วีรบุรุษจำเป็น

ตอนที่ 94 : (แก้คำผิด)ศึกมหาเวท 3(100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,425
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 61 ครั้ง
    22 ส.ค. 54

จบตอนค่ะ  เมอร์เคนไม่ค่อยมีบทเท่าไหร่เพราะเป็นแค่ตัวถ่วงเวลาเท่านั้น ตอนหน้าอาจจะช้าหน่อยนะคะ รบกับโคนันยังไม่ชนะก็คงมาลงนิยายไม่ได้  จะรีบจัดการโคนันแล้วมาอัพตอนต่ออย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ
***+++***+++***+++***

คำสั่งของเควินอสราวกับเป็นคำประกาศิต อันเดธทั้งสามตนรีบกรูกันเข้าล้อมกรอบหนุ่มน้อยไว้ตรงกลาง พลางอ้าปากที่เต็มไปด้วยฟันซี่ยาวราวฟันของสัตว์นรกออกกว้างจนกรามแทบหลุดออกจากกัน กลุ้มก้อนควันสีดำก่อตัวจากภายในร่างเน่าเปื่อยแห้งกรัง มันพวยพุ่งออกมาราวกับพายุหมอกดำทะมึน กลิ่นเหม็นสาปสางที่เคยโชยจากซากอันเดธเริ่มรุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ จนคนข้างนอกยังได้กลิ่นน่ารังเกียจนั้นและถึงกับคลื่นไส้อาเจียรเป็นแถว
ส่วนคนข้างในยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะควันจากปากผีดิบพวกนั้นมันเจือพิษร้ายแรงเอาไว้ด้วย คามิวนึกว่าเควินอสจะใช้แค่อาวุธลับเคลือบยาพิษเท่านั้นจึงเผลอสูดควันเข้าไปนิดหน่อย แต่แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้หนุ่มน้อยเริ่มรู้สึกหน้ามืดตาลาย อีกทั้งร่างกายเริ่มอ่อนเปลี้ยซวนเซแทบทรงตัวให้ยืนอยู่ไม่ไหว เปิดโอกาสให้หนุ่มรุ่นอาร่ายคาถาปลุกผีดิบขึ้นมาเสริมทัพให้กับตนเองอีกครั้ง
พวกที่ผุดขึ้นมาจากนรกรุ่นใหม่นี้ยิ่งน่าสยองเป็นสองเท่า เพราะยังหมักบ่มไม่ได้ที่เนื้อหนังของพวกมันจึงเน่าเฟะฉ่ำเยิ้มไม่แห้งกรังเหมือนรุ่นแรก ทว่าเจ้าผีดิบพวกนี้กลับมีฤทธิเดชมากกว่า ด้วยพิษร้ายที่กลั่นจากเลือดเน่าและน้ำเหลืองของพวกมัน กลิ่นตัวซึ่งเหม็นเน่าอบอวลติดเสื้อผ้าคล้ายคราบโคลนที่ล้างไม่ออก หากเป็นคนธรรมดาเพียงแค่สูดกลิ่นเน่าเฟะของซากศพก็สามารถทำให้วูบสลบได้ไม่ยาก เท่านั้นยังไม่พอผีดิบรุ่นสองยังสามารถพ่นพิษเป็นกรดซึ่งมีฤทธิ์ในการกัดกร่อนร้ายกาจ สามารถทำลายได้ทั้งดาบหรือโล่ที่เป็นโลหะ ...แม้แต่ศิลาที่แข็งแกร่งก็ยังต้องแหว่งเป็นรูเมื่อเจอน้ำลายของเจ้าพวกนี้...
ผีเน่าทั้งเจ็ดไม่รอช้ากรูกันเข้าหาหนุ่มน้อยผมดำที่กำลังมึนเนื่องจากเจอควันพิษของผีรุ่นพี่ทั้งสาม และตามด้วยกลิ่นตัวอันร้ายกาจของพวกมัน อีกทั้งดาบและมีดซึ่งฉาบพิษซากศพเอาไว้จนชุ่มโชกนั้น ยามฟาดฟันเข้าใส่หากโดนใครเข้าแม้เพียงสะกิดก็คงยากที่จะรอดชีวิตไปได้ แต่ถึงแม้ไม่ตายเพราะบาดแผล เพียงแค่ชิ้นส่วนของเศษเนื้อหรือเลือดเน่ากระเซ็นใส่ พิษร้ายก็จะซึมเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง สร้างความทรมานและเจ็บชาจนขยับเขยื้อนลำบาก จนต้องกลายเป็นเป้านิ่งให้พวกมันฉีกกระชากลากลงหลุมโดยไม่อาจขัดขืนได้
คามิวเบี่ยงตัวหลบผีดิบตัวหนึ่งที่เงื้อง่าดาบฟาดลงมา ทว่าทิศทางที่หลบไปดันมีอีกสองตัวยืนรออยู่ พวกมันแสยะยิ้มอ้าปากรอเหยื่อที่คาดว่าคงหนีไม่พ้น แต่เขากลับใช้ความไวตีลังกากลิ้งลอดขาพวกมันไปได้ เควินอสลอบยิ้มเมื่อเห็นว่าหนุ่มผมดำพยายามจะไม่แตะต้องโดนตัวพวกผีเน่า คาดว่าคงรู้ถึงความอันตรายของพวกมันเป็นอย่างดีหรือไม่ก็คงรังเกียจเต็มที เพราะสาวน้อยที่คอยกำกับอยู่บนบ่านั้นร้องวี๊ดว๊ายหวาดกลัวอยู่ไม่ได้ขาดปาก หนุ่มผมดำพยายามหลบหลีกอยู่พักใหญ่ ...ทว่าผีดิบพวกนั้นกระชับวงล้อมบีบเข้ามาจนแทบจะหาทางหนีไม่ได้แล้ว...
แม้จะมึนงงเพราะพิษเหม็นกลิ่นเนื้อเน่าจนแทบหายใจไม่ออก แต่ก็พอจะรู้ว่ามนตร์ดำพวกนี้แพ้ธาตุแสง ปัญหาก็คือคามิวยังไม่เคยร่ำเรียนเวทโจมตีอย่างจริงจัง เด็กหนุ่มพยายามรวบรวมสติเพื่อคิดหาทางเอาตัวรอด สมองที่เฉื่อยชาลงเร่งประมวลผลอย่างรีบร้อนและพบว่า เวทธาตุแสงที่ตนสามารถใช้ได้ก็มีเพียงข่ายอาคม เวทรักษาที่สุดแสนจะเปลืองพลัง และมหาเวทบทใหญ่ที่จำต้องทุ่มพลังทั้งหมด หากใช้บทนั้นละก็ได้ผลชะงัดก็จริงแต่ตัวคนใช้คงไม่พ้นนอนพักยาว นอกนั้นก็มีมนตร์บทใหม่ที่เพิ่งเรียนรู้จากการต่อสู้กับเซ็นติโน่และกับไมเลส แล้วก็บทสลายเวทที่กรรมการสอนให้ แต่ดูเหมือนว่าเวทน้ำแข็งที่ใช้อยู่จะสู้ผีเน่าพวกนี้ไม่ไหวเสียแล้ว
