วีรบุรุษจำเป็น

ตอนที่ 89 : (แก้ตำแหน่งค่ะ)กุญแจ(100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,056
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 59 ครั้ง
    22 ส.ค. 54

หลบพักใจมาอัพคามิวซะงั้น 555+  ครบแบบอืดๆ รอเข้มข้นในตอนหน้าค่ะทนอ่านกันหน่อยนะคะ
***+++***+++***


ในขณะที่สองผู้ยิ่งใหญ่ยังคงปรึกษาหารือกันอยู่ในห้องทรงอักษรของราชาคาร์ลอส หนุ่มน้อยผมดำซึ่งเป็นหัวข้อสนทนา ยังคงถูกกักตัวเอาไว้ภายในตำหนัก ซึ่งแยกไว้เป็นพื้นที่หวงห้าม และตอนนี้เขาก็เพิ่งรอดพ้นจากวิกฤติและฟื้นคืนสติขึ้นมาให้ทุกคนได้สบายใจ เพราะการเสียน้ำในร่างกายมากเกินขีดจำกัดอาจทำให้ถึงขั้นช็อคจนเสียชีวิตได้ง่ายๆ
“ค่อยๆดื่มไม่ต้องรีบร้อน แล้วก็อย่าดื่มเยอะเกินไป” คามิลล่ารินน้ำอุ่นผสมเกลือแร่ให้ลูกชายที่ยังอ่อนเพลียขนาดหนัก โดยมีเมอร์เคนคอยวิ่งบริการหยิบของที่ต้องการมาส่งให้ด้วยความเต็มใจ “แม่รู้ว่าลูกคงจะหิว แต่ต้องรอให้ระบบในร่างกายปรับสมดุลก่อนถึงจะเริ่มทานอาหารอ่อนได้ ตอนนี้แม่อยากให้ลูกทำสมาธิร่ายเวทรักษาตัวเอง คงทำได้ใช่ไหม?”
หนุ่มน้อยพยักหน้าพลางขยับตัวลุกขึ้นนั่งเพื่อทำตามคำสั่งของมารดา เพียงแค่หลับตาลงวงเวทสีทองแห่งการรักษาก็ปรากฏขึ้นส่งละอองสีทองงดงามอาบคลุมร่างคามิว ท่ามกลางสายตางุนงงและตกตะลึงของจอมเวทสาว เพราะลูกชายของเธอยังไม่ได้เอื้อนเอ่ยอาคมใดๆเลยแม้แต่คำเดียว สำหรับคามิลล่าแล้วนับเป็นความก้าวหน้าที่น่ายินดีพร้อมกับน่าเป็นห่วง ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นหากมีใครล่วงรู้ว่าลูกชายของเธอ ...สามารถใช้เวทมนต์ได้เพียงแค่ใจนึก...
“คามิว!! ทีหลังต้องร่ายคาถาให้ดังๆกว่านี้นะ!” เสียงดุเข้มพร้อมใบหน้าเครียดขมึงของจอมเวทสาวทำให้หนุ่มผมขาวตกใจ ไม่แพ้ตัวลูกชายที่ถึงกับสะดุ้งชะงักการรักษา “การร่ายมนตราให้ชัดเจนคือกฏเหล็กของจอมเวทที่ดี แม่ไม่ชอบให้ลูกทำอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น เข้าใจไหม?”
“ขอโทษครับท่านแม่ ผมจะทำตามอย่างเคร่งครัดครับ” คามิวหน้าเสียเมื่อเห็นสีหน้าไม่พอใจของมารดา ถึงแม้จะเอาชนะจุดอ่อนในใจตนเรื่องปมด้อยมาได้แล้วก็ตาม แต่การโดนดุแบบนี้ก็ยังคงเป็นสิ่งที่เขาหวาดกลัวอยู่ดี เจ้าหนุ่มผมดำจึงรีบตั้งหลักใหม่และร่ายเวทอย่างตั้งใจอีกครั้งตามคำสั่งของคามิลล่าทันที
“รีบรักษาตัวเร็วๆเข้าเถอะ เดี๋ยวจะกลับโรงเรียนไม่ทันงานสำคัญ” หนุ่มผมขาวที่ถอยออกไปนั่งคอย พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือความโล่งใจ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปหน้าซีดๆของรุ่นน้องคนโปรดก็ดีขึ้นจนเกือบเป็นปกติแล้ว “ป่านนี้เจ้าหญิงอาเรียกับเพื่อนๆของนายคงรอกันจนเบื่อแล้วละ”
“ไม่ไปได้มั้ยครับ?” หนุ่มผมดำที่เพิ่งเสร็จจากการรักษาตัวเองหยกๆ เอนตัวลงนอนพักผ่อนพลางทอดตามองรุ่นพี่จอมยุ่งที่ไม่ยอมอยู่ห่างแม้แต่วินาทีเดียว บอกไม่ถูกว่าจะรำคาญดีหรือซึ้งใจดี “คงไม่ได้สินะ เป็นรับสั่งงั้นเหรอ? ต้องไปสร้างอาณาเขตธาตุแสงให้กรุนเบอร์เรียกับเมืองรายทางด้วยนี่นา”
เป็นอีกครั้งที่คามิลล่าและเมอร์เคนต้องหันมามองหน้ากันด้วยความฉงนกับเรื่องที่หนุ่มผมดำพูดออกมา เพราะตอนที่เข้ามารวมกันอยู่ในห้องก็ไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องเหล่านี้มาก่อนเลย จอมเวทสาวที่นั่งอยู่ข้างเตียงดึงตัวลูกชายเข้ามากอดเอาไว้พร้อมกับกระซิบสั่งความที่ข้างหู โดยที่หนุ่มผมขาวไม่รู้ว่ามารดารุ่นน้องกระซิบบอกอะไร แค่เห็นหน้าตื่นๆของตัวลูกชายก็พอจะเดาได้ว่า ไม่โดนดุว่าก็อาจจะเจอคำสั่งอะไรที่ทำให้คามิวลำบากใจสุดๆเป็นแน่
“เอาละเข้าใจแล้วก็นอนพักไป เมอร์เคนช่วยเฝ้าน้องให้ที อย่าให้ลุกหนีไปซนที่อื่นได้ล่ะ” พอสั่งความเรียบร้อยคามิลล่าก็เดินออกไปจากห้องด้วยท่าทีรีบร้อนผิดปกติ
“ข้าจะคอยดูแลให้อย่างดีเลยครับ ท่านคามิลล่า” หนุ่มผมขาวยิ้มแย้มดีใจที่ได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญจากจอมเวทสาวซึ่งตนรู้สึกชื่นชม ท่าทางระรื่นออกนอกหน้าของเมอร์เคนทำให้หนุ่มน้อยรู้สึกหมั่นไส้อย่างบอกไม่ถูก
“ถ้าผมไม่ใช่ลูกของท่านแม่ รุ่นพี่จะมาคอยดูแลขนาดนี้หรือเปล่านะ?” คำตัดพ้อเบาๆของคามิวยังดังพอจะไปเข้าหูนรกของรุ่นพี่ผมขาว จนหางคิ้วกระตุกด้วยความแปลกใจกับอาการขี้อ้อนของหนุ่มผมดำที่เพิ่งเคยเจอเข้ากับตัวเอง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดพรายบนใบหน้าหล่อเหลาของเมอร์เคน อารมณ์สนุกบังเกิดขึ้นฉับพลันเพราะห่างหายจากการกลั่นแกล้งรุ่นน้องคนโปรดมานาน
“อยากรู้ก็จะบอกให้รู้ไว้ ถ้านายไม่ใช่ลูกชายของจอมเวทคามิลล่ากับท่านคริสโตเฟอร์น่ะเหรอ ฉันคงไม่เสียเวลามาคอยเป็นห่วงเป็นใยวุ่นวายดูแลนายแบบนี้หรอก”
เจ้าหนุ่มผมดำบนเตียงหันควับมามอง ดวงตาสีทองงดงามคู่นั้นฉายแววเจ็บปวดและผิดหวังจนคนพูดสัมผัสได้ สงสัยว่าคำตอบแบบทีเล่นทีจริงของเมอร์เคนจะทำให้เด็กเก็บกดคนนี้เสียใจไม่น้อย เพราะร่างเพรียวที่ดูจะบางลงไปอีกเพราะบททดสอบของการ์เดี้ยน พลิกตะแคงหันหลังให้ เหมือนจงใจหลบซ่อนสีหน้าของตนเอาไว้ ไหล่บางสั่นเล็กน้อยเหมือนคนกำลังกลั้นเสียงสะอื้น จนรุ่นพี่ขี้แกล้งเริ่มร้อนตัวกลัวทำรุ่นน้องคนโปรดร้องไห้ขึ้นมาจริงๆ

