THE END l พัดผ่านรัก [ สำนักพิมพ์ Princess ]

ตอนที่ 2 : พัดผ่านรัก...ตอนที่ 2(100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 373
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    4 พ.ค. 58


 

บทที่ 2

 

                วาตีผลักไสตัวเองออกจากอกที่ได้อุ่นแอบแนบชิดเพียงชั่วขณะ เพราะข้อค้านในใจมันยุแยงว่าผู้ชายที่หล่อนกำลังตกอยู่ในภวังค์นั้น หาใช่ผู้ชายร้อยแท่งพันแท่ง แต่เป็นผู้ชายสายพันธุ์ใหม่ที่รักผู้ชายด้วยกัน

                “บ้าที่สุดเลย ตัวโตยังกับยักษ์ แล้วยังมายืนเกะกะขวางทางอยู่ได้ นี่ถ้าฉันล้มลงไปกองกับพื้นจะว่ายังไง...ฮึ

                เขาเอียงคอมอง พูดเสียงเบา คุณตั้งใจเดินชนผมเองนะครับ

                นี่คุณหาว่าฉันเป็นฝ่ายหาเรื่องอย่างนั้นสิ

                เปล่าครับ ผมก็แค่...

                เขายังพูดไม่ทันจบ อารมณ์หล่อนก็ร้อนพุ่งเหมือนมีใครจุดไฟใต้เท้า เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองกำลังเสียเวลามานั่งเถียงฉอดๆกับเรื่องไร้สาระ ทั้งที่ป่านนี้ควรจะเดินไปให้ถึงร้านกาแฟเร็วๆ เผื่อว่าพนักงานในร้านอาจจะเก็บถุงใส่กระเป๋าเอาไว้ให้หล่อน

                คุณไม่ต้องพูดหรอก...ฉันรู้ว่าตัวเองเถียงสู้คนอย่าง พวกคุณ ไม่ได้หรอก

                เขาทำกิริยาเดิมซ้ำด้วยการเอียงคอมองหล่อน พลางเป่าปากพ่นลมหายใจออกมา นี่คุณกำลังคิดว่าผมเป็น...เอ่อ...

                ก็ใช่น่ะสิ...พวกเกย์ พวกตุ๊ด เท่าที่ฉันเคยเห็น ปากจัดจะตาย

                หล่อนค้อนขวับ ไม่อยากต่อความให้มากไปกว่านี้ จึงสะบัดหน้าพรืดเตรียมก้าวขาหนี แต่ฝ่ายนั้นกลับมือไว คว้าข้อมือหล่อนเอาไว้

                แล้วนั่นคุณจะรีบไปไหนครับ

                หล่อนจึงนิ่วหน้ามองไปยังมือของเขาที่ถือวิสาสะมาฉวยข้อมือหล่อนเอาไว้ ดังนั้นจึงสะบัดออก ฉันจะรีบไปไหนมันก็เรื่องของฉัน

                ทว่าเขากลับชูถุงกระดาษในมือขึ้นสูง...

                คุณกำลังจะรีบกลับไปเอาถุงใบนี้ใช่ไหมครับ

                เขาแกว่งถุงไปมา ทำให้หล่อนตาสว่างขึ้นมาทันใด เมื่อครู่มัวแต่อารมณ์เสีย มัวแต่พะวงถึงถุงที่ลืมเอาไว้และกำลังนึกหมั่นไส้ผู้ชายที่ไม่แมนเต็มร้อยตรงหน้า จึงไม่สังเกตสังกาทั้งนั้นว่าเขาไม่ได้ยืนตัวเปล่า แต่ในมือข้างหนึ่งของเขาถือถุงใบนั้น

                หล่อนจึงคว้าหมับดึงถุงมาเปิดออก หยิบกระเป๋าสีดำที่เพิ่งเสียเงินรูดบัตรเครดิตหมดไปหลายหมื่นบาทขึ้นมาลูบคลำสำรวจว่ายังอยู่ในสภาพดี ไม่ชำรุดเสียหายหรือถูกใครเอาใบอื่นมาหลอกย้อมแมวขาย

                ของฉันแน่ใช่ไหมคะ

                หล่อนถามอีกครั้งเพื่อความชัวร์ เสียงอ่อนอ่อยลงอย่างสำนึกผิดที่ไปตวาดแว้ดใส่เขาตั้งหลายครั้ง แต่หล่อนกลัวจะเสียหน้า ก็เลยไม่เอ่ยคำว่าขอโทษแต่กล่าวอีกคำหนึ่งแทน

                ขอบคุณนะคะที่เป็นธุระช่วยเอามาคืนให้

                เขายิ้มให้หล่อน...เป็นยิ้มที่ลงความเห็นได้ว่าชวนฝัน

                แต่แล้วก็อึกอัก เมื่อคิดว่าชายหนุ่มตรงหน้านี้เป็นผู้ชายประเภทที่หล่อนเกลียดเข้าไส้ ก็เลยค้อมศีรษะนิดๆ แล้วเดินกลับไปที่รถยนต์ของตัวเอง เมื่อขึ้นนั่งประจำที่จึงสูดลมหายใจจนลึก ไม่คิดว่าหัวใจของหล่อนกำลังแกว่งผิดที่ผิดทาง ท่องคำว่า เกย์ๆๆ เอาไว้ในใจ

                ไม่ได้ๆ...หล่อแค่ไหน แต่เขาก็เป็นเกย์นี่นะ!

                ว่าแต่ทำไมเขายังไม่ขยับตัวไปไหน ยืนทื่อเป็นเสาหินไปได้...หล่อนจึงลดกระจกรถลงตอนที่ถอยรถออกมาจากช่องจอด พร้อมกับเอ่ยสั้นๆ

                ขอบคุณอีกครั้งนะคะ...แล้วก็เอ่อ...ขอโทษด้วยค่ะ

                แล้วหล่อนก็ไหวไหล่พลางเบ้ปากอย่างเคยชิน นั่งหน้าเชิดขับออกไป ปล่อยให้ผู้ชายที่หล่อนคิดเอาเองว่าเขาเป็นเกย์ ยืนยิ้มไม่หุบอยู่ที่เดิม

//////////////////////////////////////////////////

ภูพัดไม่ทันคิดว่ากามเทพที่กลับขึ้นสวรรค์ไปเมื่อสองปีก่อน จะย้อนกลับมาช่วยยิงศรรักปักอกเข้าที่หัวใจเขาอย่างจังและเต็มแรงจนหัวธนูมิดดึงไม่ออกเสียด้วย เพราะตอนนี้เขารู้แล้วว่าการพบกับหล่อนครั้งกระโน้น...หลงชอบหล่อนมาพักหนึ่ง ความรู้สึกนั้นมันกำลังกลับเข้ามาอีกครั้งอย่างจริงจัง

                ทำให้เขานึกถึงการตกลงบางสิ่งกับเลอฉวี!