ขณะอาศัยความไวเคลื่อนไหวหลบหลีกพลางรับมือเพื่อหาทางตีฝ่าออกจากวงล้อม ลิ่มน้ำแข็งถูกเสกขึ้นมาเพื่อใช้ปักตรึงร่างอันเดธบางตัวเอาไว้ พร้อมกับการร่ายเวทไฟสร้างกองเพลิงขึ้นมาฌาปนกิจพวกมัน เสียงกรีดร้องของเหล่าผีดิบยามร่างสถิตถูกเผาไหม้ ดังโหยหวนเสียดแทงโสตประสาท หากแต่เจือความโศกเศร้าสาหัส เนื่องด้วยถูกพันธนาการตอกตรึงวิญญาณเอาไว้จึงไม่อาจไปสู่สุคติได้
บาเร็ตซึ่งดูอยู่วงนอกนั่งลุ้นตัวโก่ง ถึงจะไม่ค่อยชอบวิชาน่าสะพรึงกลัวของเควินอสเท่าไหร่ก็ตาม แต่ก็ยิ้มออกเมื่อได้เห็นหลานชายของตนเป็นฝ่ายได้เปรียบและกำลังจะคว้าชัยชนะ ผิดกับมาร์ควิสลัสเตอร์ที่เริ่มเครียดจัด ใบหน้าหยิ่งยโสยังคงเรียบเฉยมีแต่แววตาเท่านั้นที่ดูร้อนรนกระวนกระวาย ถึงแม้จะนั่งตัวตรง ทว่ามือสองข้างกลับกำพนักเก้าอี้ไว้แน่นอย่างลืมตัว ...เพราะกำลังกลัวว่าเควินอสหลานชายของวุฒิสมาชิคบาเร็ตจะเอาชนะคามิวได้ และมันจะกลายเป็นว่าผิดจากแผนการณ์รวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จที่ตนได้วางเอาไว้...
ฝ่ายมิคาเอลล่าและดยุคเอเดรียนเองก็ใจหายใจคว่ำไม่แพ้กัน ถึงจะเชื่อมั่นในตัวหนุ่มน้อยผมดำก็ยังทำใจได้ยากกับตุ๊กตาซากศพพวกนั้น ส่วนคุณแม่นมจอมเฮียบที่เคยสำรวมมาตลอด ตอนนี้เธอลุ้นมากจนแทบเป็นลม ยิ่งเห็นคนสำคัญของตนกำลังจะเสียท่าด้วยแล้วมันยิ่งใจแป้วเข้าไปใหญ่ ผิดกับเมอร์เคนที่ยังคงเฉยอยู่เพราะรู้ดีและเฃื่อมั่นว่า ...เมื่อมีฟาร์ฟาร์คอยช่วย คามิวย่อมไม่มีทางพ่ายแพ้อย่างแน่นอน...
“ขอโทษนะ ถ้าเจ้ามีฝีมือแค่นี้ ข้าคงยอมรับไม่ได้หรอก” เควินอสสายลับมือฉมังช่างเหี้ยมโหดไร้ปราณี ทั้งยังไม่มีการไม่ลังเลแม้แต่น้อยเมื่อเห็นเหยื่อเริ่มคุมสติไม่อยู่ หนุ่มรุ่นอาจึงสั่งให้อันเดธทั้งหมดที่รายล้อมอยู่ลงมือปลิดชีวิตเป้าหมาย พวกมันขยับอาวุธในมือก่อนจะพากันกระโดดวูบเข้าใส่คามิวโดยพร้อมเพรียงกัน “ลาก่อน คามิว ทีเอเนีย อย่าได้ถือโทษโกรธเคืองกันเลยนะ”
“พอกันทีข้าทนไม่ไหวแล้ว เจ้าหนูคามิว ใช้เวทบทนั้นเร็วเข้า ข้าจะช่วยเจ้าควบคุมพลังให้เอง พยายามตั้งสติให้ดีเอาให้จบในครั้งเดียวจะได้ไปพักรักษาตัว” ฟาร์ฟาร์ตัดสินใจอนุญาตให้เจ้านายน้อยใช้ไม้ตายได้เช่นกัน เพราะทนขยะแขยงไม่ไหว อีกทั้งพิษร้ายจากเลือดเน่าที่กระเด็นเข้าใส่ตอนต่อสู้มันเริ่มออกฤทธิ์หนักข้อขึ้น น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าคามิวอาจจะทนได้อีกไม่นานนัก “ถึงพลังจะร่อยหรอเกือบหมดก็ไม่ต้องกลัวหรอก เพราะคนที่เหลือมันจัดการไม่ยากเท่าคนนี้”
ในวินาทีที่เหล่าอันเดธกำลังจะลงดาบปลิดชีวิตเป้าหมายนั้นเอง วงเวทสีทองเจิดจ้าบังเกิดขึ้นตรงพื้นรอบตัวผู้ที่หนุ่มผมสีฟางแห้งคิดฆ่าฟัน ริมฝีปากซีดเซียวเพราะพิษจากอันเดธกำลังขยับเอื้อนเอ่ย มหาเวทโบราณซึ่งเคยใช้กำจัดความชั่วร้ายให้ราชาไกอุสแห่งพรีมิวเลีย บัดนี้ ถูกนำมาใช้อีกครั้งเพื่อขจัดความมืดและความตายให้สิ้นซาก ผีดิบที่รายล้อมอยู่ถูกแรงอัดกระแทกซึ่งพุ่งออกมาจากวงเวทรอบตัวคามิวจนกระเด็นวูบ พลังมหาศาลแผ่ขยายออกไปโดยรอบราวระลอกคลื่น พัดพาให้ละอองสีทองงดงามสาดกระจายไปทั่วทุกทิศ
ร่างอันเดธที่อัญเชิญมาด้วยมนตร์ดำ ถึงกับสลายกลายเป็นฝุ่นทรายแทบจะในทันที ที่สัมผัสโดนพลังเวทอันงดงามและอบอุ่นนั้น วิญญาณของศัตรูที่ถูกเควินอสฆ่าและพันธนาการไว้ในร่างผีดิบเพื่อใช้งาน ถูกปลดปล่อยให้หลุดพ้นบ่วงกรรม กลายเป็นดวงแสงหลุดลอยขึ้นสู่ฟากฟ้าเพื่อชดใช้บาปของตนในสัมปรายภพ ควันพิษรวมทั้งหยดเลือดและน้ำเหลืองจากร่างของผีดิบที่ฟุ้งกระจายพลันสลายไปจนไม่เหลือแม้เศษเสี้ยว ...อำนาจแห่งแสงสว่างของโองการเทพเจ้าชำระล้างธาตุแห่งความมืดจนสิ้นซาก ไม่เว้นแม้แต่วิชามนตร์ดำของหนุ่มผมสีฟาง...
ขณะที่เควินอสกำลังมึนกับมหาเวทบทใหญ่ที่ปลดปล่อยทาสรับใช้ของตนไปทั้งหมด อีกทั้งยังสร้างความรู้สึกอบอุ่นอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานานให้กับสายลับผู้ใช้มนตร์ดำ พอรู้สึกตัวปลายดาบสีเงินของคามิวก็จ่ออยู่ที่ลำคอเรียบร้อยแล้ว เท่ากับว่าการประลองนี้จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของหนุ่มรุ่นอา แต่ถึงจะสู้กันต่อเควินอสก็คงหมดปัญญาจะใช้วิชาน่าสะพรึงกลัวนั้นอีกต่อไป