เมอร์เคนเดินมานั่งลงบนเตียงข้างคนที่กำลังหันหลังให้ มือใหญ่แข็งแรงวางแปะลงบนศีรษะทุยที่เต็มไปด้วยกลุ่มเส้นผมสีดำนุ่มลื่น แล้วเริ่มต้นยีหัวคนขี้งอนด้วยความสนุกสนาน "ไม่ต้องแกล้งร้องไห้ ฉันไม่หลงกลนายหรอกน่า"
“ไม่ได้แกล้งซะหน่อย! ผมเสียใจจริงๆนะ” รุ่นน้องตัวดีร้องประท้วงเสียงอู้อี้เพราะตอนนี้เปลี่ยนท่าซบหน้าลงกับหมอนไม่ยอมให้เห็นหน้าง่ายๆ จนเมอร์เคนอ่อนใจกับความดื้อเลยหมดอารมณ์สนุก ต้องมานั่งลูบหัวเหมือนปลอบใจเด็กเล็กๆแทน “ไคเอีย เป็นใครเหรอครับ? ทำไมเวลาอยู่กับผมรุ่นพี่ถึงคิดถึงชื่อนี้บ่อยจัง”
หนุ่มผมขาวชะงักกึกกับคำถามที่ไม่มีที่มาที่ไป ความแปลกใจฉายบนใบหน้ารุ่นพี่ขี้แกล้งมากพอจะทำให้คนถามต้องชะงัก เท่าที่เมอร์เคนจำได้ตั้งแต่ออกมาจากบัลเบิร์ค เขาไม่เคยเอ่ยถึงชื่อนี้ให้ใครได้ยินอีกเลย เพราะมันเป็นชื่อของเด็กน้อยแสนอาภัพผู้เป็นเสมือนน้องชายสุดที่รัก ทว่าน่าเศร้าที่ต้องจากไปตั้งแต่วัยเยาว์ ไคเอีย ผู้อ่อนแอพ่ายแพ้ต่อโรคภัยโดยที่เขาไม่สามารถช่วยอะไรได้
“เคยคิดเหมือนกันนะว่า นายมีอะไรแปลกๆผิดจากคนอื่น ถามจริงๆเถอะ อ่านใจคนอื่นได้ใช่ไหมคามิว? สงสัยมาตั้งแต่ตอนไปพรีมิวเลียแล้วละ เพราะตอนนั้นนายก็เคยพูดออกไปก่อนที่จะมีใครถาม”
“มันเป็นความสามารถที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดครับ ท่านแม่สั่งห้ามไม่ให้ผมใช้พลัง จนผมเคยชินที่จะไม่ใช้แล้วก็ลืมไปนานแล้ว” หนุ่มผมดำขยับตัวเปลี่ยนมานอนในท่าสบายๆ ก่อนจะเฉลยความจริงให้รุ่นพี่ผมขาวได้รับรู้ “แต่พอเกิดเรื่องในพรีมิวเลีย พลังที่เคยหายไปมันก็กลับคืนมาอีกครั้งแถมยังรุนแรงกว่าเก่าหลายเท่า” ดวงตาสีทองมองจ้องรุ่นพี่ของตนนิ่งก่อนจะเอ่ยคำที่ทำให้เมอร์เคนดีใจสุดชีวิต “เพราะเป็นรุ่นพี่เมอร์เคนที่ผมเคารพและไว้ใจเหมือนพี่ชายแท้ๆ ผมก็เลยอยากให้รุ่นพี่ได้รู้เอาไว้ จะได้ไม่เห็นว่าผมเป็นตัวประหลาด แล้วก็จะได้ช่วยเตือนเวลาผมเผลอไปอ่านใจใครเข้า”
ดวงตาสีฟ้าเป็นประกายรวมกับใบหน้าที่ขึ้นสีจนแดงเห็นได้ชัด อีกทั้งรอยยิ้มเบิกบานของหนุ่มผมขาวผู้มีดีกรีเป็นถึงประธานสภานักเรียนแห่งกรุนเบอร์เรียทำให้คามิวอดหัวเราะไม่ได้ ตั้งแต่รู้จักกันมาเขาไม่เคยเห็นรุ่นพี่จอมป่วนแสดงอาการดีใจจนออกนอกหน้าอย่างนี้มาก่อน และยิ่งตกใจจนเกือบเผลอร้องเมื่อเมอร์เคนคว้าตัวดึงเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดอันแข็งแกร่ง
ถึงจะชินกับการโดนญาติผู้ใหญ่กอดรัดฟัดเหวี่ยงมาแต่เล็กแต่น้อย แต่กับคนอื่นที่ไม่ใช่แถมเป็นผู้ชายตัวโตๆแบบนี้ มันให้ความรู้สึกกระดากกระเดื่องยังไงบอกไม่ถูก แถมไม่นึกว่าเมอร์เคนจะทำอะไรที่มันอุกอาจถึงเนื้อถึงตัวเลยงุนงงจนลืมขัดขืน แม้ตอนกลายร่างเป็นเด็กจะโดนเล่นงานมาหลายครั้งแล้วทว่ามันต่างกัน คามิวมัวแต่ตกตะลึงนั่งอึ้งให้กอดอยู่นานจนกระทั่งรู้สึกอึดอัดนั่นแหละถึงเริ่มดิ้นรนประท้วง
“อย่าดิ้นสิ ขอกอดอย่างนี้อีกสักพักเถอะ” เมอร์เคนไม่ยอมปล่อยง่ายๆ แถมยังกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นอีก ความอบอุ่นของร่างกายหนุ่มน้อยในอ้อมแขนเป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่า คนที่ตนเป็นห่วงเป็นใยและรู้สึกผูกพันธ์ราวกับเป็นน้องชายแท้ๆคนนี้นั้นยังมีชีวิตอยู่ “ไคเอีย เป็นชื่อเด็กคนหนึ่งที่ฉันรักเหมือนน้องชาย เราสนิทกันมากเพราะเห็นหน้ากันมาตั้งแต่เกิด น่าเสียดายที่เด็กคนนั้นต้องตายไปตั้งแต่ยังเด็กเพราะสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายของบัลเบิร์ค”
