เกียรติยศหัวใจ (สนพ.บางรัก)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 215,494 Views

  • 810 Comments

  • 2,354 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    227

    Overall
    215,494

ตอนที่ 11 : การชดใช้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10479
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 53 ครั้ง
    11 ก.ย. 60

ปัทมนหยุดเดินพร้อมหันหลังกลับตามเสียงเรียกขาน เธอเพิ่งถูกต่อว่าจนหน้าชาขณะยืนไหว้ส่งแขกเมื่อมีผู้หญิงซึ่งอ้างตัวเป็นเจ้าหนี้ของบิดาส่งเสียงเอะอะโวยวายดังลั่น เธอโมโหที่พยายามตามเฝ้านพดาราโดยการมางานสวดพระอภิธรรมทุกคืน แต่สุดท้ายก็ต้องพกพาความผิดหวังกลับไป

‘ฉันเพิ่งรู้ว่าพวกวรทัศน์มีนิสัยหดหัวอยู่แต่ในกระดองเหมือนเต่า คำพูดแต่ละคำหาสัจจะแท้จริงไม่ได้... ไม่รู้ล่ะ ถ้าไม่ได้เงินคืนฉันจะฟ้อง ฝากบอกคุณนพดารากับลูกทุกคนของคุณชายด้วยนะว่าให้ไปรอพบกันที่ศาล’

แทบทุกคืนปัทมนต้องทนนิ่งเฉยไม่ต่างจากหนังหน้าไฟยอมให้เจ้าหนี้นับสิบรายก่นด่า ไม่ว่าใครจะบีบเค้นยังไงเธอก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าหนี้ที่พวกเขาทวงถามจะถูกชำระคืนหรือไม่ ‘ลูกคนขี้โกง’ เสียดแทงเข้ากลางใจทุกครั้งเมื่อถูกดูหมิ่น แม้ว่าบิดาจะลาลับจากโลกนี้ไปแล้วแต่ก็ยังถูกเหน็บแนมด้วยถ้อยคำดูแคลน ในฐานะที่เธอเป็นลูก ต่อให้บิดาจะเป็นเช่นไรเธอก็ไม่อยากให้ใครมาด่าว่า

“ท่านต้องการจะคุยกับบัวหรือคะ” ทุกคืนหลังส่งแขกและตรวจเช็คความเรียบร้อยภายในงานเสร็จสิ้น ปัทมนจะมุ่งหน้าไปโรงพยาบาลเพื่อเฝ้าแม่ แต่คืนนี้เธอไม่ทันสังเกตว่าใกล้กับรถยนต์คันหรูที่จอดอยู่ข้างศาลาสวดศพมีคนรอที่จะเจอเธออยู่

“ใช่จ้ะ พวกเรามีเรื่องขอคุยกับหนูนิดหน่อย คงไม่รวบกวนหนูจนเกินไป” ศุภลักษณ์แสดงตนเป็นฑูตสัตถวไมตรี

“ด้วยความยินดีค่ะ” 

เพียงแวบแรกที่สายตาปะทะเข้ากับร่างสูงสง่าในสูทสีดำที่ยืนกึ่งกลางระหว่างหญิงชายวัยกลางคน ปัทมนก็จดจำได้ทันทีว่าเขาคือ อิศรานนท์ กาญจนกุล ผู้เป็นต้นตอของปัญหานำมาซึ่งการสูญเสียในครั้งนี้ แม้น้ำเสียงที่เรียกขานไม่ใช่เขา แต่สายตาเรียบนิ่งที่มองมาก็แทบสะกดร่างทั้งร่างของเธอให้หยุดชะงักอยู่กับที่ และรู้ได้ทันทีว่าจุดหมายของคนกลุ่มนี้ก็คงไม่ต่างจากจากเจ้าหนี้หลายรายที่ดาหน้ากันเข้ามา  

