สุดฟ้า...คีราลัย | At First Light [ตีพิมพ์ สนพ. ทัช]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 133,414 Views

  • 1,157 Comments

  • 1,260 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    5,008

    Overall
    133,414

ตอนที่ 22 : Chapter 11 (1) : ชะตาลิขิต | The Destiny [50%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4752
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 257 ครั้ง
    3 มิ.ย. 61

สุดฟ้า...คีราลัย | At First Light

Chapter 11 (1)

ชะตาลิขิต | The Destiny

เทือกเขาสุมันตรา, คีราลัย, ยี่สิบสองปีที่แล้ว

เสียงสายลมแห่งขุนเขายังคงดังหวีดอยู่ภายนอกวิหารเล็กๆ ของวัดอามุล วัดพุทธเก่าแก่ที่สร้างขึ้นจากแรงศรัทธาที่ริมผาสูงชันบนเทือกเขาสุมันตรา แม้พายุหิมะที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายปีจะผ่านพ้นไปแล้วแต่ความพิโรธจากธรรมชาติยังคงทิ้งความหฤโหดเอาไว้ในรูปแบบของทะเลหิมะที่ท่วมสูงไปทั่วบริเวณ อากาศด้านนอกหนาวเหน็บไม่ต่ำกว่าลบยี่สิบองศาเซลเซียส ทางเดินขึ้นเขาแคบๆ ที่ชาวบ้านถางไว้ถูกหิมะหนากลบยิ่งทำให้การเข้าถึงวัดแห่งนี้ลำบากยากเข็ญขึ้นไปอีก

หากแต่ในความลำบากนั้น กำลังมีชายคนหนึ่งเดินย่ำขึ้นมาอย่างไม่ย่อท้อเพียงลำพัง และกำลังใกล้ถึงจุดหมายปลายทางเข้าไปทุกที...

ดวงตาของพระภิกษุผู้ทรงศีลที่กำลังปฏิบัติภาวนาอยู่ภายในวิหารลืมขึ้นทันทีเมื่อเห็นภาพของบุรุษผู้นั้นในห้วงจิตของตนเอง ก่อนจะทอดมองนิ่งไปยังเปลวสีส้มจากเทียนเล่มใหญ่ที่จุดส่องสว่างอยู่เบื้องหน้าพระประธาน ที่ตอนนี้กำลังลุกโชติขึ้นกว่าทุกวันอย่างน่าอัศจรรย์

ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ประตูโบสถ์ก็ถูกเปิดออกช้าๆ ลมหนาวจากภายนอกพัดวูบเข้ามาหาพร้อมกับบุรุษหนุ่มฉกรรจ์ที่ยังอยู่ในชุดกันหนาวบวมหนา ตามเนื้อตัวและศีรษะของเขายังมีละอองหิมะขาวติดเปรอะไปทั่ว ผิวเนื้อที่โผล่พ้นเสื้อผ้ามีรอยแดงที่ถูกทำร้ายจากความเย็นเห็นชัด ชายหนุ่มทิ้งเป้แล้วทรุดกายลงก้มกราบราบกับพื้นอยู่เบื้องหน้าองค์พระใหญ่ ก่อนหันมากราบพระภิกษุรูปเดียวในที่นั้น

“เจริญพร พศุตม์ 

“หลวงพ่อเรียกให้ผมมาที่นี่ด่วน มีเรื่องอะไรหรือครับ” ชายวัยสี่สิบที่ชื่อพศุตม์ยังคงดูเหนื่อยอ่อนจากการเดินเท้าขึ้นมาถึงวัดบนยอดเขาแห่งนี้ แต่เขาก็ไม่ยอมเสียเวลาแม้เพียงนาทีเดียวเพื่อจะพักหายใจด้วยรู้ดีว่าพระสงฆ์ที่กำลังนั่งอย่างสำรวมอยู่เบื้องหน้าตอนนี้คงมีเรื่องคอขาดบาดตายจริงๆ ถึงได้ยอมเดินหลายกิโลเมตรเพื่อไปขอโทรศัพท์คนในหมู่บ้านโทรหาเขาที่อยู่เมืองไทยทั้งที่ท่านอายุหกสิบห้าเข้าไปแล้ว 

มันเสี่ยง...แม้ทั้งคู่จะสื่อสารกันด้วยภาษาไทยได้ แต่หลวงพ่อก็ไม่พูดธุระสำคัญนั้นทางโทรศัพท์ ได้แต่บอกสั้นๆ ว่า ‘มาหาหลวงพ่อที่วัดด่วนที่สุด เรื่องสำคัญมาก มาคนเดียว อย่าบอกใคร’ 

เพียงเท่านั้น โยมลูกชายก็ต้องละทิ้งทุกอย่างแล้วดั้นด้นมาในทันที หลวงพ่อสุวิชชาออกบวชตั้งแต่พศุตม์อายุได้เพียงสองขวบ แต่เดิมท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดในเชียงใหม่ ลูกชายยังไปกราบไหว้เยี่ยมเยียนอุปัฏฐาก

อยู่เสมอ แต่หลังจากที่พศุตม์เข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้ พระสุวิชชาก็ได้มีโอกาสออกธุดงค์ตามพระอาจารย์ของท่านไปยังประเทศอินเดีย เนปาล และเข้าสู่คีราลัย ราวกับมีบุพกรรมบางอย่างที่เนื่องกัน แม้ว่าวัดอามุลแห่งนี้จะอยู่สูง หนาว และกันดาร และมีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่เพียงสามรูป แต่ท่านกลับรู้สึกว่าที่แห่งนี้เป็นที่สัปปายะที่ท่านจะวิปัสสนาได้อย่างเต็มที่ ในที่สุด หลวงพ่อก็ตัดสินใจเลือกปฏิบัติภาวนาอยู่ที่วัดริมหน้าผาแห่งนี้อย่างถาวรจนตอนนี้ท่านได้กลายเป็นภิกษุรูปเดียวที่อยู่ที่นี่ ไม่มีใครอื่น นอกจากชาวบ้านที่มาทำบุญเพียงครั้งคราว

พระสุวิชชายังไม่ตอบคำถามของโยมลูก หากยื่นสร้อยเส้นหนึ่งมาตรงหน้าเขา พศุตม์รับมันไว้แล้วเพ่งมอง เมื่อชายหนุ่มเห็นมันชัดๆ อย่างละเอียด เลือดในกายที่เริ่มอุ่นขึ้นของเขาก็เย็นเฉียบขึ้นมาอีกรอบ

สร้อยเกล็ดหิมะ แห่งราชวงศ์คีราลัย... 