หนุ่มผมดำนั่งนิ่งให้กอดโดยดีอยู่พักใหญ่จนเมอร์เคนพอใจ ยอมคลายอ้อมแขนออกปล่อยให้รุ่นน้องกึ่งนั่งกึ่งนอนตามสบาย ส่วนตัวเองก็ไปลากเก้าอี้มานั่งอยู่ข้างเตียงทำท่าเหมือนจะเตรียมเล่านิทานก่อนนอนให้ฟังไม่มีผิด แววตาของรุ่นพี่ผมขาวทอดมองใบหน้าหวานคมคายของคามิวราวกับจะสะท้อนภาพในอดีตของไคเอีย แม้จะไม่เหมือนกันแต่ก็มีความคล้ายคลึงอย่างมาก โดยเฉพาะเส้นผมสีดำมันช่างดึงดูดความสนใจของเมอร์เคนได้ตั้งแต่แรกเห็น
“คนบัลเบิร์คนั้นชื่นชอบการได้สัมผัสความอบอุ่นจากร่างกายคน ยิ่งเป็นคนที่รักก็ยิ่งชอบยิ่งอยากจะกอดรัดฟัดเหวี่ยง ตอนมาอยู่กรุนเบอร์เรียใหม่ๆ ฉันก็โดนดุเป็นประจำเพราะเผลอไปกอดคนนั้นคนนี้อยู่บ่อยๆ” เมอร์เคนหัวเราะขำใบหน้าเอ๋อๆของคามิวที่โดนดีเข้าไปเต็มรัก เลยต้องชี้แจงให้หมดข้อสงสัยเสียก่อน “ฮาโรลก็เคยโดนจนชินแล้วละ แต่บอกไว้ก่อนเลยว่าฉันไม่ได้เบี่ยงเบน สบายใจได้”
“งั้นก็แล้วไป ผมจะได้ทำใจให้ชินไว้เพราะรุ่นพี่คงแกล้งเผลออีกแหงๆ” ถึงแม้หน้าเจ้าหนุ่มผมดำจะงอไม่พอใจอยู่บ้างแต่ก็ยอมอภัยให้ พร้อมทั้งเตือนกลับมาด้วยความหวังดีอีกว่า “แต่อย่าทำแบบนี้ตอนไกเซอร์แผลงฤทธิ์อยู่ก็แล้วกัน เพราะมันคงไม่จบแค่กอดเฉยๆ”
“ฉันจะจำไว้ก็แล้วกัน” รุ่นพี่ตัวดีกลืนน้ำลายเอื๊อกด้วยความสยอง และใช้เวลาครู่หนึ่งปรับอารมณ์แล้วก็เริ่มเรื่องราวต่อไป “ชาวบัลเบิร์คไม่ค่อยได้เจอแสงอาทิตย์ทั้งผมทั้งผิวเลยซีดจืดแถมขาดความอบอุ่น เพราะการหนีจากความหนาวเย็นทำให้เราต้องอยู่กันในเมืองใต้ดิน แถมเมืองใต้ดินยังแบ่งระดับชั้นของผู้อาศัยอีกด้วย ฉันกับไคเอียอยู่ในเขตสลัมที่ค่อนข้างอัตคัดขัดสน” เมอร์เคนหยุดยิ้มเมื่อเห็นคามิวขมวดคิ้วสงสัย “หึหึ ถึงนามสกุลจะบ่งบอกถึงความเป็นพระญาติ แต่ก็ห่างไกลสุดปลายรากโน่น ถึงจะขึ้นชื่อว่าเป็นเชื้อพระวงศ์แต่ก็มียศเท่ากับทหารรับใช้เท่านั้น แถมตอนนี้ฉันก็ออกมาจากที่นั่นและไม่คิดจะกลับไปเหยียบอีกตลอดชีวิต ก็เท่ากับตัดขาดจากอาณาจักรนั้นไปนานแล้ว”
“คนที่นั่นคงลำบากกันมากสินะครับ สภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงแถมมีแต่หิมะปกคลุมตลอดทั้งปีไม่ใช่เหรอ” คามิวพูดไปตามที่เคยร่ำเรียนมา ฤดูหนาวที่โรแลนเซียนั้นไม่หนาวจัดแม้จะมีหิมะแต่ก็ละลายอย่างรวดเร็ว และถึงจะหนาวเย็นไม่มากก็ยังสร้างความลำบากไม่น้อย คามิวนึกภาพไม่ออกว่าคนที่อยู่กับสภาพแบบนั้นทั้งปีจะย่ำแย่กันแค่ไหน
“ไม่ใช่แค่อากาศหนาวอย่างเดียวนะ สภาพเมืองใต้ดินมันไม่ดีนักหรอกถึงจะมีความร้อนจากแม็กม่าใต้พิภพ และมีน้ำแร่มาช่วยคลายหนาว แต่เชื้อโรคก็แพร่กระจายง่ายเพราะเป็นเมืองปิด ที่สำคัญคือเราไม่สามารถผลิตยาหรือปลูกสมุนไพรที่จำเป็นได้เอง ยารักษาโรคจึงขาดแคลนอย่างหนัก แค่โรคหวัดก็สามารถทำให้คนในบัลเบิร์คตายได้เป็นจำนวนมากมายทุกปี ไม่เว้นแม้แต่ไคเอีย”
หนุ่มผมขาวเล่าเรื่องราวของบ้านเกิดในความทรงจำให้คามิวที่ตนรักเอ็นดูราวกับน้องแท้ๆได้ฟัง เมอร์เคนแปลกใจตัวเองอยู่ไม่น้อยทั้งที่เป็นเรื่องราวในอดีตซึ่งเคยทำร้ายจิตใจของตนมาตลอดจนไม่อยากจะหวนนึกถึง แต่มาถึงตอนนี้มันกลับไม่มีผลต่อความรู้สึกมากมายเหมือนกาลก่อน แม้จะเสียใจและยังคงอาวรณ์แต่ก็ไม่ถึงกับเจ็บปวดจนต้องเสียน้ำตาเช่นที่ผ่านมา
“เขามีผมสีเข้มเกือบดำผิดจากชาวบัลเบิร์คทั่วไป แต่สีตาไม่เหมือนนายหรอกนะ เป็นเด็กดีน่ารักและยิ้มแย้มอยู่เสมอแต่ว่าร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เกิด ปีที่เขาอายุเต็มสามขวบนั้นอากาศหนาวเย็นและโหดร้ายกว่าปีอื่นๆ แค่ความหนาวก็ทำให้ชาวสลัมอย่างพวกเราสุดทนแล้วแท้ๆ แต่ดันมีโรคระบาดมาซ้ำเต็มกันอีก” หนุ่มผมขาวหลับตานึกย้อนไปถึงวันเวลาอันแสนทุกข์ทรมานที่ยังคงประทับแน่นอยู่ในความทรงจำ “ไคเอียเองก็ล้มป่วยเพราะโรคหวัดที่ระบาดหนัก ไม่เว้นแม้แต่ท่านแม่ของฉันด้วย จำได้ว่าฉันที่ตอนนั้นอายุแค่ห้าขวบ พยายามออกไปเสาะหาสมุนไพรจนเกือบแข็งตายอยู่ในหุบเขา แต่ก็มีคนมาช่วยไว้ทัน ทายสิว่าใครคือคนๆนั้น”