“ก่อนอื่นครอบครัวเราต้องขอแสดงความเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ตอนทราบข่าวฉันกับสามีอยู่ต่างประเทศ สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นคือส่งคนเข้ามาช่วยจัดงาน... หวังว่าคนของเราคงไม่เข้ามาทำให้หนูอึดอัด” 

อิศรานนท์มองดูแม่ตัวเองเดินปรี่เข้าไปจับมือคนที่ตั้งใจอยู่รอพบด้วยความเห็นอกเห็นใจอย่างสุดซึ้ง ชุดดำที่เธอสวมใส่ทำให้หญิงสาวที่ยืนต่อหน้าแลดูผอมบางต่างไปจากที่เขาเคยเห็นเธอในรูป ใบหน้าเล็กเรียวรูปไข่ก็ดูอิดโรยราวกับคนแบกโลกทั้งใบไว้กับตัวเอง

“พวกเราทุกคนตกตะลึงเพราะคิดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงเช่นนี้... ฉันเองก็เป็นลูกกำพร้าขาดพ่อตั้งแต่อายุสิบห้า จึงเข้าใจความรู้สึกหนูดีว่าการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักนั้นเจ็บปวดมากแค่ไหน เพราะฉะนั้นหากขาดเหลืออะไรหนูบัวบอกฉันได้ทุกอย่างอย่าได้เกรงใจ”

“ขอบพระคุณในความกรุณาค่ะ ค่าใช้จ่ายจัดงานที่ท่านช่วยสำรองให้ บัวขอเวลาเก็บรวบรวมเงินสักพักแล้วจะค่อยทยอยจ่ายคืนทีหลังนะคะ” 

ต่อให้ไม่มีใครแนะนำ ปัทมนก็ดูออกว่าชายหญิงผู้มีสง่าราศีสองท่านนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกซะจากพ่อและแม่ของอิศรานนท์ แม้น้ำเสียงและแววตาท่านแลดูอ่อนโยนเจือความโอบอ้อมอารี แต่ความหวาดระแวงก็เตือนสติว่าอย่าหลงเชื่อใจใครในช่วงเวลาสับสนวุ่นวายนี้

“หนูอย่าคิดอย่างนั้นสิจ้ะ ทุกอย่างที่ฉันช่วยล้วนเกิดจากความเต็มใจ ไม่เคยจะเก็บเอามาคิดเล็กคิดน้อย เงินทองหาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่น้ำใจจากเพื่อนมนุษย์ที่พึงมอบให้แก่กันสำหรับฉันถือว่าสำคัญที่สุด” ศุภลักษณ์ลูบลำแขนเล็กเรียวด้วยความเอื้ออาทร เธอไม่มีลูกสาว เมื่อเห็นปัทมนก็รู้สึกถูกชะตาระคนเห็นใจและสงสาร

“ถึงยังไงบัวก็รับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ รวบรวมเงินได้ครบตามจำนวนเมื่อไหร่ บัวตั้งใจจะคืนให้ครบถ้วนทุกบาททุกสตางค์” 

บอกตามตรงว่าเธอตั้งรับไม่ทัน ไม่รู้ว่าที่ครอบครัวกาญจนกุลผู้เปรียบได้ดั่งเจ้าหนี้คนสำคัญอยู่ๆ ก็มาทำดีด้วย แท้จริงแล้วพวกเขาจะมาไม้ไหนอีกเธอไม่รู้ แต่ที่ยอมรับความช่วยเหลือเงินใช้จัดงานเพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า เธออยากจัดงานให้บิดาได้สมเกียรติเป็นครั้งสุดท้าย แต่คุณนพดาราและลูกสาวของบิดาคนอื่นไม่ให้ความร่วมมือด้วย แต่ละคนโผล่หน้ามางานแทบจะนับครั้งได้ สาเหตุก็เพราะทนแรงกดดันจากเจ้าหนี้ที่ตามด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรงไม่ไหว 

