Betrayer [ Doten ]

ตอนที่ 2 : ฝันร้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 65
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    17 ก.ค. 61




                ร่างเล็กที่ไม่ได้บอบช้ำอะไรทางร่างกายแต่กลับดูโทรมลงอย่างเห็นได้ชัดเพราะบอบช้ำทางจิตใจ เตนล์พาตัวเองออกมาจากบ้าน พยายามไม่คิดถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่จะเกิดขึ้นและไปทำงานเหมือนทุกๆวันที่ผ่านมาโดยทิ้งเหรินจวิ้นให้อยู่บ้านคนเดียวตามเคย

                เตนล์ร้องไห้อย่างหนักหลังจากรู้ว่าใบล้างบาปหายไป ความรู้สึกแรกที่เข้ามาคือกลัวตาย

..แต่ความรู้สึกที่สองที่แทรกเข้ามากลับเป็นความรู้สึกเสียใจที่ตัวเองจะไม่ได้อยู่กับน้อง ใครจะดูแลน้อง ใครจะหาเงินให้น้องซื้อใบล้างบาป เพราะถ้าเตนล์ต้องเข้ารับโทษ ท้ายที่สุดเหรินจวิ้นก็จะโดนตามกันไปเพราะเขาเองก็ไม่มีเงินซื้อใบล้างบาปได้

 

                มันผิดที่ตัวฉันเอง เตนล์ได้แต่คิดวนเวียนอยู่แบบนั้น

 

                บางทีเจโน่อาจช่วยฉันได้ คนตัวเล็กพูดขึ้นมาเบาๆด้วยแววตาที่เป็นประกาย เพราะตัวเองกำลังเหม่อลอยไปถึงว่าจะหาทางทำงานยังไงให้หาเงินได้ทัน มันฟังดูยากแต่เขาก็คิดว่าเจโน่ เจ้าของร้านอาหารที่เขาทำงานอยู่จะสามารถช่วยเขาได้บ้างไม่มากก็น้อย ว่าแล้วก็ตัดสินใจรีบสาวเท้าไปยังที่ทำงานตัวเองอย่างเร็วไวเพื่อไปขอความช่วยเหลือ

 

 

 

                ผมคงช่วยพี่ไม่ได้หรอกนะพี่เตนล์หนุ่มเจ้าของร้าน เจโน่ พูดในขณะที่กำลังคุมงานลูกน้องคนอื่นๆ วันนี้ร้านอาหารไม่ค่อยวุ่นวายมากนักเป็นเพราะอยู่ในช่วงเทศกาลตรวจใบล้างบาป ผู้คนส่วนใหญ่ก็จะอยู่แต่ในบ้านเพื่อรอคนจากศาสนจักรเข้าตรวจ และอีกส่วนหนึ่งก็โดนจับไปแล้ว

                ไม่มีทางช่วยพี่จริงๆหรอเจโน่คนตัวเล็กพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เจโน่หันมามองหน้าที่ดูเหมือนพยายามกลั้นน้ำตานั้นเอาไว้แล้วคิดอะไรออก หนุ่มเจ้าของร้านมองซ้ายขวาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็นก่อนจะคว้าข้อมือเล็กไปเดินตามเข้าห้องทำงานส่วนตัวไปอย่างเร็วไวโดยที่เตนล์ยังคงสับสนว่าเจโน่จะทำอะไร

 

                ห้องทำงานส่วนตัวเล็กๆในร้านอาหารของเจโน่เตนล์เคยเข้ามาแค่ครั้งเดียวที่ตอนสมัครงาน พวกลูกจ้างในร้านก็ต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวว่าห้องทำงานเจโน่น่ะ ควรจะได้เข้าแค่ตอนสมัครงานเท่านั้น ถ้าระหว่างที่ทำงานแล้วมีเหตุต้องโดนเรียกเข้าไปนั่นไม่ใช่เรื่องดีแน่ ทำให้เตนล์ค่อนข้างหวั่นใจ

                นั่งสิเจโน่พูดดังนั้นเตนล์จึงค่อยๆหย่อนก้นลงนั่งที่เก้าอี้นวมสีแดงสวยตรงกันข้ามหนุ่มเจ้าของร้าน ไวน์องุ่นสีม่วงแดงถูกรินใส่แก้วใบสวย เจโน่ลงมานั่งตรงกันข้ามเตนล์พร้อมจิบไวน์ในแก้วก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะเบื้องหน้า สองมือประสานกันพร้อมด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด

                คืองี้นะพี่ ร้านผมน่ะจำเป็นต้องไล่คนที่ผิดต่อศาสนจักรออกเป็นธรรมเนียมปกติ

 

                ซึ่งแปลว่าผมจำเป็นต้องไล่พี่ออก ศาสนจักรไม่ยอมให้ที่ไหนมีอริต่อพระเจ้าทำงานไม่งั้นมันจะเป็นผลกระทบต่อผมและร้านของผม พี่เข้าใจนะ

 

...นอกจากจะไม่ได้รับความช่วยเหลือ มันยังเหมือนโดนตัดหนทางที่จะสู้ไปเลย

 

                แต่ผมมีข้อเสนอดีๆให้พี่ ซึ่งมันช่วยพี่ได้แน่ เตนล์มองใบหน้าของเจโน่ที่พูดจบแล้วก็ยิ้ม ยิ้มที่ดูธรรมดาสำหรับใครหลายคนแต่กลับเป็นยิ้มที่ดูมีแผนการแย่อยู่หลังใบหน้านั่น ใบล้างบาปราคาแพงแบบนั้น ด้วยข้อเสนอง่ายๆนี้พี่จะได้เงินไปซื้อใบล้างบาปได้ทันก่อนวันที่พวกนั้นจะมาตรวจบ้านพี่แน่นอน

                “อะไร?