“ข้ายอมแพ้แล้ว” หนุ่มผมสีฟางแห้งถอนใจเฮือกใหญ่พร้อมทั้งยกธงขาว เพียงแค่สู้กับหนุ่มน้อยผมดำก็ทำให้เสียทาสอันมีค่าไปแล้วถึงสิบเจ็ดตน ขืนยื้อต่อไปไม่แน่ว่าอาจจะต้องเริ่มหาทาสกันใหม่หมดยกป่าช้าก็เป็นได้ “ข้าขอจบการประลองแค่นี้ก็แล้วกัน”
คามิวสลายเขตอาคมออกเมื่อกรรมการให้สัญญาณรับรู้ผล คนดูรอบนอกพากันกรีดร้องเพราะนึกว่า กลิ่นไม่พึงประสงค์ที่เคยโดนกักไว้ภายในจะกระจายไปทั่ว แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นเพราะมหาเวทของคามิวกวาดล้างทุกสิ่งที่เป็นธาตุมืด ทว่าพิษก็ยังคงเป็นพิษ และมันก็ออกฤทธิ์อยู่ภายในร่างกายของหนุ่มผมดำ ทำให้ร่างเพรียวเริ่มแสดงอาการซวนเซใกล้ล้ม จนเควินอสต้องรีบเข้ามาประคองเอาไว้พร้อมทั้งนำยาแก้พิษออกมาป้อนให้
“ขอบคุณครับ ท่านเควินอส” คามิวพึมพำแผ่วเบาเพราะทั้งมึนและชาจนสติใกล้หลุดลอย เนื่องจากพิษร้ายจากซากศพสร้างความเสียหายให้ร่างกายมากกว่าที่คิด หากไม่ได้ยาแก้พิษของหนุ่มรุ่นอามาช่วยละก็ อาจจะหมดสิทธิ์ลงประลองรอบต่อไปเป็นแน่แท้
“วิชาของเจ้าร้ายกาจสมคำร่ำลือจริงๆ สมแล้วที่ได้เป็นสายสืบอันดับหนึ่งของหน่วยข่าวกรอง” มิคาเอลล่ากับเมอร์เคนเดินมารับตัวหนุ่มน้อยที่โซเซเดินไม่ค่อยตรงทาง เพื่อนำตัวกลับไปพักรักษาพยาบาลให้พร้อมสำหรับรอบต่อไป “ว่าแต่เจ้าเล่นงานหลานชายของข้าเสียน่วมขนาดนี้ คงมีใครสั่งมาละสินะ”
“หามิได้ครับท่านหญิง หน่วยของข้าเสี่ยงชีวิตเพื่อแผ่นดินเกิด เราจึงต้องการพิสูจน์ว่าเขาเหมาะสมหรือไม่ และในฐานะที่ข้าเป็นตัวแทนก็เลยต้องดูให้แน่ใจเท่านั้นเอง” เควินอสโค้งคำนับให้ประมุขแห่งตระกูลทีเอเนียด้วยความเคารพ “และข้าก็ได้เห็นทุกอย่างชัดเจนด้วยตาตัวเองแล้ว ต้องขออภัยที่ข้าอาจจะลงมือรุนแรงเกินไปบ้าง แต่นั่นเป็นเพราะหลานชายของท่านหญิงเก่งกว่าที่เขาลือกัน ข้ายอมรับว่าฝ่าบาททรงเลือกได้ถูกต้องแล้ว”
หลังจากพูดคุยกับมิคาเอลล่าครู่หนึ่ง เควินอสก็เดินกลับมาหาญาติผู้ใหญ่ของตนที่ยืนรอพร้อมกับทำหน้าบอกบุญไม่รับ คาดว่างานนี้เขาคงโดนบ่นจนหูชาเป็นแน่ หนุ่มใหญ่ถอนหายใจเซ็งกับความหัวแข็งและอคติที่ทำให้ตนต้องมาเจอเรื่องลำบากเช่นนี้ จริงอยู่ว่าที่ตนรับปากท่านตาไม่ใช่เพราะอยากลงชิงตำแหน่งว่าที่ราชบุตรเขย ...แต่เป็นเพราะอยากเห็นตัวจริงและฝีมือการต่อสู้ ของคนที่เหนือหัวเป็นผู้เลือกด้วยตัวเองว่าจะเก่งสมราคาคุยหรือไม่ต่างหากล่ะ ...
“ทำไมเจ้าถึงไม่จัดการให้มันตายไปซะ เจ้าได้เปรียบมันมาตั้งแต่แรกแท้ๆ ไปออมมือให้มันทำไม? หรือว่าเจ้าคิดจะถอนตัวจากแผนการณ์ของเรา ข้าไม่ยอมหรอกนะ เควินอส”
บาเร็ตขึ้นเสียงดังด้วยความโมโหเมื่อเข้าไปอยู่กันตามลำพังในเต็นท์ที่พัก เพราะในสายตาของคนดูรอบนอกเขตอาคมนั้นเห็นแต่เพียงว่า หนุ่มน้อยผมดำถูกรุกไล่อยู่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่ชัยชนะกำลังจะตกเป็นของเควินอสแต่อยู่ๆพวกผีดิบก็ชะงักและพากันหายวับไปเสียเฉยๆ จะให้คิดเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากว่าสายลับมือฉมังเป็นฝ่ายยอมแพ้เสียเองซึ่งมันไร้เหตุผลสิ้นดี และสิ่งนี้คือเรื่องที่บาเร็ตยอมไม่ได้เด็ดขาด ...คิดดูสิหลานชายของตนอุตส่าห์ไล่ต้อนเด็กผมดำจนมันเกือบตายอยู่แล้วแท้ๆ แทนที่จะเผด็จศึกให้เรียบร้อยก็ดันเลิกกลางครัน เหมือนจงใจปล่อยชิ้นปลามันให้คนอื่นมาคว้าไปกินแทน...
“ท่านตาครับ ท่านรู้สินะว่างานของข้าคืออะไร?” เควินอสถามกลับด้วยน้ำเสียงเบื่อๆ พร้อมกับดีกรีความคึกคักเมื่อครู่ลดลงต่ำกว่าศูนย์ “แล้วก็รู้ด้วยใช่ไหม ว่าข้าใช้วิชาอะไรในการทำงาน?”
“แน่นอนข้าต้องรู้สิ เจ้าเป็นสายลับที่ต้องเข้าไปสืบข่าวในแดนศัตรูบ่อยๆ และที่เจ้าเป็นมือหนึ่งเพราะใช้ไสยเวทมนตร์ดำซึ่งสามารถควบคุมคนตายไปทำงานแทน แล้วก็รู้ด้วยว่าวิชาถนัดของเจ้าสามารถเอาชนะเจ้าเด็กนั่นได้อย่างสบาย แต่เจ้าก็ไม่ทำ”
“ข้าเป็นฝ่ายแพ้ต่างหากครับ หุ่นเชิดของข้าถูกทำลาย แถมวิญญาณศัตรูที่ข้าอุตส่าห์ผนึกเอาไว้ก็โดนปลดปล่อยไปจนหมด” เควินอสทรุดตัวลงนั่งเอนหลัง ถึงร่างกายมิได้เหนื่อยล้าทว่ามันเหนื่อยที่ใจกับปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด “ถ้าเหตุผลแค่นั้นยังไม่พอละก็ ข้าเพิ่มให้อีกข้อนึงก็ได้” หนุ่มใหญ่หัวเราะเบาๆทว่าเดาอารมณ์ไม่ออก “ตอนนี้ข้ากำลังกลุ้มใจ เพราะเด็กคนนั้นทำลายวิชาหากินของข้าไปด้วยน่ะสิครับ”