“ฉันไม่อยากให้หนูพะวงกับเรื่องหนี้สินเงินทองมากนัก ควรเอาเวลาไปใส่ใจผู้คนรอบข้างที่ยังมีชีวิตอยู่จะดีกว่า... เห็นมีคนบอกว่าแม่หนูไม่สบาย อาการท่านเป็นยังไงบ้างจ้ะ”

ปัทมนเชื่อว่าถ้อยคำเหน็บแนมดูถูกของเจ้าหนี้ที่เพิ่งเดินจากไปไม่นาน ดังพอให้แขกที่ยืนรออยู่ตรงนี้ได้ยินว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอบ้าง

 “แม่ช็อคจนต้องหามส่งโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่คุณพ่อเสีย ยังทำใจยอมรับกับการจากไปของคุณพ่อไม่ได้ ท่านไม่ยอมทานอาหาร วันๆ เอาแต่ร้องไห้สลับกับนั่งเหม่อ จนคุณหมอไม่กล้าปล่อยให้มาร่วมงานเพราะกลัวท่านจะช็อคเหมือนเช่นวันนั้นอีก” ปัทมนเล่าตามความจริงที่เกิดขึ้น ความกังวลที่สุดของเธอตอนนี้ก็คือสภาพจิตใจที่น่าเป็นห่วงของแม่

  “โถ น่าสงสารจริง ฉันพอเข้าใจเพราะว่ามันเป็นเรื่องสะเทือนขวัญ หากเกิดกับใครก็คงจะปรับใจยอมรับได้ลำบาก... แต่ฉันก็อยากให้หนูบัวเข้มแข็งเพื่อเป็นที่พึ่งของครอบครัวนะจ๊ะ” 

จิตใจอ่อนโยนมีเมตตาของศุภลักษณ์ทำให้เธอรู้สึกสงสารสองแม่ลูกคู่นี้จับใจ แค่อยู่ในสถานะเมียรองจากนพดาราก็เป็นเรื่องที่น่าหดหู่มากพอแล้ว 

                                 

          “พวกเราเป็นห่วงหนูกับแม่นะ ขาดเหลืออะไรก็บอกกับฉันโดยตรงได้ตลอดเวลา” 
          ทินกรร่วมแสดงความเสียใจ ครั้งหนึ่งเขากับคุณชายภานุเทพก็สนิทสนมคุ้นเคยไปมาหาสู่กันสม่ำเสมอ สิบกว่าปีก่อนตอนเริ่มก่อตั้งทำธุรกิจใหม่ๆ ปลัดกระทรวงคนนี้เคยเป็นที่ปรึกษาและช่วยชี้แนะเส้นทางการลงทุนหลายอย่างให้กับเขา การนึกถึงน้ำใจไมตรีของกันและกันจากครั้งอดีต ทำให้ความเมตตาแผ่มาถึงเลือดเนื้อเชื้อไขของคุณชายด้วย

“ขอบพระคุณท่านทั้งสองมากค่ะที่กรุณา” 

ปัทมนพนมมือไหว้แสดงความขอบคุณ ยิ่งทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองต่างพึงพอใจกับกิริยามารยาทที่ผ่านการบ่มเพาะมาอย่างดี การที่เธอไม่กรีดร้องโวยวายทันทีที่เห็นหน้าอิศรานนท์ ต้องถือว่าปัทมนควบคุมสติได้ดีมาก หากเป็นคนอื่นคงไม่ไว้หน้า ถ้ารู้ว่าใครคือต้นเหตุแห่งความวิตกกังวลจนชีวิตของบิดาหาทางออกไม่ได้ตัดสินใจจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถ 

“เรื่องที่อยู่หนูไม่ต้องเป็นกังวลนะ ฉันคุยกับลูกชายแล้ว เราตกลงกันว่าจะโอนกรรมสิทธิ์คืนวังวรทัศน์ให้เป็นของหนู” ทินกรใช้ความเป็นหัวหน้าครอบครัวตัดสินแทนคนทั้งบ้าน การที่ลูกชายทำให้คนอื่นเครียดจนถึงขั้นตัดสินใจฆ่าตัวตาย สำหรับเขามองว่าทรัพย์สินมากแค่ไหนก็ชดใช้ให้ได้ไม่หมด