เจโน่ไม่ตอบแต่เขายกยิ้มมุมปากขึ้นมาก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบอะไรบางอย่างที่ชั้นหนังสือ เขาหยิบรูปถ่ายใบเล็กๆที่เหน็บไว้ในหนังสือบนชั้นออกมาและยื่นให้เตนล์ดู

 

มันคือรูปของเหรินจวิ้น

 

                “เด็กอายุ 15 ที่น่ารักขนาดนี้หาได้ยากนะ เจโน่พูด เตนล์มองรูปน้องตัวเองในมือสลับกับใบหน้าหล่อที่ดูมีเล่ห์เหลี่ยมของเจโน่ไปมาอย่างไม่เข้าใจ แต่เมื่อพอจะเดาได้..ก็อยากจะลุกออกจากที่นี่ไปในทันที

                ขายน้องพี่ให้ผมแค่คืนเดียว พี่จะไม่โดนไล่ออกแถมได้เงินไปซื้อใบล้างบาปอย่างที่ต้องการ"

 

 

 

 

                ไม่เอานะ!”  คนตัวเล็กที่ดูท่าทางตกใจกับสิ่งที่เตนล์เล่าลุกพรวดขึ้นมาเขย่าแขนเตนล์ เหรินจวิ้นพูดไปร้องไห้ไปด้วยความกังวลว่าคนพี่จะเอาตัวเหรินจวิ้นไปขายเพื่อแลกเงินรึเปล่า

                “ไม่น่า พี่รู้พี่ไม่ทำหรอก สองมือลูบแก้มคนน้องไปมาเพื่อหวังให้น้องสงบอารมณ์ลงได้ พี่จะทำแบบนั้นได้ยังไง มันเห็นแก่ตัวเกินไป

                “แต่ว่า..เหรินจวิ้นเงียบไป ดูเหมือนเขากำลังตกอยู่ในห้วงความคิดอะไรบางอย่างในเวลาไม่กี่วิ แล้วพี่ล่ะ พี่จะทำยังไง..

 

ใช่ เตนล์โดนไล่ออกจากงานทันทีที่ปฏิเสธข้อเสนอ ไม่เหลืออะไรเลยแม้แต่เงินจะซื้อของกินประทังชีพ แล้วจะนับอะไรกับเงินที่จะเอาไปซื้อใบล้างบาปให้ตัวเองกับน้อง

                ฟังนะเหรินจวิ้นเตนล์ลูบผมนุ่มของคนตัวเล็ก ระหว่างที่พี่โดนจับไปศาสนจักรจะวุ่นวายมากเพราะต้องลงโทษคนเยอะแยะ เรารีบหนีไปนะเข้าใจไหม

                “หนี?

                ใช่ หนีไป หนีออกจากเมืองนี้ไปก่อนจะอายุ 16 เข้าใจไหมพูดจบก็คว้าตัวน้องมากอดไว้ ทั้งชีวิตที่โตมาเตนล์ก็มีแต่น้องที่เขารักมากที่สุด พี่ไม่อยากให้เราโดนทำร้ายแล้วก็ตายแบบนั้น..”

เหรินจวิ้นนิ่งงันในอ้อมกอดของคนเป็นพี่ สายตาที่ดูว่างเปล่ามองทอดไปยังที่ไหนซักที่ในบ้านอย่างไร้อามรมณ์ใดๆ เตนล์คิดว่าน้องอาจช็อคกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ยังไงเหรินจวิ้นก็ต้องเข้มแข็งต่อเหตุการณ์นี้ให้ได้ เตนล์ผละออกจากกอดน้องก่อนจะส่งยิ้มให้ เป็นยิ้มที่ใครดูก็รู้ว่าฝืน ยกมุมปากขึ้นก็มีแต่ความเจ็บปวดทิ่มแทงหัวใจ

                หิวแล้วสิ งั้นพี่ไปหาอะไรให้กินละกันนะ เตนล์พูดจบก็หันหลังเข้าไปในครัว เหรินจวิ้นมองตามแผ่นหลังเล็กของคนพี่ที่เดินหายเข้าไปในครัวด้วยสายตาอันว่างเปล่าคู่เดิม ปากสวยเม้มเข้าหากันอย่างแน่น

 

หนีงั้นหรอ..หนีเพื่อไม่ให้โดนลงโทษแล้วก็ตายอย่างอนาถแบบนั้นงั้นหรอ

สำหรับเตนล์ เขายอมเป็นคนที่ไม่รักพระเจ้าเพื่อเสียสละที่จะรักครอบครัวของตัวเอง

แต่สำหรับเหรินจวิ้น

 

                ทำไมจะต้องหนีด้วย..ในเมื่อผมมีเงินมากพอที่จะซื้อใบล้างบาปของตัวเองแล้วพี่เตนล์

 

 

เขาเชื่อว่าการรักพระเจ้าก็เหมือนการรักตัวเอง..ไม่รักอะไรเลยนอกจากตัวเองและพระเจ้า เพราะพระเจ้าอยู่ในตัวเราทุกคน

 

เพราะแบบนั้น ทำไมผมถึงจำเป็นจะต้องรักคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเองกันล่ะ

 

 


 

                ไม่นะขอร้องล่ะ ฉันยังมีลูกที่เล็กแถมพ่อฉันก็แก่มากแล้วเสียงกรีดร้องโวยวายดังขึ้นทั่วบริเวณบ้านหม่ 1 เพราะเนื่องจากมี 7 หมู่ศาสนจักรเลยแบ่งตรวจเป็นวันละหมู่เพื่อจะได้ไม่ทำงานสับสนแล้วผิดพลาด

                คนสกปรกแบบแกจะไปดูแลใครได้กันร่างโตของทิมมี่หันไปตะคอกใส่หน้าหญิงวัยกลางคนที่เอาใบล้างบาปไปขายเพื่อเอาเงินมาซื้ออาหารประทังชีวิตลูกและพ่อตัวเอง ทิมมี่หิ้วปีกเธอออกจากบ้านโดยมีฉากหลังเป็นลูกชายตัววัยไม่เกิน10ขวบยืนร้องไห้โฮอยู่ในบ้าน เนื้อตัวหญิงคนนั้นก็ถูกลากไปกับพื้นดินและพื้นกรวดจนสกปรกมอมแมมแถมยังมีรอยแผลถลอก แต่ทิมมี่ก็ไม่ได้สนใจมันเลยแม้แต่น้อย

