ร้าย - จบบริบูรณ์ -

ตอนที่ 3 : บทที่ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 421
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    12 ก.ค. 58



บทที่ 2


 ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด


เสียงของนาฬิกาปลุกดังขึ้นพร้อมเสียงหวานงัวเงียและมือที่ปืนป่ายไปตามอกกว้างของชายหนุ่มปลายเตียง


“จะรีบไปไหนคะ ที่รัก?” สาวตาปรือส่งยิ้มหวานมองมือใหญ่สวมนาฬิกาข้อมือเรือนหรูก่อนจะลุกขึ้นยืนโดยไม่สนใจร่างเย้ายวนของหญิงสาวเลยแม้แต่น้อย เขาเดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง หยิบเนคไทขึ้นผูกและเอ่ยเสียงเรียบ “เช็ควางอยู่ตรงนั้น”


ดวงตาคนฟังลุกพราว มืออยากจะคว้ากระดาษบนหัวเตียงที่เปรียบเหมือนทองคำแต่ก็ห้ามใจไว้ก่อนเมื่อหนุ่มตรงหน้าน่าปรารถนากว่าเป็นไหนๆ เธอลุกขึ้นไร้อาภรณ์ห่มกายเดินไปกอดร่างโปร่งกำยำและเอ่ยอย่างออดอ้อน “วันนี้แยมมี่แถมให้เป็นพิเศษเลย สนมั้ยคะที่รัก?”


แต่เมื่อสบกับดวงตากร้าวของเขาที่ส่อแววไม่พอใจ มือบางก็ถึงกับปล่อยร่างโปร่งโดยพลัน “เอ่อ... แยม”


“อย่าทำอะไรเกินกว่าหน้าที่อีก” กล่าวด้วยเสียงขุ่นเข้ม “และอีกครึ่งชั่วโมงจะมีคนมาเก็บห้อง เธอน่าจะรู้ดีใช่มั้ยว่าควรทำตัวยังไง”


นั่นเป็นคำประกาศิตที่ว่าเธอจะต้องออกจากห้องภายใน 30 นาทีก่อนที่ใครจะมาเห็น อดเสียดายร่างสูงตรงหน้าเสียไม่ได้ แต่จะวู่วามพลีพลามเลยก็ไม่ดี เพราะความโลภครั้งเดียวอาจทำให้เธอสูญเสียขุมทองไปตลอดกาล หญิงสาวจึงได้แต่ส่งยิ้มหวานประจบ เขย่งตัวขึ้นหอมแก้มเขาเบาๆพร้อมเสียงหัวเราะที่ประดิษฐ์ให้หวานที่สุด “มัดจำไว้ก่อนนะคะ คราวหน้าจะให้เอาคืน”


สิ้นคำก็รีบคว้ากระดาษหัวเตียงจับยัดใส่กระเป๋าและหิ้วเข้าห้องน้ำไปด้วยท่าทางอารมณ์ดี ชายหนุ่มลอบมองร่างอวบผ่านกระจกบานโต๊ะก่อนจะส่งเสียงพึมพำในลำคอ


ผู้หญิงหิวเงิน


และผู้หญิงแบบนี้ไม่มีทางที่เขาจะยอมจ่ายซ้ำสองอย่างแน่นอน ชายหนุ่มใช้หลังมือปาดแก้มตรงที่ถูกมัดจำอย่างรังเกียจ คิ้วขมวดเข้าเพราะหัวเสีย มือหนายกขึ้นเสยผมก่อนจะคว้ากระเป๋าหนังแท้ขึ้นเปิดพลางลอดเสียงแผ่วเบา


“ดารุณี”

 

 