                แล้วเขาก็เดินกลับขึ้นไปนั่งที่รถซึ่งจอดอยู่ข้างกันกับรถของวาตี บอกคนขับรถประจำตัวซึ่งรู้ใจทำงานกันมานานขับออกไป ส่วนเขานั้นก็หยิบโทรศัพท์มาต่อสายไปยังคนที่เขาคิดว่า...คำเชิญชวนของเจ้าหล่อนในวันก่อน เขาไม่ควรปฏิเสธมันไป

                พี่ฉวีครับ ผมอยากคุยเรื่องนิยายที่พี่เคยชวนผมเอาไว้ครับ

                จนรถนั้นเคลื่อนที่ออกไป...ความชะล่าใจทำให้เขาไม่ทันมองดูให้รอบคอบว่าบุคคลที่เขากลัวนั้น ซุ่มเก็บภาพเขาเป็นระยะในที่ไกลสายตา

                นับว่าคนดังกับปาปารัซซีและข่าวนั้น...เป็นของคู่กัน!     

//////////////////////////////////////////////////

                ผ่านไปราวสองอาทิตย์ นิยายที่วาตีคิดว่าเขียนยากกว่าทุกเรื่องจึงจบลง แต่กระนั้นยังไม่ทันหายเหนื่อย หล่อนก็ต้องเจอกับงานชิ้นใหม่อีกแล้ว

วาตีทอดถอนใจเป็นครั้งที่สิบภายในห้านาที หลังวางสายจากบรรณาธิการเลอฉวี พลอยมีค่า หรือที่หล่อนเรียกอีกฝ่ายติดปากว่า พี่ฉวี ลงท้ายด้วยคำว่า คะ หรือไม่ก็ ขา สุดแท้แต่ว่าช่วงนั้นอยู่ในอารมณ์ไหน

                อย่างตอนนี้...หล่อนกำลังอยู่ในอารมณ์ที่อยากพักผ่อน ด้วยการเข้าไปใช้บริการนวดสปาเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้ออันอ่อนล้าและสมองอันตึงเครียด ไม่ก็ขึ้นเครื่องบินไปนอนอาบแดดแถวชายหาดทางภูเก็ตหรือกระบี่ หรืออาจจะบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปเกาะบาหลี ค้างสักเจ็ดวันกับชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลารูปร่างกำยำสักคน แต่หลังวางสายจากบอกอคนเก่ง แพลนในการไปนั่นมานี่มีอันต้องพับเก็บชนิดปัจจุบันทันด่วน เพราะเหตุผลที่หล่อนไม่อาจปฏิเสธได้

                แน่ละ...หล่อนเป็นนักเขียนนิยาย ถึงแม้เพิ่งจะปิดต้นฉบับนิยายเรื่อง สาปสวรรค์ลวง เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว หลบแดดหลบฝนไปเดินชอปปิงในห้างเพื่อถลุงเงินในกระเป๋ากวาดซื้อรองเท้า น้ำหอม เครื่องสำอาง เสื้อผ้า กระเป๋า รวมถึงของจุกจิกสำหรับผู้หญิง เท่าที่เวลาจะอำนวยความสะดวก เพราะตลอดสามเดือนเต็มที่หล่อนใช้ชีวิตอยู่ติดบ้านเสียส่วนใหญ่ แทบจะปลีกวิเวกอยู่กับกองหนังสือข้อมูลที่ใช้อ้างอิงในการเขียนกองสูงพะเนินเทินทึกกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดเครื่องทิ้งไว้ทั้งวันตั้งแต่เช้ายันดึก อดตาหลับขับตานอนเพื่อปั่นนิยายจนจบ มันทั้งเหนื่อยทั้งสุขระคนกัน

                เมื่อปิดต้นฉบับจบแล้ว หล่อนก็อยากจะทิ้งช่วงเพื่อพักสมอง ไปไหนมาไหนอย่างที่สาวสวยคนหนึ่งบนโลกใบนี้น่าจะได้ทำ แต่ทำไมช่วงเวลาแบบนั้นมันถึงสั้นนัก

                วาจ๊ะ พี่มีข่าวดีจะบอก

                ตอนนั้นในหัวของวาตีนึกถึงแต่ต้นฉบับที่เพิ่งส่งเข้าอีเมล์บอกอเรื่องล่าสุด จึงเอ่ยกลับด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า นิยายเรื่องสาปสวรรค์ลวงจะได้ลัดคิววางแผงทันงานหนังสือเดือนตุลาคมนี้ใช่ไหมคะพี่ฉวี

                เหตุที่วาตีถามเช่นนั้น เพราะหล่อนรู้ดีว่านิยายทุกเรื่องที่เขียนจบแล้วส่งถึงมือบอกอเลอฉวี แห่งสำนักพิมพ์

ดรีมเลิฟนั้น จะได้รับการพิจารณาให้ผ่านทุกเรื่องและมีคิววางแผงที่ชัดเจน เพราะผลงานรวมเล่มที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาที่โลดแล่นในวงการวรรณกรรมสิบสองปี หล่อนมีนิยายออกสู่สายตานักอ่านเกินกว่าสี่สิบเล่ม เฉลี่ยปีละสามถึงสี่เล่มโดยประมาณ และทุกเรื่องนั้นมียอดขายเป็นอันดับต้นๆของสำนักพิมพ์ โด่งดังชนิดที่ผู้จัดละครจากสถานีโทรทัศน์หลายช่องขอจองคิวอ่านผลงานตั้งแต่ก่อนวางแผงก็มี

