวมตัวกันปิดทับยอดเขาสีขาว ข้างล่างเป็นน้ำทะเลสาบสีเขียวอ่อนมรกตใสแข็งตัวจากการโดนหิมะกลบทับจึงขาวโพลนที่อยู่ท่ามกลางภูเขาโอบล้อม


เธอเดินออกไปถ่ายรูปวิวตามมุมที่ต่างไป หลังจากทุกคนนั่งพักกันสักพัก ก็เดินกลับไปที่รถ พวกเธอใช้ระยะเวลาเดินทั้งขาไปและขากลับรวมทั้งหมดเกือบหกชั่วโมง เมื่อลงมาถึงท้องฟ้าก็เปลี่ยนสีพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปอย่างเรียบร้อย พลังงานที่ใช้ไปมากทำให้ทุกคนเริ่มหิวกัน

วรภัทรขับรถมาที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งตกแต่งด้วยกระจกใสเพื่อความปลอดโปร่ง ในเวลากลางวันมองออกไปจะเห็นวิวข้างนอกพื้นหญ้าสีเขียวที่ล้อมไปด้วยต้นไม้ ด้านหลังเป็นภูเขาขนาดใหญ่ แต่ตอนนี้มองออกไปเห็นเป็นแต่ความมืดมิด ภายในร้านใช้ไฟสีส้มนวลให้ความตกแต่งหรูหรา อาหารที่นี่เป็นบุฟเฟ่ที่ภาริตต้องจ่ายไปเกือบสี่ร้อยเหรียญหรือประมาณเกือบหนึ่งหมื่นบาท

ซึ่งทั้งเธอและนิลเนตรอยากจะก้าวขาออกจากร้านเมื่อรู้ราคา แต่วรภัทรบอกว่า ‘ไม่เป็นไรครับแค่นี้กระเป๋าตังค์ไอริตไม่สะเทือนหรอกครับ’ พวกเธอสองคนรู้สึกเกรงใจมาก

ถ้าเป็นแต่ก่อนเธอจะรู้สึกว่าราคานี้มันเฉยๆ มาก แต่พอมาเรียนแล้วต้องใช้แรงแลกกับเงินแต่ละชั่วโมง ทำให้เธอรู้จักค่าของเงินมากขึ้น ของอะไรที่ไม่จำเป็นเธอแทบจะไม่ซื้อ นอกจากของที่เธอหมายปองมานาน เงินที่ได้มาจากการทำงาน เธอต้องแบ่งเป็นค่าเช่า ค่าซื้อของมาทำกินเอง เงินที่เหลือเธอแบ่งเป็นสามส่วน เงินที่อยากซื้อของ เงินที่จะใช้ไปเที่ยว เงินเก็บ

ทำให้พวกเธอสองสาวรู้สึกว่าอาหารมื้อนี้แพงมากสำหรับพวกเธอ แต่ในเมื่อมีคนจ่ายให้ก็ต้องกินให้คุ้ม!

เมื่อเลือกโต๊ะนั่งได้ทั้งสี่คนเดินแยกไปตักอาหารแต่ละจานแล้วกลับมานั่งทานกัน โดยเป็นโต๊ะสีขาวที่มีผ้าสีแดงพับไว้วางข้างบน ด้านหน้าเก้าอี้สี่ตัว ทานไปคุยกันไปสักพักทุกคนเริ่มอิ่มกันแล้ว ชฎาขอให้พนักงานช่วยถ่ายรูปพวกเขาทั้งสี่คน

“คุณดูชอบถ่ายรูปนะ”

“ใช่สิ เพราะรูปถ่ายจะเป็นความทรงจำที่กลับมาดูทีไรก็จะคิดถึงสิ่งที่เราได้ทำ คุณกับคุณริตเล่นไอจีไหมคะ”

เธอยื่นโทรศัพท์ไปให้พวกเขาพิมพ์

“ไอริตมันมีครับตอนนี้มันไม่เล่นแล้ว แต่ผมพิมพ์ของมันแล้วกดฟอลไปให้แล้วนะครับ รบกวนคุณด้าช่วยส่งรูปนี้มาให้ผมด้วยได้ไหมครับ ผมจะเอาไปลงเหมือนกัน”

วรภัทรนำไปพิมพ์ให้เสร็จแล้วส่งโทรศัพท์คืนเธอ ก่อนขอรูปจากเธอด้วยเช่นกัน

“ยินดีค่ะ”

เธอส่งรูปให้เขาเสร็จพร้อมอัพรูปของเธอลงไอจีแท็กทุกคนพร้อมแคปชั่นว่า ‘ขอให้เจ้าภาพจงเจริญ #กินฟรีมีเกียรติ’