“ทำลายวิชา? เจ้าหมายความว่ายังไง? ข้าไม่เข้าใจ” บาเร็ตขมวดคิ้วจนหน้าย่นกว่าเดิม รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีนักด้วยรู้ดีว่าหลานตาคนนี้ไม่ใช่คนอารมณ์ดีที่จะพูดล้อเล่นกับใคร “อะไร? เจ้าเด็กบ้านั่นมันทำอะไรเจ้า เควินอส?”
“เด็กคนนั้น คามิว ทีเอเนีย ทำลายไสยเวทมนตร์ดำที่ข้าอุตส่าห์ฝึกฝนมาเป็นสิบๆปีอย่างยากลำบาก ด้วยเวทเพียงบทเดียว” เควินอสบอกความจริงที่เพิ่งรู้เมื่อครู่ที่ผ่านมาให้ท่านตาของตนฟังอย่างใจเย็น เขาพยายามระงับความรู้สึกหลากหลายที่พลุ่งพล่านขึ้นมาให้สงบลง มันมีทั้งความเจ็บใจ กรุ่นโกรธ ผิดหวัง และเสียดายปะปนกันจนสับสนไปหมด สายลับมือฉมังที่กำลังจะกลายเป็นอดีตใช้โต๊ะข้างเก้าอี้นั่งของตนเป็นเครื่องระบายจนมันหักสะบั้น “เฮ้อ... ข้าคงต้องลาออก หรือไม่ก็ต้องย้ายไปทำงานอื่นซะแล้วสินะเนี่ย บ้าที่สุดเลย”
ผู้เฒ่าบาเร็ตทรุดตัวลงนั่งร่างกายคล้ายไร้เรี่ยวแรงเมื่อได้รู้ความจริง ทั้งที่นึกดีใจที่หลานตาปลอดภัยครบสามสิบสองไม่เหมือนสองคนแรกที่เดี้ยงแบบหมดท่า แต่ดูเหมือนว่าความคิดนั้นจะผิดมหันต์ เพราะถ้าเปรียบเทียบกันแล้วละก็เรียกได้ว่าเควินอสเคราะห์ร้ายกว่าใครเพื่อน ที่ต้องลดอันดับจากจอมเวทมนตร์ดำมาเป็นคนธรรมดาเดินดิน สิ้นแล้วซึ่งพลังที่อุตส่าห์เสียเวลาสั่งสมมาเป็นสิบปี เพียงแค่นี้ก็เท่ากับหมดอนาคตทั้งหน้าที่การงานและสิทธิในการลงชิงตำแหน่งว่าที่ราชบุตรเขย
.
"ท่านพ่อ! เด็กคนนั้นคงสู้ต่อไม่ไหวแล้วมั้งครับ พรุ่งนี้ยังมีเวลาอีกทั้งวันนี่นา ให้เขาพักผ่อนเสียก่อนจะดีไหม?" อลิสแตร์เอ่ยขึ้นขณะเตรียมตัวลงสนามรอบต่อไป ฟังดูคล้ายกับหนุ่มใหญ่ผู้นี้จะเห็นอกเห็นใจคู่ต่อสู้อยู่ไม่น้อย “เดี๋ยวคนอื่นจะหาว่าข้าชนะเพราะเอาเปรียบเด็ก”
“เจ้าช่างมีน้ำใจงามเสียจริง สมแล้วที่เป็นลูกของข้า” มาร์ควิสลัสเตอร์ยิ้มแย้มเยินยอลูกตนเองเผื่อแผ่ให้คนอื่นได้ยินกันทั่ว โดยเฉพาะบาเร็ตและเควินอสที่เดินกลับมานั่งในเก้าอี้ผู้ชม “ถ้าสู้กันแล้วเจ้าเห็นว่าเขาไม่ไหวจริงๆ ยอมให้เด็กคนนั้นชนะไปก็ไม่น่าเกลียดเท่าไหร่นะ ถือว่าเป็นน้ำใจไมตรีจากเราไงละ”
ขณะที่ปากพูดกับลูกชายแต่ก็แอบปรายตามองสองตาหลานด้วยแววตาสมเพชเวทนาเล็กน้อย มาร์ควิสลัสเตอร์นึกกระหยิ่มยิ้มย่องดีใจเป็นหนักหนา ที่ส้มลูกใหญ่กำลังจะหล่นใส่ลูกชายของตนโดยไม่ต้องลงทุนสอยให้เหนื่อยยาก เพราะสภาพเจ้าหนุ่มผมดำดูย่ำแย่จนถึงขนาดต้องมีคนออกมาประคองกลับเข้าที่พัก เรียกได้ว่างานนี้มีชัยไปกว่าครึ่งตั้งแต่ยังไม่ลงสนามเลยด้วยซ้ำไป และก็เป็นโชคอีกชั้นที่การประลองของพวกผู้ดีที่ถือตนว่าเป็นอัศวินนั้น เป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ หากมีใครมาท้าทายก็จำต้องรับคำเพื่อศักดิ์ศรี มิฉะนั้นจะเป็นเรื่องเสียหน้าไปถึงวงศ์ตระกูลกันเลยทีเดียว ...เพราะฉะนั้นคามิวจึงไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย...
เพราะลัสเตอร์มัวแต่กระหยิ่มใจจึงไม่ทันได้สังเกตเห็นสีหน้าผู้ร่วมอุดมการณ์ทั้งสาม ว่าตอนนี้มันเครียดและซีดเซียวแค่ไหน หลานรักของสองคนแรกเจอดีถึงกับเจ็บหนักนอนหมดสภาพ ส่วนคนล่าสุดนั้นถึงไม่เจ็บตัวแต่มันเจ็บใจกว่าใครเพื่อน ทั้งบาเร็ต มาร์ควิสแกรนท์และเฒ่าบลูตัสมองหน้ากันแล้วก็ถอนใจหนักๆเครียดจัดกับสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อผิดจากแผนไปหมดก็เท่ากับว่าต้องหลีกทางและคอยสนับสนุนลูกชายของเจ้ากรมการคลังแทน ตามข้อตกลงที่ว่า ...หากใครสามารถเอาชนะคามิวได้ ก็เท่ากับเป็นตัวแทนของพวกตนที่จะส่งลงชิงชัยในตำแหน่งอันทรงเกียรตินั้น...
ด้านหนุ่มผมดำคนเก่งเองก็มีปัญหาเกิดขึ้นเช่นกัน เนื่องจากพลังในกายร่อยหรอลงมากเพราะมหาเวทบทใหญ่ ที่ฝืนใช้ออกไปทั้งๆที่ร่างกายยังไม่ทันได้ปรับตัวให้เข้ากันกับพลังที่เพิ่งได้มา ความเหนื่อยล้าจึงโหมกระหน่ำสาหัสใกล้จะปิดสวิชเพื่อเข้าสู่นิทราเสียให้ได้ และถ้าเป็นเช่นนั้น ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้ตัวยุ่งที่รอจังหวะเสนอหน้าออกมาป่วนได้อย่างสบาย ซึ่งนั่นแหละคือหายนะของจริง
