ชายาบรรณาการ

ตอนที่ 4 : 第二章 : ในเมื่อข้าบอกว่าไม่...นั่นคือจัดการเอานางไปทิ้งซะ!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,897
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 252 ครั้ง
    17 ส.ค. 61

                ฤดูร้อน


                ดวงตาดำขลับที่แฝงไปด้วยความองอาจมองดูเหล่าบรรดาทหารที่ช่วยกันตั้งกระโจมขึ้นหลายหลังจนกระทั่งกลายเป็นค่ายพักแรมขนาดใหญ่ราวกับต้องการพำนักเสียหลายวัน มองไปไกลสุดหูสุดตาพบเป็นแผ่นดินทะเลทรายกว้างไกล หากแต่ตำแหน่งที่ตั้งด้านหลังห่างออกเพียงไม่กี่ลี้มีป่าไม้แน่นขนัด ช่วยกลบความร้อนระอุของเปลวเพลิงได้เป็นอย่างดี


                “นายท่านต้องการสิ่งใดเพิ่มหรือไม่ขอรับ”


                ฝูจิ้งเข้ามาโค้งกายคาวระอย่างนอบน้อม มองใบหน้าด้านข้างของผู้เป็นนายด้วยความระอาใจ ถ่ายทอดคำสั่งในการสร้างค่ายและปรับเปลี่ยนคำเรียกขานท่านอ๋อง แม้เหล่าบรรดาทหารจะงุนงงปนสงสัยอยู่หลายส่วนว่าเหตุใดท่านอ๋องไม่ยอมแสดงตัวว่าเป็นผู้ใด แต่การตั้งค่ายแบบกะทันหันเช่นนี้ย่อมนับเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว พวกเขาจึงใช้เวลาในการเตรียมตัวเพียงราตรีเดียว


                “ตามใจเจ้า”


                ซย่าเฉียวอี้เพียงโบกมือไหวๆ เป็นเชิงบอกว่า แล้วแต่เจ้าเถอะ!


                ฝูจิ้งถอนหายใจน้อยๆ เหลือบมองเสื้อผ้าตนเอง บรรดาทหารและท่านอ๋องที่ถูกสับเปลี่ยนให้ใส่เป็นเพียงอาภรณ์ธรรมดา เขาทราบว่าท่านอ๋องต้องการไล่บรรณาการสองขาผู้นั้นกลับไป แต่การตั้งค่ายดักสุ่มระหว่างทางก่อนจะไปถึงจวนอ๋องนี่ก็ดูแปลกประหลาดอยู่เสียหน่อย


                ท่านอ๋องจะทำอะไรก็ทำเถิด...เขาเป็นแค่ผู้น้อยจะมีปากเสียงอย่างไรได้ แค่ท่านอ๋องไม่ส่งสายตาสังหารมาให้เป็นพอ


                ร่างสูงตระหง่ายสะบัดชายเสื้อเข้าไปยังกระโจมใหญ่ของตนเองอย่างรวดเร็ว ดวงตาพยัคฆ์ประกายแวววาวด้วยความพึงพอใจ ริมฝีปากกระตุกขึ้นคล้ายยิ้ม ทว่ารอยยิ้มนั้นมันเต็มไปด้วยความชั่วร้ายยิ่ง


                ไม่นานนัก ค่ายพำนักของจวิ้นอ๋องก็จัดตั้งอย่างเสร็จสมบูรณ์ เหมือนดั่งทุกครั้งที่ต้องออกมาสู้ศึกสงครามตามแนวชายแดน...

 

****************


                เส้นทางคดเคี้ยวที่เต็มไปด้วยป่าไม้ทำให้เกี้ยวหลังเล็กที่ถูกตกแต่งผ้าแดงไว้อย่างสวยงามโอนเอียงไปมาจนสตรีที่นั่งอยู่ภายในขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ ถึงแม้รอบเกี้ยวจะเต็มไปด้วยป่าไม้แต่อากาศทางเหนือช่างร้อนสมชื่อเสียงที่เคยได้ยิน ประกอบกับเข้าสู่ต้นฤดูร้อนยิ่งทำให้บรรยากาศช่างอบอ้าวจนนางคิดว่าตนเองอาจจะถูกเผาไปเสียแล้ว


                “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเวลาใดจะถึงกัน”


                เสวี่ยซุนเป่าใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อไคลที่ไหลตามหน้าผาก หันไปตั้งคำถามกับนางกำนัลสองที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แค่เพียงเอ่ยปากคนทั้งคู่ก็ก้มหน้าก้มตาตัวสั่นไปหมด


                เห็นนางเป็นนางมารหรืออย่างไร!