นายทหารหนุ่มรู้ดี เขาเคยเป็นหัวหน้าชุดนำทีมอารักขาพระสนมมาลตีผู้เป็นเจ้าของสร้อยเส้นนี้มาที่คีราลัยตอนที่ท่านตกลงเป็นพระสนม เป็นสร้อยที่อาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ของหมั้น’ จากสมเด็จพระราชาธิบดี งดงาม มีคุณค่า หาใดเปรียบมิได้ เป็นสร้อยที่อยู่ติดคอพระสนมมาตลอดตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันที่ท่านจากไปในกองเพลิง พร้อมกับพระราชวงศ์ทุกพระองค์แห่งคีราลัย

หากตอนนี้....กับสร้อยเส้นนี้....พศุตม์เงยหน้าขึ้นจากสร้อยมองภิกษุชราด้วยใจระทึก

“หลวงพ่อ...” 

หลวงพ่อผินหน้ามองไปยังพระประธานองค์ใหญ่ หากสิ่งที่ทำให้พศุตม์แทบหยุดหายใจไม่ใช่พระพุทธรูปสีทองอร่ามที่กำลังต้องแสงเทียน แต่กลับเป็นร่างเล็กๆ สองร่างที่ค่อยๆ โผล่มาจากด้านหลังองค์พระอย่างใคร่รู้

“เจ้าฟ้าธราดลจิตติและเจ้าฟ้าหญิงรังสิอรุณกาล”

พศุตม์ขนลุกชันไปทั้งตัวเมื่อได้สบสายพระเนตรทั้งสองคู่นั้น รู้ทันทีว่าธุระสำคัญยิ่งของหลวงพ่อคือสิ่งใด เขาติดตามข่าวโศกนาฏกรรมแห่งราชวงศ์ดารัณวัตแห่งคีราลัยอย่างใกล้ชิด และรู้ตามข่าวว่าทุกพระองค์สิ้นพระชนม์ทั้งหมด แต่สิ่งที่เขากำลังเจออยู่ตรงนี้มันคือเรื่องยิ่งใหญ่ที่กลับตาลปัตร เป็นเรื่องที่อาจเรียกได้ว่ากำลังกุมชะตาของประเทศเล็กๆ ประเทศนี้ไว้อย่างน่าระทึกที่สุด พระสุวิชชาจ้องมองบุตรชายที่กำลังตกตะลึง

“หน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์สองพระองค์สุดท้ายที่เหลืออยู่แห่งคีราลัย เลือดในกายครึ่งหนึ่งของพวกท่านเป็นคนไทย  ดังนั้น...ศุตม์คุ้มครองท่านกลับเมืองไทยให้ได้ พาทั้งสองพระองค์ไปพบท่านฤกษ์ ท่านจะจัดการทุกอย่างได้ อีกไม่นานทหารของปารัชจะเดินทางมาถึงวัดอามุลแห่งนี้ เราไม่มีเวลาแล้ว”

ปารัช พลเทวา อดีตมือขวาของสมเด็จพระราชาธิบดี ผู้ได้รับการโหวตจากรัฐสภาให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนกษัตริย์ที่สวรรคตไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อน

“ปารัช...” พศุตม์นึกถึงอดีตราชเลขาฯ ของราชาศิขเรนทร หากทหารของปารัชกำลังออกค้นหาเจ้าฟ้าฝาแฝด นั่นหมายความว่าเขารู้มาตลอดว่าทั้งสองพระองค์ยังทรงพระชนม์ชีพ หาได้สิ้นไปในกองเพลิงตามข่าวที่ออก และแสดงว่า...ศพเด็กแฝดที่ดำเกรียมเป็นตอตะโกที่พบในพระตำหนักพระสนมมาลตีนั่น...ไม่ใช่เจ้าชายและเจ้าหญิงพระองค์จริง...

หลวงพ่อพยักหน้าอีกครั้งราวกับล่วงรู้สิ่งที่ลูกชายกำลังคิด “สองพระองค์จะไม่ปลอดภัย หากชีวิตท่านตกอยู่ในมือของปารัช ศุตม์ต้องพาพวกท่านออกจากคีราลัยให้ได้ภายในสองวัน ก่อนที่ทหารพวกนั้นจะมาถึงที่นี่แล้วเอาตัวท่านกลับไปที่อันชุล” 

พศุตม์สบตาผู้ทรงศีลด้วยความกังวลสุดแสน ยิ่งเมื่อเห็นเจ้าชายและเจ้าหญิงพระองค์น้อยค่อยๆ เดินออกมาให้เขาได้เห็นชัดขึ้น ตัดพระนามและยศศักดิ์ออกไปนั้นก็คือเด็กธรรมดา เด็กอายุเพียงห้าขวบ...   

เพียงแต่เป็นเด็กอายุห้าขวบที่ดูสงบ สง่า และควบคุมกิริยาอาการได้น่าทึ่งนัก และยังเป็นเด็กห้าขวบที่เพิ่งผ่านพบเหตุการณ์เลวร้ายที่สุด

“สองวัน...เด็กตัวแค่นี้จะเดินทางผ่านสภาพอากาศหนาวจัดกับหิมะหนาท่วมตัวด้านนอกนั่นได้ยังไงครับ ผู้ใหญ่ยังแทบเอาตัวไม่รอด แค่สองวันไม่มีทางพ้นเขตแดนคีราลัยได้แน่หลวงพ่อ”