                เรียกได้ว่านิยายในนามปากกา ดาหราวาตี ปรากฏอยู่บนแผงหนังสือเมื่อไหร่ ยอดขายมักจะพุ่งพรวดในสัปดาห์แรกที่วางมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนยอดพิมพ์

                แน่ละ! ยอดขายของหล่อนไม่ใช่ไก่กาพิมพ์แค่ 3000 เล่มเหมือนทั่วไป การันตีขั้นต่ำถึง 5000 เล่ม แล้วต่อหนึ่งเรื่องพิมพ์ซ้ำไม่ต่ำกว่าครั้งที่ 3 แถมยังติดอันดับหนึ่งตามเว็บไซด์ขายหนังสือออนไลน์ทุกแห่ง เชื่อขนมกินได้ว่าที่ไหนมีนิยายของหล่อนวางหน้าร้าน รับประกันถึงรายได้ที่เข้ากระเป๋าผู้จัดจำหน่ายแน่นอน

                ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่สายส่งจะแจ้งไปที่สำนักพิมพ์ สั่งยอดนิยายของหล่อนสูงลิบลิ่ว...ซึ่งสวนกระแสกับยอดขายนิยายจากนักเขียนหน้าใหม่ทั้งหลายแหล่ที่แห่กันเกิดในบรรณพิภพเป็นจำนวนมาก คือขายดีเพียงชั่วประเดี๋ยว อยู่บนชั้นหน้าร้านเพื่อโชว์ปกหน้า สำหรับเสียค่าโฆษณาไม่เกินสองสัปดาห์ก็ถูกโยกย้ายเข้าไปเก็บชั้นด้านในโชว์เพียงแค่สันปก หรือบางรายอาจถูกเก็บเข้าคลังต้องรอให้นักอ่านไปสอบถามกับพนักงานถึงจะได้ขาย

                แต่ท่ามกลางชื่อเสียงที่ดังเป็นพลุแตกในแวดวงน้ำหมึก ก็มักจะมีเสียงโจมตีเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ เพราะว่าแนวนิยายของหล่อนทุกเรื่องคือ โรมานซ์ นิยายที่แทรกฉากรักอย่างถึงพริกถึงขิงเอาไว้เกือบสามสิบเปอร์เซ็นต์ของเรื่อง เรียกได้ว่านักอ่านที่จินตนาการตามบทบรรยายมีสิทธิ์เคลิ้มฝันจนเลือดกำเดากระฉูด แต่นั่นมันก็คือจุดขายเฉพาะตัวอันเป็นเอกลักษณ์ประจำนามปากกานี้ไปเสียแล้ว

                ฉะนั้นหล่อนไม่ใคร่จะสนใจเสียงนกเสียงกาที่จิกกัดอยู่นอกวงสักเท่าไหร่ เพราะถือว่าตนเองมีชื่อเสียงดังพอตัว...ดังชนิดที่นักเขียนรุ่นน้องหลายคนซึ่งมีผลงานไม่กี่ปีถึงกับอยากจะทาบรัศมีหล่อน

โดยเฉพาะ...เชรี

                ตกลงวาสนใจอยากจะทำงานโพรเจกต์แพ็กคู่นี้หรือเปล่าจ๊ะ

                บอกอเลอฉวีเกริ่นถึงโพรเจกต์ที่ชักชวนคร่าวๆ ทีแรกหล่อนก็ฟังเพียงผ่านหู หาได้สนใจเท่าไหร่นัก จนกระทั่งเอ่ยถึงชื่อนักเขียนรุ่นน้องผู้นั้นเข้าหู เท่านั้นแหละ...หล่อนจึงตอบตกลงโดยที่ไม่ได้ถามย้ำเสียด้วยซ้ำว่างานนิยายชุดนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับใคร อะไร ที่ไหน?

                วาไม่กล้าปฏิเสธงานที่พี่ฉวีหยิบยื่นมาให้หรอกค่ะ ติดอยู่นิดเดียวแค่นั้นเอง

            ‘เรื่องอะไรจ๊ะ

                วาตีแสร้งถอนใจเบาๆพอให้เสียงนั้นลอดผ่านเข้าหูโทรศัพท์ ทำไมงานชุดนี้ถึงต้องเลือกเชอรี่มาจับคู่ด้วยคะ พี่ฉวีก็น่าจะรู้นี่นา ว่าวากับเชอรี่ไม่ค่อยกินเส้นกัน

                หล่อนไม่คิดจะปิดบังความรู้สึกส่วนลึกที่มีต่อนักเขียนรุ่นน้องผู้นั้น เมื่อคุยกันตามลำพังกับบอกอคนเก่ง เพราะคิดเข้าข้างตัวเองว่าอย่างไรเสีย นามปากกาของหล่อนก็มีภาษีดีกว่าเชรี ซึ่งเป็นนักเขียนงานลูกกวาด...บางทีถ้าหล่อนแสดงความจำนงว่าไม่อยากร่วมงานกับอีกฝ่าย อาจจะมีการเปลี่ยนตัวก็ได้

                แต่น้ำเสียงของบอกอเลอฉวีผู้เชี่ยวกรากอยู่ในแวดวงคงจะเตรียมการสำหรับคำถามมาก่อนหน้า จึงเลือกตอบในสิ่งที่คาดว่าหล่อนคงพอใจ โธ่...น้องวาจ๋า สำหรับพี่ น้องวาเป็นที่หนึ่ง เป็นตัวแม่ของสำนักพิมพ์ ไม่มีใครมาเทียบได้ การที่พี่เลือกน้องเชอรี่มาร่วมงานนี้ ก็ถือว่าให้โอกาสเด็กมัน แถมงานชุดนี้ต่างคนต่างแยกกันทำ ไม่ได้ใช้ตัวละครร่วมกันแต่อย่างใด เพียงแค่นักเขียนยึดคอนเซปต์ร่วมกันเท่านั้นเอง...พี่รับประกันว่าวาไม่ต้องทำงานด้วยความลำบากใจแน่นอน