แสงสว่างที่ทอดมาจากหน้าต่างบานโตทำให้ร่างบนเตียงนอนสีขาวสะอาดเริ่มขยับตัวเล็กน้อย ก่อนเปลือกตานวลจะค่อยๆสั่นไหวและปรือขึ้นพร้อมเสียงร้องครางในลำคอ หญิงสาวบิดขี้เกียจแต่แล้วก็ต้องตื่นเต็มตาเมื่อพบว่าเพดานที่เห็นดูแตกต่างจากทุกวัน ขณะที่กำลังจะเด้งตัวขึ้นอย่างตกใจ ดารุณีก็ถูกมือใหญ่กว่ากดหัวไหล่ทั้งสองข้างไว้เสียก่อน


“คุณดารุณีอย่าเพิ่งลุกเลยครับ ชีพจรของคุณยังต่ำอยู่” คุณหมอหน้าใสเอ่ยขึ้นเสียงสุภาพพลางขยับมือเลื่อนผ้าห่มให้แล้วจึงกดปุ่มข้างเตียงเพื่อปรับเบาะให้สูงขึ้นเล็กน้อย “ประมาณนี้ดีมั้ยครับ?”


ดารุณีพยักหน้าเล็กๆ “ขอน้ำ...” ไม่ทันขาดคำพยาบาลสาวก็ยืนมาให้อย่างรู้ใจ เธอไม่รอช้าดื่มน้ำจากหลอดจนหมดแก้ว เมื่อส่งแก้วคืนเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวจึงพูดขึ้น “ฉันเป็นอะไรไปคะหมอ?”


“หลักๆก็เครียดนั่นแหละครับ” นายแพทย์ปรับสายน้ำเกลือพลางเปิดแฟ้ม “ส่วนรองๆก็ความดันต่ำน่ะครับ” คนป่วยได้ยินถึงกับตาโต “แล้วตาหนู!?


“ใจเย็นครับ คุณดารุณี เด็กปลอดภัยดี แต่ถ้าชีพจรตกแบบนี้บ่อยๆ หมอไม่ขอรับประกันนะครับ เลี่ยงเรื่องเครียดได้ควรเลี่ยงทันที อย่าโหมงานหนักและอย่านอนดึก ทานยาบำรุงมากๆและอย่าอดอาหารเป็นอันขาดนะครับ หมอจะจ่ายยาบำรุงให้”


มือบางวางบนหน้าท้องราบของตัวเองอย่างแผ่วเบา ดารุณีมองรอบห้องพร้อมคิ้วชนกัน “ทำไมไม่มีใครอยู่ในห้องเลยล่ะคะ? ปกติแล้ว...”


“ที่จริงนี่เป็นห้องไอซียูค่ะคุณหญิงดารุณี” คำตอบของพยาบาลสาวทำให้หญิงสาวเลิกคิ้วสูง “คุณหญิงอาการโคม่าไปสองวันค่ะ ทางเราเลยจัดห้องพิเศษให้เพื่อจะได้ดูแลอย่างใกล้ชิด”


“ห๊ะ!! สองวัน?”


“ใช่ค่ะ” สาวชุดขาวยิ้ม “แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว”


“เดี๋ยวหมอจะเซ็นอนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมได้ แต่หมอขอให้นอนพักอีกซักคืนหรือสองคืนก่อนนะครับ” หมอหนุ่มเอ่ยเสริม “ตอนนี้ก็พักผ่อนก่อนเถอะครับ อีกสักครู่หมอจะให้คนยกอาหารและยาเข้ามาให้”


เสียงปิดประตูดังขึ้นเบาๆไล่หลังร่างทั้งสอง ทิ้งไว้เพียงหญิงสาวกับความคิดฟุ้งซ่าน มือบางยังคงกุมที่หน้าท้องไม่ห่าง เธอเกือบเสียเขาไปแล้ว... เกือบเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดไป... ต่อไปนี้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เธอจะปกป้องลูกน้อยของเธอให้ดีที่สุด!


