ชายาบรรณาการ

ตอนที่ 3 : 第一章 : บุรุษอันตรายและมารร้ายแห่งหยวนโหย่ว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,132
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 277 ครั้ง
    13 ส.ค. 61

                เสียงฝีดาบกระทบกันไปมาพร้อมกับดาบเล่มยาวสีเงินแวววาวสะท้อนกับแสงแดด ประกอบกับร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าแพรสีดำเรียบลื่นพลิ้วไหวไปตามจังหวะการขยับเท้าทำให้ดูน่าเกรงขามนัก แววตาดุดันจ้องมองไปยังฝ่ายตรงข้ามด้วยความลึกล้ำดั่งแม่น้ำที่ไม่สามารถอธิบายคาดเดาความรู้สึกได้เลยแม้แต่น้อย


                ทันทีที่ฝ่ายตรงข้ามพลาดพลั้งเมื่อเห็นแววตาบุรุษชุดดำจนดาบในมือปลิวไหวไปตามอากาศก่อนจะตกลงพื้นเสียงดัง คนผู้นั้นรีบคุกเข่าโขกศีรษะให้เป็นพัลวัน


                “ท่านอ๋องฝีมือยอดเยี่ยมเหลือเกินพ่ะย่ะค่ะ”


                “ฝึกฝีดาบให้ดีกว่านี้ พรุ่งนี้หากเจ้ายังทำดาบหลุดมืออีกข้าจะสังหารเจ้า”


                ซย่าเฉียวอี้ฮึดฮัดแล้วเก็บดาบของตัวเองเข้าฝัก เดินออกไปจากลานฝึกอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้คู่ปะทะเมื่อครู่ตัวสั่นเงิกงั่ก หากมิใช้เพราะเขารู้สึกอ่อนแรงทุกครั้งที่สบสายตาท่านอ๋องสี่ที่แสนน่าหวาดหวั่นนั้น จะมีหรือที่จะยอมให้ดาบหลุดออกจากมือ


                องครักษ์รอบข้างเห็นดังนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจ คนผู้หนึ่งรีบเข้ามาประคองเพื่อนพลางตบไหล่เบาๆ


                “ท่านอ๋องมิสังหารพวกพ้องตนเองหรอกน่า”


                จำได้ว่าเปล่งเสียงให้กำลังใจไปเช่นนั้น แต่ท่าทางของท่านอ๋องหลังกลับจากเมืองหลวงเมื่อสามวันก่อนท่านอ๋องก็ดูมีเรื่องให้ขบคิดอยู่ตลอดทั้งวัน


                เดิมทีท่านอ๋องก็อารมณ์ร้ายและแปรปรวนง่ายอยู่แล้ว เมื่อมีเรื่องให้คิดมากเข้า อารมณ์ร้ายนั้นก็ยิ่งทวีความทะมึนจนรอบข้างมีแต่เมฆหมอกมืดปกคลุมไปทั่ว


                ฝูจิ้งผู้เป็นองครักษ์สนิทคนสำคัญเดินเข้ามาหาผู้เป็นนายในห้องเก็บอาวุธ เห็นจวิ้นอ๋องเช็ดถูดาบด้วยโทสะ เช่นนั้นแล้วก็อดถามออกไปไม่ได้ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปมีหวังพวกเขาลำบากแน่นอน ยอมกินหัวใจเสือสักหนึ่งเค่อเพื่อปกป้องชีวิตตนเองและคนอื่นๆ คงได้กุศลยิ่ง


                “ท่านอ๋องมีเรื่องอันใดมิสบายใจหรือไม่”


                ซย่าเฉียวอี้เหลือบมองคนถามผู้ที่ร่วมรบออกศึกของเขามานานหลายปี ฝูจิ้งไม่เพียงเป็นองครักษ์ที่เขาไว้ใจ แต่ยังเป็นทั้งแม่ทัพแนวหน้าและเพื่อนคู่คิด


                “เข้าฤดูร้อนจะมีบรรณาการส่งมาที่นี่”


                แม้จะฟังไม่ออกว่าน้ำเสียงนั้นแฝงความรู้สึกอะไร แต่ฝูจิ้งก็ได้แต่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย มีบรรณาการส่งมาถึงถังเฟิ่ง ยังมีอันใดไม่น่ายินดีอีกหรือ