                “พวกเจ้า!


                “มิ...มิทราบเพคะองค์หญิง แต่หม่อมฉันคิดว่าอีกมิไกล”


                อู๋เซวียนพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น หลายวันที่ดูแลองค์หญิงสิบสองมานี้ นางเริ่มจะเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดท่านเจ้าเมืองถึงได้ตามหานางกำนัลใหม่บ่อยนัก ได้ยินมาว่าองค์หญิงสิบสองอารมณ์ฉุนเฉียวง่าย แต่ไม่นึกเลยว่าจะง่ายถึงเพียงนี้!


                “องค์หญิงทรงเหนื่อยหรือเพคะ”


                หรงฮวาถามด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ แม้จะรู้สึกหวั่นเกรงองค์หญิงอยู่บ้าง แต่นางก็อายุมิใช่น้อย การวางตัวและการใช้คำพูดจึงดูละมุนละม่อม แต่ก็แฝงไปด้วยสติอยู่หลายส่วน


                “ข้าแค่อยากรู้ว่าหากจะหนีกลับบ้าน ข้าต้องใช้เวลาเดินทางกี่วัน”


                องค์หญิงน้อยผ่อนลมหายใจเบาๆ แววตาแฝงไปด้วยความโศกเศร้าจนนางกำนัลทั้งคู่หันมองหน้ากัน แม้เสวี่ยซุนเป่าจะเป็นองค์หญิงที่แสนเอาแต่ใจและดื้อรั้นเพียงใด แต่อย่างไรเสียนางก็เป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบห้าที่ต้องจากอ้อมอกผู้เป็นบิดามารดา ย่อมมีความหมองเป็นธรรมดา


                “องค์หญิงยังมีหม่อมฉันและพี่ฮวาเอ๋อร์นะเพคะ”


                ไม่รู้ว่าอู๋เสวียนเก็บความกลัวไว้ที่ไหน เมื่อเห็นนางมีท่าทีเปลี่ยนไปจึงอดส่งสายตาอ่อนโยนไปให้มิได้ ดูท่าทางนางก็มิใช่คนเลวร้ายอะไร เพียงแค่ถูกตามใจมากเกินไปเท่านั้น


                “องค์หญิง...”


                หรงฮวาเอื้อมมือไปแตะต้องนางจนนางช้อนสายตาขึ้นมอง หากแต่ก็นั่งอยู่นิ่งๆ มิได้สะบัดอีกฝ่ายออก


                “พวกเจ้าได้ยินชื่อเสียงว่าที่สามีของข้ามาอย่างไรบ้าง”


                เสวี่ยซุนเป่าอดถามไม่ได้แม้จะมาคำตอบอยู่ในใจก็ตามที ยามที่นางถึงจวนจวิ้นอ๋องแล้วต้องปฏิบัติตัวเช่นไร จวิ้นอ๋องผู้นั้นที่แท้แล้วยอมรับนางหรือไม่ แล้วผู้คนในเมืองถังเฟิ่งจะดีต่อนางเหมือนกับที่นางอยู่หยวนโหย่วหรือไม่ ที่สำคัญ...หากนางไม่ได้รับการเอาอกเอาใจเช่นเดิม นางจะอดทนได้จริงๆ หรือ


                หากนางออกเรือนแล้วนางจะมีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้น...นางจะไม่เอาแต่ใจเช่นเดิมอีก


                มารดาของนางบอกเช่นนั้น...