“ถ้ามีเวลาให้นอนพักสักหน่อยก็คงจะดี แต่จะเลี่ยงการประลองก็ไม่ได้ เพราะฝ่าบาทบัญชามาโดยตรง” มิคาเอลล่าเริ่มกังวลเมื่อเห็นสภาพน่าอนาถของคามิว เพราะหลานรักทำท่าจะหลับมิหลับแหล่แต่ฝืนเอาไว้ ถ้าไม่มีฟาร์ฟาร์คอยกระตุ้นเขาคงฟุบไปนานแล้ว “ท่านฟาร์ฟาร์ พอจะมีวิธีไหนช่วยให้คามิวทนจนจบการประลองได้มั้ยคะ?”
“มันก็… พอจะมีทางอยู่เหมือนกัน” ภูตตัวจิ๋วกอดอกใช้ความคิดหนักว่าจะทำยังไงกับเจ้านายของเธอดี “แต่ข้าไม่แน่ใจว่าทำแบบนั้นจะดีแน่รึเปล่า ข้ากลัวเจ้าตัวป่วนนั่นมันจะทำเสียเรื่องมากกว่าน่ะสิ”
“อื๋อ? ตัวป่วน? หมายถึงอะไรเหรอ? ช่วยอธิบายให้ข้าเข้าใจบ้างได้ไหม?”
ดยุคเอเดรียนเป็นงงกับความประหลาดและความลับของคามิว ที่รู้สึกจะมีมากขึ้นกว่าเก่า ทั้งเรื่องสาวน้อยตัวจิ๋วที่เหมือนเจ้าของอย่างกับแกะ ทั้งความเก่งกาจที่น่าตกใจ แค่นี้ก็แทบจะตามถามไถ่ไล่ความกันไม่ทันแล้วแท้ๆ ยังจะมีอย่างอื่นมาให้ตกใจอีกงั้นรึนี่? เอเดรียนมองคนนั้นทีคนนี้ทีก็เห็นว่าแต่ละคนทำหน้าลำบากใจขนาดหนัก โดยเฉพาะหนุ่มน้อยที่เป็นหัวข้อสนทนาก็ดูเหมือนจะหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง เมื่อได้ยินคำพูดของฟาร์ฟาร์
“ข้ายังไหวครับ ขอเวลาให้ยาแก้พิษออกฤทธิ์ก่อน อีกสักครู่ก็คงจะดีขึ้น” คามิวขยับนั่งตัวตรงพลางตั้งสมาธิเพื่อร่ายเวทฟื้นพลังให้ตนเอง โดยหวังว่าอาการจะดีขึ้นบ้าง ร่างกายที่ต่อต้านเวทแบบนี้มันแย่ตรงที่ต้องพึ่งใครไม่ได้นอกจากตัวเอง เพราะคงหาคนมาช่วยเหลือยามฉุกเฉินได้ยากและคงไม่มีใครใช้เวทกับคามิวได้ นอกจากรินเซ่ผู้เป็นน้องสาวเท่านั้น “ท่านย่าช่วยหาทางถ่วงเวลาให้หน่อยได้ไหมครับ?”
“ได้สิหลานรัก แต่เราต้องหาคนที่พวกเขาสนใจจะประลองด้วยไปเป็นตัวแทน” ท่านย่าคนสวยกอดอกเท้าคางอย่างใช้ความคิด ดวงตาสีมรกตคมปลาบตวัดขวับจ้องมองจนหนุ่มผมขาวสะดุ้งโหยง “งานนี้คงต้องขอความร่วมมือจากรุ่นพี่ของหลานเสียแล้วละ”
มิคาเอลล่านึกสงสารหลานรักของตนอยู่ไม่น้อย ที่กลายเป็นหนุ่มเนื้อหอมมีคนต่อคิวขอประลองด้วยมากมายขนาดนี้ ทั้งๆที่ลูกขุนนางคนอื่นก็เพียงแค่เล่นสนุกกันแบบไม่จริงจังนัก แต่พอถึงรอบของคามิวทุกอย่างก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง สามคนที่ผ่านมาและอีกหนึ่งคนที่กำลังจะต้องประมือด้วยนั้นเป็นอุปสรรคที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเป็นรับสั่งโดยตรง ทว่าคนอื่นที่ลงสมัครทีหลังนั้นคงเพราะเกิดสนใจก็เลยอยากพิสูจน์ฝีมือด้วย ถ้าเกลี้ยกล่อมดีๆก็คงจะยอมเปลี่ยนตัวให้รุ่นพี่ผมขาวได้ลงสนามแทนเป็นการถ่วงเวลา
“จะให้ข้าทำอะไรเชิญสั่งมาได้เลยครับ ท่านมิคาเอลล่า” เมอร์เคนรีบเสนอตัวเข้าช่วยเหลือทันทีโดยไม่ต้องรอให้ใครขอร้อง หนุ่มผมขาวดูการประลองมานานและเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมกับรุ่นน้องคนโปรดของตัวเอง เพราะเหมือนกับเป็นการยกพวกมารุมคนๆเดียวไม่มีผิด คนรักความยุติธรรม(?)อย่างเขาจึงอยากจะออกไปสั่งสอนพวกนั้นแทนคนขี้เกรงใจที่นั่งทำสมาธิอยู่ “เรื่องประลองนี่ของถนัด แล้วข้าก็รู้สึกอยากจะลงร่วมสนุกด้วยจนตัวสั่นแล้วละครับ”
“ดีมาก งั้นเมอร์เคนไปกับข้าก็แล้วกัน ท่านเอเดรียนคุณฟีเลีย ฝากดูแลคามิวด้วยนะคะ” อดีตอัศวินหญิงตัดสินใจวางแผนฉับไวไม่ต่างจากในอดีต และเธอผู้นี้ก็ยังคงเป็นที่พึ่งให้หนุ่มน้อยได้เสมอ “พวกที่เหลือมีฝีมือพอตัวทีเดียว ถ้าเอาชนะได้ก็จัดการเลย แต่ถ้าไม่ไหวละก็ขอแค่ถ่วงเวลาไว้ให้นานที่สุดก็พอนะ”
“ทราบแล้วครับ เรื่องแบบนี้ข้าถนัดอยู่แล้ว” หนุ่มผมขาวยิ้มรับคำท่านหญิงผมดำ พลางนึกสนุกที่จะได้ยืดเส้นยืดสายหลังจากที่ไม่ได้มีบทบาทอะไรมานาน “ตอนไปหายาแก้พิษข้าก็เป็นได้แค่ตัวถ่วงของคามิว ถ้ามีโอกาสก็อยากจะทำอะไรเป็นการช่วยเขาบ้าง นี่อาจจะเป็นโอกาสดีที่ข้าจะได้สร้างชื่อเสียงไว้ที่โรแลนเซียก็ได้นะครับ“