                “อะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”


                ถามไปแล้วก็ยิ่งทวีความใคร่รู้นัก หากเป็นบรรณาการที่ไม่ชอบเพียงท่านอ๋องกล่าวยกให้ผู้อื่นไปก็จบเรื่องแล้ว ไหนเลยจะต้องนำมาใส่ใจแบบนี้


                “ชายา” ซย่าเฉียวอี้วางดาบกระทบพื้นดังเคร้ง “หากคนผู้นั้นมิได้เป็นพี่ชายข้า ข้าอยากจะสังหารเขานัก บรรณาการของตัวเองแท้ๆ แต่มาใช้เล่ห์เหลี่ยมให้ข้ารับแทน”


                น่าตายนัก! ฮ่องเต้ผู้นั้นน่าตายหลายหมื่นครั้ง!


                อา...พายุมาแล้ว


                ฝูจิ้งถอยหลังไปเสียก้าวหนึ่งตามสัญชาตญาณ เขาเพียงกลั้นลมหายใจราวกับว่าเสียงลมหายใจนั้นจะยิ่งไปกระตุ้นต่อมโมโหของท่านอ๋อง เขาเพียงกระตุกมุมปากอย่างจนใจแต่มิได้แปลกใจอย่างใดที่อีกฝ่ายกล่าวถึงฮ่องเต้เช่นนั้น หลายครั้งหลายหนที่ท่านอ๋องกล่าวเช่นนี้


                แต่อย่างไรเสียความเป็นพี่เป็นน้องก็แน่นแฟ้น ฝ่ายหนึ่งกล่าวถึงด้วยโทสะแต่ไม่เคยลงมือ อีกฝ่ายก็ไม่ได้ลงโทษอะไรเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องปกติของน้องชาย


                “หากข้ามิรับบรรณาการ ก็จะกลายเป็นว่าข้าใจแคบ ผิดคำสัตย์ น่าตายจริงๆ”


                ซย่าเฉียวอี้พ่นลมหายใจพร้อมๆ กับประโยคต่อว่าเสียหลายประโยคราวกับอัดอั้นมานาน อย่างไรเสียคนตรงหน้าก็เป็นคนสนิทที่ไว้ใจได้และก็เป็นผู้ฟังที่ดี


                ฝูจิ้งยืนนิ่งๆ ให้ซย่าเฉียวอี้รำพึงรำพันอีกหลายประโยค จนกระทั่งอีกฝ่ายคิดคำด่าไม่ออกนั่นแหละถึงได้ทรุดตัวลงนั่งอีกครั้ง ตาเรียวดุจหงส์นั้นจ้องมองข้างหน้าอย่างไร้เป้าหมาย


                ในที่สุดรังสีความชั่วร้ายก็แผ่กระจายจนฝูจิ้งขนลุกชัน นี่คงเลยเวลาหนึ่งเค่อแล้วกระมัง ความกล้าเขาถึงได้สิ้นสุดลงเสียแล้ว


                ซย่าเฉียวอี้กระตุกยิ้มที่แฝงความชั่วร้ายอยู่หลายส่วน...


                และนั่นก็ทำให้ฝูจิ้งเข้าใจเช่นกันว่าท่านอ๋องคิดแผนรับมือได้แล้ว


                เฮ้อ...ฮ่องเต้ก็เหลือเกิน รู้ทั้งรู้ว่าจวิ้นอ๋องมิโปรดปรานสตรีก็ยังยกบรรณาการนั่นมาได้ รู้หรือไม่ว่าท่านเกือบทำให้คนทั้งกองทัพแย่เสียแล้ว

 

****************

                เพล้ง!


                “ออกไป! ออกไปให้หมด!