                ได้ยินเช่นนั้น อู๋เสวียนมองซ้ายมองขวา ขยับเข้ามาใกล้องค์หญิงอีกหน่อย


                “บิดาหม่อมฉันบอกมาว่าให้หม่อมฉันดูแลพระองค์ให้ดี ให้คอยเตือนองค์หญิงว่าอย่าทำอะไรระแคะระคายให้ท่านอ๋องผู้นั้นมีโทสะ มิเช่นนั้นแล้วเขาจะถลกแผ่นหนังมาทำเบาะนั่งเสีย”


                จากใบหน้าที่เศร้าหมองเมื่อครู่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด


                เพี๊ยะ!


                “วาจาเหลวไหล” หรงฮวาหันไปตีคนพูดเบาๆ เมื่อเห็นว่าองค์หญิงเริ่มมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก “พระองค์อย่ากังวลไปเลยเพคะ จวิ้นอ๋องผู้นั้นช่างเก่งกาจ ออกรบที่ใดก็มีแต่ทำให้ศัตรูหวั่นเกรง ช่างอาจหาญสมดั่งเป็นจอมทัพ คนผู้นั้นต้องปกป้ององค์หญิงและโอรสธิดาของพระองค์ได้ดีเป็นแน่”


                ถึงแม้หรงฮวาจะกล่าวปลอบนางเช่นนั้น แต่เด็กสาวอายุสิบห้าเช่นนางหรือจะอดหวาดกลัวไม่ได้ ถึงนางจะได้รับความโปรดปรานมากเพียงใด แต่ก็ทำได้เพียงเล่นกับนางกำนัลในวังหลวง หาได้คุ้นเคยกับเหล่าบุรุษไม่


                “หากข้าดื้อต่อเขา เขาจะถลกหนังข้าหรือไม่”


                ยามนี้องค์หญิงสิบสองผู้ฉุนเฉียวเหลือเพียงความเป็นเด็กน้อยที่ต้องการผู้พึ่งพิง


                “ตั้งแต่หม่อมฉันลืมตาดูโลก ยังมิเคยได้ยินว่ามีผู้ใดถลกหนังมนุษย์มาทำเบาะหุ้มนอนเลยเพคะ พระองค์อย่าทรงกังวล” หรงฮวายิ้มอ่อนโยน เต็มไปด้วยความจริงใจ


                “องค์หญิงเพคะ หม่อมฉันได้ยินพวกขุนนางคุยกันว่ายามนี้ทางเหนือกำลังเกิดการกบฏ องค์หญิงทราบข่าวบ้างหรือไม่”


                เมื่อเห็นหรงฮวาพูดจาเรียกคะแนนเอาความสนิทสนม นางจึงอดกล่าววาจาสอดแทรกบ้างไม่ได้ ต่อไปนางก็ต้องอยู่รับใช้องค์หญิงสิบสองที่จวนจวิ้นอ๋อง นางก็ควรผูกไมตรีไว้บ้าง เอาแต่นั่งตัวสั่นมิใช่เรื่องสนุกหรอกนะ


                เสวี่ยซุนเป่าเบิกตากว้าง จ้องมองคนพูดด้วยความตกใจ


                แน่นอน...มิมีใครพูดให้นางฟังมาก่อน


                เพี๊ยะ!


                “อยู่กลางป่ากลางเขา ใครให้พูดเรื่องโจรกัน”


                หรงฮวาตีเข้าไปอีกครั้งเมื่อองค์หญิงตัวน้อยหน้าซีดขาวด้วยความหวาดระแวง


                อา...กองทัพทหารเกราะเหล็กที่ท่านพ่อส่งมาคุ้มภัยมีเพียงหนึ่งร้อยนายเท่านั้น ถึงแม้ว่านางจะขอไปตั้งสามพันนายก็เถิด ซึ่งข้อจำกัดตรงนี้นางก็เข้าใจดี หากท่านพ่อยอมส่งกองกำลังมาให้สามพันนายจริงๆ คงไม่มีกองทัพปกป้องเมืองหยวนโหย่ว ก็ใครใช้ให้เมืองของนางเป็นเมืองเล็กถึงเพียงนั้นกันเล่า


                “คุ้มครององค์หญิง!