มิคาเอลล่ามองหนุ่มผมขาวแห่งบัลเบิร์คด้วยแววตาชื่นชม ที่จริงเธอพอจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับรุ่นพี่ของหลานชายคนนี้จากลูกสะใภ้มาบ้างแล้ว แต่เมื่อคราวที่เจอกันที่สถานทูตกรุนเบอร์เรียนั้นก็ดันมีเหตุขัดข้อง จึงยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยทำความรู้จักจริงจังเสียที ท่านหญิงผมดำไม่ปฎิเสธหรอกว่า ตอนแรกนึกระแวงสงสัยในท่าทีของเจ้าหนุ่มบัลเบิร์ค ที่กำลังเดินตามเธอไปยังซุ้มของเหล่าผู้ท้าชิงคนนี้อยู่ไม่น้อย
เพราะหลานรักเคยเล่าให้ฟังว่า โดนเขากลั่นแกล้งที่โรงเรียนจนเหมือนเป็นเรื่องปกติ แถมตอนเจอคามิวน้อยในคราบหลานสาวก็ยังจ้องเอาๆจนนึกหวาดเสียว แต่เท่าที่ดูพฤติกรรมและความห่วงหาอาทรที่แสดงให้เห็นตลอดเวลาที่อยู่ในโรแลนเซีย ก็ทำให้เหล่าญาติวางใจที่จะปล่อยให้หลานชายคนสำคัญอยู่ในความดูแลของเขา และแน่ใจว่า ...เมอร์เคนคนนี้คงไม่ใช่สายลับของบัลเบิร์คอย่างแน่นอน...
“ทุกท่านคะ! ข้ามีเรื่องจะปรึกษา! เนื่องจากว่าอาคันตุกะจากบัลเบิร์คผู้นี้ ประสงค์จะทดสอบฝีมือด้วย” ท่านหญิงประมุขแห่งตระกูลทีเอเนียเอื้อนเอ่ยกับเหล่าผู้ท้าชิงที่นั่งรอคิวอยู่ที่ซุ้มด้านหนึ่ง “เห็นเขาคุยโม้ว่าวิชาดาบของโรแลนเซียเหมือนของเด็กเล่น คงไม่มีทางเอาชนะวิชาของบัลเบิร์คได้อย่างแน่นอน ข้าก็เลยพาเขามาพิสูจน์เสียหน่อย พวกท่านจะว่ายังไงคะ?”
เมอร์เคนเป็นอึ้งกับการใส่ไฟซึ่งๆหน้าแบบไม่ได้เตี๊ยมกันมาก่อนของท่านย่าคนสวยของรุ่นน้อง ถึงจะรู้สึกตะหงิดๆจนคิ้วกระตุกยิกๆแต่ก็ต้องไปตามน้ำฝืนยิ้มยั่วให้สมบทบาท ประกอบกับท่าทางกวนโอ๊ยที่ตั้งใจแสดงออกแต่แรกนั้นรู้สึกว่าจะได้ผลไม่น้อย เพราะสายตาผู้ท้าชิงทุกคู่หันขวับมาจ้องราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ...คาดว่าผู้ท้าชิงเกือบทุกคนคงอยากเปลี่ยนใจจากคามิวและเฮโลมาทางหนุ่มผมขาวเพื่อรุมกินโต๊ะคนอวดดีของบัลเบิร์ค...
หนุ่มผมขาวรู้สึกนับถือความสามารถทางด้านการเจรจาของท่านย่ารุ่นน้องเป็นอย่างยิ่ง เพราะตอนนี้ตนเองกำลังยืนอยู่ในสนามประลองแบบมึนๆ พร้อมกับคู่ต่อสู้ที่ตอบรับคำท้าและเสนอตัวเป็นรายแรก หนุ่มผมขาวเริ่มรับรู้แรงกดดันจากคนรอบข้างที่ได้ยินการสนทนา พอมองไปทางด้านคู่ต่อสู้ก็พบแววตาที่ส่อความไม่เป็นมิตรอย่างยิ่งส่งกลับมาอีก เมอร์เคนลอบกลืนน้ำลายที่เหมือนจะฝืดคออย่างไรพิกล ด้วยว่าคู่ประลองที่กำลังจะได้ประมือกันนี้ เป็นถึงหัวหน้ากองทหารหน่วยย่อยที่ขึ้นตรงกับแม่ทัพอัศวินคริสโตเฟอร์ ดังนั้นฝีมือของเขาย่อมไม่ธรรมดาเป็นแน่
แต่ในเมื่อตกลงใจจะช่วยถ่วงเวลาให้รุ่นน้องคนโปรดก็จำต้องทุ่มเทเต็มที่ และการที่จะช่วยลดจำนวนคนท้าประลองลงให้ได้มากที่สุดก็จะต้องเอาชนะแบบรวดเร็วจะได้ไม่เปลืองแรงมากนัก แต่ฝีมือของคนที่เป็นเพียงแค่นักเรียนปีสุดท้ายอย่างเมอร์เคนอาจจะสู้ไม่ไหว คงต้องหาทางลดช่องว่างของประสบการณ์ด้วยสิ่งที่เหนือกว่าสักหน่อย ดังนั้นอาวุธที่เมอร์เคนเลือกใช้จึงไมใช่ดาบใหญ่เล่มโปรดเล่มเดิมที่เคยใช้เป็นประจำ ...ทว่าเป็นดาบเล่มใหม่ที่ได้มาจากลาร์ครุ่นน้องเผ่าแวมพ์ โดยการบีบบังคับเร่งรัดทวงสัญญาที่เคยตกลงกันไว้เมื่อตอนเกิดคดีคู่หมั้นกำมะลอ...
“ได้เวลาลองของใหม่ซะที หวังว่าดาบเล่มนี้คงจะช่วยให้พ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ อย่างน้อยก็ช่วยถ่วงเวลาให้นานๆหน่อยล่ะ”
เมอร์เคนจ้องมองดาบเล่มใหม่ในมือของตน มันจัดอยู่ในประเภทดาบใหญ่ที่มีใบดาบยาวและกว้างจนสามารถใช้เป็นโล่ห์ป้องกันตัวได้ แก่นของดาบเป็นโลหะสีเงินตีหลอมรวมเข้ากับผลึกสีฟ้าใสซึ่งเป็นส่วนคมดาบ มันเนียนเข้าด้วยกันเป็นเนื้อเดียวอย่างน่าอัศจรรย์ พอทดลองกวัดแกว่งทดสอบน้ำหนักเสียงที่เกิดจากการตวัดดาบแหวกอากาศ ดังเฟี้ยวฟ้าวบ่งบอกความคมที่ไม่ธรรมดาของมัน หนุ่มผมขาวนึกแปลกใจอยู่ครามครันเพราะมันเหมาะมือราวกับเคยคุ้นมานานแล้ว ทั้งๆที่หลังจากได้มาหนุ่มผมขาวไม่เคยได้เรียกมาใช้งานหรือชื่นชมความวิเศษของมันแม้แต่ครั้งเดียว
เป็นธรรมดาของนักดาบที่สนใจในเรื่องอาวุธโดยเฉพาะของแปลกที่ไม่ได้เห็นกันบ่อยๆ เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้นในหมู่ผู้ชมตั้งแต่ได้เห็นอาวุธชิ้นงามนั้นปรากฏสู่สายตา ถึงจะไม่ใช่นักสู้แต่ของสวยๆก็ยังดึงดูดความอยากรู้อยากเห็นได้เป็นอย่างดี เพราะตอนนี้เหล่าสาวๆก็พากันหันมาสนใจหนุ่มผมขาวที่จัดว่าหล่อเข้ม ผู้เป็นเจ้าของดาบอันงดงามราวกับสร้างจากผลึกน้ำแข็ง ยิ่งเมอร์เคนโปรยยิ้มแจกไปรอบๆก็ยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้น จนตอนนี้สาวๆหลายคนเริ่มกลับใจหันมาเชียร์หนุ่มบัลเบิร์คบ้างแล้ว