                เสียงแหลมๆ ตวาดลั่นชี้นิ้วไปทางประตูด้วยความไม่พอใจ อาภรณ์พลิ้วไหวสีชมพูอ่อนมิได้ทำให้เจ้าตัวดูเรียบร้อยอ่อนหวานขึ้นแม้แต่น้อย


                “องค์หญิงอย่าทรงกริ้วเลยเพคะ”


                “เจ้ากล้าสั่งสอนข้าหรือ”


                ดวงตากลมโตดำขลับจ้องเขม็งอย่างไม่พอใจ นางเพียงส่งเสียงในลำคอด้วยความร้อนรุ่ม บรรดานางกำนัลกุลีกุจอเก็บขนมหอมกรุ่นและเศษกระเบื้องแก้วตัวสั่น เหลือบมององค์หญิงสิบสองที่เม้มปากแน่นด้วยความโกรธ เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาวหยวนโหย่วยาวถึงแผ่นหลัง เพียงสะบัดหน้าเบาๆ มันก็กระจายออกไปรอบกาย กลิ่นไม้หอมฟุ้งขจรไปทั่ว


                “ข้าบอกให้พวกเจ้าออกไปอย่างไรเล่า”


                เมื่อยังเห็นนางกำนัลสองคนนั่งก้มหน้าอยู่จึงอดไม่ได้ที่จะคว้าหมอนขนาดพอดีมือขว้างปาไปอย่างมีโทสะ คนถูกกระทำทั้งสองหันมองหน้ากันอย่างไม่รู้จะเอาอย่างไรดี พวกนางได้รับคำสั่งให้เฝ้าองค์หญิงสิบสองอยู่ในสายตาตลอดเวลา หากพวกนางออกไปจากห้องจะถูกท่านเจ้าเมืองลงอาญาหรือไม่?


                จวบจนมีเรือนร่างระหง ผิวพรรณขาวเรียนราวกับหยก แม้ใบหน้าจะมีรอยเหี่ยวย่นตามวัย หากแต่ความอ่อนโยนยังปรากฏอยู่บนใบหน้า


                “พวกเจ้าออกไปก่อนเถอะ”


                สิ้นเสียงนางกำนัลทั้งคู่รีบรับคำแล้วเร่งนำพาตนเองออกไปจากบรรยากาศน่ากลัวอย่างรวดเร็ว


                “เสด็จแม่”


                เสวี่ยซุนเป่าหันมามองพลางทำหน้าเบ้ราวกับจะร้องไห้ ร่างอรชรบอบบางนั้นรีบสาวเท้าเข้ามาไวๆ เอื้อมมือตระกองกอดมารดาอย่างออดอ้อน น้ำเสียงอ่อนลงเสียหลายส่วนจนมารดาถอดถอนหายใจ


                “นางกำนัลสองคนนั่นบิดาของเจ้าก็เพิ่งส่งมาใหม่เมื่อวาน เจ้าจะเปลี่ยนนางกำนัลอีกแล้วหรือ”


                ถึงแม้ประโยคนั้นจะดุเล็กน้อย ทว่ามือกลับลูบไล้แผ่นหลังอีกฝ่ายเบาๆ เป็นกริยาที่ทำให้รู้ว่านางรักใคร่บุตรสาวเพียงใด


                “ข้าได้ยินมาว่าจวิ้นอ๋องแห่งไห่หมิงน่ากลัวโหดร้ายยิ่ง...เสด็จแม่ ข้ามิอยากวิวาห์”


                เสวี่ยซุนเป่าสะอึกสะอื้นใส่อ้อมอกมารดา ซึ่งอีกฝ่ายก็ได้แต่รับฟังแล้วถอนหายใจอย่างคิดไม่ตก


                ฟางซิน เป็นพระชายาเอกของเจ้าเมืองหยวนโหย่ว นอกจากนางแล้วยังมีพระชายารองและอนุภรรยาอีกห้าคน มีโอรสธิดารวมกันสิบห้าคน ทว่าในจำนวนที่ว่านั้น กลับมีโอรสถึงสิบสาม มีเพียงธิดาเพียงสองคน ซึ่งบัดนี้องค์หญิงใหญ่ของพระชายารองคนหนึ่งออกเรือนไปกับบุตรชายอัครเสนาบดีเสียห้าปีแล้ว บัดนี้จึงเหลือเพียงเสวี่ยซุนเป่าที่อายุเพิ่งจะครบวัยปักปิ่นเมื่อปลายปีที่แล้ว