                ถ้าอย่างนั้นค่อยยังชั่วหน่อยค่ะ บอกตามตรงว่าวาไม่ค่อยถูกชะตากับเด็กคนนั้นสักเท่าไหร่นัก...เวลาที่เชอรี่อยู่ต่อหน้าคนหมู่มาก เธอก็น่ารัก ยิ้มแย้มแจ่มใสดีหรอกค่ะ แต่เวลาที่อยู่กับวาสองคน ทั้งน้ำเสียง สายตาแล้วก็ท่าทางที่แสดงออกกับวา ทำเหมือนไม่รู้จักใครรุ่นพี่ ใครรุ่นน้อง วาก็พูดไม่ถูกหรอกนะคะ ว่าไอ้หน้าตาท่าทางที่เห็นมันเป็นยังไง รู้แต่ว่ามัน ปีนเกลียวกันไปนิด

            ‘ทำใจให้สบายๆนะคะ อย่าไปคิดมาก วาเป็นนักเขียนตัวแม่ของวงการโรมานซ์ อย่าได้ไปแคร์คลื่นลูกใหม่เลยค่ะ

                แล้วพี่ฉวีมั่นใจเหรอคะ ว่าเชอรี่จะทำงานโพรเจกต์ร่วมกับวาแบบมืออาชีพได้ ระวังจะกลายเป็นตัวถ่วงทำให้งานล่มไม่เป็นท่านะคะ แล้วพี่ฉวีจะหาว่าวาไม่เตือน

            ‘ก็เอาอย่างนี้สิจ๊ะวา...งานนี้ก็วัดฝีมือให้เห็นดำเห็นแดงกันไปข้างหนึ่ง ว่าเรื่องของใครกระแสความนิยมกับยอดขายมันจะมาแรงถล่มทลายกว่ากัน ลองสำรวจจากเว็บดันทิปเป็นตัวชี้วัดก็ได้...ว่าไงจ๊ะ จะยอมแพ้ไหม

                เมื่อพูดถึงการแข่งขัน...มีแพ้ชนะ หล่อนจึงเผลอเบ้ปากเล็กน้อย โชคดีที่อีกฝ่ายไม่เห็นเพราะคุยกันทางโทรศัพท์ ก็แค่งานลูกกวาด วาไม่จำเป็นต้องไปแข่งหรอกค่ะ สู้แข่งกับตัวเองแบบทุกครั้งดีกว่า

                นี่หล่อนกำลังรักษาภาพนักเขียนสาวใหญ่ใจดีอยู่ใช่ไหม?...มีเสียงเล็กเสียงน้อยแค่นถามอยู่ในใจ

                เอาน่า พี่เชื่อฝีมือวาอยู่แล้ว ว่าวาจะต้องเป็นที่หนึ่งของงานชุดนี้

                คำปลอบใจที่คู่สนทนาสรรหามาปลอบ ล้วนเป็นสิ่งที่กลืนอยู่ในวิญญาณบอกอมานาน ด้วยรู้ในอีโก้อันแรงกล้าทั้งวาตี ทั้งเชรี...ฉะนั้นการใช้น้ำเย็นเข้าลูบ ถือเป็นทางออกที่จะทำให้งานดำเนินไปอย่างราบรื่น

                แม้บางครั้งตอนที่บอกอคนเก่งพูด อาจต้องไขว้นิ้วกลางทับนิ้วชี้เอาไว้ ว่าการโกหกนั้นไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดแต่ประการใด

                พี่ฉวีคงไม่คิดว่าวาเรื่องมาก จู้จี้จุกจิก หรือว่าใส่ร้ายเชอรี่หรอกนะคะ

                เมื่อเผลอตัวแสดงความรู้สึกออกไปแล้ว วาตีกลับไม่แน่ใจว่าสิ่งที่พูดเพราะ อีโก้ ในตัว มันจะย้อนกลับมาทำร้ายคำพูดตัวเองหรือไม่

                แต่คนอย่างหล่อน ก็ไม่ใช่พวกคิดก่อนพูด...เท่ากับคิดก่อนเขียนเสียด้วย

                เมื่อบอกอเลอฉวีแสดงความเชื่อมั่นในตัวหล่อน พร้อมกับถ้อยคำเยินยออีกสารพัด ซึ่งหล่อนเองก็หลงระเริงเคลิ้มคล้อยและชอบฟังมัน ก่อนจะถามลงลึกถึงเนื้องาน ว่าแต่งานชุดนี้มันเกี่ยวกับอะไรคะ

                พี่อยากนัดคุยเป็นการส่วนตัวกับวาอีกทีที่ร้านกาแฟใกล้ๆสำนักพิมพ์ ตกลงไหมจ๊ะ...เดี๋ยวอีกหนึ่งชั่วโมงพบกันดีกว่า...ตอนนี้บอกได้แค่ว่า พี่อยากจะให้งานสองเล่มนี้เป็นเรื่องของเซเลบ...เป็นไงจ๊ะ...ไหวไหม?

            ‘เซเลบ!...ยังไงกันคะ

ตอนนี้ในภาพแห่งความคิด เซเลบ ที่หล่อนหมายตาอยากจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของเขามีอยู่ไม่กี่ราย

                ไม่รู้ว่าชื่อเซเลบที่บอกอเลอฉวีอยากให้หล่อนเขียน...จะตรงกันไหมนะ?