หลังโทรศัพท์ถามความเรียบร้อยกับนภาภรและโทรกลับไปยังคฤหาสน์เพื่อบอกให้พุมพินมาอยู่เป็นเพื่อน ห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง หญิงสาวเอื้อมมือเลื่อนอาหารหน้าตาจืดเข้ามาใกล้ตัว เปิดทีวีจอยักษ์และเริ่มทาน ทว่าโสตประสาทของเธอไม่ได้จับจ้องอยู่ที่จอภาพแต่อย่างใด


เสียงประตูที่เปิดทำให้หญิงสาวรีบเอ่ยทัก “มาเร็วจังค่ะ ป้าพุม อุ้ย! คุณแม่!!” คนมาใหม่ยิ้มกว้างส่งให้ ลูกสะใภ้ “หนูดา แม่เอาของมาเยี่ยม อาการเป็นยังไงบ้างลูก”


ดารุณียกมือไหว้เรียกรอยเอ็นดูให้เกิดบนดวงตาของคนเป็นแม่สามีได้ชะงัด “สวัสดีค่ะคุณแม่ ดาอาการดีขึ้นแล้วค่ะ คุณแม่ไม่น่าลำบากเลย”


“สะใภ้แม่ทั้งคน ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจหรอกจ่ะลูก แล้วนี่ตาริวมันหายหัวไปไหนซะล่ะ”


“ดายังไม่ได้บอกคุณริวเลยค่ะ” เธอเรียกเขาในแบบที่ควรเรียกพลางหลบสายตาลงต่ำ “ที่จริงคุณหมอเพิ่งเซ็นอนุญาตเข้าเยี่ยมเมื่อเช้าเองค่ะ คุณแม่มาได้จังหวะพอดี” คุณหญิงเนตรทิพย์ยิ้มตาหยี จะไม่ให้เธอมาถึงก่อนใครได้ยังไงในเมื่อเธอจ้างให้การ์ดของเธอเฝ้ารอข่าวในโรงพยาบาลตั้งแต่หญิงสาวถูกพาส่งไอซียู


“แม่คงโชคดีน่ะจ่ะ อีกไม่นานตาริวก็คงมา เห็นมันโวยวายใหญ่ตอนหนูล้มที่ทำงาน”


“หรือคะ?” สาวสวยส่งเสียงสูง “ไม่มีทางหรอกค่ะ ในเมื่อ...” เขานั่นแหละที่เป็นสาเหตุทำให้เธอเฉียดเสียลูกไป


“โอ้ย หนูดาไม่รู้อะไร มันโวยวายซะโรงพยาบาลเกือบแตก ดีนะที่เพื่อนหนูมีเส้นสายเลยได้เข้าห้องไอซียูเร็วหน่อย”


ฟังแล้วดารุณีอดบ่นงึมงำไม่ได้ “คงโวยวายให้เราไปอยู่โรงพยาบาลราคาถูกแน่ๆเลย”


“ว่าไงนะหนูดา?”


“อ้อ เปล่าค่ะ” ส่งยิ้มกลบเกลื่อน เธอฉลาดพอที่จะแสร้งเป็นเด็กเรียบร้อยเพื่อผูกมิตรกับหญิงตรงหน้า “คุณแม่ทานอะไรมารึยังคะ? นี่ก็เที่ยงกว่าแล้ว”


“แม่ว่าจะไปกินโรงแรมแมนฮัตตัลข้างๆนี่พอดีเลยจ่ะ หนูดาอยากกินอะไรมั้ย? เดี๋ยวแม่ซื้อให้”


“ขอบคุณค่ะคุณแม่ ดาเพิ่งทานมื้อเที่ยงเสร็จเองค่ะ” ลูกสะใภ้คนงามในชุดคนไข้ส่งยิ้มมาให้เธอใจละลายเล่น “ฝากแค่ให้คุณแม่ทานให้อร่อยก็พอค่ะ”