“คะ! เออ...คือ” 

ประโยคที่ได้ยินทำให้ปัทมนแทบช็อค สิ่งเดียวที่แม่เพ้อหนักตลอดหลายวันที่อยู่โรงพยาบลคือ ‘แม่อยากกลับบ้าน’ บ้านซึ่งตอนนี้เธอไม่มีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะอยู่อีกต่อไป เพียงแค่นับถอยหลังรอเจ้าของตัวจริงที่ยืนอยู่ตรงหน้ามีคำสั่งให้รื้อถอน เชื่อว่าเสร็จจากงานศพบิดาเขาคงไม่รอช้าที่จะเข้าปรับหน้าดินตามที่เคยข่มขู่ไว้   

“ผมว่าเราควรนัดกันวันหลัง เพื่อเคลียร์เรื่องนี้กันอีกทีดีกว่านะครับคุณพ่อ... ดึกแล้วทางวัดทางวัดท่านจะได้เคลียร์สถานที่” 

ไม่ใช่แต่ปัทมนที่ตาโตประหลาดใจที่อยู่ๆ พ่อก็วางลาภก้อนโตใส่มือเธอ อิศรานนท์เองก็นิ่งงันกับประโยคคาดไม่ถึงนั้นเช่นกัน พ่อตัดสินใจปุบปับโดยไม่ถามไถ่เจ้าของตัวจริงอย่างเขาสักคำ หากจะว่าไปเขาก็นึกเสียดายที่ดินทำเลทองมูลค่ามหาศาลนั่นอยู่ไม่น้อย

“บัวคงรับความปรารถดีของท่านไว้ไม่ได้หรอกค่ะ ที่ผืนนั้นแต่เดิมก็ไม่ใช่ของบัว เจ้าของตัวจริงท่านสิ้นไปแล้ว ก็ขอให้ทุกอย่างเลิกแล้วต่อกัน” 

แค่นี้ก็พอเห็นเค้าลางความไม่น่าจะเป็นไปได้ การที่อิศรานนท์ทักท้วงขึ้นมานั่นแปลว่าเขาไม่เห็นด้วย การนัดเจรจาวันหลังก็เพื่อเป็นการเตะถ่วงเวลารักษาท่าทีของตัวเองเท่านั้น

แม้ปากอิ่มจะปราศจากสีของลิปสติกทาเคลือบไว้ ใบหน้านวลเนียนว่างเปล่าไร้เครื่องสำอางแต่งแต้ม แต่ผิวพรรณของปัทมนกลับแลดูเกลี้ยงเกลาละออตามองแล้วไม่เบื่อ วิเคราะห์จากรูปถ่ายที่เขาเคยเห็น ก็รู้ว่าเธอเป็นผู้หญิงมีบางอย่างที่น่าค้นหา ความสวยก็ส่วนหนึ่ง แต่ความถือตัวและแววตาเย่อหยิ่งที่บอกให้รู้ว่าเธอไม่ใช่คนที่จะยอมลงให้กับใครง่ายๆ เพิ่มความสนใจให้กับคนชอบความท้าทายเช่นเขา

“พอเสร็จจากงานศพคุณพ่อ บัวตั้งใจจะพาแม่ย้ายออกไปอยู่ที่อื่น” 

ความจริงเธออยากถามอิศรานนท์ตรงๆ เหมือนกัน ว่าการที่เขาบีบคั้นคนๆ หนึ่งให้ตายทั้งเป็น แต่ทำไมยังกล้าพาตัวเองมาร่วมงานศพ ภายในใจเขาสำนึกและรู้สึกผิดบาปต่อการกระทำของตัวเองบ้างหรือเปล่า หรือที่มาก็เพราะขัดคำสั่งพ่อแม่ไม่ได้