“ทำได้” นักบวชให้คำมั่น “ทั้งศุตม์และพวกท่านจะทำได้ สองพระองค์ทรงเป็นบุตรแห่งหิมาลัย ขุนเขาและหิมะไม่มีทางทำอันตรายท่าน จงไปให้เร็วที่สุด ระหว่างทางลงจากเขาหากพบเสือดาวหิมะหรืออินทรีภูเขาก็อย่าตกใจหรือทำอันตรายใดๆ สัตว์มงคลทั้งสองมีหน้าที่ติดตามรัชทายาทแห่งราชบัลลังก์จนกว่าจะพ้นเขตคีราลัย เมื่อลงจากเขานี้ได้จะมีคนมารับพาพวกโยมทั้งสามผ่านพรมแดนอินเดีย พม่า และเข้าเมืองไทยด้านเชียงราย พอถึงตรงนั้น คนของท่านฤกษ์จะมารับพวกโยมอีกที”

ความเงียบงันเข้าครอบคลุมวิหารทั้งหลังไปชั่วขณะเมื่อพศุตม์ยังคงอึ้งกับภารกิจลับครั้งยิ่งใหญ่ที่แบกรับความเป็นไปของประเทศนี้เอาไว้ แต่ความเงียบก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงเล็กๆ ทว่ามั่นคงนัก

“เราไม่ไป... เราจะกลับบ้าน จะทหารของปารัชหรือของใคร เราไม่กลัว” พระองค์ชายธราดลจิตติรับสั่งขณะที่พระหัตถ์ยังกุมพระหัตถ์น้อยๆ ของพระขนิษฐาเอาไว้แน่น พระองค์หญิงรังสิอรุณกาลตรัสสำทับ

“กาลก็ไม่ไป คีราลัยคือบ้าน ทำไมเราต้องหนีจากบ้านเราเองด้วย”

นี่คือคำพูดของเด็กห้าขวบจริงหรือ...พศุตม์มองอย่างอึ้งๆ 

“มหาบพิตร...” คำเรียกขานจากปากพระสุวิชชาผู้มองเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำทำให้นายทหารไทยตัวชาวาบอีกครั้ง คำนั้นย่อมหมายถึงว่า เจ้าฟ้าคนใดคนหนึ่ง หรือไม่ก็ทั้งสองพระองค์นี้จะได้กลับมาเป็นกษัตริย์พระองค์ต่อไปอย่างแน่นอน นี่จึงไม่ใช่แค่การช่วยชีวิตเด็กสองคนธรรมดาๆ แต่คือการแบกรับชะตาแห่งคีราลัยเอาไว้ทั้งหมดอีกด้วย 

“สักวัน ใต้ฝ่าพระบาทจะได้เสด็จกลับมาที่นี่ทั้งสองพระองค์ แต่ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ปลอดภัย ตอนนี้จึงต้องทรงรักษาชีวิตไว้เพื่อให้ได้กลับมา ทรงเข้าพระทัยที่หลวงปู่พูดใช่ไหม” เจ้าฟ้าน้อยทั้งสองสบสายตากับหลวงปู่ 

“แล้ว...จะได้กลับมาเมื่อไหร่ครับ หลวงปู่”

“เมื่อถึงเวลาที่สมควร...” หลวงปู่ของธราดลจิตติจับพระหัตถ์เล็กๆ ของเจ้าชายมากุมไว้มั่น “เวลาที่ทั้งสองพระองค์เจริญพระชันษา มีความรู้ มีปัญญา มีสติ และมีหัวใจที่พร้อมสำหรับการกลับมาทำเพื่อประชาชนผู้ยากจนตลอดพระชนม์ชีพ”

“แล้วถ้าเรากลับมา หลวงปู่จะยังอยู่รอพวกเราไหมคะ” เสียงเล็กๆ ของเจ้าหญิงตรัสถาม พระสุวิชชาจุกปรี่ขึ้นมาทันที จากสองสัปดาห์ก่อนที่หลวงพ่อพบทั้งสองพระองค์อยู่ในป่าลึก พระวรกายเล็กๆ แข็งแทบไร้ลมหายใจ มีเสือดาวหิมะตัวใหญ่วนเวียน เหนือศีรษะบนท้องฟ้ามีอินทรีภูเขาบินโฉบไปมา ภิกษุชรารับรู้ในจิตทันทีว่าพวกท่านคือใคร จากวันนั้นถึงตอนนี้ ความผูกพันและสายใยบริสุทธิ์ได้ถูกถักทอขึ้นอย่างรวดเร็ว หลวงพ่อยิ้มอย่างเมตตา

“อยู่สิ หลวงปู่จะอยู่รอใต้ฝ่าพระบาททั้งสองพระองค์กลับมาเสมอ” 

อาการนิ่งของสองพระองค์ทำให้หลวงพ่อรู้ทันทีว่าท่านได้ตกลงพระทัยแล้ว อันตรายที่ถาโถมและโศกนาฏกรรมที่ผ่านเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัวทำให้เจ้าฟ้าน้อยทั้งสองทรงกล้าหาญเติบโต และเข้าพระทัยอะไรได้ง่ายเกินเด็ก หลวงพ่อสุวิชชาเรียกให้ผู้มาเยือนขยับเข้ามาใกล้อีกนิด

“เขาคนนี้ชื่อ พศุตม์ เขาเป็นลูกชายของหลวงปู่เอง เขาจะเป็นคนพาใต้ฝ่าพระบาทไปในที่ปลอดภัย นับแต่นาทีนี้จะไม่มีเจ้าฟ้าธราดลจิตติและเจ้าฟ้าหญิงรังสิอรุณกาลอีกต่อไป จะมีเพียงเด็กฝาแฝดผู้เป็นลูกๆ ของพันโทพศุตม์...เพียงเท่านั้น ทุกอย่างหลังจากนี้ พศุตม์จะเป็นคนทูลฝ่าบาทเอง ได้โปรด...เชื่อพระทัยเขา”

เชื่อใจ... นาทีนี้เด็กห้าขวบจะทำอะไรได้อีกนอกจากเชื่อใจคนที่เพิ่งเคยเจอกันเป็นครั้งแรก ทางเลือกในชีวิตของพวกเขามีไม่มากนัก หลวงปู่สุวิชชาเป็นผู้ให้ชีวิตใหม่พวกเขามาครั้งหนึ่งแล้ว ดังนั้น...ทางที่หลวงปู่ได้เลือกให้ย่อมดีที่สุดเสมอ