“หือม์?” หนุ่มน้อยที่กำลังฟังเพลินขมวดคิ้วขณะใช้ความคิด ที่จริงจะอ่านใจก็ได้อยู่หรอก แต่เมื่อกี้นี้เพิ่งโดนมารดาดุและกำชับเอาไว้ห้ามใช้พลังเด็ดขาด ก็เลยต้องพยายามสะกดพลังเอาไว้หันมาใช้สมองของตัวเองเพื่อประมวลผลแทน สักพักก็ถามออกไปแบบไม่ค่อยแน่ใจนัก “หรือว่าจะเป็นท่านแม่ของผม?”
“ใช่แล้ว! ท่านคามิลล่าเป็นคนช่วยฉันไว้ รวมทั้งช่วยท่านแม่ของฉันและช่วยไคเอียด้วย ในสายตาของเด็กห้าขวบอย่างฉันแล้ว ท่านเปรียบเสมือนเทพธิดาแห่งความหวังเชียวละ” หนุ่มผมขาวมีรอยยิ้มระบายอยู่บนใบหน้ายามนึกถึงความช่วยเหลือที่ตนเคยได้รับยามวิกฤติของชีวิต “แต่ถึงจะได้รับความช่วยเหลือจนรอดชีวิต แต่เขาก็กลับมาป่วยอีก ตอนนั้นฉันเฝ้าสวดภาวนาอ้อนวอนขอให้ท่านเทพธิดามาช่วยน้องอีกครั้ง แต่…”
“ขอโทษครับ ผมไม่น่าถามถึงเรื่องนี้เลยจริงๆ” คามิวรู้สึกผิดที่ไปขุดคุ้ยเรื่องในอดีตของหนุ่มผมขาวจากบัลเบิร์ค การที่เมอร์เคนถึงกับย้ายถิ่นฐานออกจากบ้านเกิดและไม่คิดจะกลับเหยียบที่นั่นอีก ย่อมแสดงว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันสร้างความโศกเศร้าอย่างสาหัสจนยากที่จะทำใจได้ “ถ้ามันทำให้รุ่นพี่เสียใจ ก็ไม่จำเป็นต้องเล่าต่อแล้วละครับ”
“อือม์... น่าแปลกเหมือนกันนะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนฉันคงโกรธมากหากใครถามถึงเรื่องนี้” เมอร์เคนยิ้มให้รุ่นน้องของตนเอง ความอ่อนโยนและเป็นห่วงเป็นใยของคามิวยิ่งทำให้เกิดความเอ็นดูมากขึ้น “นายรู้มั้ยว่าท่านคามิลล่าน่ะช่วยฉันไว้สองครั้งเชียวนะ และในครั้งที่สองนั่นแหละที่ฉันได้เจอกับเด็กทารกคนหนึ่งซึ่งทำให้ฉันหายเศร้า แวบแรกที่เห็นฉันคิดว่าเขาคือไคเอียมาเกิดใหม่ เด็กคนนั้นมีผมสีเข้มผิวขาวอมชมพูน่ารักมากเลยละ แถมท่านคามิลล่ายังฝากฝังให้ฉันช่วยดูแลด้วยนะจะบอกให้”
“เอ้อ… หมายถึงผมเหรอครับ? นี่รุ่นพี่เคยเจอผมตอนเด็กๆด้วยเหรอ?” หนุ่มผมดำทำตาโตลุกพรวดขึ้นมานั่งทันทีที่ได้ยินเมอร์เคนเอ่ยถึงเด็กทารกที่น่าจะเป็นตนเอง “ตอนที่รุ่นพี่เจอผมครั้งแรกเป็นยังไงบ้างครับ? มีอะไรผิดปกติหรือแตกต่างจากเด็กคนอื่นบ้างรึเปล่า?”
ช่างเป็นคำถามที่แปลกประหลาดจนเมอร์เคนต้องขมวดคิ้วคิดหนักเพื่อตีความ “ก็เหมือนเด็กทารกทั่วไปนี่นา หน้าตาเหมือนท่านคามิลล่ายังกับถอดบล็อกมาไม่มีผิดเลยด้วย ถามทำไมเหรอ?”
“เปล่าครับ ไม่มีอะไรหรอก” ร่างเพรียวเอนตัวลงนอนพร้อมถอนหายใจยาวโล่งอกกับคำตอบที่ได้ฟัง “ก็ยังดีที่ไม่ใช่สัตว์ประหลาด”
“ใครว่าไม่ใช่ล่ะ นายน่ะสัตว์ประหลาดของแท้เลยตะหาก” เสียงพึมพำกับตัวเองของคามิวยังอุตส่าห์ดังพอให้รุ่นพี่ตัวแสบได้ยิน ดวงตาสีฟ้าใสของเมอร์เป็นประกายฉายแววสนุกสนาน ที่ได้แกล้งยั่วให้หนุ่มมาดนิ่งเผลอหลุดแสดงอารมณ์หลากหลายออกมาให้เห็น ถึงแม้พักหลังๆมานี้เจ้ารุ่นน้องคนโปรดจะรู้ทันไม่ค่อยหลงกลบ่อยนักก็ตาม รออยู่นานแต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบโต้กลับมา พอหันไปมองก็ต้องถอนใจส่ายหน้าหมดสนุก เพราะตอนนี้เป้าหมายหลับสนิทด้วยความอ่อนเพลียไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
.
ณ หอคอยจอมเวทแห่งราชสำนักยามนี้ ขาดคามิลล่าผู้เป็นเสาหลักเพราะยังต้องพักฟื้น แม้จะมีจอมเวทประจำการคอยทำหน้าที่อยู่มากมาย แต่ก็ไม่มีใครเก่งกล้าหรือมีธาตุแท้เป็นแสงสว่างเหมือนแม่ลูกตระกูลทีเอเนีย รินเซ่จึงได้รับคำสั่งจากทิวลีนให้มาช่วยงานเป็นการชั่วคราว สาวน้อยออกตระเวนทำหน้าที่สร้างเขตอาคมแห่งแสงเพื่อปกป้องชีวิตของชาวเมือง แม้จะเหนื่อยล้าแต่รินเซ่ก็อดทนเพื่อทำหน้าที่แทนในส่วนของท่านแม่และพี่ชายของเธอ