 

แขนแกร่งเหวี่ยงตัวหญิงวัยกลางคนเข้าไปในกรงขังที่ลากติดกับรถม้า เธอถูกเหวี่ยงไปกระแทกกับคนอื่นๆในกรงขังอีก5-6คนที่โดนขังอยู่ก่อนหน้า โดยองมองหญิงสาวที่ดูส่งสายตาอ้อนวอนมาให้ตัวเอง

                ขอร้องเถอะนะพ่อหนุ่ม..ฉันขอร้อง

                นั่นลูกคุณหรอโดยองไม่ได้สนใจคำอ้อนวอนนั้น

                ใช่ค่ะลูกฉัน แกยังเด็ก ถ้าไม่มีฉันใครจะดูแลแกล่ะคะว่าแล้วก็ยังคงร้องขอความเมตตาจากชายหนุ่มหน้าหล่อในชุดคลุมสีดำที่ยืนข้างๆกรงขัง โดยองมองใบหน้าของหญิงวัยกลางคนที่ร้องไห้จนตาแดงก่ำก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองเด็กตัวเล็กที่ร้องไห้หนักอยู่ในบ้าน

                ผมช่วยคุณไม่ได้หรอกนะ เก็บน้ำลายที่อ้อนวอนผมไว้ไปกรีดร้องตอนโดนลงโทษดีกว่า

 

 

 

6 วันผ่านไปไวเหมือนโกหก คนแล้วคนเล่าตั้งแต่หมู่ 1 จนถึง หมู่ 6 ที่โดนจับไปและวันนี้มันก็ถึงเวลาของหมู่ 7 แต่น่าแปลกคือมีแค่ 2 – 3คนเท่านั้นที่โดนจับไป อาจเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ทำงานเลยมีเงิน ถึงจะยากจนแต่ก็มีเงินที่เก็บไว้สำหรับใบล้างบาปต่างหาก

 

                ร่างเล็กที่ดูผอมโซลงทุกวันๆของเตนล์นั่งนิ่งอยู่ในกรงขังไม้สี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ลากมากับรถม้า เขาเป็นคนเดียวที่ไม่แสดงอาการต่อต้าน โวยวายหรือแม้แต่ร้องไห้ฟูมฟายใดๆ ดวงตาดำขลับได้แต่มองทอดไปสุดสายตาอย่างไร้ความรู้สึกใดๆ ในขณะเดียวกันกรงขังไม้ก็เปิดออกอีกครั้งพร้อมร่างหญิงรุ่นราวคราวเดียวกันกับตนถูกโยนเข้ามาในกรง

                แผ่นหลังบางของหญิงสาววัยรุ่นกระแทกเข้ากับกรงไม้อย่างแรงทำให้กรงสั่น เจ้าของการกระทำนั่นก็คือทิมมี่ ชายร่างยักษ์คนเดิม เขาไม่สนหรอกนะว่าคนที่เขาจับจะเป็นเด็ก ผู้หญิง คนแก่หรือคนป่วย

 

                ป่าเถื่อนสิ้นดีเตนล์ไม่ได้พูดออกมา เขาคิดในใจพลางมองไปที่หลังกล้ามเป็นมัดของทิมมี่ที่เดินห่างออกไป ชายร่างสูงโปร่งอีกคนก็เดินมาปิดประตูกรงพร้อมล็อคกุญแจ ดูเหมือนว่ากรงแต่ละอันจะมีพื้นที่พอแค่ขังคนได้ไม่เกิน 3 คน

                ไม่เสียใจเลยงั้นหรอหญิงคนที่ถูกโยนเข้ามาเอ่ยถามเตนล์ นายทำแค่นั่งนิ่งๆแบบนี้เนี่ยนะ?

                “ฟูมฟายไปก็เปล่าประโยชน์..” นัยน์ตาสีดำสนิทมองไปที่หญิงสาวที่ตั้งคำถามกับเขา แน่นอนว่านัยน์ตานั้นส่งต่อความเจ็บปวดให้อีกคนรับรู้ได้อย่างดี

                ถ้าทุกคนคิดได้แบบคุณก็ดีสิ

                ?เตนล์หันไปมองต้นเสียงที่ยืนพิงกรงไม้อยู่ ชายร่างโปร่งคนที่ล็อคกุญแจยืนพิงกรงอย่างสบายใจราวกับว่ายืนพิงต้นไม้ใหญ่ในสวนดอกไม้ที่ร่มรื่น

                คุณหมายถึงอะไรน่ะ?เตนล์ถามกลับ ชายคนนั้นในชุดคลุมสีดำหันกลับมามองใบหน้าสวยของเตนล์ด้วยสีหน้าตึงๆ

                พวกคนที่เอาแต่โวยวาย คุณรู้ไหมว่าน่ารำคาญเขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆแต่ฟังก็รู้ว่าแฝงด้วยความหงุดหงิดถ้าทุกคนเป็นแบบคุณ การทำงานผมจะง่ายขึ้นมาก

ทุเรศชะมัด กล้าพูดออกมาได้ยังไงกัน

 

                “โดยอง!! หมู่นี้คนน้อยเป็นบ้าเลยว่ะ กลับเถอะเสียงตะโกนของชายร่างโตตะโกนมาหลังจากตรวจบ้านหลังสุดท้ายของหมู่7เสร็จซึ่งไม่มีคนโดนจับเพิ่มแล้ว

                “อืมเขาขานรับเบาๆ ชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำหันมามองหน้าเตนล์ครู่หนึ่งก่อนจะเดินจากไปเพื่อทำภารกิจให้เสร็จเรียบร้อยและออกรถม้า

 

                โดยองงั้นหรอ..เตนล์มองตามแผ่นหลังร่างสูงโปร่ง ชื่อก็ดี ทำไมเป็นคนแบบนี้กันนะ..