//////////////////////////////////////////////////

ตลอดทางที่รถยนต์สีขาวแต่งหลังคาดำคันเล็กยังติดป้ายแดงวิ่งฉิวอยู่บนท้องถนน เพื่อมุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟใกล้สำนักพิมพ์ อันเป็นที่นัดหมายกับบอกอเลอฉวีในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า แม้ไม่ไกลจากบ้านของหล่อนนัก แต่เนื่องจากสภาพท้องฟ้าที่มืดครึ้ม ฝนปรอยร่วงเป็นสาย จึงทำให้การจราจรติดขัด ถนนแต่ละสายเต็มไปด้วยรถราแน่นขนัด

                มิหนำซ้ำถนนฝั่งขาเข้ายังเกิดอุบัติเหตุยิ่งทำให้รถเคลื่อนตัวได้ช้า หล่อนจึงตัดสินใจกดโทรศัพท์ต่อสายหาบอกอเพื่อบอกกล่าวว่าหล่อนอาจไปช้ากว่าเวลานัดหมายสักหน่อย ด้วยเหตุผลหนึ่งที่หล่อนจดจำได้ว่า...บอกอคนเก่งเคยมาบ่นจมหูเกี่ยวกับเชรี เรื่องที่ฝ่ายนั้นชอบนัดไม่เป็นนัดหลายครั้งที่มาช้ากว่ากำหนดจนบางคราวถึงกับขอยกเลิกนัดเสียดื้อๆ ทำให้เสียเวลาเปล่า

                หรือแม้กระทั่งเรื่องของการนัดส่งต้นฉบับ สำหรับหล่อนนั้นจะยึดถือ เดดไลน์ เป็นสำคัญ เมื่อรับปากว่างานจะเสร็จเรียบร้อย ก็ต้องทำให้สมกับคำมั่นที่ให้ไว้ ไม่เคยบิดพลิ้ว โอ้เอ้ ผัดวันประกันพรุ่ง เหมือนอย่างที่เชรีเคยหาข้ออ้างสารพัดร้อยแปดพันประการเป็นข้อแก้ตัว จนบอกอสาวบ่นให้หล่อนฟังเพราะความไว้ใจ

                แต่ขณะที่รอสายบอกอสาวอยู่นั้น...ปลายสายตากลับเหลือบไปเห็นเงาของรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งในกระจกมองข้าง วิ่งซอกแซกตามช่องอันแคบระหว่างรถแต่ละคัน เพื่อจะเบียดไปยังทางข้างหน้าแฉลบรถยนต์ถัดไปอีกสองคันที่ต่อท้ายหล่อน ปาดโดนกระจกมองข้างรถคันนั้นจนหัก เกิดเสียงดังเพล้งบนถนน

                เท่านั้นแหละ...รถมอเตอร์ไซค์คันนั้นก็รีบบิดหนีอย่างเร็ว!

            เมื่อมองทางกระจกอีกครั้ง จึงเห็นผู้ชายที่เป็นคนขับรถคันนั้นเปิดประตูออกมาท่ามกลางฝนยังพรำต่อเนื่อง สำรวจดูสภาพรถบริเวณที่โดนชนก่อนจะก้มเก็บกระจกข้างรถที่หล่นอยู่บนพื้น เขาถือมันเอาไว้พลางจ้องมาทางถนนด้านหน้าที่ไร้เงาคู่กรณี มองเห็นรูปปากขยับไปมาเหมือนกำลังสบถด่ามอเตอร์ไซค์คันที่ชนแล้วหนีอย่างหัวเสีย...นึกแล้วก็เห็นใจแทนเขาอยู่เหมือนกัน แต่หล่อนก็คงเป็นเหมือนคนกรุงเทพฯจำนวนไม่น้อย ที่ไม่ชอบยุ่งเรื่องของชาวบ้าน

                ทว่าผู้ที่เปิดประตูรถทางตอนหลังออกมานั่นปะไร...แม้จะสวมแว่นตาดำทั้งที่ไม่มีแดดสักเปรี้ยง แถมฝนยังตกไม่หยุด แต่หล่อนก็คุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้างว่าเขาคือนายแบบหนุ่มหล่อคนนั้น ซึ่งตอนนี้กำลังตกเป็นข่าวฉาวเกี่ยวกับกรณี ชายรักชาย

                นั่นมัน...

                ชื่อของนายแบบผู้นั้นยังไม่ทันหลุดออกจากปาก เสียงแตรรถยนต์คันที่ต่อท้ายหล่อนก็กดแตรขนานใหญ่จนเสียงดัง ทำให้หล่อนเพิ่งเห็นว่ารถด้านหน้าเคลื่อนตัวไปแล้ว รีบเปลี่ยนเกียร์เพื่อขับออกไป จึงหมดความสนใจจากอุบัติเหตุเล็กๆที่เกิดขึ้นด้านท้าย

                เมื่อรถแล่นคล่องตัวขึ้น วาตีจึงเปิดคลื่นวิทยุหนึ่ง...เสียงเพลง เพ้อรัก ซิงเกิลใหม่ล่าสุดของเท เตโช หนุ่มลูกครึ่งเกาหลีดังขึ้นพอดี หล่อนจึงร้องคลอตามด้วยความรู้สึกปลาบปลื้ม

                ใช่แล้ว...หล่อนชอบพระเอกนักร้องคนนี้ ในฐานะที่เขาเคยรับบทพระเอกละครเรื่อง ไฟร้อนเกมลวง ทางโทรทัศน์ช่อง 13 เมื่อปีก่อนแล้วดังเป็นพลุแตก...ดังชนิดที่ตอนอวสานของเรื่องถนนหนทางนั้นโล่งเพราะคนดูติดกันงอมแงม เรตติ้งละครสูงสุดในรอบครึ่งปีของช่องทีเดียว

                แต่มันไม่ใช่ดังในด้านการแสดงเพียงอย่างเดียว เท เตโชมีกระแสข่าวฉาวกับผู้หญิงนามว่า เรณี...เมื่อนึกถึง วาตีจึงคิดว่าชีวิตของดารานักร้องคนนี้นี่แหละที่หล่อนสนใจ พลางคิดไปถึงนิยายเรื่องนี้ของหล่อน ที่เซ็นชื่อกำกับเอาไว้ด้านในให้เขาถึงสามเล่ม

                ถ้าหล่อนได้เขียนชีวิตของเท เตโช ก็คงจะดีสินะ...