“แม่หนูรินเซ่วันนี้พอก่อนเถอะนะ” ไรเนลอัศวินปลดระวางซึ่งมีตำแหน่งองครักษ์พิเศษประจำตัวสาวน้อยคอยติดตามระวังอันตรายให้ตลอดเวลา ไม่นับกลุ่มอัศวินและจอมเวทอีกหลายสิบคนที่ช่วยกันดูแลความปลอดภัยตลอดเวลาปฏิบัติงาน “เมืองหลวงมันกว้างขวางเลยต้องวางเขตอาคมหลายจุด ค่อยๆทำไปเรื่อยๆอย่าหักโหมเกินตัว เกิดป่วยไข้ไปเจ้าลูกศิษย์ตัวดีของข้าจะหาเรื่องโทษตัวเองอีกว่า ...เป็นความผิดของข้าเองที่ทำให้รินเซ่ต้องมาลำบากลำบนแบบนี้...”
สาวน้อยหัวเราะคิกเมื่อได้ยินคำพูดพร้อมท่าทางเลียนแบบของไรเนล แสงแดดในฤดูร้อนของโรแลนเซียค่อนข้างแรงเอาเรื่องทีเดียว ถึงแม้บริเวณที่พวกเธอมานั่งพักผ่อนกันอยู่นี้จะเป็นสวนสาธารณะมีน้ำพุและต้นไม้ให้ร่มเงา ทว่าความร้อนก็ยังระอุขึ้นมาจากพื้นซึ่งปูด้วยหิน และมันก็ทำให้คนที่ต้องเหนื่อยในเดินทางสร้างเขตอาคมยิ่งรู้สึกเพลียเป็นทวีคูณ ขนาดผู้ใหญ่อย่างจอมเวทและอัศวินที่ตามมาอารักขาแม้จะไม่ปริปากบ่น แต่ใบหน้าชุ่มเหงื่อก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดี
“อ้าว! แม่หนูรินเซ่นี่นา วันนี้มาทำงานแทนท่านคามิลล่าเหรอจ๊ะเนี่ย?” คุณป้าคนหนึ่งที่เดินผ่านมายิ้มแย้มร้องทักทายราวกับเป็นคนคุ้นเคย “ขอบใจมากเลยนะที่ช่วยปกป้องพวกเรา ฝากสวัสดีท่านจอมเวทด้วยนะ”
“หนูรินเซ่! แหมคิดถึงจังเลย กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?” “พี่ชายไม่ได้มาด้วยกันเหรอ” “คามิวสบายดีใช่ไหม?”
ไรเนลและทุกคนที่ไปด้วยกันรู้สึกทึ่งในความป๊อบปูล่าของสองพี่น้องตระกูลทีเอเนียเป็นอันมาก ไม่ว่าไปที่ไหนในเมืองก็ต้องมีคนรู้จักทักทายด้วยความเอ็นดู ยังดีที่เป็นรินเซ่จึงไม่เกิดการชุมนุมของบรรดาชาวบ้าน ไรเนลและเหล่าองครักษ์ต่างคิดตรงกันว่า หากพี่ชายออกมาเดินด้วยกันละก็ พวกตนคงเหนื่อยหนักกับการดูแลกีดกันเหล่าแฟนคลับ ก็คนที่ถามถึงคนพี่คือบรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ทั้งหลายนั่นเอง
“ฮ่าฮ่าฮ่า สมกับเป็นลูกชายของคริสโตเฟอร์จริงๆแฮะ” ไรเนลหัวเราะร่วนที่ตัวลูกชายแม่ทัพอัศวินนั้นเป็นคนดังไม่แพ้คนพ่อ ถึงนิสัยจะผิดกันมากแต่เรื่องเสน่ห์เร้าใจสาวคงแซงหน้าไปไกลโข “แบบนี้คงปล่อยมาเดินเล่นในเมืองไม่ได้ซะแล้วเนอะ รินเซ่”
“คงไม่ได้ออกมาหรอกครับท่านไรเนล ฝ่าบาททรงหวงท่านคามิวยังกับอะไรดี ถ้าไม่ติดที่ต้องร่ำเรียนการปกครองและเวทมนตร์ก็คงต้องอยู่แต่ในวังนั่นแหละ” อัศวินองครักษ์ซึ่งคุ้นเคยกับคามิวเปรยขึ้นมาเบาๆ “ข้าเองก็เคยคิดนะว่าระดับลูกชายแม่ทัพอัศวิน แถมเป็นหลานรักของมหาเสนาบดีผู้มีอำนาจอย่างเขาคงจะมีอนาคตที่รุ่งโรจน์ แต่พอมาคิดอีกทีก็สงสารท่านคามิวเหมือนกัน”
“ก็จริงนะ ขณะที่เด็กอายุเท่าๆกันกำลังสนุกสนานกับชีวิตวัยรุ่น แต่เจ้าลูกศิษย์กลับต้องผจญภัยเสี่ยงตายอยู่เรื่อย แต่ในทางกลับกัน คนจะเป็นใหญ่เป็นโตได้มันก็ต้องมีอุปสรรคเป็นเครื่องทดสอบ หากไม่พิสูจน์ตัวเองว่ามีคุณสมบัติมากพอจะอยู่เหนือบัลลังก์ทองแห่งโรแลนเซีย เหล่าข้าราชบริพารคงไม่ยอมรับง่ายๆ เพราะยังมีคนที่หวังในราชสมบัติรอโอกาสที่จะเล่นงานเขาอยู่”
“เรื่องนั้นฝ่าบาทรับสั่งให้ท่านแม่ทัพฯเฝ้าระวังอยู่ครับ ศึกภายนอกยังไม่น่ากลัวเท่าศึกภายใน เพราะมันเหมือนกับเป็นภัยเงียบที่พร้อมจะทำอันตรายได้ทุกเมื่อ” เพราะเป็นลูกน้องคนสนิทที่คริสโตเฟอร์ไว้วางใจ จึงได้รับแต่งตั้งมาเป็นราชองครักษ์พิทักษ์ว่าที่ราชบุตรเขย แต่ที่ออกมาเดินคุ้มกันให้น้องสาวนั้นถือเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากตัวพี่ชายถูกกักบริเวณและมีการคุ้มกันแน่นหนาอยู่แล้ว “ท่านคามิวเองก็เหลือเกิน จนป่านนี้แล้วยังไม่รู้ตัวเสียทีว่ามีความสำคัญแค่ไหน”