 

 

 

 

                ป้าเฮลี่ย์ ผมอ่านเล่มนี้จบไปสองรอบแล้วอ่ะครับ เด็กชายวัย 13 พูดขึ้นในขณะที่ปิดหนังสือเล่มสีแดงเลือดหมูแล้วยื่นไปให้หญิงชราในชุดแม่บ้าน มันเป็นนวนิยายเล่มโปรดของป้าเฮลี่ย์ที่จีซองชอบอ่าน แต่ก็ชอบแค่ครั้งเดียวเท่านั้นแหละ ใครเขาอ่านหลายๆรอบกัน

                จบแล้วหรอคุณหนู ว้า..เดือนนี้ไม่มีหนังสืออะไรใหม่ๆมาเพิ่มเลยสิหญิงชรารับหนังสือเล่มนั้นมาพร้อมถอนหายใจ จีซองนั่งทำหน้างออยู่ในห้องสมุดเล็กๆของศาสนจักร ถึงจะเป็นห้องสมุดที่เล็กและเก่ามากแล้วแต่หนังสือมันก็เยอะอยู่ดี คุณอาจสงสัยว่าแล้วทำไมจีซองอ่านแต่เล่มเดิมๆ ก็เพราะหนังสือในนี้ส่วนใหญ่เป็นหนังสือศาสนาทั้งนั้น เด็กวัย13 อย่างจีซองจะมาสนใจเรื่องพรรค์นั้นทำไม

                เมื่อไหร่อาโดยองจะกลับ ผมเบื่อจะแย่เด็กชายฟุบลงกับโต๊ะ เพราะวันนี้โดยองไปทำงานเลยต้องฝากจีซองไว้กับป้าเฮลี่ย์แบบนี้ นี่ก็จะเย็นแล้วทำไมยังไม่กลับมาอีกก็ไม่รู้

                งั้นเดี๋ยวป้าไปเอาขนมในครัวมาให้ดีกว่าเนอะ คุณหนูนั่งรออยู่ในนี้ประเดี๋ยวนะคะ ป้าเฮลี่ย์พูด จีซองพยักหน้า เมื่อเห็นดังนั้นป้าเฮลี่ย์จึงลุกและออกจากห้องสมุดไปเหลือเพียงจีซองที่นั่งอยู่ในความเงียบคนเดียวในห้องสมุด

                หนังสือพวกนี้มันสนุกยังไงนะไม่พูดเปล่าแต่ลุกขึ้นไปสำรวจดูหนังสือเก่าคร่ำครึบนชั้นไม้ด้วย เป็นหนังสือที่หน้าปกทำจากหนังซะเป็นส่วนใหญ่ มีน้อยเล่มที่หน้าปกจะเป็นกระดาษ จีซองสุ่มหยิบมันออกมาเล่มนึง มือเล็กปัดฝุ่นที่เกาะหนาจนหน้าปกเป็นสีเทาดำออก

 

                c r u e l f a t e o f b a s t a r d ‘

                ชะตากรรมโหดร้ายของคนสารเลว ?

 

                ทำไมถึงมีหนังสือแบบนี้ในห้องสมุดกันนะ

 

ถึงจีซองจะรู้ดีว่าศาสนจักรโหดร้ายกับคนเพียงใด แต่จีซองก็ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าทำไมถึงต้องมีหนังสือเนื้อหาห่วยๆแบบนี้มาให้อ่านด้วย

 

                ไม่เห็นจะมีอะไรน่าอ่านเลย ผู้ใหญ่พวกนี้เขาอ่านอะไรของเขากันปากบ่นมุบมิบ มือก็เปิดหน้ากระดาษเหลืองเปื่อยอย่างระวังเพราะกลัวมันจะขาด เนื้อหาก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากเขียนวนไปวนมาถึงเรื่องพระเจ้า เรื่องคนที่ไม่รักพระเจ้าและเรื่องฆ่าคน

..ห่วยแตก ใช่ เป็นหนังสือที่โคตรจะห่วยแตก ไม่มีเจ้าหญิง ไม่มีเจ้าชาย ไม่มีปราสาท ไม่มีความสุขและไม่มีอะไรเลยนอกจากเรื่องฆ่าแกงกัน สุดท้ายจีซองก็ตัดสินใจปิดหนังสือและเก็บมันกลับเข้าที่เดิมโดยไม่คิดจะหยิบเล่มอื่นมาอ่านอีกเพราะรู้ว่าเนื้อหาก็คงไม่ต่างกัน

                ไม่ชอบหรอเสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลังทำเอาคนตัวเล็กสะดุ้งตัวโยน เมื่อหันไปก็พบร่างสูงของจอห์นนี่ที่เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่จีซองก็ไม่รู้

จีซองไม่ได้ตอบอะไรเพราะหัวใจดวงน้อยยังเต้นตุบตุบระรัวด้วยความตกใจคนตรงหน้าอยู่ จอห์นนี่ยกยิ้มมุมปากเบาๆก่อนจะย่อตัวลงนั่งยองเพื่อให้คุยกับคนตัวเล็กได้ถนัด

...ยิ้มนั่นไม่ใช่ยิ้มที่จะปลอบประโลมความตกใจ แต่เป็นยิ้มที่ส่งมาเพิ่มความหวาดกลัวให้จีซองต่างหาก

 

                อ..อาจอห์นนี่เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับผมไม่เห็นรู้เลย แฮ่ๆ จีซองเกาต้นคอพร้อมหัวเราะเจื่อน

                เข้าไปมาตั้งแต่ที่เราไปหยิบหนังสือมาดูแล้วจอห์นนี่มองไปยังหนังสือเล่มที่จีซองเก็บเข้าชั้นไปเมื่อครู่นี้ เมื่อวานแอบเข้าครัวอาไปจิ๊กขนมให้อาโดยองหรอ

                “อารู้ได้ไงครับ!!” จีซองตาโต เขาคิดแต่ว่าตัวเองทำทุกอย่างแนบเนียนแล้วแต่จอห์นนี่ก็รู้จนได้