“ขอโทษเถอะนะ อย่าหาว่าฉันละลาบละล้วงเลย หนูมีบ้านอีกหลังอยู่ที่ไหนจ้ะ” เมื่อเห็นสีหน้าของหญิงสาวผู้จะได้ครอบครองวังวรทัศน์ไม่ได้แสดงความปลาบปลื้มยินดีในสิ่งที่เธอกับสามีจะมอบให้ ศุภลักษณ์จึงรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เพราะหวังว่าการแสดงน้ำใจจะช่วยปลอบประโลมความบอบช้ำให้กับเธอได้ดีที่สุดในยามนี้

“ตอนนี้ยังไม่มีค่ะ แต่ก็ตั้งใจว่าจะเริ่มต้นหาบ้านจัดสรรแถบชานเมืองสักหลัง”

 เงินเก็บเธอยังไม่พอดาวน์บ้าน แต่ถ้าหากได้เจรจากับธนาคารก็คิดว่าทุกอย่างไม่น่าจะมีปัญหา ยกเว้นก็แต่สภาพจิตใจของแม่หากจะต้องไปอยู่ที่อื่นลำพัง กลัวเหลือเกินว่าจะยังอยู่ในภาวะปรับสภาพจิตใจไม่ได้ ยิ่งตอนกลางวันที่เธอออกไปทำงานก็ยิ่งเป็นห่วง  

“หนูไม่ต้องลำบากออกไปหาบ้านอยู่ใหม่ ครอบครัวเราไม่ได้ใจร้ายถึงกับจะต้องไปยึดของคนอื่นให้เป็นตราบาป... นี่อาจเป็นสิ่งเดียวที่พวกเราพอจะชดเชยความสูญเสียให้กับหนูได้บ้าง” 

เมื่อเห็นหญิงสาวตั้งท่าปฏิเสธทินกรจึงรีบแจงเหตุผล เกิดมาเขายังไม่เห็นใครเมินใส่ทรัพย์สินก้อนโต ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเสนออะไรให้ใคร ก็เห็นรับไว้ด้วยอาการหน้าชื่นตาบานด้วยกันทั้งนั้น

“เชื่อฉันเถอะจ้ะหนูบัว พวกเราทุกคนปรารถดีกับหนูจริงๆ ถ้าหนูรับสิ่งที่ฉันเสนอให้ อีกหลายชีวิตก็จะได้ไม่ต้องลำบากออกไปหาที่อยู่ใหม่ ซึ่งก็รวมถึงแม่ของหนูด้วย หนูคงรู้นะว่าคนที่จิตใจถูกกระทบกระเทือนมากๆ คงอยากใช้เวลาทบทวนอยู่กับสถานที่อันคุ้นเคย จนกว่าสภาพจิตใจจะกลับมาแข็งแกร่งดังเดิม”

“บัวขอเก็บไปคิดดูอีกทีได้มั้ยคะ” 

สิ่งที่เธอเป็นกังวลมากที่สุดคือแม่กำลังเป็นอย่างที่ผู้ชายคนนี้พูดทั้งหมด แต่ละวันแม่แทบไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรเลย นอกจากบ่นอยากกลับบ้านและคร่ำครวญถึงบิดาที่จากไป

“ได้สิจ้ะ รอให้หนูจัดการงานศพคุณพ่อให้เรียบร้อย ฉันจะเข้าไปเอาคำตอบที่วังวรทัศน์ก็แล้วกัน จะได้ถือโอกาสเยี่ยมแม่ของหนูด้วย คืนนี้ดึกแล้ว ฉันควรจะหยุดรบกวนเวลาพักผ่อนหนูเสียที” ก่อนจะร่ำลาจากกันศุภลักษณ์บีบกระชับมือปัทมนเพื่อให้กำลังใจ

ปัทมนยืนส่งครอบครัวกาญจนกุลขึ้นรถหรู จนกระทั่งเห็นว่าไฟท้ายรถลับสายตาออกจากกำแพงวัดเธอถึงได้ขยับตัวเดินกลับเข้างานเพื่อตรวจเช็คความเรียบร้อย