“กว่าจะใช้การได้ก็คงต้องเหนื่อยกันหน่อย ข้าคิดว่าอย่างเจ้าลูกศิษย์คงจะเอาตัวรอดได้แน่ แม้จะทุลักทุเลไปบ้างก็ตาม” ลุงอัศวินตัดบทเพราะรถและขบวนม้าที่จะมารับกลับวังนั้นมาจอดรออยู่เรียบร้อยแล้ว “เอาละ! พวกเรากลับกันก่อนเถอะ จะได้ไปเยี่ยมนกน้อยในกรงทองของฝ่าบาทซะหน่อย ชักจะเป็นห่วงขึ้นมาแล้วสิป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”
.
ตัดกลับมายังวังหลวง ขณะที่คนซึ่งถูกกล่าวถึงยังคงถูกเก็บเอาไว้ยังตำหนักในราวกับเป็นนางห้าม ทว่าด้านนอกนั้นกลับมีการชุมนุมของกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นตรงข้าม และพยายามคัดค้านการแต่งตั้งซึ่งราชาคาร์ลอสได้กำหนดให้มีขึ้นในเร็ววันนี้ ถึงแม้จะมีคนเลื่อมใสในความสามารถของแม่ทัพอัศวินและหัวหน้าจอมเวทคู่บัลลังก์ ทว่าการจะให้ลูกชายซึ่งเป็นเพียงเด็กที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม มาดำรงตำแหน่งอันสูงส่งโดยไม่มีการลงมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์นั้น พวกเขาต่างเห็นว่ามันไม่ค่อยยุติธรรมกับผู้สมัครรายอื่น ซึ่งก็คือลูกหลานของพวกตนสักเท่าไหร่
ในความคิดที่ออกจะลำเอียงเข้าข้างตัวเองของพวกเขา เหล่าลูกหลานขุนนางชั้นสูงที่มีอายุเหมาะสมนั้นมีอยู่มากมายหลายคน และบางคนก็มีความสามารถและบรรดาศักดิ์สูงส่งพอจะลงชิงตำแหน่งว่าที่ราชบุตรเขย แถมยังคุ้นเคยกับเจ้าหญิงอาเรียซึ่งเป็นรัชทายาทเพียงหนึ่งเดียว แม้จะรู้ว่าพระสหายสนิทที่สุดของเจ้าหญิงคือลูกชายแม่ทัพอัศวินก็เถอะ แต่ยังไงก็ยังทำใจรับความจริงไม่ได้อยู่ดี
“ฝ่าบาทพระทัยร้อนเกินไป ลูกชายแม่ทัพคริสโตเฟอร์ยังเด็ก แถมยังก่อเรื่องยุ่งวุ่นวายที่พรีมิวเลียจนเราต้องส่งทูตไปเคลียร์ปัญหาถึงที่โน่น” บาเร็ต หนึ่งในขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่มีอำนาจและอิทธิพลในวุฒิสภาเริ่มเปิดประเด็น ด้วยการนำข้อเสียของคามิวมาต่อว่าเพื่อหาคนสนับสนุน “ให้เป็นองครักษ์ก็พอไหว แต่… ขืนแต่งตั้งตัวปัญหาแบบนั้นเป็นราชบุตรเขยละก็ คงพาโรแลนเซียล่มจมกันทั้งอาณาจักรแน่”
“ข้าคิดว่าเรื่องนั้นคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญนะท่านวุฒิสมาชิกบาเร็ต” บลูตัส ขุนนางสูงอายุท่าทางเจ้าเล่ห์ทักท้วงขึ้นมาบ้าง “สิ่งที่เราคัดค้านคือการคัดเลือกอย่างไม่ชอบธรรม ตำแหน่งสำคัญเช่นนี้สมควรที่จะมีการคัดเลือกกันอย่างเข้มงวด ไม่ใช่งุบงิบแอบจองตัวกันเงียบๆแบบนี้ และที่สำคัญเหล่าลูกหลานขุนนางที่เหมาะสมกว่าก็น่าจะมีสิทธิ์มีเสียงและมีโอกาสบ้างสิ”
“แต่ฝ่าบาททรงถูกใจเด็กคนนั้นมากถึงขนาดเก็บเอาไว้ข้างตัวเลยนะท่าน ขนาดมีคนพยายามคัดค้านกันแทบตาย แต่ฝ่าบาทก็ไม่ยอมฟัง ดึงดันจะจัดพิธีแต่งตั้งเจ้าเด็กตัวยุ่งนั่นให้ได้ แล้วเราจะไปห้ามได้ยังไงกันล่ะ”
ขุนนางเฒ่าคนหนึ่งเอ่ยปากอย่างขัดใจ เขาผู้นี้คือมาร์ควิสแกรนท์ ผู้เคยดำรงตำแหน่งเสนาบดีการคลังแต่บัดนี้เกษียนอายุราชการไปแล้ว ทว่ายังคงเป็นผู้มีอิทธิพลอยู่ในวุฒิสภา แต่ไหนแต่ไรมาก็รู้สึกขัดตาขัดใจกับเด็กผมดำลูกแม่ทัพฯ ที่เข้ามาแย่งตำแหน่งพระสหายของเจ้าหญิงรัชทายาทไปจากหลานชายของตน พอมาถึงตอนนี้มันยังโชคดีมีสิทธิที่จะได้ครองบัลลังก์ เพียงแค่คิดก็ให้รู้สึกโมโหจนเส้นเลือดในสมองร่ำๆจะแตกอยู่รอมร่อ
“จะไปยากอะไรล่ะท่านวุฒิสมาชิกอาวุโสแกรนท์ ถ้ามันไม่อยู่ซะก็ทำพิธีไม่ได้จริงไหม”