                อาตามดูเราทุกฝีก้าวนั่นล่ะ หึ เขาหัวเราะในลำคอเบาๆก่อนจะลุกขึ้นเต็มความสูง อาขอตัวละกัน แค่มาดูเฉยๆว่าเด็กแสบทำอะไรอยู่ว่าแล้วก็หันหลังเดินออกจากห้องสมุดไป ประตูไม้ถูกเปิดออกและปิดลงอย่างรวดเร็วพร้อมกับจอห์นนี่ที่ออกไปจากห้องแล้ว จีซองถอนหายใจเฮือกใหญ่เพราะยังตกใจไม่หาย ทันใดนั้นเองประตูก็เปิดขึ้นอีกครั้งพร้อมร่างเล็กของจีซองที่สะดุ้งอีกครั้งเช่นกัน

                ตกใจอะไรขนาดนั้น นี่อาเองเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น โดยองกลับมาแล้ว

                เฮ้อ..ตกใจหมดจีซองถอนหายใจอีกครั้ง งานเสร็จเรียบร้อยแล้วหรอครับ

                อืม ก็ส่วนนึง โดยองปิดประตู สองเท้าก้าวเข้ามานั่งที่โต๊ะสำหรับอ่านหนังสือ แสงเทียนสีส้มสลัวจากกลางโต๊ะเริ่มหรี่ลงเพราะเทียนใกล้หมด โดยองเห็นแบบนั้นเลยคิดชวนจีซองกลับห้องทำงานตัวเอง

                เทียนใกล้ดับแล้วเราไปที่อื่นกันดีกว่านะ เดี๋ยวอาไปบอกป้าเฮลี่ย์ให้เอาเทียนมาเปลี่ยน โดยองส่งยิ้มให้เด็กวัย 13 ตรงหน้า จีซองคลี่ยิ้มเบาๆเพราะเริ่มคลายจากอารมณ์ตกใจเมื่อครู่ได้แล้ว

                งั้นผมไปนั่งเล่นที่ห้องอานะพูดแล้วก็ส่งสายตาเป็นประกายราวกับว่าพยายามอ้อนคนเป็นอา โดยองพยักหน้าเป็นคำตอบว่าอนุญาตให้เด็กชาย เมื่อจีซองรับรู้ก็รีบวิ่งแจ้นออกจากห้องสมุดสวนกับป้าเฮลี่ย์ที่กลับเข้ามาพร้อมถาดขนมพอดี

                คุณหนูจะไปไหนคะ..อ้าว คุณโดยองกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ป้าเฮลี่ย์เซเล็กน้อยเพราะหลบให้จีซองที่วิ่งออกไปก่อนจะเงยหน้ามาปะทะกับสายตาของโดยองที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ

                พึ่งกลับครับ โดยองลุกขึ้นเดินไปหาป้าเฮลี่ย์ก่อนจะหยิบถาดขนมในมือป้ามาถือเอง เดี๋ยวผมเอาไปให้จีซองเอง ขอบคุณป้าวันนี้มากนะครับ

                “โถ่เรื่องแค่นี้เองคุณโดยองป้าหัวเราะ

                ป้าครับ ผมมีเรื่องอยากขอร้องเรื่องนึง ด้วยน้ำเสียงจริงจังนั้นทำให้ป้าเฮลี่ย์หุบยิ้มแทบจะในทันทีก่อนมองหน้าชายตัวสูงตรงหน้าอย่างสงสัย โดยองที่มีสีหน้าเคร่งเครียดดูลังเลอยู่นานว่าจะพูดดีรึเปล่า

สุดท้ายแล้ว การพูดออกไปคงดีต่อตัวจีซองที่สุด

                พยายามอย่าให้จีซองอยู่กับจอห์นนี่ลำพังนะครับ อยู่ใกล้ก็ไม่ควร

 

 

 

                จีซองผล็อยหลับไปแล้วบนเตียงของโดยอง เขาไม่ได้ปลุกหรือว่าอะไรเพราะไม่อยากขัดนิทราของเด็กน้อย โดยองยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างเช่นเคย เอาเข้าจริงๆเขาไม่มีสมาธิกับงานตรงหน้าเลยแม้แต่น้อยเพราะคิดไม่ตกเรื่องเมื่อเย็น หลังจากที่เลิกงานแล้วกำลังเดินมาหาจีซองที่ห้องสมุดเขาก็ดันเห็นจอห์นนี่เข้าไปในห้องนั้นตัดหน้าเสียก่อน และแน่นอนว่าโดยองได้ยินสิ่งที่จอห์นนี่พูดกับจีซองทั้งหมด

                อาตามดูเราทุกฝีก้าวนั่นล่ะ ประโยคนี่มันไม่ได้จะสื่อว่าจอห์นนี่เฝ้าห้องครัวไม่ให้จีซองไปขโมยขนม แต่มันเป็นประโยคที่สื่อว่า..คุณพ่อริคคงส่งตัวจอห์นนี่มาแอบตามประกบจีซอง นั่นแหละคือสิ่งที่เขากังวลว่าจะเกิดอะไรไม่ดีกับจีซองได้ ช่วงหลังเองงานเขาก็เยอะไม่ค่อยมีเวลาดูแลจีซอง ลำพังกับป้าเฮลี่ย์แกจะช่วยอะไรได้ อย่างมากก็ทำได้แค่เข้าไปขวางแล้วโดนเหวี่ยงออกไม่ก็โดนตบหน้าพร้อมโดนด่าว่าอีแก่ อย่ามาแส่ อะไรเทือกนั้น

..ถ้าจีซองเป็นอะไรไป เขาคงไม่มีวันยกโทษให้ตัวเองแน่ๆ แทยงก็คงไม่ยกโทษให้เขาเช่นกัน

 

                ฉันคิดว่าแกคงเฝ้าดูอยู่ เพราะงั้นช่วยฉันดูแลจีซองด้วย..