                หลังจากเหตุการณ์ที่ฮ่องเต้ส่งคนเข้ามาปราบปรามพวกโจรและขุนนางที่ฉ้อโกงเมืองเหนือเมื่อปลายปีฤดูใบไม้ผลิ เมืองหยวนโหย่วจึงได้รับผลประโยชน์จากการที่ขุนนางจากวังหลวงพวกนั้นมาเรียกบรรณาการมากขึ้นทุกปี ซึ่งนางก็มิแน่ใจเสียด้วยซ้ำว่าบรรณาการเหล่านั้นจะถูกส่งเข้าวังหลวงจนหมด แต่หากพวกนางมีปากเสียงแล้วพวกเขาก็มิละเว้นชีวิตเช่นกัน


                เมื่อถึงคราวสงบ...สวามีของนางจึงคิดส่งองค์หญิงสิบสองไปเชื่อมสัมพันธไมตรีเพื่อเพิ่มความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นต่อกัน เดิมทีคิดว่าบุตรสาวจะต้องถวายตัวเป็นสนมแก่ฮ่องเต้ แต่สุดท้ายกลับส่งสารมาว่าให้ตบแต่งเป็นชายาจวิ้นอ๋อง แม้จะไม่ทราบเหตุผลชัดเจน แต่นางคิดว่าอย่างไรเสียแต่งเป็นชายาเอกย่อมดีกว่าเข้าไปแก่งแย่งอยู่ในวังหลังแน่นอน


                “เจ้าอย่าทำให้บิดาของเจ้ามีโทสะอีกเลย”


                นางกล่าวอย่างระอาใจด้วยทราบดีว่าด้วยความที่เมืองหยวนโหย่วขาดแคลนองค์หญิง องค์หญิงใหญ่และเสวี่ยซุนเป่าจึงได้รับการพินอบพิเทาเอาใจเป็นอย่างยิ่ง องค์หญิงทั้งคู่จึงติดความถูกเอาอกเอาใจและดื้อรั้นอยู่บ้าง และอาจจะเพราะว่าเสวี่ยซุนเป่าอายุน้อยกว่าองค์หญิงใหญ่ถึงห้าปี หลังจากองค์หญิงใหญ่ออกไปใช้ชีวิตคู่จึงเหลือเพียงนาง ผู้เป็นบิดาและเหล่าบรรดาพี่ชายน้องชายต่างรักและตามใจเป็นอย่างยิ่งจนนางเคยตัว


                “เสด็จพ่อมิรักข้า เหตุใดถึงมิถามความสมัครใจของข้าสักคำเล่า”


                เมื่อเห็นว่าตนเองไม่สามารถพึ่งมารดาได้อีกต่อไป นางจึงผละออกจากอ้อมกอดอบอุ่น เดินกระแทกกระทั้นไปทรุดตัวนั่งลงบนตั่งเตียง


                เฮอะ! ทุกปีก็เห็นส่งเครื่องราชบรรณาการ ม้า วัว แพะ อัญมณีไปได้ แต่เหตุใดปีนี้ต้องส่งนางไปด้วยเล่า


                “เป่าเอ๋อร์...อย่าลืมสิว่าเจ้าเป็นองค์หญิง”


                ฟางซินก้าวตามบุตรสาวที่ก้มหน้าก้มตาอย่างดื้อดึง


                “แต่ข้าก็เป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบห้า! ข้ายังอยากใช้ชีวิตอย่างอิสระ”


                “เป่าเอ๋อร์...บิดาของเจ้าต้องทุ่มเทแรงกายไปเสียเท่าไหร่ หยวนโหย่วจึงอยู่อย่างสงบสุขเช่นนี้ได้ ในเมื่อเจ้าถูกสวรรค์ลิขิตให้เป็นองค์หญิง เจ้าก็จงทำหน้าที่ของตัวเองให้สมกับที่เกิดมาเป็นลูกของบิดาเจ้า”


                แม้อยากจะต่อต้านมากเพียงใด แต่เสวี่ยซุนเป่าก็ปฏิเสธความจริงข้อนี้ไม่ได้ เดิมทีนางทำใจไว้ตั้งแต่เห็นพี่เจ็ดออกเรือนกับบุตรชายท่านอัครเสนาบดีด้วยเรื่องการเมือง แต่ตอนนั้นนางเพิ่งจะอายุเพียงสิบขวบ คิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว แต่คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเมื่อถึงคราวนางแล้วเจ้าบ่าวคือจวิ้นอ๋องแห่งไห่หมิง ผู้เลื่องชื่อแห่งความโหดเหี้ยมในแผ่นดิน อีกทั้งนางยังต้องเดือนทางจากเมืองใต้ไปยังเมืองเหนือ ช่างไกลนัก


                เป็นเช่นนี้...หากนางถูกสามีฆ่าตายเสียที่นั่น มารดาจะทราบหรือไม่!