                ทว่าความนึกคิดตรงนั้นถูกขัดจังหวะด้วยเสียงของโทรศัพท์จากเลอฉวี เมื่อกี้วาโทร.หาพี่หรือเปล่าจ๊ะ พอดีพี่กำลังติดสายอยู่น่ะจ้ะ

                ใช่ค่ะ...พอดีวาจะโทร.บอกพี่ฉวีว่ารถติดมาก อาจจะไปช้าสักหน่อย แต่ตอนนี้ถนนโล่งแล้วค่ะ คิดว่าไม่เกินสิบนาทีคงจะถึง...อ้อ เมื่อกี้เส้นทางที่วาขับรถมา มีอุบัติเหตุตั้งหลายจุดแน่ะค่ะ ด้านหลังวาก็มีมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวชนกัน...รู้ไหมคะ ว่าเจ้าของรถยนต์คันที่ถูกชนเป็นใคร วาให้ทาย

                เลอฉวีเว้นจังหวะครุ่นคิดไปนิดหนึ่งก่อนจะทายอย่างนึกสนุก พี่เดาว่ารถของภูพัดใช่ไหมจ๊ะ

                พี่ฉวีรู้ได้ยังไงคะ มีตาทิพย์รึเปล่านี่ หล่อนเผลอทำเสียงตื่นเต้น โดยไม่รู้สักนิดว่าทำไมคู่สนทนาจึงรู้ว่าหล่อนหมายถึงใคร ถ้าไม่ใช่ว่าฝ่ายนั้นเพิ่งจะวางสายจากผู้ชายที่มีนามว่า ภูพัด นั่นเอง

//////////////////////////////////////////////////

เมื่อจอดรถเรียบร้อย วาตีจึงเอี้ยวตัวไปด้านหลัง หยิบร่มลายขาวสลับดำขึ้นมาเตรียมจะกาง เพราะว่าฝนด้านนอกนั้นยังคงปรอยต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

                สถานที่นัดหมายเป็นร้านกาแฟใกล้สำนักพิมพ์ เดินทางสะดวกไม่ว่าจะทางรถส่วนตัวหรือมาจากทางรถไฟฟ้า ภายนอกรอบรั้วที่ตีเป็นแนวไม้ระแนง ด้านในคือเรือนโบราณซึ่งดัดแปลงเป็นร้านกาแฟและเบเกอรี จัดแต่งเครื่องเรือนแนวประยุกต์ได้สวยงาม โดยแยกสัดส่วนทั้งที่เป็นห้องแอร์กั้นไว้ทางหนึ่งคนละซีกกับพื้นที่เปิดโล่งสามารถรับลมโกรกได้ในยามไร้สายฝน ส่วนพื้นที่ปลูกสวนนั้นมีต้นไผ่กั้นเป็นรั้วบดบังผนังตึกสามชั้นทั้งสามทิศ เพิ่มความรื่นรมย์และร่มรื่นให้กับอาณาเขตสถาน มีต้นลีลาวดีดอกสีขาวกระจายตัวเป็นช่อดกพราว พื้นสนามหญ้าสีเขียวเล็กๆตัดเรียบเตียน แบ่งพื้นที่ด้านหนึ่งสำหรับสร้างบ่อเลี้ยงปลาคาร์ฟหลากสีว่ายเวียนอย่างสวยงาม โดยรอบๆบ่อนั้นยังตั้งโต๊ะสนามไว้รับลมธรรมชาติอีกด้วย

                เมื่อวาตีสาวเท้าไปจนถึงประตูชั้นนอกเรือน จึงหุบร่มแล้วสะบัดไล่เม็ดน้ำจนหมาดจึงก้าวเท้าไปตามการผายมือของพนักงานต้อนรับ โดยมุ่งหน้าไปทางห้องกระจกที่ติดแอร์ซึ่งมองเห็นบอกอคนเก่งได้ถนัดตา

                คำแรกที่เลอฉวีเอ่ยทัก ทำให้หล่อนค้อนตากลับ...

                พี่นึกแล้วเชียว วาต้องใส่เสื้อผ้าสีขาวกับดำ...เจอหน้ากันกี่ครั้ง ก็ไม่เคยเห็นจะใส่เสื้อผ้าสีอื่นบ้าง ใครเห็นก็ได้นึกว่าวาไว้ทุกข์ทั้งปีทั้งชาติพอดีเชียว

                หล่อนรู้ดีว่าเลอฉวีไม่ได้เหน็บแนมแต่อย่างใด ทว่าหล่อนก็ชินปากในการโต้ตอบกลับเพราะไม่ทันคิดออกไปว่า ก็ยังดีกว่าสีแม่ม่ายแหละค่ะพี่ฉวี อายุวาก็ไม่ใช่น้อยๆแล้ว ปีนี้จะสามสิบอยู่รอมร่อ ขืนใส่สีม่วงเข้าไป นอกจากแก่แล้วยังดูเหมือนแม่ม่ายทรงเครื่องอีก...วาเป็นโรคกลัวความแก่ค่ะ ได้ยินใครพูดเบาๆก็เจ็บแล้ว

                ใช่แล้ว...ตอนนี้คำพูดของหล่อนกำลังยอกแสยงใจอีกฝ่ายจนเจ็บจี๊ดๆโดยไม่รู้ตัว

                เลอฉวีจึงยิ้มจืดเจื่อน ปั้นสีหน้าไม่ถูก ก่อนจะดูดชาเขียวในแก้วแก้เก้อ หลังจากดื่มกาแฟเย็นหมดไปสองแก้วระหว่างรอเชรีเมื่อชั่วโมงก่อน จนไม่สามารถต่อแก้วที่สามได้เพราะกลัวตาค้าง จึงเปลี่ยนน้ำที่จะดื่มแทน

                วาตีลากเก้าอี้เพื่อลงนั่ง วางร่มพิงไว้กับเก้าอี้อีกตัวที่ว่าง ก้มมองสำรวจความเรียบร้อยของเสื้อผ้าตนเองว่ามีส่วนไหนเปียกบ้างไหม พลางนึกถึงการแต่งตัวของตน ก็ไม่เห็นจะผิดแผกไปจากชาวบ้านตรงไหน กับการที่หล่อนนิยมเสื้อผ้ารวมถึงเครื่องประดับที่เป็นสีขาวกับดำจนล้นตู้

                จึงเผลอย่นคิ้วและเบ้ปากเล็กน้อย...ก็นี่มันรสนิยมส่วนตัวของหล่อน ใครจะทำไม?