นิลเนตรและวรภัทรเปิดอินสตราแกมที่โดนแท็กแล้วหัวเราะกัน ชายหนุ่มใช้ข้อศอกสะกิดให้ภาริตดูด้วย

ภาริตหยิบโทรศัพท์ตัวเองออกมาก่อนกดรับการฟอลโลว และฟอลกลับ หญิงสาวยิ้มให้แล้วกดรับ รุปภาพมากมายเด้งขึ้นมาดูๆ แล้วน่าจะเป็นไอจีส่วนตัวที่มีคนฟอลโลวไม่กี่คน แต่ละรูปจะเล่าเรื่องราวต่างๆ ในอารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป เหมือนมีไอจีนี้เป็นไดอารี่ส่วนตัวของเธอ

บางรูปก็เป็นรูปที่เธอทำปากเบ้นอนอยู่บนที่นอนแล้วแคปชั่นว่า ‘หากเราจิตใจสะอาด การอาบน้ำก็ไม่จำเป็น #แหะ วันนี้ขอไม่ไปเรียนซักวันได้ไหมอยากซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม หน๊าววววว’

บางรูปเป็นรูปลองลิปสติกอยู่ที่ห้างแล้วถ่ายรูปทำปากจู๋ ‘ปากไม่แดงไม่มีแรงเดิน’ หรือไม่ก็เป็นรูปมีคนถือของกินแล้วเธอนั่งยองๆ ยกมือขึ้นเหนือหัวพร้อมแคปชั่น ‘ขอขอบคุณผู้สนันสนุนใจดี ไม่ให้ด้วยเลขก็ต้องให้ด้วยการเปย์’ เรียกได้ว่าหารูปดีๆ มีน้อยมากส่วนมากจะเป็นรูปบ้าๆ บอๆ แต่ไม่รู้ทำไมเขากลับรู้สึกอ่านแล้วเพลินเลื่อนไปก็อมยิ้มไป

“อันนี้เหมือนไอจีไพรเวทเลยนะครับ” วรภัทรบอกตามความรู้สึก

“ใช่ค่ะมันเป็นไอจีไพรเวท อีกอันฉันไม่ได้เล่นแล้วล่ะคะ”

“ทำไมหล่ะดาด้า”

รุ่นพี่สาวเพิ่งจะรู้ว่าเธอมีอีกไอจีถามด้วยความสงสัย เธอนั่งเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะตอบ

“กลัวคนที่บ้านรู้แล้วมาตามทวงหนี้มั้งคะ”

คำตอบทีเล่นทีจริงของเธอทำให้นิลเนตรและวรภัทรขำ แต่ภาริตกลับรู้สึกได้ถึงความเศร้าในความหมายของเธอ

เวลาประมาณสี่ทุ่มกลับมาถึงที่พักทั้งนิลเนตรและวรภัทรขอตัวไปอาบน้ำเข้านอนก่อนเพราะเหนื่อยและเพลียมากจากการเดินทางวันนี้

ชฎากำลังรอภาริตที่ย้ายรูปในกล้องมาเข้าโทรศัพท์ของเขาเพื่อที่จะส่งมันให้กับหญิงสาว

พวกเขาเปิดโทรทัศน์ฟังข่าวไปเพลินๆ มีผู้ประกาศข่าวชาวนิวซีแลนด์ออกมาพูกถึงเรื่องแสงเหนือ-แสงใต้ ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ปรากฏเป็นแนวแสงสว่างสีต่างๆ บนท้องฟ้ายามค่ำคืน รูปร่างคล้ายกับม่าน และมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างอย่างรวดเร็ว แสงเหนือ-แสงใต้ มักเกิดขึ้นในบริเวณที่ละติจูดสูง เช่น บริเวณใกล้ขั้วโลกเหนือ ที่เรียกว่า แสงเหนือ (aurora borealis) และบริเวณใกล้ขั้วโลกใต้ ที่เรียกว่า แสงใต้ (aurora australis) ซึ่งเกิดขึ้นที่เกาะทางตอนใต้ของวันนี้

“คุณอยากไปดูแสงใต้หรือเปล่า” ชายหนุ่มหันมาถามเธอ

“ก็น่าดูเหมือนกันนะ”

“ไปดูกันไหม” เขาชวนต่อ

“ดูที่นี่ไม่ได้หรอคะ”

“ต้องไปดูที่ที่ไม่ค่อยมีแสงไฟจะทำให้สีบนท้องฟ้าชัดและสวยขึ้น”

“งั้นไปกันเลย”

เรื่องเที่ยวเธอพร้อมลุยอยู่แล้ว

ภาริตหยิบกุญแจรถที่วางอยู่เค้าท์เตอร์ครัวเดินออกไปขึ้นรถพร้อมเธอที่ใส่เสื้อโค้ตรอ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

0 ความคิดเห็น