“หนูดา แค่นี้แม่ก็หลงหนูจะแย่อยู่แล้วลูก” คุณหญิงก้มลงกอดเธอแน่น “เดี๋ยวก่อนกลับแม่จะแวะมาหาใหม่นะลูก พักผ่อนเยอะๆนะจ๊ะ”


“ค่ะ คุณแม่”


ดารุณีถอนหายใจหลังคุณหญิงและคนขับรถเดินจากไป ความคิดล่องลอยไปถึงคนเป็นพ่อของลูก ไม่รู้ว่าจะห่วงลูกในท้องของเธอบ้างรึเปล่า หรือบางทีเขาอาจเชื่อจริงๆว่าตาหนูไม่ใช่ลูกของเขา


“ลูกของผมจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้”


เพียงคำพูดเดียว แต่กลับเจ็บลึกลงในใจ น้ำตาของหญิงสาวเหมือนจะรื้อขึ้นมาเมื่อคิดถึงคนใจร้าย ทั้งๆที่เขาก็รู้ดีแท้ๆว่าเขาคือชายคนแรกของเธอ และเธอเองก็ไม่เคยถอดแหวนแต่งงานเลยตั้งแต่มันถูกสวมเข้านิ้วมือข้างซ้าย ส่วนแหวนที่เธอสวมให้เขานั้นหรือ เขาถอดทิ้งให้เธอเห็นตั้งแต่ตอนเข้าเรือนหอในคืนวันแต่งงานและโยนลงถังขยะเป็นที่เรียบร้อย


ก้อนสะอื้นรื้อขึ้นมาถึงคอ แต่ปากเรียวกลับเม้นแน่นเพื่อสะกดกั้นอารมณ์ เพื่อลูกของเธอที่แข็งแรง เธอจะอ่อนแอตอนนี้ไม่ได้เป็นอันขาด


เสียงบานประตูที่เปิดขึ้นอีกครั้งทำให้ดารุณีรีบปาดน้ำตาทิ้งอย่างลวกๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเอ่ย “มาแล้วหรือคะ ป้าพิน...” แต่แล้วก็กลับเป็นยิ้มเก้อและตื่นตระหนกเป็นที่สุดเมื่อเห็นคนตรงหน้า


คนเข้ามาใหม่มองร่างสูบผอมบนเตียงแล้วส่งสายตาหงุดหงิดใส่ เขาเคลื่อนร่างสูงของตนเข้าชิดเตียง สำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนเสยผมตามนิสัยแล้วเอ่ยเสียงทุ้มเข้ม


“อาการดีขึ้นรึยัง? จะออกจากห้องแพงๆนี่ซะที”


คำถามห้วนๆ ทำเอาคนที่เพ้อนึกว่าเขาเป็นห่วงถึงกับรีบเชิดหน้าขึ้นและสะบัดหนี “ฉันมีปัญญาจ่ายเองได้ค่ะ ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะคุณสามี”


“แค่คุณเข้าโรงพยาบาล ผมก็ตกเป็นข่าวจะแย่อยู่แล้ว” เสียงตวาดดังขึ้น “นี่กะจะจ่ายเองให้คนอื่นครหาผมอีกรึไง อยากให้ข่าวที่ว่าผมเกาะคุณหญิงกินมันเป็นจริงมากนักรึไง?!


“หึ!” ดารุณีส่งเสียงแข่ง “หรือมันไม่จริงล่ะค่ะ ทีฉันเสียหายแล้วต้องมาจำใจแต่งกับคุณ ฉันยังไม่เห็นโวยวายเลย คุณจะเสียงดังไปทำไมคะ?”


“ผมสิที่เสียหาย เพราะผมเป็นฝ่ายโดนลูกหลงเต็มๆ!!