เจ้าฟ้าหญิงรังสิอรุณกาลถูกตัดพระเกศาจนสั้นกุดเท่ากับพระเชษฐา ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ของเด็กที่พ่อแม่เคยเอามาฝากไว้กับวัดแต่หนีไปเพราะทนความกันดารห่างไกลไม่ไหว ดูเผินๆ แล้วจึงกลายเป็นเด็กชายชาวบ้านฝาแฝดที่หน้าเหมือนกันโดยทั่วไป ทั้งคู่ไม่มีสมบัติอะไรติดตัวอะไรเลยนอกจากสร้อยเกล็ดหิมะที่ติดคอพระศอของรังสิอรุณกาลมาตั้งแต่ที่หลวงปู่พบพวกท่านในป่า ท่านกำชับกับลูกชายก่อนที่ทั้งหมดจะออกเดินทาง

“สร้อยของหมั้นของพระสนมมาลตี เกล็ดหิมะกับพลอยอเล็กซานไดรท์ ใครเคยอยู่คีราลัยก็จะรู้ทันทีว่านี่คือของราชวงศ์ เก็บมันไว้ให้ดีอย่าให้ใครได้เห็นนะพศุตม์ จนกว่าเจ้าฟ้าทั้งสองจะเติบใหญ่แล้วดูแลสร้อยเส้นนี้ด้วยตัวเองได้ มันเป็นสร้อยพิเศษ หลวงพ่อเป็นช่างทำเครื่องประดับมาก่อนก็จริง ก็ยังไม่เคยเห็นใครสร้อยเส้นใดที่ดูมีชีวิตเท่านี้ และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด สร้อยเส้นนี้คือสมบัติชิ้นเดียวที่จะเป็นตัวแทนจาก ‘บ้าน’ ให้ทั้งสองพระองค์ได้ระลึกถึงว่าตัวเองเป็นใคร และมาจากที่ใด”

“ผมจะรักษาไว้เท่าชีวิต”

“พศุตม์ หลวงพ่อมีอีกอย่างที่ต้องบอก”

เด็กแฝดเงยหน้าขึ้นมองตอนที่หลวงพ่อกระซิบบางอย่างกับพันโทพศุตม์ บางอย่างที่พวกเขาไม่ได้ยิน แต่ก็ได้เห็นนายพันโทผู้จะกำลังจะกลายเป็น ‘พ่อ’ คนใหม่ของพวกเขาตกตะลึงไปอีกครั้ง

ประตูโบสถ์ถูกเปิดออก ความเย็นเยือกพัดปะทะร่างน้อยแต่ทั้งคู่หาได้สั่นสะท้านแต่อย่างใด พศุตม์กระชับมือของเด็กแฝดไว้คนละข้าง ก้าวออกสู่โลกภายนอกที่กว้างใหญ่และหนาวเหน็บ เสียงเสือดาวหิมะคำรามก้องสะท้านไปทั้งป่า ธราดลจิตติและรังสิอรุณกาลเงยหน้าขึ้นมองอินทรีภูเขาตัวใหญ่ที่กำลังกางปีกบินวนโต้ลมหนาวอยู่บนฟากฟ้าด้วยดวงตาที่กำลังสะท้อนแสงระยิบระยับจากเกล็ดหิมะรอบตัว...เป็นครั้งสุดท้าย


เก็ดถวาสะดุ้งตื่นขึ้นเพราะเสียงนาฬิกาปลุกที่กรีดร้องดังเสียดแทงเข้ามาในห้วงนิทราอันเย็นเยือก ห้วงนิทราที่ฉายภาพซํ้าๆ ถึงวันเก่าๆ ในสถานที่ที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว ปกติวันอาทิตย์หญิงสาวจะไม่ตั้งนาฬิกาไว้เพราะอยากให้ตัวเองได้นอนเท่าที่อยากนอน แต่สำหรับวันนี้นั้นแตกต่างออกไป คุณหมอใช้เวลาทำธุระส่วนตัวไม่นานก่อนรุดลงมาด้านล่าง วูบโหวงในใจเมื่อเห็นพี่ชายฝาแฝดกำลังตรวจเช็กกระเป๋าเดินทางก่อนยกขึ้นรถ 

เพียงดินกำลังจะไปคีราลัยในวันนี้...

เก็ดถวาเจอความไม่แน่นอนมาเยอะนักในอายุเท่านี้จนไม่คิดว่าตัวเองจะกลัวอะไรได้อีก หากวันนี้หญิงสาวกำลังกลัวจับใจ กลัวการจากลา กลัวลิขิตแห่งโชคชะตาที่ไม่รู้ว่าจะขีดเขียนให้ชีวิตของเธอและเพียงดินจะเป็นอย่างไรต่อไปในภายภาคหน้า เพียงดินเป็นทั้งพี่ชาย เป็นเพื่อน เป็นผู้ปกครอง เป็นคนที่มีสายเลือดเดียวกันเพียงหนึ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่บนโลกใบนี้

นอกจากร่วมท้องมาเกิดด้วยกันแล้ว คู่แฝดต่างรู้สึกว่าอีกคนคือส่วนหนึ่งของตัวเอง และมันทำใจได้ยากเหลือเกินเมื่อเห็นอีกคนกำลังจะก้าวไปสู่ดินแดนที่เต็มไปด้วยอันตรายรอบตัว เป็นการเดินทางที่เก็ดถวากำลังรู้สึกด้วยสัญชาตญาณว่า...มันจะกลายเป็นทางเดินทางที่ยาวนานของเพียงดิน

“เรียบร้อยแล้วใช่ไหมลูก ไปเถอะ” พลเอกพศุตม์ผู้เป็นบิดาจะเป็นคนไปส่งลูกชายถึงสนามบินสุวรรณภูมิด้วยตัวเอง เก็ดถวากับดารณีจึงขอส่งเพียงดินอยู่ที่หน้าบ้านมอกกำปอตรงนี้ หญิงสาวหันมองแม่เลี้ยงดารณีที่เงียบไปตั้งแต่รู้ข่าวว่าลูกชายต้องไปคีราลัย แม่ดาวิตกไม่แพ้ใคร แต่แม่เข้มแข็งกว่าที่คิดและเลือกที่จะแสดงออกด้วยความเยือกเย็นเพื่อไม่ให้เพียงดินต้องไปอย่างกังวลและอาวรณ์

เพียงดินเดินมาลาพร้อมลูบหัวน้องด้วยรอยยิ้ม 

“ดินไปแล้วนะ ดูแลแม่ ดูแลไร่ด้วยนะแคท พักผ่อนด้วย กินข้าวให้ตรงเวลา อย่าเครียด เวลาง่วงอย่าขับรถ...”