                “ข้าเข้าใจแล้ว”


                ในที่สุดริมฝีปากที่เม้มติดกันแน่นก็ต้องกล่าวตอบรับแผ่วเบา


                นางมิใช่บุตรีในครอบครัวเล็กๆ


                นางมีหน้าที่ต้องทำ...


                ฮือๆๆๆ แต่นางยังกลัวตายอยู่นะ!


                “เสด็จแม่ ข้ายอมไปเมืองเหนือตามที่พวกท่านต้องการ แต่ข้าขออะไรท่านหนึ่งอย่างได้หรือไม่”


                เสวี่ยซุนเป่าลอบมองมารดา หากแต่ฟางซีคลี่ยิ้มกว้าง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดเมื่อครู่หายไปเสียสิ้น มือทั้งสองกอบกุมบุตรสาวไว้แน่น ถึงแม้นางจะได้ยินชื่อเสียงของจวิ้นอ๋องมาไม่น้อย แต่นางก็ไม่คิดว่าท่านอ๋องผู้นั้นจะทำอันตรายสตรีที่ไม่มีทางสู้ อย่างไรเสียก็เป็นพระอนุชาซย่าหมิ่นเก๋อฮ่องเต้ หากท่านอ๋องผู้นั้นกล้าทำอันใดที่ไม่เหมาะไม่ควร เห็นทีก็เป็นการฉีกหน้าฮ่องเต้เสียด้วย


                “เจ้าอยากจะได้อะไร แม่ให้เจ้าได้ทุกอย่าง”


                ในที่สุดเสวี่ยซุนเป่าก็ยอมถอนหายใจ หัวคิ้วที่ขมวดอยู่ค่อยๆ ผ่อนคลายลงอย่างเลือกไม่ได้


                “ข้าขอกองกำลังเกราะเหล็กติดตามไปด้วยสามพันนาย” หากจวิ้นอ๋องผู้นั้นเกิดคุ้มดีคุ้มร้ายอยากสังหารข้าขึ้นมาจะได้มีกองทัพปกป้อง!


                นางคิดอย่างมีแผนการ


                หากแต่ฟางซินอ้าปากค้าง มองบุตรสาวด้วยความตกใจ นี่เจ้าจะแต่งเข้าจวนเป็นพระชายาหรือจะไปยึดจวนจวิ้นอ๋องกันแน่...



เป็นคู่ที่สมน้ำสมเนื้อจริงๆ ค่ะ ฮ่าา (ไม่เชื่อติดตามอ่านได้เลย อิอิ)

เนื่องจากไรท์เรียนปีสุดท้าย เป็นช่วงที่ทั้งฝึกงานและเตรียมสอบใบประกอบฯ เพราะฉะนั้นไรท์อาจมาอัพช้าและไม่สม่ำเสมอบ้างอย่าเพิ่งเทไรท์เลยนะคะ แต่สัญญาว่าจบแน่ๆ 555 

ฝากติดตามท่านอ๋องสี่กับองค์หญิงสิบสองด้วยค่า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 277 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

71 ความคิดเห็น

  1. #17 piamya (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 กันยายน 2561 / 13:08

    รอค่ะ น่าจะเหมาะสมกันดี

    #17
    1
  2. #9 Goody2526 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 01:04
    รอค่ะ สมน้ำสมเนื้อจริงๆ ขอให้ฝึกงานลุล่วงด้วยดีนะคะ
    #9
    1
  3. #8 pu0506 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 01:03
    รอออออออ
    #ขอให้การฝึกงานผ่านไปด้วยดีนะค่ะ
    #8
    1