“แมนๆหน่อยเถอะค่ะ คุณสามี!! มีอย่างที่ไหนมาบอกตัวเองเสียหาย ฝ่ายหญิงแบบฉันนี่สิ ต้องแต่งสายฟ้าแล๊บกับผู้ชายไม่ได้เรื่องแบบคุณ คุณคิดว่าตัวเองวิเศษมาจากไหนค่ะ คุณตรีศูล”


“ปากร้ายแบบนี้นี่เอง ผมไม่แปลกใจเลยที่พายร้องไห้เพราะคุณ!!” ตรีศูลเอ่ยเสียงกร้าว ดวงตาคมมองภรรยาทางนิตินัยที่ยังเชิดหน้าและเบนหนี “ถือดีไปให้รอดฝั่งเถอะ เพราะอีกไม่นานผมคนนี้จะเป็นคนฟ้องหย่าคุณเอง”


“เอาสิคะ ถ้าพร้อมจะแฉเรื่องของตัวเองก็ตามสบายเลยค่ะ ฉันไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว เพราะที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็เสียจนไม่รู้จะเอาหน้าไปหลบไว้ไหนแล้ว ที่จริงคุณก็พูดถูกนะ ฉันไม่น่าให้คุณมาเป็น สามี เลย”


“ดารุณี!


แกร๊ง!!!


ช่อดอกไม้ช่อใหญ่ที่วางลงใกล้ถาดอาหารสีเงิน เรียกความสนใจของทั้งสองได้ชะงัด ก่อนดารุณีจะส่งเสียงหึอีกครั้งเมื่อเห็นว่าคนมาใหม่พลางบ่นพึมพำ “ตายยากจริงนะ ยัยก้างปลามหาประลัย”


“เอ่อ พายขัดจังหวะรึเปล่าคะ?” ส่งเสียงหวานที่น่าหมั่นไส้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะก้าวเข้าไปยืนข้างๆชายหนุ่มพร้อมควงแขนแกร่งทันที “คุณดา พาย... เอ่อ... พายมาเยี่ยมค่ะ คุณดาจะชอบดอกลิลลี่ที่พายซื้อมาฝากมั้ยคะ?”


“กองมันไว้ตรงนั้นแหละค่ะ คุณแพรวพราย”


คนหน้าหวานคิ้วกระตุกเกือบหลุดปรี๊ดแตก แต่ก็แสร้งส่งยิ้มหวานตอบกลับอย่างว่องไว “พรรณพรายค่ะ ไม่ใช่แพรวพราย คุณดานี่ตลกจังนะคะ แล้วนี่กำลังคุยอะไรกันอยู่เหรอคะ?”


แต่ก่อนที่ดารุณีจะได้โต้กลับใส่หญิงสาวกระโปรงสั้นที่ยืนบิดเหมือนเป็นโรคอหิวา เสียงทุ้มนุ่มของตรีศูลก็ดังขึ้นมาก่อน “ไม่มีอะไรหรอกครับพาย ไหนว่าวันนี้มีคิวออกกองไม่ใช่หรือครับ?”


“ตอนเย็นค่ะ แล้วจะไปค้างคืนแถวอยุธยาเลย” ดารุณีเบะปากขยับล้อเลียนก่อนจะแลบลิ้นใส่เมื่อเจอดวงตาคมดุของชายหนุ่ม


“ดารุณีพูดขอบคุณพายสิ คนเขามีน้ำใจอุตส่าห์ซื้อดอกไม้มาเยี่ยม”


“เห๊อะ!” คนถูกสั่งส่งเสียงประชดดังก่อนจะหันไปมองดาราจอร้าว “นี่ คุณแพรวพรายคะ ไม่ทราบรึไงคะว่าไม่ควรเอาดอกไม้มาเยี่ยมคนป่วยในห้องไอซียู” ดารุณีกอดอกมองเหยียดๆ “แล้วอีกอย่าง ฉันว่ากลิ่นดอกลิลลี่ของคุณมันตุๆชอบกลนะคะ นี่อย่าบอกนะว่าสั่งซื้อมานานแล้วเลยอาบฟอร์มาลีนกลัวเหี่ยว”