คนน้องต้องกลั้นน้ำตาและฝืนยิ้มให้อย่างยากเย็น “ดินไปแค่เดือนเดียว สั่งอะไรนักหนานะ”

เพียงดินยิ้มบางเบา หากดวงตาที่เขาจ้องมองแฝดน้องของตนนั้นมีเรื่องราวมากมายอยู่ในนั้นที่ไม่อาจพูดออกมาได้หมด “แคท...ถ้าดินไม่กลับมา...”

“ดินต้องกลับ”

พี่ชายวางมือทั้งสองลงบนบ่าบางๆ ของน้องสาว “ถ้าดินไม่กลับมา แคทต้องทำมันให้สำเร็จแทนดิน เข้าใจไหม”

เก็ดถวาสะท้อนแปลบในใจ ในเมื่อชะตาลิขิตมาจนเปลี่ยนอะไรไม่ได้แล้วในตอนนี้ เพียงดินต้องไป เขาควรเดินทางอย่างไร้กังวลที่สุด

“ถ้าดินไม่กลับมาตามกำหนด แคทจะบุกไปที่คีราลัย เชือดปารัชทิ้ง แล้วจะขึ้นเป็นราชินี วันรับตำแหน่งจะทาหน้าขาวแบบอลิซาเบธที่หนึ่งแล้วบอกทุกคนว่า I am married to Keeralaya* โอเคไหม”

เพียงดินอึ้งไปก่อนหัวเราะได้สุดเสียง “เจ๋ง ! ได้ยินแบบนี้แล้วค่อยสบายใจหน่อย”

สองพี่น้องสวมกอดกันแนบแน่นราวกับจะถ่ายทอดพลังของอีกคนให้แก่กัน ก่อนที่เพียงดินจะหันมากอดแม่เลี้ยงดารณีเป็นคนสุดท้าย จนถึงตอนนี้คนที่ชื่อว่าแม่ก็ยังเก็บอาการได้ดียิ่ง สมแล้วที่ทุกคนล้วนบอกว่าเพศหญิงนั้นมีความอดทนได้อย่างน่ามหัศจรรย์ แม่เลี้ยงประคองแก้มของลูกชายด้วยมือทั้งสองข้างที่สั่นเทา มองเขาให้ชัดเต็มตาเท่าที่สมองจะจดจำและบันทึกภาพเขาไว้ได้ในตอนนี้ 

ตั้งแต่วันที่มีเด็กสองคนมาเรียกเธอว่า ‘แม่’ ชีวิตสันโดษของดารณีก็ดูเหมือนถูกเติมเต็ม ไม่ว่าจะโดนนินทาว่าเป็นเมียน้อยหรือท้องลูกนอกสมรสของใครเธอก็ไม่เคยใส่ใจ เพราะการได้รักและได้เลี้ยงดูเด็กแฝดคู่นี้คือความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งจะสัมผัสได้ พวกเขาคือโลกทั้งใบของเธอมายี่สิบสองปี เป็นยี่สิบสองปีที่ดารณีเกือบลืมไปแล้วว่าพวกเขา...ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ถึงอยากจะยื้อไว้อย่างสุดพลัง แต่เพียงดินคือบุคคลสำคัญผู้มีพันธสัญญาต่อแผ่นดินเกิด ดารณีจึงไม่อาจเห็นแก่ตัวรั้งเขาไว้ได้

“พรใดที่ว่าประเสริฐทุกอย่างในโลกนี้ ขอให้ปกปักรักษาคุ้มครองลูกของแม่ ให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ ไม่มีภัยอันตรายใดๆ สัมมาทิฐิใดที่เป็นความปรารถนาของลูก ขอให้สำเร็จผลทุกประการ”

พรใดเล่าจะประเสริฐเท่าพรจากแม่ แม้จะไม่ใช่แม่บังเกิดเกล้า แต่ก็เป็นผู้ให้ชีวิตที่เลี้ยงดูพวกเขามาด้วยความรักและเมตตาเต็มล้น เพียงดินมองมารดาด้วยความรักเทิดทูนสุดหัวใจ ชายหนุ่มทรุดตัวแล้วบรรจงกราบไปที่เท้าของหญิงผู้มียศศักดิ์ต่ำกว่าตนอย่างปราศจากซึ่งข้อแม้ใดๆ

“ดินรักแม่ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ดินรักแม่เสมอ”

ดารณียิ้มออกมาได้แม้หัวใจจะแห้งผากอย่างเหลือเกิน เสียงรถของพศุตม์ที่พาเพียงดินไปสนามบินนั้นหายลับออกไปจากบริเวณไร่นานแล้ว หากแต่สองแม่ลูกแห่งไร่มอกกำปอยังมองไปที่ประตูไร่ที่ถูกปิดไว้เหมือนเดิมราวกับเข็มนาฬิกาได้หลุดหายไป

“แม่ดาจ๋า...” เก็ดถวาสวมกอดมารดาที่ยังยืนนิ่ง รู้ดีว่าแม่กำลังอาลัยหากพยายามทำตัวนิ่งสงบไม่ฟูมฟายให้มีใครต้องกังวล

“สายแล้ว หนูยังไม่ไปทำงานหรือลูก ดอกพุด” ดารณีหันมองลูกสาวด้วยแววตาแสนเศร้า 

“วันนี้วันอาทิตย์ค่ะแม่” 