“ดาบของเจ้าน่าสนใจดีนะ ได้มาจากที่ไหนกันรึ? จบการประลองแล้วขอข้าชมสักหน่อยคงไม่ว่ากันใช่ไหม?” คู่ประลองซึ่งเป็นหนุ่มใหญ่ท่าทางมีฝีมือเอ่ยทัก พลางเรียกอาวุธของตนออกมาเตรียมพร้อมเช่นกัน “งั้นเรามาเริ่มกันเลยดีมั้ย ข้าพร้อมแล้วละ”
“ขอบคุณที่ให้เกียรติลงประลองกับข้านะครับ” เมอร์เคนเหลือบมองท่านย่าคนสวยเมื่อเห็นรอยยิ้มและการพยักหน้าน้อยๆเป็นสัญญาณ หนุ่มผมขาวจึงตั้งท่าเคารพตามกฏของนักดาบที่ดี ก่อนจะหยอดเชื้อเพลิงลงไปเพื่อยั่วอารมณ์คู่ต่อสู้เพื่อสร้างโอกาสรอดให้กับตัวเองมากขึ้น “คงไม่ว่ากันนะถ้าหากข้าพลั้งมือทำร้ายท่านบาดเจ็บ เพราะเมื่อออกดาบไปแล้วข้าคงยั้งมือไว้ไม่ได้ซะด้วยสิ”
“ถ้าเจ้าทำได้ก็ลองดูหน่อยเป็นไร!” คู่ต่อสู้ยิ้มเหี้ยมเกรียมควงดาบอยู่ไปมาเพื่อเป็นการวอร์ม ท่วงท่าคล่องแคล่วสมกับมีตำแหน่งอัศวินระดับนายกอง “ข้าเองก็ออมมือไม่เป็นเหมือนกัน ถ้าพลาดพลั้งฆ่าเจ้าตายไป คงไม่ถึงกับเป็นปัญหาระหว่างอาณาจักรใช่ไหม?”
.
เสียงดาบปะทะกันดังก้องเข้ามาจนถึงเต็นท์ที่พักของคามิว ดึงความสนใจของสองผู้ดูแลให้หันไปมองการต่อสู้ของหนุ่มผมขาวในสนาม แม้เมอร์เคนจะใช้ดาบเล่มใหญ่ดูน่าจะหนักและเกะกะ แต่เมื่ออยู่ในมือของเขาก็เหมือนจะไม่มีน้ำหนักเพราะกวัดแกว่งได้อย่างอิสระ แต่พลังทำลายของมันร้ายกาจสมเป็นดาบใหญ่ยิ่งบวกกับความพิศดารของผลึกศิลาสีฟ้าใส ทำให้ยามเพื่อฟาดฟันลงไปจะบังเกิดเกล็ดน้ำแข็งแหลมคมแตกกระจายออกคล้ายอาวุธลับ สร้างความลำบากให้คู่ต่อสู้เป็นอย่างมาก
และเพราะความพิศดารของมันนี่แหละที่เป็นตัวช่วยอุดช่องว่างของฝีมือที่ต่างชั้นกัน แม้เมอร์เคนจะฟันผิดฟันถูกไปเรื่อยแต่เพราะเกล็ดน้ำแข็งซึ่งเหมือนเป็นการโจมตีสองชั้น ทำให้คู่ต่อสู้มัวแต่ระวังจนไม่นานนักก็เผลอเปิดช่องว่างให้หนุ่มผมขาวแทงดาบเข้าใส่จนทำให้อาวุธหลุดมือ เป็นอันว่ายกแรกนี้หนุ่มบัลเบิร์คเป็นฝ่ายได้ชัยไปอย่างไม่เหนื่อยยากอะไรมากนัก ต้องยกความดีความชอบให้กับดาบที่ลาร์คให้มาอย่างแท้จริง
“เจ้าหัวขาวรุ่นพี่ของคามิวก็ไม่เบานะ ลูกล่อลูกชนแพรวพราวทีเดียว” เอเดรียนคุยกับแม่นมฟีเลียเบาๆขณะที่เขาทั้งสองคนกำลังยืนมองการประลองที่เพิ่งจบไปหยกๆ “ท่าทางจะถ่วงเวลาได้สักพัก คงพอมีเวลาให้คามิวได้ฟื้นตัวมากกว่าที่คิดไว้ละนะ”
ขณะที่ทุกคนกำลังสนใจกับการประลองคู่นอกรอบเพื่อถ่วงเวลา ฝ่ายคามิวก็กำลังทำสมาธิร่ายเวทตามที่ฟาร์ฟาร์แนะนำ หลังจากลองเวทฟื้นพลังไปพักใหญ่ปรากฏว่าไม่สามารถทำให้กลับมามีพลังได้มากเท่าที่ควร ผู้ดูและตัวจิ๋วจึงตัดสินใจเปลี่ยนวิธีและนำเสนอเวทบทนี้ให้กับคามิวแทน เนื่องจากคาดการณ์ไว้แล้วว่าเมื่อจบการประลองกับอลิสแตร์ หนุ่มน้อยคนนี้คงหมดเรี่ยวแรงอย่างแท้จริง ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ใช่ตัวป่วนที่จะต้องเสนอหน้าออกมาแน่นอนนั้นสร้างความวุ่นวายมากเกินความจำเป็น คามิวจึงต้องร่ายเวทบทพิเศษนี้ใส่ตัวเองไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย
“อ๊ะ! พลาดจนได้สิ! เพิ่งประลองไปได้แค่ห้าคนเองนะนั่น” ดยุคหนุ่มส่งเสียงจุ๊ปากจิ๊กจั๊กขัดใจที่เห็นหนุ่มผมขาวที่ประลองติดๆกันมาห้ายก เกิดพลาดท่าพ่ายแพ้ให้กับคนที่เป็นถึงรองแม่ทัพ “ช่วยไม่ได้นะ ฝ่ายนั้นดูการต่อสู้มาแต่ต้น คงจะเดาทางออกหมดแล้วละ”
“นั่นสิคะ อย่างว่าแหละไก่อ่อนอย่างเขา จะไปสู้พวกเขี้ยวลากดินอย่างพวกนั้นได้ยังไงกันล่ะ” คุณฟีเลียเองก็ขัดใจไม่น้อยเพราะแอบเชียร์เมอร์เคนอยู่เหมือนกัน “แหม น่าเสียดายนะคะ ที่ถ่วงเวลาได้ไม่นานเท่าที่คิดไว้”
“แค่นั้นก็พอแล้วละครับ เพราะผมพร้อมที่จะลงศึกสุดท้ายของวันนี้แล้ว” ร่างเพรียวที่ดูสดชื่นขึ้นมากของคามิวก้าวเดินอย่างมั่นคงออกมานอกเต้นท์ “เจ้าทั้งสองไม่ต้องพรางตัวแล้วละ เราไปลุยกันให้เต็มที่เถอะ อาเรส! ไรออท!”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 61 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,169 ความคิดเห็น