 

 

 

 

                เอ้า! เอาไป กินๆไปซะเรื่องมากก็ไม่ต้องกิน หิวตายไป ชามซุปผักน่าขยะแขยงสองชามถูกโยนเข้ามาให้กรงขังใต้ดินด้วยฝีมือผู้คุมราวกับโยนอาหารให้สัตว์กิน เตนล์มองชามเก่าๆที่มีรอยแตกแหว่ง สีดำมอมแมมบรรจุซุปผักที่รสชาติคงแย่พอๆกับหน้าตาด้วยสายตาที่ไร้ความรู้สึกใดๆเช่นเดิม

                ไม่กินรึไงเสียงหญิงสาวคนเดิมที่โดนจับมาพร้อมกันเอ่ยขึ้นพร้อมหยิบชามซุปที่พื้นไปหนึ่งชาม

                ไม่ล่ะ ไม่อยากกินเตนล์ส่ายหน้าเบาๆพร้อมมองซุปในชามนั่นด้วยหางตา

                เหอะ อย่ามัวแต่อมทุกข์อยู่นักเลย กินๆเข้าไปเถอะจะได้มีแรงไม่งั้นตอนโดนทำโทษนายสลบแน่พูดไปก็กินซุปนั้นไป สีหน้าเธอดูฝืนๆแต่ก็เข้าใจได้ว่าเพราะกลัวไม่มีแรง

                มองดูก็รู้ว่าซุปผักนี่ทำมาจากเศษผักเหลือใกล้เน่าเอามายัดลงหม้อต้มรวมกันแล้วตักหยาบๆให้พวกที่โดนจับมากิน ใครจะไปกินลง เทให้หมาหมายังไม่กินเลยมั้ง

                เธอมีอะไรที่ต้องรับผิดชอบรึเปล่าเตนล์ตัดสินใจเอ่ยถามหญิงสาวที่นั่งฝืนกินซุปนั้นอยู่มุมห้องขัง เธอเงยหน้ามองอย่างงงๆพร้อมเลิกคิ้ว หมายถึง ครอบครัวหรืออะไรแบบนั้น

                “อ้อ มีสิ ฉันมีแม่น่ะ แต่แม่ดูแลตัวเองได้อยู่แล้ว

                แล้วเธอไม่กลัวแม่เสียใจงั้นหรอถ้าเธอ...

                “ถ้าฉันตายงั้นหรอเธอพูดแทรกขึ้นมา เหอะ แม่ไม่เสียใจหรอก แม่ไม่เคยรักฉัน เตนล์ฟังคำตอบนั้นจากหญิงสาวก็ขมวดคิ้ว มีด้วยหรอพ่อแม่ที่ไม่รักลูก

..แล้วความคิดอีกแว้บนึงก็แล่นมาว่า มีสิ ไม่งั้นเขากับเหรินจวิ้นจะเป็นเด็กกำพร้าได้ยังไง

                “แปลว่าเธอก็ไม่ได้อยากมีชีวิตอยู่งั้นสิ

                ก็ไม่เชิง ฉันไม่ได้เดือดร้อนอะไร จะตายก็ตายไปเธอยักไหล่ราวกับไม่แยแสว่าตัวเองจะเป็นหรือจะตาย ฉันสนแค่ว่าฉันไม่อยากตายแบบเจ็บปวดหรือทรมานแค่นั้นเอง จะตายทั้งทีก็ไม่อยากเจ็บ

                ก็จริงเตนล์มองชามซุปนั้นบนพื้น เขาก็ไม่คิดจะกินมันอยู่ดี ไม่รู้สึกอยาก ต่อให้ตรงหน้าเป็นอาหารชั้นดีเขาก็กินไม่ลง

 

 

                กิ๊ง กิ๊ง กิ๊ง กิ๊ง  เสียงไทรแองเกิล เสียงเคาะเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งรูปสามเหลี่ยมดังมาจากสุดโถงทางเดิน ผู้คนในห้องขังฝั่งตรงข้ามต่างมีท่าทีหวาดระแวงขึ้นมาทันที เตนล์ลุกขึ้นไปเกาะที่ลูกกรงเหล็กขึ้นสนิทเพื่อพยายามชะเง้อมองต้นเสียง

                อะไรงั้นหรอ? เธอรู้รึเปล่า?           เตนล์หันไปถามหญิงสาวที่นั่งอยู่มุมห้อง

                บทลงโทษแรกสำหรับคืนนี้น่ะสิเธอวางชามซุปนั้นลงพร้อมลุกมาเกาะลูกกรงข้างๆเตนล์ เพียงเสี้ยววิที่เธอลุกมาก็ได้ยินเสียงเปิดลูกกรงขังจากสุดทางเดินและเสียงเตะต่อยที่เสียงดังจนน่ากลัว เสียงเหมือนร่างกายคนกระแทกผนังปูนและพื้นปูนซ้ำๆไปมา

                พวกมันทำอะไร.. มือน้อยๆของเตนล์ที่เกาะลูกกรงอยู่นั้นเริ่มสั่นเทาด้วยความกลัว เสียงร้องของคนที่โดนซ้อมฟังดูเจ็บแทบขาดใจ

                พวกมันจะซ้อมพวกเรา

                ผู้หญิงก็ไม่เว้นงั้นหรอ

                อืม คอยดูฉันโดนก็แล้วกัน ไม่ต่างจากนายหรือผู้ชายคนอื่นหรอกพูดจบก็นั่งหลังพิงลูกกรง สองมือกอดเข่าตัวเองเอาไว้ แย่ชะมัด หมดกันหน้าสวยๆของฉัน

เตนล์มองแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ เขานั่งลงพิงลูกกรงข้างๆหญิงสาววัยคราวเดียวกัน จะตายจะเจ็บตัวยังห่วงสวยเตนล์ไม่ได้พูดอะไรออกไปเช่นเคย หลังๆมานี้เตนล์มักจะคิดอะไรอยู่ในใจแล้วไม่พูดออกไปเสมอ