แม่เลี้ยงถอนหายใจ ขำตัวเองอย่างปลงๆ “ดูเถอะ ลืมวันลืมคืนไปหมด วันนี้ลูกสาวอยู่บ้าน งั้นเดี๋ยวแม่เข้าครัวทำขนมจีนน้ำเงี้ยวให้ลูกกินเที่ยงนี้ดีกว่า หาอะไรทำจะได้ไม่คิดมาก แล้วบ่ายๆ เราออกไปวัดกันนะลูก”

เก็ดถวาเข้าคลอเคลียมารดาอย่างเอาใจ “ค่ะแม่ เดี๋ยวแคทเข้าไปตรวจงานในไร่แป๊บเดียวแล้วจะกลับมาช่วยแม่นะคะ” 

สองแม่ลูกยิ้มให้กัน หากยังไม่ทันที่ทั้งสองจะแยกไปทำกิจของตน ป้าอบเชยก็เดินเข้ามารายงานด้วยเสียงตื่นเต้น

“แม่เลี้ยงเจ้า มีแขกมาขอป๊ะเจ้า (แม่เลี้ยงคะ มีแขกมาขอพบค่ะ)” 

“แขก ?” หญิงสองวัยทำหน้าฉงนด้วยกันทั้งคู่ ไร่มอกกำปอไม่ค่อยมี ‘แขก’ มาพบปะ นอกจากลูกค้าที่มารับซื้อผลผลิตซึ่งจะตรงไปที่สำนักงานของไร่ ไม่ได้จงใจเข้ามาที่ตัวบ้านพักแห่งนี้ หาก ‘แขก’ ที่กำลังก้าวลงจากรถคันโตตรงหน้าทำให้สองแม่ลูกนิ่งตะลึง

“โรส…” 

มัทนา แฮมิลตัน มาดามคนใหญ่แห่งตระกูลแฮมิลตันปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับลูกชายคนโตของเธอ เหมราช แฮมิลตัน ดารณีมองผู้มาเยือนด้วยแววตาสั่นระริกอย่างยินดี

“ขอรบกวนเวลาวันอาทิตย์สักเล็กน้อย หวังว่าแม่เลี้ยงดากับหนูแคทคงไม่ว่า...” ยังไม่ทันได้พูดจบประโยคแม่เลี้ยงก็ตรงเข้าสวมกอดเพื่อนรักที่ไม่ได้เจอกันนับสิบปีอย่างเต็มตื้น

“โรส เราไม่เจอกัน...นานเหลือเกิน”

“เรามีเรื่องต้องคุยกันเยอะแยะทีเดียวจ้ะ ดา”

เพื่อนรักกอดกันแนบแน่นอีกครั้ง ในขณะที่ลูกชายของมัทนาส่งสายตามายังหญิงสาวที่ยืนนิ่งเป็นหุ่นอยู่หลังแม่ของเธอ เพียงดินเพิ่งเดินทางไปคีราลัย สีหน้าของเก็ดถวาจึงไม่สู้ดีและเหมือนมีน้ำตาคลอหน่วยอยู่บางๆ พาให้คนตัวโตกว่าเห็นแล้วอยากดึงเข้ามากอด แต่กาละเทศะก็บังคับให้เขาทำได้เพียงมองเธอไม่วางตาอย่างห่วงใย จากวันที่เหมราชได้รู้สถานะที่แท้จริงของเก็ดถวาก็สองสัปดาห์เต็มที่ชีวิตของพวกเขาดูจะตัดขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง ทริปเปิลเอชกลับไปนิวยอร์กเพื่อสะสางงานที่กองท่วมโต๊ะโดยมีชื่อและดวงหน้าของ ‘รังสิอรุณกาลแห่งคีราลัย’ รบกวนจิตใจจนแทบไม่เป็นอันทำอะไรนอกจากค้นคว้าข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับประเทศนั้นให้ลึกขึ้นกว่าที่เคยค้น เก็บข่าวทุกอย่างที่เกี่ยวกับครอบครัวของเธอ ขุดคุ้ยทุกสิ่งที่เกี่ยวกับปารัชและพันโทเวศินที่หายตัวไปอย่างลึกลับ เรียกได้ว่า นาทีนี้เหมราชอาจจะรู้จักคีราลัยมากกว่าคนประเทศนั้นแท้ๆ บางคนเสียอีก

ยิ่งพอรู้ข่าวว่าพี่ชายฝาแฝดของเธอกำลังถูกส่งตัวไปคีราลัยในใจก็ยิ่งเป็นห่วงความรู้สึกของหญิงสาว เมื่อเขาและครอบครัวต้องกลับมาเมืองไทยอีกครั้งเพื่อเตรียมงานแต่งงานให้บุษราณี เหมราชดีใจเหมือนต้นหญ้าเหี่ยวๆ ได้น้ำ ตอนที่มารดาเอ่ยปากว่าจะขึ้นมาเชียงรายเพื่อเชิญแม่เลี้ยงดารณีไปร่วมงานแต่งงานลูกสาวของเธอด้วยตัวเอง

เก็ดถวายกมือไหว้คุณมัทนาอย่างนอบน้อม อีกฝ่ายรับไหว้ด้วยกิริยานุ่มนวลเช่นกัน 

“หนูแคท สบายดีนะลูก”

“ค่ะ คุณ...เอ่อ คุณป้า” มาดามยิ้มเมื่อคำว่ามาดามที่เคยเรียกเริ่มหายไปกลายเป็นคุณป้า ผู้อ่อนวัยกว่าตอบรับคำทักทายของมัทนา แต่สายตากลับช้อนขึ้นสบประสานกันกับผู้ชายที่ยืนอยู่ด้านหลังสตรีผู้มั่งคั่งจากนิวยอร์ก แม้เพียงเสี้ยววินาทีก็ทำให้เธอสั่นไหวไปทั้งกาย หากคำเตือนจากบิดาที่ย้ำขึ้นในสมองว่าเหมราชนั้นอันตรายยิ่งต่อเธอและเพียงดิน ก็ทำให้เก็ดถวาต้องตัดใจเบือนหน้าหนีจากดวงตาสีสนิมเหล็กนั้นในทันที เธอขอตัวอย่างสุภาพ