                เสียงองครักษ์ดังขึ้นก่อนที่เกี้ยวจะหยุดลงกับที่ ได้ยินเสียงม้าร้องฮี้ๆ แล้วก็หยุดนิ่ง เสียงดังเอะอะโวยวายประกอบกับเสียงฝีดาบดังเคร้งขจรไปทั่วแผ่นป่า เสวี่ยซุนเป่ากรีดร้องเสียงดังเมื่อจู่ๆ เกี้ยวก็กระแทกลงกับพื้น รีบขยับกายไปนั่งระหว่างนางกำนัลทั้งสองคนที่แสดงความกลัวออกมาไม่ต่างกัน


                เสียงการต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ นางได้แต่ทรุดตัวลงโอบกอดนางกำนัลทั้งสองตัวสั่นงกๆ ที่แท้บรรพบุรุษเคยสั่งเคยสอนไว้ว่าห้ามกล่าวเรื่องภูตผีกลางป่าเขา มันจะออกมาหลอกหลอนทันทีเช่นนี้เอง


                หากแต่ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ เสียงการต่อสู้ทั้งหมดก็หายไป เหลือเพียงความเงียบเชียบราวกับมิมีผู้ใดนอกจากพวกนาง


                “ต้องเป็น...พวกกบฏพวกนั้นแน่นอน” อู๋เสวียนเสียงสั่นเครือ


                “พวกเราชนะหรือไม่”


                องค์หญิงสิบสองที่กระโดดมาซุกอยู่ในอ้อมกอดของนางกำนัลทั้งสองเงยใบหน้าขึ้น ริมฝีปากสีชมพูอ่อนสั่นระริก ดวงตากลมโตเลิ่กลั่กไปมา ไม่กล้าแม้กระทั่งจะหายใจรุนแรง


                “หม่อมฉันจะออกไปดูเพคะ”


                เนื่องจากคิดว่าตนเองมีอายุมากที่สุด หรงฮวาจึงกลั้นใจตอบไปเช่นนั้นแม้ว่าตนเองจะใจเต้นรัวเร็วด้วยความหวาดกลัวไม่ต่างกัน แต่ถ้าหากพวกนางมัวแต่ตระกองกอดกันอยู่เช่นนี้เห็นทีจะหาทางรอดยากยิ่ง


                “เจ้า...”


                เสวี่ยซุนเป่ารั้งมือข้างหนึ่งอีกฝ่ายไว้ หากพวกโจรยังอยู่นางจะเป็นเช่นไร


                “หม่อมฉันต้องดูแลองค์หญิงเพคะ”


                หรงฮวาเพียงส่งยิ้มให้แล้วเลื่อนมือออก เสวี่ยซุนเป่าจึงได้แต่หันไปมองด้วยความเป็นห่วง ถึงนางจะเพิ่งมารับใช้ได้ไม่นานก็เถอะ แต่ถึงตอนนี้นางยังเหลือที่พึ่งอีกกี่คนกันเล่า!         


                “องค์หญิง...มิเจ็บตรงไหนนะเพคะ”


                แม้อู๋เสวียนจะยังตื่นกลัว แต่ก็ยังอดสงสารองค์หญิงน้อยที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับน้องสาวที่บ้านมิได้


                เสวี่ยซุนเป่าโคลงศีรษะ เห็นร่างของหรงฮวาค่อยๆ หายไปจากเกี้ยวโดยมีม่านปิดลงอย่างรวดเร็ว มิทันได้อาศัยจังหวะนั่นมองออกไปด้วยซ้ำ


                หากโจรพวกนั้นยังอยู่...คงจะเข้ามาจับตัวนางแล้ว แต่เหตุใดหรงฮวาถึงยังมิเข้ามาอีกเล่า


                “องค์หญิงจะเสด็จไปมิได้นะเพคะ”


                อู๋เสวียนเห็นอีกฝ่ายผละออกและทำท่าจะออกไปจากเกี้ยวจึงรั้งตัวไว้ เสวี่ยซุนเป่าเพียงตอบเบาๆ ก่อนจะคลานออกจากเกี้ยวอย่างทุลักทุเล ทันทีที่ม่านถูกเปิดออกนางก็รีบเอามือปิดปากเมื่อเห็นร่างผอมบางของหรงฮวานอนไม่ได้สติอยู่ที่พื้น เชือกที่มัดเกี้ยวไว้กับอาชาตัวใหญ่ถูกตัดขาด รอบข้างมีบรรดาองครักษ์และทหารนับร้อยที่นอนเรียงรายกันเป็นทิวแถว มีคราบเลือดบ้างเล็กน้อยแต่ก็เห็นได้ว่ามิมีผู้ใดถึงตาย