หนึ่งในขุนนางชั้นสูงที่ดูมาดดีที่สุดในกลุ่มเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเย็นเยียบ เขาสวมเสื้อผ้าหรูหราราคาแพงสีหน้าเย็นชาท่าทางหยิ่งยโส อีกทั้งมองคนด้วยหางตาราวกับว่าคนอื่นต่ำต้อยเพียงธุลี คนผู้นี้คือ มาร์ควิสลัสเตอร์ เสนาบดีการคลังผู้กุมอำนาจและพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอาณาจักรโรแลนเซีย
“ท่านลัสเตอร์! คงไม่ได้หมายความว่า… พวกเราแค่อยากจะให้ฝ่าบาททรงลองคิดดูอีกสักครั้งเท่านั้นเองนะ” วุฒิสมาชิกบาเร็ตตกใจกับแนวคิดที่ส่อแววมาดร้ายของเสนาบดีการคลัง เพราะพวกเขาเหล่านี้ไม่ต้องการมีเรื่องบาดหมางกับครอบครัวของหนุ่มผมดำ เพราะคนระดับนั้นมีอิทธิพลมากพอจะเขี่ยพวกตนให้กระเด็นจากตำแหน่งได้ไม่ยากนัก “ลองคิดหาวิธีอื่นเถอะ อย่าทำอะไรที่มันโหดร้ายรุนแรงขนาดนั้นเลย ถึงข้าจะไม่ค่อยชอบหน้าเจ้าเด็กนั่น แต่ก็ไม่ได้เกลียดถึงขนาดอยากกำจัดทิ้งให้พ้นทาง”
“ใครบอกท่านล่ะว่าจะทำแบบนั้น เขาเป็นลูกชายของแม่ทัพอัศวินคริสโตเฟอร์และจอมเวทคามิลล่า เป็นหลานของมหาเสนาบดีรีมัส ทีเอเนียและฟาร์ริส อาร์มาร์เธียสเชียวนะ ลองไปแตะต้องหรือทำร้ายเขาดูสิ คงได้เกิดการนองเลือดภายในวังเป็นแน่” มาร์ควิสลัสเตอร์กรีดนิ้วที่สวมแหวนเพชรเม็ดโตยกถ้วยขึ้นมาจิบ ก่อนจะเอ่ยแผนการณ์ของตนออกมาให้ผู้ร่วมอุดมการณ์ได้รับรู้ “ก็แค่จะเชิญเขาไปเยี่ยมชมบ้านพักตากอากาศของข้าสักระยะ แต่ตอนไปพักผ่อนที่นั่นมันอาจจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน จนทำให้เขากลับมาไม่ทันวันทำพิธีแต่งตั้ง ก็เท่านั้นเอง”
“ท่านจะเชิญเขาไปที่นั่นได้ยังไง ก็เห็นอยู่ว่าฝ่าบาทไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้เด็กนั่นนอกจากคนที่ทรงไว้วางพระทัย” บาเร็ตถามต่อด้วยความสนใจ “ขนาดข้าที่เข้าวังบ่อยกว่าใครเพื่อนยังได้รับรู้แค่ข่าวว่าเจ้าเด็กนั่นกลับมาแล้ว แต่ไม่เคยได้เจอตัวเป็นๆเลยสักครั้งเดียว”
ขุนนางเฒ่าอีกสองคนพากันพยักหน้าหงึกหงัก เพราะถึงจะเคยพบเคยพบเห็นเขม่นหน้ามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย แต่พอคามิวถูกส่งตัวไปกรุนเบอร์เรียเพื่อทำหน้าที่องครักษ์ พวกเขาก็ไม่เคยได้เจอลูกชายแม่ทัพอีกเลย จนกระทั่งมาได้ข่าวที่น่าตกใจว่า ราชาคาร์ลอสจะทรงทำพิธีแต่งตั้งเจ้าเด็กผมดำซึ่งเป็นพระสหายสนิทของเจ้าหญิงรัชทายาท ให้เป็นว่าที่ราชบุตรเขยอย่างเป็นทางการนี่แหละ ที่มันทำให้พวกเขารู้สึกร้อนรนจนทนเฉยกันไม่ไหวอีกต่อไป
“ท่านบาเร็ตลืมอะไรไปรึเปล่า อีกสองวันจะถึงงานประเพณีสำคัญของพวกเราเหล่าขุนนางผู้จงรักภักดี การส่งลูกหลานมาร่วมชุมนุมสังสรรค์กัน เพื่อสร้างความสนิทสนมปรองดองและแลกเปลี่ยนทัศนคติของคนรุ่นใหม่ เป็นธรรมเนียมนิยมที่ทุกคนต้องให้ความร่วมมือไม่ใช่หรือ?”
“อ๋อ… จริงด้วยสิข้าลืมไปเสียสนิทเลย ปีนี้ตกลงกันว่าจะจัดขึ้นที่บ้านพักตากอากาศของท่านมาร์ควิสลัสเตอร์นี่นา” บาเร็ตเบิกตาโตเริ่มมองเห็นความหวังเรืองรองขึ้นมาแล้ว “ถ้าเป็นเรื่องนี้คงพอจะใช้เป็นข้ออ้าง เอาตัวเจ้าเด็กนั่นไปเก็บซ่อนไว้ได้สักพักละนะ”
“ไม่ใช่แค่นั้นหรอกนะท่านบาเร็ต” มาร์ควิสลัสเตอร์หรี่ตายิ้มเย็นเยียบจนคนโดนทักรู้สึกขนลุกวาบ “มันยังเป็นโอกาสดีที่เราจะได้หยั่งฝีมือของคู่แข่ง เพราะข้าจัดให้มีการประลองเล็กๆสำหรับบรรดาลูกหลานขุนนางด้วยกัน มันก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันขึ้นได้ทุกเมื่อ จริงไหม?”
เจ้ากรมการคลังพูดเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดาพลางจิบน้ำชาหอมกรุ่น ทว่าแววตาอันคมกริบแฝงเล่ห์กลยากที่ใครจะตามทันส่อให้เห็นถึงความกลอกกลิ้งนั้น กลับถูกปกปิดด้วยรอยยิ้มและคำพูดสวยหรูอย่างแนบเนียน จนแม้แต่ขุนนางชั้นสูงผู้ร่วมอุดมการณ์ต่างก็เชื่อมั่นในคำสาบาน โดยไม่เฉลียวใจว่ามาร์ควิสจอมหยิ่งผู้นี้จะวางแผนการณ์อื่นซึ่งเหมือนหักหลังพวกตนเอาไว้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 59 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,169 ความคิดเห็น