“วันนี้แคทมีงานในไร่ ต้องเช็กงานแทนดินหลายอย่าง ขออนุญาตนะคะ เชิญคุณป้ากับคุณเหมราช...ตามสบายค่ะ”

เหมราชชะเง้อมองตามร่างน้อยที่คว้ากุญแจแล้วกระโดดขึ้นรถจี๊ปขับหายเข้าไปในไร่ด้วยใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จนเจ้าของไร่อย่างแม่เลี้ยงดารณีเห็นแล้วก็ได้แต่สบตากับมัทนา ก่อนตัดสินใจพูดขึ้นลอยๆ

“เวลามีเรื่องไม่สบายใจ ดอกพุดมักจะชอบไปอยู่ที่...สนามยิงปืน”


--------------------------

สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ (อังกฤษ: Elizabeth I of England หรือ Virgin Queen หรือ Gloriana หรือ Good Queen Bess -- 7 กันยายน พ.ศ. 2076 -- 24 มีนาคม พ.ศ. 2146) และทรงเป็นสมเด็จพระราชินีนาถแห่งอังกฤษ และสมเด็จพระราชินีนาถแห่งไอร์แลนด์ ตั้งแต่ วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2101 จนเสด็จสวรรคต บางครั้งพระองค์ก็ทรงได้รับพระฉายานามว่า "ราชินีพรหมจารี" (เนื่องจากการไม่อภิเษกสมรสเลยตลอดพระชนม์ชีพ) รัชสมัยของอลิซาเบธที่ 1 ถือเป็นยุครุ่งเรืองของอังกฤษ ในระหว่างที่ครองราชย์ก็เป็นที่หวังกันว่าพระองค์จะทรงเสกสมรส แต่แม้ว่ารัฐบาลจะยื่นคำร้องหลายครั้ง และ การทรงทำความรู้จักกับกับคู่หมายหลายคนพระราชินีนาถอลิซาเบธก็มิได้ทรงทำการเสกสมรสกับผู้ใด สาเหตุที่ไม่ทรงยอมเสกสมรสก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ เมื่อมีพระชนมายุสูงขึ้นพระองค์ก็ทรงมีชื่อเสียงจากการเป็น พระราชินีผู้ทรงพรหมจรรย์ โดยวลีประวัติศาสตร์ของพระองค์ท่านก็คือ ท่านไม่ต้องการเสกสมรสกับชายใดเนื่องจากทรงได้เสกสมรสแล้วกับประเทศอังกฤษ (I am married to England) นั่นหมายถึง ในพระชนม์ชีพของพระองค์ท่านจะอยู่เพื่อประเทศชาติเพียงอย่างเดียวตลอดไป



*******************

ตามไปไหมล่ะจ๊ะ พี่เฮคคคค

หวานๆ หน่วงๆ คนหนึ่งต้องอยู่ อีกคนต้องไป จะอย่างไรกันต่อนะทีนี้

เป็นตอนที่มีความ น้อง.พี่.ที่รัก มากมายค่ะ

สายใยแห่งพี่น้อง ครอบครัว และคนที่รู้สึกพิเศษด้วยกำลังทำให้คุณหมอของเราต้องหน่วงใจ

เอาใจช่วยหมอกับพี่เฮคกันต่อนะคะ :)

.

มีเรื่องที่ต้องแจ้งให้ผู้อ่านทราบค่ะ ในส่วนของเพียงดิน แรกเริ่มว่าจะเขียนรวมกันในเล่มนี้

แต่คิดแล้วเห็นว่า เส้นเรื่องของพี่ดินก็เยอะสิ่งและ epic พอจะแยกออกมาเป็นอีกเล่มได้

อีกทั้งถ้ารวมกันไว้ในเล่มเดียวก็อาจทำให้เรื่องนี้หนามากกก เลยคิดว่า

ในส่วนของพี่ดินในเล่มนี้ เราจะพูดถึงจากมุมมองของหมอแคทและพี่เฮคเป็นส่วนใหญ่ ไม่ลงลึก

เอาไว้ค่อยเล่าเรื่องของพี่ดินกับน้องเอยเต็มๆ ในเล่มแยกน่าจะเต็มอิ่มกว่า

แจ้งไว้เผื่อแฟนคลับพี่ดินจะสงสัยว่าทำไมไม่ค่อยเล่าเส้นเรื่องของพี่ดินค่า

เอาเป็นว่ามี “สุดฟ้า...คีราลัย” (เก็ดถวา) แล้วก็จะมีโปรเจ็คท์ต่อไปเป็น “สุดหทัย...ธราดล” (เพียงดิน) นะคะ


ป.ล. 1 ข้อมูลทางการแพทย์พยายามตรวจเช็กมาแล้ว เพื่อให้ถูกต้องและสมจริงที่สุด 

ขอบพระคุณคุณหมอและพยาบาลทุกท่านที่ช่วยเหลือด้านข้อมูลและตรวจการบ้านให้นักเขียนด้วยนะคะ

และถ้ามีผู้รู้ได้มาอ่านแล้วพบว่ามีผิดพลาดประการใด

สามารถท้วงติงได้เลยนะคะ พร้อมจะตรวจสอบและแก้ไขค่า

ป.ล. 2 ตอนเก่าๆ อาจมีกลับไปแก้ไขรีไรท์บ้าง ขออภัยนะคะ แต่งสดอาจมีตกๆ หล่นๆ ค่ะ

ป.ล. 3 ชื่อสถานที่ บุคคลต่างๆ เป็นชื่อสมมติ ขออภัยหากไปพ้องกับชื่อสถานที่และบุคคลจริงนะคะ


ฝากติดตามและคอมเมนต์กันได้นะคะ ขอบพระคุณสำหรับทุกความเห็น ทุก fav และทุกโหวตค่า

(ใครเมนต์ที่นี่ไม่สะดวกตามไปคุยกันได้ที่ http://www.facebook.com/storybyclairdelune/ ค่ะ)







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 257 ครั้ง

27 ความคิดเห็น

  1. #734 rosa (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 1 กันยายน 2561 / 09:38