  “น้าจะเข้ามาบอกคุณบัวว่าจะขอตัวกลับก่อน เดี๋ยวดึกรถเมล์จะหมด ลุงจอมกับเจ้าแมนรออยู่” นิ่มนวลผู้รับหน้าที่เป็นแม่งานให้กับเธอในครั้งนี้เดินเข้ามาบอก เมื่อเห็นปัทมนคุยธุระเสร็จเรียบร้อย

“เดี๋ยวบัวขับรถไปส่งค่ะน้านิ่ม”

“ไม่เป็นไรค่ะคุณบัว พวกเราไปกันเองได้ คุณบัวกลับไปโรงพยาบาลหาคุณแม่เถอะค่ะ” หลายคืนแล้วที่เธอเห็นปัทมนต้องวิ่งรอกระหว่างโรงพยาบาลกับวัด เห็นได้ชัดว่าสภาพเธอเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้าสักเพียงใด แต่หัวใจของปัทมนก็เหมือนจะยังฮึดสู้ไม่มีถอย 

“ยังไงวันนี้บัวก็ต้องกลับเข้าไปเอาเสื้อผ้าที่บ้าน... รอบัวอยู่ตรงนี้เดี๋ยวเดียวนะคะ บัวขอไปหยิบกระเป๋าแล้วแจ้งกับคุณลุงดูแลศาลาก่อน แกจะได้รู้ว่าเราจะกลับกันแล้ว”  

พรุ่งนี้แล้วสินะที่เธอจะได้ส่งร่างอันไร้วิญญาณของบิดาสู่สรวงสวรรค์ แม้จะเจ็บปวดจวนเจียนใจจะขาด แต่เธอก็ต้องประคับประคองเพื่อผ่านมันไปให้ได้ ต่อให้ทุกข์โศกปานใดเธอก็ต้องมีสติเพื่อรับมือกันมัน 

@@@@@@@@@@@@@

ดูเหมือนว่าคุณนนท์จะไม่อยากเสียทรัพย์สินฟรีๆ ซะแล้ว

   

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 53 ครั้ง

6 ความคิดเห็น

  1. #324 tungkn4841 (@tungkn4841) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2560 / 18:57
    พ่อแม่อยากให้แต่ลูกชายคงไม่ยอมให้ฟรี ๆๆๆ แน่เลย 
    #324
    0
  2. #174 Love Have (@rakmee) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2560 / 14:34
    ไม่รู้ว่าคุณนนท์จะตั้งเงื่อนไขอะไรมาแลกกับการโอนกรรมสิทธิ์บ้านเป็นชื่อบัวนะคะ เชื่อว่าคุณนนท์คงไม่ยอมยกให้ฟรี ๆ อย่างแน่นอนค่ะ
    #174
    0
  3. #65 berry_auuka (@berry_auuka) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2560 / 14:11
    อยากได้อีบุ๊คมาอ่านแล้วคร่า ใจร้อน
    #65
    0
  4. #64 จุ๋ม (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2560 / 11:02
    บัวเข้มแข็งมากๆ

    คุณนนท์เอาคืนคนที่ ใจร้ายกับบัวด้วย น่า เอาให้หนักๆๆ
    #64
    0
  5. #63 ya567 (@ya567) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2560 / 07:57
    อยากอ่านebook มากเลยค่ะ
    #63
    0
  6. #62 Ann^^ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2560 / 23:39
    ระริน ชื่อใครเหรอคะ มีประโยคที่ว่า ระรินแทบช็อค ก็เลยงงว่าระรินคือใคร
    #62
    1
    • #62-1 lilies (@calla-lilies) (จากตอนที่ 11)
      10 กรกฎาคม 2560 / 23:49
      ขออภัยค่ะ ไรท์แก้ไขให้แล้วนะคะ
      #62-1