               

 

                เพียงแค่ครู่เดียว หลายห้องถูกเปิด ซ้อม และปิดลงอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย และในที่สุดลูกกรงห้องขังของเตนล์กับหญิงสาววัยรุ่นก็ถูกเปิดออก ผู้ชายตัวใหญ่ยักษ์ที่ชื่อทิมมี่คนเดิมเดินเข้ามาพร้อมกับ..โดยองที่เดินตามหลังมาอย่างเงียบๆ

                เชิญเป็นผู้หญิงที่กล้าแกร่งอะไรขนาดนั้น เธอลุกขึ้นยืนพร้อมเชื้อเชิญให้ทิมมี่ซ้อมเธอเสียให้มันจบๆไป ชายร่างโตยกยิ้มมุมปาก สายตาที่แฝงไปด้วยความโหดร้ายมองไปที่เธอ ใบหน้าของทิมมี่ดูอยากจะเล่นสนุกกับคนตรงหน้าอย่างไม่สนว่าเธอจะเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆคนนึง

                ผัวะ

            หมัดหนักๆหมัดแรกถูกปล่อยลงไปกระทบกับใบหน้าจิ้มลิ้มของเธอ รอยช้ำปรากฏขึ้นแทบจะในทันทีที่หมัดนั้นต่อยลงไป ร่างบางยังไม่ทันตั้งตัวก็โดนถีบตัวลอย แผ่นหลังกระแทกไปที่ผนังปูนเข้าอย่างจัง ร่างสาววัยรุ่นลงไปนอนที่พื้นอย่างเจ็บปวดแบบเห็นได้ชัด รองเท้าบูทหนังกระทืบลงไปที่เอวน้อยๆ สะโพกและส่วนต่างๆอย่างไม่หยุดหย่อน

...เท้าหมอนั่นใหญ่กว่าตัวเธออีก..เตนล์อดห่วงไม่ได้เลยว่าเธอจะกระดูกหักทั้งตัวแล้วตายซะก่อน

                ลุกขึ้นมา ทิมมี่หยุดการกระทำทุกอย่าง สั่งให้เธอลุกอย่างไม่สนใจว่าเธอจะเจ็บแค่ไหน เธอจะลุกไหวรึเปล่า เตนล์นั่งมองการกระทำป่าเถื่อนนั่นด้วยความช็อค เขาไม่สามารถขยับร่างกายตัวเองได้เลยเพราะความกลัวเข้าครอบงำไปทั้งร่างจนกระทั่งเสียงอีกเสียงพูดขึ้นทำให้สติทั้งหมดของเขากลับเข้าตัว

                เลิกสนใจเรื่องตรงนั้น แล้วมาสนใจเรื่องของเราดีกว่า โดยองเดินเข้ามา เตนล์ถอยหลังจนชิดผนังปูนอีกด้าน อากาศเย็นลงทันทีที่เขามองไปยังใบหน้าเฉยชาของโดยอง แน่นอนว่าเขาไม่พูดเปล่าแต่ล้วงอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อคลุมสีดำที่ตัวเองใส่อยู่

                หน้าคุ้นๆนะ ผมเคยคุยกับคุณใช่ไหมโดยองพูดไปพลางดึงข้อมือเล็กของคนตรงหน้า เพียงเสี้ยววิเขาก็จับเตนล์หันหลังแล้วกดไปที่ผนัง คนตัวเล็กไม่ได้ขัดขืนอะไรเพราะรู้ว่าทำไปก็เปล่าประโยชน์

                ถามก็ตอบ โดยองยังคงพูดคุยกับเตนล์โดยที่เตนล์ได้แต่หลับตาไม่อยากรับรู้การกระทำของคนข้างหลัง

                อ..อือ

                ดี ผมโดยองเขาแนะนำตัวเองทั้งๆที่ไม่รู้จะแนะนำไปทำไม จบประโยคนั้นความเจ็บที่มากที่สุดเท่าที่เตนล์จะเคยเจอก็แล่นปรี๊ดขึ้นมา ปลายกริชเล่มเล็กในมือเจ้าของหน้าหล่อกรีดทะลุเสื้อยืดสีครีมของเตนล์อย่างแผ่วเบา ถึงมันจะเป็นการกรีดแค่พื้นผิวแต่ก็เจ็บแทบขาดใจแล้ว โดยองลากมือตัวเองลงมาจนถึงกลางหลังของร่างเล็กก็ยกคมกริชออก 

                ไม่คิดจะแนะนำตัวเองให้ผมรู้จักหรอ

                ทำไมผมกับคุณต้องรู้จักกัน..

                ช่างเถอะ ต่อให้คุณไม่บอกผมก็มีรายชื่อคุณ ผมก็รู้ชื่อคุณอยู่ดีเตนล์โดยองมองแผ่นหลังร่างบางที่เลือดค่อยๆกระจายตัวซึมเต็มเสื้อนั้นก่อนที่จะกระชับมืออีกข้างที่ถือเชือกแส้สีดำมา ไว้จบเรื่องนี้ผมจะมาคุยกับคุณ โอเคไหม

                “ห้ะ ทำไมถึ...อ๊าก!!!” ยังไม่ทันได้ถามอะไร แส้สีดำสนิทก็ฟาดลงไปที่แผ่นหลัง ย้ำทั้งรอยแผลเดิมที่โดนคมกริชกรีดและสร้างรอยแผลที่แสนเจ็บแสบเพิ่มขึ้นมาอีก เสื้อยืดสีครีมมีแต่สีเลือดและขาดวิ่นแทบจะทันทีที่โดยองฟาดแส้นั่นลงไปสองสามที


                และมันจบลงที่ครั้งที่ห้า

 

                ขาเรียวอ่อนตัวลงทันที เตนล์ทรุดลงไปที่พื้นด้วยความเจ็บปวดที่แทบยืนไม่ไหว โดยองมองคนตรงหน้าที่กำลังเจ็บด้วยความรู้สึกโหวงเหวงแปลกๆในใจ แต่ไม่ว่าจะยังไงมันก็คือหน้าที่เขา