                ขนาดเชรีเอง แม้อายุยังน้อยด้วยวัยน่าจะยี่สิบต้นๆ รูปร่างก็สูงโปร่ง ผิวพรรณขาวสะอาดไร้จุดด่างดำ ผมยาวตรงสลวยเป็นเงามัน ดูเหมือนจะสวยสมวัย...แต่ที่ไหนได้ กลับใส่แว่นสายตาไร้กรอบทรงเชยๆ ชอบนุ่งกระโปรงยาวคลุมขา สีเสื้อผ้าดูทะมึน ไม่สดใสตามวัยสักนิด แถมหล่อนยังรู้มาอีกว่าแต่ก่อนนั้นเชรีเคยฟันยื่นจนเหยิน กระทั่งตัดสินใจจัดฟันเสียใหม่จนเรียบเสมอแล้วนั่นแหละถึงได้เป็นคนยิ้มสวยขึ้น แต่อย่างไรก็ยังแต่งตัวเชยเหมือนเดิม ต่างจากหล่อนที่กลัวความแก่ กลัวความไม่สวย กลัวอายุที่เอาแต่เดินหน้าไม่มีวันถอยหลัง จึงไม่เคยยอมแพ้สังขาร ทั้งประทินผิว ทั้งประโคมแต่งเนื้อแต่งตัว เข้าออกสถานเสริมความงามเป็นว่าเล่นเมื่อมีเวลาว่าง ถึงแม้ว่าจะใส่เสื้อผ้าไม่กี่สีก็เถอะ แต่หล่อนก็ทุ่มซื้อเครื่องแต่งตัวไม่อั้น

                เมื่อเหลือบตามองคู่สนทนาที่ยิ้มแห้งๆ เห็นว่าเลอฉวีเองนั้นก็มีเอกลักษณ์ประจำตัวเหมือนกัน คือชอบ สีม่วง จับจิตจับใจ สมัยก่อนเคยเห็นเลอฉวีใส่เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ทาเล็บทาปาก แต่งหน้ากระเดียดไปโทนสีนี้จนเคยมีคนในสำนักพิมพ์สัพยอกทำนองว่า นึกว่าเจ้ากุ้งแก้วที่เสียชีวิตไปแล้วซะอีกค่ะพี่ฉวี หลังจากนั้นเลอฉวีจึงเริ่มใส่สีอื่นบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นสีขาวและสีในโทนอ่อน...แต่ที่คงเดิมคือผมซอยสั้นกุดนั้นย้อมสีม่วงมะฮอกกานีปิดทับผมขาวซึ่งเริ่มแซมเป็นกระหย่อมกันน่าเกลียดจนชินตาในสองถึงสามปีหลังนี้เอง

                ขนาดวันนี้เลอฉวีก็ยังมีผ้าพันคอลายดอกไม้พื้นม่วงซึ่งเป็นสีเอกลักษณ์พาดอยู่รอบไหล่ มองแล้วก็เข้ากันดีกับชุดกางเกงขายาวบานกว้างผ้าชีฟองสีเนื้อเข้าชุดกับเสื้อแขกแขนยาวสีเดียวกัน โดยไม่ลืมใส่กำไลข้อมืออันใหญ่สามอันกระทบกันดังกรุ๋งกริ๋ง

                มาคอยนานหรือยังคะพี่ฉวี

                วาตีเปิดฉากสนทนาขึ้นก่อน หลังจากปล่อยให้ความเงียบปกคลุมไปหลายนาที...ฝ่ายนั้นจึงเริ่มยิ้มแย้มและตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ

                จะนานแค่ไหนก็ต้องคอยนั่นแหละ ว่าแต่วาเถอะ ทานอะไรรองท้องหน่อยไหม

                วาตีจึงหันไปรับเมนูอาหารจากพนักงาน เลือกสั่งผัดไทกุ้งสดซึ่งขึ้นชื่อของร้านกับชามะนาวอันโปรดปรานหนึ่งแก้ว...สั่งเสร็จจึงหันไปถามบอกอสาว พี่ฉวีล่ะคะจะทานอะไร

                เลอฉวีรีบปฏิเสธทันควัน เพราะบัดนี้ท้องอิ่มไปด้วยเค้กแยมรสส้มหนึ่งชิ้นกับมาร์ชเมลโล่คัพเค้กอีกหนึ่งชิ้น กาแฟเย็นสองแก้ว ต่อด้วยผัดไทอีกหนึ่งจาน มีเวลาย่อยอาหารเพียงแค่ชั่วโมงเดียว ขืนซัดขนมอีกหนึ่งชิ้น มีหวังได้จกคอสำรอกแน่

                น้องสั่งแค่ผัดไทให้พี่เขาจานเดียวกับน้ำชามะนาวแก้วหนึ่งแล้วกัน...ของพี่ไม่รับอะไรแล้วละ

                หล่อนจึงนิ่วหน้ามองบอกอคนเก่ง นึกแปลกใจอยู่บ้างที่ฝ่ายนั้นไม่สั่งอาหาร เพราะทุกครั้งที่มีการนัดพบเจรจาเรื่องต้นฉบับหรือจะเป็นเรื่องส่วนตัวด้านอื่น คนอย่างเลอฉวีไม่มีทางสั่งแค่น้ำแก้วเดียว เมื่อนึกจับผิด พลันสายตาไปกระทบเข้ากับกล่องสีเงินบรรจุผ้าพันคอที่วางไว้อยู่บนโต๊ะ

                นั่นกล่องผ้าพันคอเหรอคะพี่ฉวี เพิ่งซื้อมาใหม่หรือคะ...ใช่ผืนที่พาดไหล่อยู่หรือเปล่า

                เลอฉวีแย้มยิ้มก็จริง แต่มือคว้ากล่องนั้นเก็บลงกระเป๋าข้างกายอย่างว่องไวแล้วอ้างว่า ใช่จ้ะ...ผืนเดียวกับที่พี่ใช้นี่แหละ เป็นไงจ๊ะ สวยไหม?

                สวยดีค่ะ

                หล่อนตอบกลับแบบแกนๆ พลางเห็นท่าทีแปลกๆของอีกฝ่ายจึงเดาเอาเอง...หรือว่าเลอฉวีนัดพบกับใครก่อนหน้านี้ และคนๆนั้นคงจะซื้อผ้าพันคอมาฝาก ประเมินสายตาจากภายนอกกล่องที่เห็น ถ้าคาดไม่ผิดน่าจะเป็นสินค้านำเข้า ราคาแพงใช่หยอก

                ในหัวหล่อนคิดถึงเชรีคนเดียว พลางแค่นในใจว่า...เชอรี่นี่ช่างประจบประแจงจริงนะ!