  1. #5585 เอกเองครับ (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2554 / 17:41
    น่าสงสารเควินอสจังแฮะ มีวิธีเอาวิชากลับคืนไหมเนี่ย
    #5,585
    0
  2. #5319 ตะวันแห่งราตรี (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 11 เมษายน 2554 / 00:33
    การ์เดี้ยนตัวเล็กๆน่ารักออกโรงแล้ว เหยียบการ์เดีั้ยนฝั่งโน้นให้จมดินไปเลยนะขอรับ
    #5,319
    0
  3. #4640 ~*>> IN (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 3 กันยายน 2553 / 18:00

    เมอร์เคน!!   ไหงแพ้ง่ายอย่างนั้น!!

    555555555+

    แย่เลย   ไปแพ้รองแม่ทัพเสียได้

    แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้คามิวได้พักหน่อยล่ะนะ  ^^

    #4,640
    0
  4. #4573 w1-wee (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2553 / 15:52
    ต้วป่วนออกมาแล้ว ต้องหนุกแน่ๆๆ ใช่ไหม
    #4,573
    0
  5. #4572 notg (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2553 / 10:43
    เต็มร้อยซะที่น่ะครับเนี่ย =W=
    #4,572
    0
  6. #4571 Lux51Forever (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2553 / 03:09
    ค้างมากกกกกกกกกกกกก

    อยากอ่าตอนต่อไปแล้วอ่า

    คามิวเท่ที่ซู้ดดด ><

    สู้ๆ มาแล้วๆ 

    อาเรส ไรออท ไฟท์ติ้งๆๆ
    #4,571
    0
  7. #4570 loli (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2553 / 22:48
    โอ้ยย!!เท่ห์บาดใจ
    #4,570
    0
  8. #4569 focus (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2553 / 20:53
    555+ มาแล้วการ์เดี้ยนของจริง ทีนี้แหละให้มันรู้สะบ้างไผเป็นไผ 555+ (กลายเป็นคนอีสานเฉยเลย)...
    #4,569
    0
  9. #4568 เอกเองครับ (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2553 / 20:31
    เอาให้รู้กันไปเลยว่าใครกันแน่ที่สยบการ์เดี้ยนได้ หุหุ
    #4,568
    0
  10. #4567 เวนีล่า (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2553 / 20:20
    คามิวถล่มให้เละเลยคะ!!!
    #4,567
    0
  11. #4566 [þ-เมฆาล่องลอย§-] (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2553 / 18:51
    รออยู่นะลุ้นๆ
    #4,566
    0
  12. #4565 TADA_FA (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2553 / 18:16

    ให้อาเรส กับ ไรออท ออกแล้วยั่งงี้ เจ้าตัวป่วนจะยอมอยู่เฉย ๆ หรอ

    #4,565
    0
  13. #4564 แจน (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2553 / 18:00
    คามิว สู้ๆ

    อยากให้อาเรสกับไรออทออกมาตั้งนานแล้ว
    #4,564
    0
  14. #4563 DIGIT@L-SENTINEL (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2553 / 17:56
    เล่นของแรงอาจเจอข้ออ้างจากคนแพ้ว่าขี้โกงได้(ฮา)
    น่าเสียดายที่ีอาเรสกับไรออทเอาร่างออกมาด้วยไม่ได้แฮะ
    #4,563
    0
  15. #4561 axis (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2553 / 16:08
     สองเหมี๊ยว ตะลุย !!!  
    สู้ๆ  แมวน้อยทั้งสอง =w=
    #4,561
    0
  16. #4560 ~`NamFar`~ (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2553 / 12:39
    ฝ่ายโน้นเค้าโม้ว่าเคยปราบการ์เดี้ยนได้นี่เนาะ แค่การ์เดี้ยนสักสองสามตัวคงไม่ถึงตายหรอกมั้ง คิกก
    #4,560
    0
  17. #4559 เงารัตติกาล (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2553 / 12:29

    เตรียมสวดส่งวิญญาณให้อลิสแตร์เลยแล้วกัน คุยนักว่าปราบการ์เดี้ยนได้เพราะงั้นเจอมาสเตอร์ออฟการ์เดี้ยนแล้วกันนะแก

    #4,559
    0
  18. #4558 ผงฝุ่น (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2553 / 12:17
    คามิว เอาจริง หรอ..................
    #4,558
    0
  19. #4557 IEasYI (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2553 / 09:43
    หงะ เห็นเค้าโม้ว่า ปราบการ์เดี้ยนได้

    เล้ยจะเอาการ์เดี้ยนไปสู้ซะเลย ว่างั้น????
    #4,557
    0
  20. #4556 AncientFairy (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2553 / 08:44
    ขาดอีกตัวนึงแน่ะคามิว.....ไม่เรียกมาป่วนด้วยรึ.....
    #4,556
    0
  21. #4555 inasba (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2553 / 07:48
    ศึกสุดท้ายจะเป็นไงนะ
    #4,555
    0
  22. #4553 yukiyuki (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2553 / 03:43
    อาเรสกับไรออทได้แสดงตัวบ้างแล้ว คู่ต่อสู้เคยสุ้ชนะการ์เดี้ยนมาไม่ใช่เหรอเจอของจริงบ้างจะเป็นไงน้า ลุยเลยอาเรส ไรออท

    ไรท์เตอร์รีบเอาชนะโคนันน้าจะได้มาอัพต่อ ลุ้น
    #4,553
    0
  23. #4552 php7022 (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2553 / 03:42

    บ๊ะแหล่ว  ไม่รอดแน่เอ้ย เอิ๊กๆ  สนามระเบิดพังแหงมๆเลย

    #4,552
    0
  24. #4551 Naze (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2553 / 03:20

    หุหุหุ ตอนหน้าการ์เดี้ยนเผยโฉม

    #4,551
    0
  25. #4550 เมย์กะเมฆ (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2553 / 03:06
    ออกมาแล้วคู่หูกระรอกอาเรศ/ไรออส

    แอบเชียร์ตั้งนานว่าเมื่อไรจะเรียกออกมาซะที
    #4,550
    0