“หยาบคาย!!” พรรณพรายตะโกนอย่างร้อนตัว ทำให้ชายหนุ่มถึงกับเลิกคิ้วด้วยความสงสัย “นี่ฉันอุตส่าห์ซื้อมาให้เลยนะยะ”


ดารุณีเพียงยิ้มตาใส “โอ๋ๆ อย่าเพิ่งวีนแตกสิคะ พระเอกของคุณมองคุณอยู่”


และราวกับเพิ่งรู้ตัว พรรณพรายถึงกับปล่อยแขนของตรีศูลพร้อมกล่าวเลิกลั่ก “พายไม่ได้ทำอย่างงั้นนะคะพี่ริว!


“ดารุณี คุณเอาอะไรมาพูด” ชายหนุ่มถลึงตาใส่คนป่วยก่อนเอ่ยเสียงนุ่มกับคนข้างตัว “พี่รู้ว่าพายไม่ทำหรอก” แม้จมูกของเขาจะเห็นด้วยกับคนบนเตียงก็ตาม “พายของพี่จิตใจดีซะขนาดนี้”


เมื่อเจอบรรยากาศหวานชวนอ้วก ดารุณีจึงอดบ่นเสียไม่ได้ “จิตใจก็คงอาบฟอร์มาลีนด้วยเหมือนกัน”


“มันจะมากเกินไปแล้วนะ ดารุณี!! กรุณาให้เกียรติคนรักของผมด้วย” ตรีศูลตะคอก


“ที่คุณยังไม่ให้เกียรติภรรยาของตัวเองเลย หน้าไม่อาย! ไอผู้ชายไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษ!!


“ดารุณี!!” ชายหนุ่มทำท่าจะตบเธออีกครั้ง แต่ดารุณีไวกว่า รีบคว้ารีโมตเรียกพยาบาลทันที “อย่านะ!! ฉันมีตัวช่วย ถ้าคุณไม่อยากเสื่อมเสียชื่อเสียงไปมากกว่านี้ ฉันแนะนำให้คุณกลับไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”


“เธอนี่มัน!” ร่างสูงกำมือแน่นจนเห็นข้อขาวแต่หญิงบนเตียงกลับไม่สนใจ “คุณนั้นแหละที่จะทำร้ายฉันก่อน ฉันก็ต้องปกป้องตัวเองกับลูกให้ถึงที่สุด”


เธอตั้งใจเอ่ยเพื่อดูปฏิกิริยาของเขา แต่ไม่เลย ไม่มีความห่วงใยใดๆส่งมายังเธอกับลูกเลยสักนิด สายตาของเขาเหมือนประกาศก้องว่าเขาไม่มีวันเชื่อว่าลูกในท้องของเธอนั้นเกี่ยวข้องกับเขา หญิงสาวได้แต่กลืนเสียงสะอื้นไว้ในใจ น้ำตาที่รื้อขึ้นใหม่ถูกกลบเกลื่อนด้วยการสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง “ฉันเหนื่อยแล้ว เชิญพวกคุณกลับไปเถอะค่ะ เรื่องค่ารักษาก็ไม่ต้องห่วงฉันดูแลตัวเองได้”


ขณะที่พรรณพรายกำลังสะใจกับภาพที่เห็น เธอกลับไม่รู้เลยว่าดวงตาของชายหนุ่มที่ทอดมองดารุณีกลับทอแสงลงเกือบครึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นสายตาที่คาดเดาได้ยาก พรรณพรายสอดมือควงแขนเขาอีกครั้ง “งั้นเราไปหาอะไรทานกันเถอะค่ะพี่ริว พายเริ่มหิวแล้ว”


“ได้สิครับพาย พี่ว่าเราไปหาที่ไกลๆกินกันดีกว่า เพราะแถวนี้มันไม่ค่อยน่าอภิรมณ์น่ะ พี่กลัวว่าพี่จะกินข้าวไม่ลง”