                อา...หรือว่าสิ้นลมกันหมดแล้วนะถึงได้สลบไม่มีสติเช่นนี้


                ดวงตากลมโตที่แฝงไปด้วยความดื้อรั้นแต่เต็มไปด้วยความระแวดระวังนั้นหันมองรอบกายอย่างขลาดๆ เหตุใดถึงได้เงียบเช่นนี้นะ


                ไม่มีโจรแม้แต่ผู้เดียว...


                นางถอนหายใจอย่างโล่งอก ลมร้อนๆ พัดผ่านแตะต้องกายจนนางอดยกแขนทั้งคู่ขึ้นกอดอกเสียมิได้ ควันขาวๆ พวยพุ่งมาทางนางเบาบาง พยายามสูดลมหายใจเข้าไปแรงๆ ก่อนที่คิ้วทั้งสองจะขมวดติดกันแน่น


                กลิ่นคล้ายกำยานหอม...แต่หอมกว่านั้น


                “องค์หญิงเพคะ”


                อู๋เสวียนคลานตามออกมายืนข้างกายเสวี่ยซุนเป่า นางนี่เป็นนางกำนัลไม่ได้เรื่องโดยแท้ถึงได้ปล่อยให้องค์หญิงออกมารับอันตรายก่อน หากบิดาของนางทราบเข้ามีหวังโดนสั่งโบยเป็นแน่!


                “อ๊ะ...พี่ฮวาเอ๋อร์!” ดวงตาเบิกกว้าง มองดูคนที่นอนแน่นิ่ง


                “พวกเจ้าออกมาจนหมดหรือยัง”


                เสียงทุ้มแฝงไปด้วยพลังดังขึ้นเรียกให้พวกนางทั้งสองหันขวับไปทางต้นเสียงด้วยความตกใจ เห็นบุรุษผู้นั่งนั่งห้อยขาอยู่บนต้นไม้อยู่ใกล้ๆ ริมฝีปากของคนผู้นั้นกระตุกยิ้มราวกับเห็นว่าเป็นเรื่องสนุกเหลือเกิน


                เสวี่ยซุนเป่าเม้มปากแน่น ริมฝีปากเผยอออกราวกับจะกล่าวประโยคอะไรออกมา


                เหตุใดนางถึงได้มึนศีรษะเช่นนี้นะ...


                แวบหนึ่งดวงตาดำขลับมองขึ้นเหนือบุรุษผู้นั้นขึ้นไปอีกกิ่ง เห็นบุรุษชุดดำจ้องมองมาอย่างเย็นชา ท่วงท่านั่งเอนหลังพิงต้นไม้ใหญ่ที่มีใบไม้ปกคลุมหนาแน่นยิ่งทำให้การสังเกตเห็นเป็นไปได้ยากมากขึ้น และดู...ลึกลับมากขึ้น


                ดวงตามืดมิดราวกับจมดิ่งอยู่ใต้ห้วงมหาสมุทรกว้างใหญ่


                นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่นางเห็น...



ความวุ่นวายกำลังจะเกิดขึ้นแล้วค่ะ ฮ่าาา

องค์หญิงสิบสองจะเอาตัวรอดยังไง รอติดตามนะคะ ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 252 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

71 ความคิดเห็น

  1. #21 warn1701 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 มกราคม 2562 / 20:15
    สนุกน่าติดตามคร้า
    #21
    0
  2. #11 usaonly (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2561 / 09:47

    สนุกมากเลยค่ะ อ๋องสี่ผู้ใจร้อนมาเจอองค์หญิงสิบสองขาวีนคงจะชุลมุนวุ่นวายกันพอสมควร นี่จะมาหาเหาใส่หัวหรือท่านอ๋องเดี๋ยวนางตื่นมาคงอาละวาดน่าดู 555 รอเขาพบกันค่ะ *_*

    #11
    1
  3. #10 Lyn_Madam (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2561 / 03:21
    อยากเจอหน้าน้องเร็วๆก็ว่ามาเถอะอิอ๋อง
    #10
    1