    ตอนนี้อ่านแล้ว น้ำตาซึมเลยค่ะ

    #734
    0
  2. #567 tika006 (@tika006) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2561 / 23:03
    เย้ๆๆๆ สองเล่มๆๆๆ
    #567
    0
  3. #566 pharaohcantabile (@pharaohcantabile) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2561 / 18:43
    ดีใจเล่มพี่ดินมีเล่มแยก แอบชอบคู่นี้มากกว่าคู่หลักนิดหน่อย หมอแคทแอบแข็งๆ โรแมนติกดีค่ะเจ้าชายกับสามัญชน
    #566
    0
  4. #565 T0R1 (@T0R1) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2561 / 14:08
    ถึงจะต้องจากกัน แต่ก็รู้สึกอบอุ่นถึงสายใยรักที่เหนียวแน่น ปลื้มเล็กๆค่ะ

    // จุดพลุดีใจ รอติดตามพี่ดินด้วยค่ะ และแอบรอแฮมิลตันบอยที่เหลือด้วยนะคะ
    #565
    0
  5. #564 noodao (@daonet) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2561 / 12:47

    พี่ดินต้องไปเผชิญกับความจริง พี่เหมไม่ตามไปปลอบใจหมอแคทหน่อยหรอ

    #564
    0
  6. #563 pawanrattuk (@pawanrattuk) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 22:07
    มาให้กำลังใจและรอติดตามค่ะ
    #563
    0
  7. #562 Andenoomz (@cheeranan10) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 19:24
    รักพี่ดินนนน ชื่อเรื่องเพราะมากเลยค่า
    #562
    0
  8. #561 kung2914 (@kung2914) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 16:33
    รอๆๆๆๆๆๆนะคะ
    #561
    0
  9. #560 ~*!-Rainy-!*~ (@rainykura) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 11:15

    ทำไมคุณพ่อต้องกันท่าเฮคด้วยยย งืออ รอเก็บทั้งสองเล่มเลยค่า สู้ๆนะคะไรเตอร์ ><

    #560
    0
  10. #559 Puan_2828 (@Puan_2828) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 11:14
    หูยยย รอค่ะรอ
    #559
    0
  11. #558 Tawan-Kanya (@manytawan) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 10:30
    เด่วรอเก็บทั้งสองเรื่องเลยค่ะ ...รอนะคะ
    #558
    0
  12. #557 Reekla7196 (@Reekla7196) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 10:23

    ขอบคุณที่วางเรื่องและเขียนเนื้อหาให้อ่านมีสาะคุณภาพโดยไม่ทิ้งความหวานซึ้งตัวละครที่ผูกพันธ์ในความรักจนตามติดฐานะผู้อ่านจะคอยทั้งเรื่องแคทและดินจนเป็นเล่มนะคะ

    #557
    0
  13. #556 sawutdipab (@sawutdipab) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 10:07
    อยากอ่านแบบยาวๆอะค่ะ จะมี ebookมั้ยคะ
    #556
    0
  14. #555 Natsuko (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 10:05

    อ่านตอนนี้หน่วงจริงๆ ค่ะ และก็น้ำตาไหลอีกครั้งตรงประโยคของหลวงปู่ ที่บอกว่า พระองค์จะได้กลับมาเมื่อพร้อมจะดูแลประชาชนที่ยากจนตลอดชีวิต .. เรานึกถึงในหลวงของเราน่ะค่ะ พระองค์ท่านก็กลับมาเมื่อพร้อมและดูแลพวกเราตลอดพระชนม์ชีพ

    #555
    0
  15. #554 mydaisy23 (@mydaisy23) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 09:03
    อยากอ่านตอนต่อไปเร็วๆค่ะ คิดถึงหมอแคทกับพี่เฮคมาก
    #554
    0
  16. #553 cuties_mm (@cuties_mm) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 08:33
    นาน ๆ มาทีอ่านแทบลืมหายใจ
    #553
    0
  17. วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 08:28
    โอ๊ยยย อ่านแล้วน้ำตาไหล จริงๆ แยกเล่มดีกว่าจริงๆค่ะ
    #552
    0
  18. #551 Chularat Wankhruea (@maiza88) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 08:15
    ยิ้มิย่างคนบ้าตอนเห็นนิยายอัพเดทพ็อพขั้นมา หึหึ
    #551
    0
  19. #550 wonderfully (@wonderfully) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 08:14

    ดีค่ะที่แยกเล่ม รออ่านเรื่องพี่ดิน คงต้องหลังจบหมอแคทใช่ไหมค่ะ

    #550
    0
  20. #549 Hardsai16 (@Hardsai16) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 08:06

    ดีต่อใจ​

    #549
    0
  21. #548 gibbsfreeenergy (@gibbsfreeenergy) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 08:01
    สองเล่ม พร้อมกันเลยมั้ยคะ
    #548
    0
  22. #547 cheewasakorn (@cheewasakorn) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 08:00
    พี่เฮค... ถามไปให้กำลังใจกมอแคทด้วย
    #547
    0
  23. #546 loveryong (@ryeong11) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 07:59
    อ่านตอนนี้แล้ว มีความรู้สึก เศร้า เจ็บ หน่วง มากกก ติดตามเลยค่ะ ลุ้นระทึกตลอด / เป็นกำลังใจให้คุณนักเขียนค่ะ
    #546
    0
  24. #545 ChAyA (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 07:37

    พี่ดินไปแล้ว ท่ามกลางความห่วงใยและอาลัยจากคนข้างหลัง


    แต่ในความไม่ปลอดภัยนั้น ยังมีความลึกซึ้ง อ่อนโยน อ่อนหวาน รายรอบตัว


    มั่นใจและเชื่อใจพี่เฮคที่สุด ว่าจะดูแลคุณหมอได้อย่างปลอดภัยในวันที่พี่ดินไปทำภารกิจสำคัญ


    เป็นนิยายที่รอคอยและอยากอ่านที่สุดอีก2เรื่อง


    สุดฟ้าคีราลัย สุดหทัยธราดล


    เป็นกำลังใจให้นักเขียนคุณภาพนะคะ


    #545
    0
  25. #544 tuktaija (@tuktaija) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 07:20

    อ่านๆแทบลืมหายใจ

    #544
    0