                พลันความคิดสะดุดลง เมื่อเสียงโทรศัพท์จากเครื่องของเลอฉวีดังขึ้น ประจวบเหมาะกับน้ำชามะนาวและผัดไทถูกนำมาเสิร์ฟ หล่อนจึงปล่อยให้อีกฝ่ายรับสายคุยธุระ ส่วนตนเองก็จัดการละเลียดชิมอาหารจานเด็ดของที่นี่ทีละน้อย เพราะรู้โดยมารยาทจากการพบกันทุกครั้งว่า จะคุยงานเป็นกิจจะก็ต่อเมื่อทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว

                สิบนาทีของการคุยโทรศัพท์ระหว่างเลอฉวีกับปลายสาย เป็นช่วงที่วาตียังคงทานไปเงี่ยหูฟังไป ถึงแม้จะไม่ใช่คนเสียมารยาทแอบฟังผู้อื่นคุยโทรศัพท์ แต่หนนี้กลับรู้สึกถึงสีหน้าของบอกอสาวแปลกแปร่ง ปั้นหน้าปั้นตาเหมือนคนอมทุกข์

                เมื่อเลอฉวีกลับมานั่งที่เก้าอี้ตามเดิม วางโทรศัพท์รุ่นพระเจ้าเหาซึ่งเอาไว้รับสายเข้าและโทร.ออกเพียงอย่างเดียว หล่อนก็รวบช้อน และปากไว อดไม่ได้จึงถาม

                มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะพี่ฉวี

                ไม่มีหรอกจ้ะ แค่พี่เสียดายอะไรบางอย่างนิดหน่อย

                นี่ถ้าหล่อนรู้ว่าเลอฉวีเสียดายที่การนัดหมายให้ใครคนหนึ่งมาปรากฏตัวที่นี่ในตอนนี้ เพราะอยากจะเซอร์ไพร์ส หล่อนคงจะอึ้งจนยิ้มไม่ออกทีเดียว

                เมื่ออีกฝ่ายไม่อยากบอก หล่อนก็ไม่อยากซักกับท่าทางลับลมคมในนั้น จึงได้แต่ไหวไหล่น้อยๆตามประสาคนที่ชอบทำตัวมั่น...ทั้งๆที่อายุอานามก็จวนเข้าหลักสามในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้แล้ว

                หล่อนจึงชวนเปลี่ยนเรื่องคุย แต่ไม่วายวกกลับเข้าไปเรื่องเดียวกับที่เลอฉวียังคงครุ่นคิดอยู่ในใจ ตายแล้ว...วาลืมสนิทเลย ว่าจะถามพี่ฉวีซะหน่อย เรื่องที่คุยค้างไว้ในรถยนต์เมื่อกี้นี้น่ะค่ะ พี่ฉวีรู้ได้ยังไงคะว่าอุบัติเหตุเฉี่ยวชนที่วาพูดถึง คือรถของนายแบบคนนั้น

                เลอฉวีกลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิด เมื่อเหลือบมองไปยังจอโทรทัศน์ขนาดกลางที่ตั้งอยู่บนตู้ไม้ทรงโบราณ กำลังฉายภาพข่าวจากรายการหนึ่ง จึงมีความคิดแวบเข้ามาในสมองเพื่อแก้ตัว

                นั่นไงจ๊ะ...เมื่อกี้ทีวีออกข่าว พี่ก็ดูจากทีวีสิจ๊ะ

                พูดถึงนายแบบคนนี้ วาว่าจะเล่าให้พี่ฟังก็เลยลืม...ช่วงอาทิตย์ก่อนโน้น วาไปเจอตัวจริงเขาด้วยค่ะ เห็นทีแรกก็ไม่รู้จักหรอก เพราะวาไม่ค่อยได้สนใจพวกข่าวบันเทิงเท่าไหร่ แต่พอมาเห็นทางหนังสืออะไรสักอย่างไม่กี่วัน ก็เลยนึกขึ้นได้...พี่ฉวีรู้ไหมคะ นายแบบคนนี้เขา...เขาเป็นเกย์

                ท้ายประโยคหล่อนลดเสียงลง แต่มันกลับทำให้เลอฉวีสะดุ้งวาบ ได้แต่มองค้อนปะหลับปะเหลือกกลับมา เอาเถอะจ้ะ...ข่าวมันก็คือข่าววันยังค่ำ

            วาตีจึงหมดข้อกังขา หยิบแก้วชามะนาวขึ้นดูดน้ำจนพร่องไปกว่าครึ่ง แล้วกลับมาสนทนาถึงส่วนงานที่ตั้งใจมาคุย

                วาอิ่มแล้วค่ะ ถ้าอย่างนั้นเรามาคุยเรื่องงานกันเลยดีกว่าค่ะ งานโพรเจกต์คู่ที่พี่ฉวีชวนให้ทำ ชื่อชุดว่าอะไรนะคะ วาลืมไปแล้ว

                พูดจบหล่อนก็เอี้ยวตัวไปค้นในกระเป๋าสะพายไหล่แบรนด์เนมสีขาว ค้นขยุกขยิกสักพัก จึงหยิบสมุดบันทึกปกหนังสีดำมาวางแหมะไว้บนโต๊ะ เปิดหน้ากระดาษพร้อมหยิบปากกาจดตามความเคยชินที่ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการบันทึกเสมอ

                เมื่อเลอฉวีเอ่ยย้ำถึงชื่อโพรเจกต์อีกครั้ง ปลายนิ้วก็ขยับปากกาจรดลงกระดาษไปว่า...

//////////////////////////////////////////////////

 
 
 
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

33 ความคิดเห็น

  1. #9 nittsmall (@nittsmall) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 กันยายน 2557 / 14:39
    อ่าาาาาา อิหนูวาอีโก้สูงใช่เล่นนะหล่อน
    #9
    0
  2. วันที่ 16 กันยายน 2557 / 10:01
    รออ่านต่อนะคะ
    #7
    0