                ไปเถอะ ยังเหลืออีก3ห้องทิมมี่หันมาหาโดยองหลังจากจัดการผู้หญิงที่สภาพเจ็บปวดไปหมดพอกันกับเตนล์ โดยองพยักหน้ารับ หลังจากนั้นคนใจร้ายทั้งสองก็ปิดประตูลูกกรง ล็อคมันอีกครั้งและไปจัดการอีก3ห้องถัดไปที่เหลือ

 

                เป็นไง...เสียงแผ่วเบาของหญิงสาวตรงอีกมุมห้องเอ่ยถาม เตนล์ค่อนข้างตกใจเพราะสภาพของเธอเละเหมือนคนโดนนักเลงซักสิบคนรุมกระทืบ มีแต่รอยช้ำ รอยแผลเต็มไปทั้งเนื้อตัว ใบหน้าก็ช้ำไม่ต่างกันแถมเริ่มบวม จมูกโด่งสวยก็เต็มไปด้วยเลือดที่ไหลกรังเต็มไปหมด

..ยังมีหน้ามาถามคนอื่นอีกรึไงนะนั่น

                แสบสุดๆเตนล์ตอบไปแค่นั้น เขาไม่กล้าแม้แต่จะนอนหงายไปกับพื้นด้วยซ้ำเพราะแผลที่หลังมันแสบจนเกินบรรยาย  ว่าแต่..เธอชื่ออะไร

                เยริ

                “อืม ฉันเตนล์หลังจากที่แนะนำตัวกันด้วยประโยคสั้นๆ เตนล์เผลอเอนหลังลงไปที่พื้นทำให้เจ้าตัวสะดุ้งแล้วยกตัวเองขึ้นมานั่งโดยไม่ให้หลังสัมผัสกับอะไรเลย ต่างจากเยริที่พยายามนอนเอาใบหน้าแนบปูนเย็นๆเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด

                ถอดเสื้อเถอะ ก่อนที่เสื้อนายจะชุ่มเลือดไปมากกว่านั้น

จริงสินะ เขายังคงต้องใส่ไอ้เสื้อขาดวิ่นนี่ไปอีกหลายวัน ถ้าปล่อยให้ชุ่มเลือดไปมากกว่านี้คงไม่ดี ..

 

                ก็คงต้องหลับไปพร้อมกับความหนาวและความเจ็บปวดนั่นแหละนะ เตนล์คิดพลางสอดเสื้อตัวเองออกแล้วแผ่ไว้ที่พื้น ถึงจะเจ็บแสบกับแผลจนแทบทนไม่ไหวแค่ไหนก็ยังคิดว่าตัวเองโชคดีกว่าเยริที่โดนซ้อมก็แล้วกัน

 

 

 

 

                พี่..พี่ฮะเสียงกระซิบแผ่วเบาทำให้เตนล์ตื่นจากนิทราและนั่นแหละที่ความเจ็บแล่นเข้ามาอีกครั้งทันทีที่เขารู้สึกตัว เตนล์มองออกไปนอกหน้าต่างบานเล็กก็พบว่ามันยังเป็นเวลากลางคืนอยู่ ก่อนจะหันไปหาต้นเสียงที่กระซิบเรียก

                “หา?เตนล์กำลังตกอยู่ในความงุนงง ภาพตรงหน้าคือเด็กชายวัยซัก12-13ได้มายืนเกาะลูกกรง

                ชู่ว เด็กชายส่งสัญญาณให้เตนล์เงียบก่อนจะยื่นเสื้อยืดสีขาวตัวนึงมาผ่านลูกกรง อาของผมฝากมาให้ฮะ

                “อาของนาย? เตนล์เลิกคิ้วมองด้วยความงุนงงมากกว่าเดิม เด็กคนนี้คือใคร ใครคืออาของเด็กนี่

                อาโดยองฝากมาให้ครับ ผมต้องรีบไปแล้ว ซ่อนของดีๆนะ พูดจบเด็กชายก็ส่งของให้แล้วแอบวิ่งออกไปทันที เตนล์รับของมาอย่างไม่รู้ด้วยซ้ำว่า..

 

โดยองทำแบบนี้เพื่ออะไร

 

                ในเสื้อยืดมียาทาแผลสดขวดเล็กพร้อมโน้ต เตนล์ไม่รอช้าเขาเลือกที่จะไม่อ่านโน้ตแต่เลือกที่จะเปิดยาแล้วค่อยๆเอี้ยวแขนทายาที่หลังตัวเองเท่าที่จะทำได้ เมื่อเสร็จแล้วประมาณนึงเขาก็เอาขวดยาไปซ่อนหลังโต๊ะเก่าๆเล็กๆในห้องขังก่อนจะกลับมานั่งอ่านโน้ตแผ่นนึงที่แนบมาด้วย

 

 


ถ้ามีใครถามก็บอกว่าญาติเอาของมาให้ ผมช่วยได้มากที่สุดแค่นี้

 

 

 

 

_____

#betrayerdt

Tbc

 

กลับมาอัพแล้วค่ะ แงต้องมีคนรับไม่ได้แน่ๆเลย

55555T__T ติดตามกันต่อด้วยนะคะ หายไปนานเลยแง

T
B
ont-family: "Cordia New", sans-serif;">

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

17 ความคิดเห็น

  1. #16 jammiexm (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2561 / 23:50
    น้องอินจุนคงไม่ใช่คนที่เอาใบของน้องเตนล์ไปขายหรอกใช่มั้ย ;—;
    #16
    0
  2. #10 งิงิ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2561 / 01:05
    อะไรกันนนนนน จวิ้นไม่รักพี่เหรอ แง
    #10
    0
  3. #3 littlechitta (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2561 / 19:35
    อมกกกก อย่าทำน้องงงงง แงๆๆๆๆๆ น้องจวิ้นเปนคนขโมยใช่มั้ย ฮื่ออออ
    #3
    0