“พี่ริวพูดอย่างนี้หมายความว่าไงคะ?” สาวแกล้งบื้อเอียงคอถามด้วยท่าทีน่ารัก “พายไม่ต้องเข้าใจหรอกครับ ขอแค่คนอื่นแถวนี้เข้าใจก็พอ ไปครับ เราไปกันเถอะ รบกวนคนป่วยมามากแล้ว”


“ค่ะ ไปกันค่ะ เอ่อ... เราไปก่อนนะคะ คุณดารุณี”


“ย่ะ เอ้ย! ค่ะ” คนป่วยกระแทกเสียง “ควงสามีดิชั้นได้ตามสบายเลยค่ะ คุณแพรวพราย” แต่ก่อนที่จะเปิดศึกขึ้นอีกครั้ง มือที่บำรุงอย่างดีของพรรณพรายก็รีบฉวยแขนแกร่งแล้วลากออกจากห้องทันที ทิ้งไว้แต่คนป่วยที่เจ็บทั้งกาย เจ็บทั้งใจ น้ำตาที่บังคับอยู่นานเริ่มไหลอาบแก้มพร้อมเสียงสะอื้นที่ห้ามไม่อยู่


เพียงไม่นานเสียงประตูก็เปิดขึ้นอีกครั้ง คนบนเตียงหันไปมองพร้อมส่งเสียงตัดพ้อ “ป้าพุม ฮึก.... ทำไมมาช้า ฮึก! พี่ภู


โผล่มาเป็นฉากๆเลย


หญิงสาวค่อนขอดในใจ แต่ยามนี้เธอไม่สามารถห้ามน้ำตาได้อีกต่อไป “พี่ภู... ฮึก...”


ภูบดินทร์รีบวิ่งเข้ามาหาคนบนเตียงอย่างรวดเร็ว “ดา! ดาเป็นอะไร ใครทำอะไรดา” แต่เมื่อสัมผัสได้เพียงศีรษะที่ส่ายไปมากับความชื้นจากน้ำตาที่แผ่นอก ชายหนุ่มก็เดาได้ไม่ยาก “นายตรีศูลอีกแล้วใช่มั้ย!!


ร่างสูงเหมือนจะผละออกไปแต่ดารุณีกลับดึงชายเสื้อและรั้งไว้แน่น “พี่ภู อยู่เป็นเพื่อนดาก่อน... อย่าเพิ่ง ฮึก ไปได้มั้ยคะ...”


แค่เห็นน้ำตา ใจของเขาก็แทบจะขาดรอน แล้วมีหรือที่เขาจะทิ้งคนที่เว้าวอนให้เขาอยู่ต่อได้ และเมื่อภูบดินดร์ก้างแขนกว้างพร้อมโอบรอบตัวหญิงสาว เสียงร้องไห้ของเธอก็ดังขึ้นไม่หยุด ราวกับเด็กเจอที่พึ่ง ราวกับคนที่สิ้นเรียวแรง มือหนาเพียงยกขึ้นลูบศีรษะของเธอแผ่วเบา เขาก้มลงจูบริมผมของคนป่วยพร้อมกระซิบเสียงหนักแน่น “ร้องให้พอ เพราะต่อไปนี้พี่จะไม่ยอมให้ดาต้องเสียน้ำตาอีกต่อไป”


นายตรีศูลจะไม่มีโอกาสได้แตะต้องคนที่เขารักอีกเป็นอันขาด เขาสาบาน!!

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

31 ความคิดเห็น

  1. #28 Sukanya Paileeklee (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 กันยายน 2561 / 21:44
    เอะอะก็ตบ ผู้ชายแบบนี้ชั่วมาก
    #28
    0
  2. #15 SamanthaArlan (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2558 / 21:10
    ตรีศูลนี่กินหญ้าแทนข้าวป่าวคะ
    #15
    0