  1. #6082 basted (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 27 มีนาคม 2557 / 01:54
    ถึงมาม่าจะอร่อยแต่มากไปเดี่ยวท้องจะอืดเอานะ.........
    #6,082
    0
  2. #6068 basted (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 14 กันยายน 2556 / 16:34
    มันช่าง มาม่าเหลือเกิน......
    #6,068
    0
  3. #5817 นักอ่าน...lnwcool (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 28 เมษายน 2555 / 16:07

    ชักเบื่อเรื่องการแย่งชิงอำนาจแล้วแหะ...ที่ไหนๆก็มี...ขอแบบเรื่องสบายๆมั้งไม่ำด้เหรอค่ะ....เครียดเกินไปไม่ดีนะ

    #5,817
    0
  4. #4449 ~*>> IN (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2553 / 22:42
    ตอนแรกเข้าบทโศกตามคามิวอยู่ดีๆ  

    ไหงตอนท้ายมาหักมุมเข้าโหมดเครียดแบบนี้ล่ะครับ  พี่แหม่ม

    5555555555555+
    #4,449
    0
  5. #4327 Lux51Forever (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2553 / 10:23
    งานเข้าอีกแล้วล่ะคามิวเอ้ย

    ให้ว่างงานสักหน่อยไม่ได้รึไง

    เจ้าพวกขุนนางบ้า

    หึหึ แต่ก็ดีเหมือนกัน

    จะได้รูกันไปเลยว่าคามิวเก่งแค่ไหน
    #4,327
    0
  6. #4142 เอกเองครับ (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 / 00:01
    แม้แต่คนเมืองเดียวกันก็มุ่งร้าย เคราะห์ร้ายจังแฮะ คามิว
    #4,142
    0
  7. #4064 เวนีล่า (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2553 / 22:39
    มาอัพไวๆนะคะ
    #4,064
    0
  8. #4062 Philip^-^ Vollence (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2553 / 21:57
    น่าสงสารคามิวจริงๆ เจอเรื่องร้ายๆไม่หยุดไม่หย่อน

    มาอัพไวๆนะคับ ค้างอย่างแรง
    #4,062
    0
  9. #4061 ผงฝุ่น (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2553 / 12:03
    ฝุ่นสงสารคามิวจังเลย่อะ มีแต่เรื่องตลอดเรยอ่ะ น่าสงสาร แต่ไม่เป็นไร ตักป้ายังว่างน่ะจ่ะหนุ่มน้อย 555+
    #4,061
    0
  10. #4059 loli (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2553 / 11:54
    คามิวเหนื่อยอีกแระงานนี้!5555
    #4,059
    0
  11. #4057 ปาจิงโกะ (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2553 / 13:52
    เพิ่งมาอ่านน่ะ เรื่องนี้ครบทุกรสชาติเลยน่ะ

    คนแต่งเยี่ยมมากเลย บรรยายเก่งมาก

    อ่านไปอ่านมา หลงรักคามิว ไม่รู้ตัวเลยอ่ะ

    แต่ละตอนมีทั้งซึ่ง ขนลุก(?) ฮาขำๆ หลายหลากจริงๆ

    อ่านไปอ่านมา เฮ้ย ตอนที่ เท่ารัยแล้วเนี่ยทำไมเพลินงี้

    คุณยอดมาก อิอิ

    คิดว่างวดหน้าคามิวได้ สู้(?) อีกแน่ ++

    แค่ปล่อยฟีโรโมน เอ้ย กราเดี้ยตัวล่าสุดกะพอมั้ง?
    ใครแอ๊บๆ ได้หลุด ล่ะงานนี้

    ใครอยากลองดีหรอ? จัดไปอย่าให้เสีย 555+
    #4,057
    0
  12. #4056 focus (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2553 / 07:12
    555+ จะกำจัดคามิวเนี่ยนะ คิดได้ไงว่ะ ค..วายกันจริง แค่การ์เดี้ยนตัวเดียวก็ถล่มเมืองให้เละได้ทั้งเมืองโดยใช้เวลาไม่นาน แต่คามิวเรามี3ตัว พวกมึ..งจะเอาอะไรไปสู้ ก๊ากๆๆๆ คิดแล้วฮาดี...
    #4,056
    0
  13. #4055 music1 (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2553 / 20:51
    จะทำอะไรคามิวอ่ะ
    รับไม่ได้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #4,055
    0
  14. #4054 นักฆ่าอัคคี (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2553 / 19:39
    ลองทำอะไรคามิวสิ  รับรองงานนี้ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดแน่แค่กราเดี้ยนน้อย 2 ตัวนั้นก็พินาศแล้ว  คิดดูสิแค่กองกำลังที่มันปล่อยก็ถล่มไม่เหลือซากแน่  แต่ไรเตอร์ห้ามทำให้ผิดผันนะ  เค้าไม่ยอมจริงๆด้วย
    #4,054
    0
  15. #4053 Linly_Love (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2553 / 19:22

    โอ้ม่ายยย คามิวอย่าหลงเข้าไปเชียวน๊า นั่นนะวงกตกลลวงทั้งน้านนน
    ฮึ้ยย! เจ้าดยุคลัสเตอร์ แนบเนียบซะจนมัน...!

    #4,053
    0
  16. #4052 น้องมาย (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2553 / 12:53
    โอ ... มักอะโรกันนะ

    ทำไหม ทำไหหม 

    มีแต่คนจะทะลายพระเอกของเราระเจ้าค่ะ

     (T_T)
    #4,052
    0
  17. #4051 minimum (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2553 / 11:05


    คิดถึงคามิววววววววววววววววว
    #4,051
    0
  18. #4050 AncientFairy (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2553 / 20:44
    เดี๋ยวคามิวก็ได้แฟนคลับเพิ่มหรอก....ยิ่งสเน่ห์แรงๆแถมอัพเกรดด้วยไกเซอร์มาอีก...
    #4,050
    0
  19. #4049 มังกรไฟชุบแป้งทอด (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2553 / 20:27
    คามิวชนะอยู่แล้ว   แน่ๆ!!!!!!!11  ฟันธง
    #4,049
    0
  20. #4048 MAya (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2553 / 19:39

    โอ้ ไปงานแบบนั้น 
    ทั้งฝีมือ+หน้าตา ชะรอย คนที่หลงเสน่ห์พ่อหนุ่มน้อย 
    จะกลายเป็นท่านเสนาทั้งหลายนี่แหละ  
    ฮู้ย เหมือนจัดเวที เพื่อ display คามิวเลย โฮะโฮะโฮะ

    #4,048
    0
  21. #4047 เดป้ (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2553 / 18:56
    อย่าให้คู่กับอาเรียนะ
    #4,047
    0
  22. #4046 Naze (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2553 / 18:48

    ถ้าเอาไปแล้ว แทนที่จะได้กำจัด แต่ถ้ามีลูกสาวละก็นะ หุหุหุ

    #4,046
    0
  23. #4045 jungraibank (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2553 / 16:39
    จัดงานประลอง แล้วใครจะชนะคามิวได้ละเนีย - -*
    #4,045
    0
  24. #4044 axis (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2553 / 06:41
     โอ่.. อยากแกล้งได้เอาไม้ทุบหัวคามิวสิ จะได้ความจำเสื่่อม 

    ไม่ก็ให้ทานยาที่ใส่ในอาหาร(คามิวไม่สนใจหรอก)รับร้องได้กลับมาแกล้งเต็มที่แน่เมอร์เคน
    #4,044
    0
  25. #4043 AncientFairy (จากตอนที่ 89)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2553 / 04:00
    อ่านใจได้ด้วยแฮะ....เหมือนย้อนกลับไปอ่านตอนพิเศษ...
    #4,043
    0