[ Fic BTS ] Soul The Series (Kookjin, Yoonjin, Vmon)

ตอนที่ 8 : STS : Messenger (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 665
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    17 ก.ค. 60

 


Soul The Series : Messenger - Prologue




‘สัมผัสใหม่แห่งความเนียนละเอียด จากวัยใสสู่วัยสวย’


การมองดูเวทีเปิดตัวเครื่องสำอางชุดใหม่ของSinclair แบรนด์เครื่องสำอางชื่อดังที่สุดในเกาหลีใต้คงจะเป็นความบันเทิงอย่างเดียวที่ผมโอเคท่ามกลางความอึดอัดในดงมนุษย์ชั้นสูงที่ผมคุ้นชื่ออยู่บ้างแต่ไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัว ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้เป็นพวกพ่อยกเครื่องสำอางอะไรมากมายก็ตาม อีกอย่างผมก็เพิ่งรู้นะครับว่านอกจากจองกุกจะมีญาติเป็นประธานค่ายเพลงยักษ์ใหญ่แล้ว พ่อแม่ของจองกุกยังเป็นประธานบริษัทเครื่องสำอางด้วย เรียกได้ว่าน้องจอนเป็นลูกหลานเศรษฐี รวยล้นฟ้าแบบนางไม่ต้องเรียนไม่ต้องทำงานก็สบายทั้งชาติ


งานเลี้ยงนี้คือการเปิดตัวเครื่องสำอางที่เขาว่ากันว่ามีส่วนผสมจากธรรมชาติโดยมีกิมมิคเป็นนางนกสาวขนสีฟรุ้งฟริ้งสี่ห้านางที่เพิ่งถูกฟักออกจากเปลือกไข่แล้วกระพือปีกก่อนจะโบะแป้งโชว์ต่อหน้าแขก คืองานดีมากอ่ะ ถ้าไม่มีโชว์ให้ดูป่านนี้ผมชิ่งกลับบ้านไปตั้งนานละ


เป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงแล้วที่ผมคอยเหลือบมองจองกุกคุยกับบรรดาแขกเหรื่อหรือไม่ก็สาวๆที่ยาตราทัพเข้ามาก่อนที่ผมจะจิ้มแซลม่อนโรลกินเป็นชิ้นที่สิบแกล้มกับน้ำมะนาวโซดาในแก้วแชมเปญประหนึ่งว่าเป็นลูกหลานไฮโซ


ไม่รู้ทำไมจองกุกถึงชวนผมมางานปาร์ตี้ของบริษัทพ่อแม่มันถ้ามันจะทิ้งผมให้อยู่คนเดียวเหมือนผีไร้ญาติแบบนี้ ย้อนกลับไปเมื่อวาน จู่ๆไอ้เด็กเปรตก็คาทกมาหาผมแล้วถามผมว่าไปเที่ยวกันมั้ย… ซึ่งผมก็ตอบตกลงแบบไม่ลังเลและไม่สงสัยเลยว่าเด็กจะพาผมไปไหน เพราะความหลงผู้แบบเบาๆทำให้เรางานเข้าจังๆเบย


แต่ละคนไม่นางแบบนายแบบไฮโซก็พวกดีไซนเนอร์ชื่อดังๆทั้งนั้น คนชั้นปลายแถวอย่างผมก็ได้แต่ทำตัวสงบเสงี่ยมตามระเบียบ อย่างมากก็แค่จิ้มของกินตามบูธพอหอมปากหอมคอ อยากจะเดินไปขอพวกนางแบบถ่ายรูปอวดบรรดาเพื่อนพ้องก็กลัวโดนจวกกลางงาน ก้มดูสารรูปตัวเอง… เสื้อสูทกับกางเกงที่ใส่มานี่ของก็อปทั้งนั้นอ่ะแถมผ้าเป็นขุยตรงขาหนีบด้วย(จะบอกทำไมเนี่ย!?)เทียบเสื้อกุชชี่พราด้าราคาเหยียบหมื่นไม่ได้ซักกะนิด เหมือนกรวดก้อนเล็กมาอยู่ท่ามกลางเพชรนิลจินดาแท้ๆ ผมอยากกลับบ้านแล้วอ่ะ…


“นี่ๆ” จู่ๆก็มีผู้ชายคนนึงในชุดเสื้อกล้ามสีดำกับกางเกงลายเสือดาวแทบเนื้อมาเลียบๆเคียงๆอยู่ข้างๆผม มือใหญ่ของอีกฝ่ายแนบแก้มกับผมทรงบ็อบที่ดูก็รู้ว่าเป็นวิก สายตาที่มองผมนั้นประกายวิ๊งวับเหมือนเด็กที่เจอของเล่นถูกใจ...ซึ่งบ่องตงว่ามันดูน่ากลัวมากสำหรับผม “ไม่มีเพื่อนเล่นเหรอ”


งานเลี้ยงนะเฟ้ยไม่ใช่สนามเด็กเล่น อะไรของเขาเนี่ย


“อ..อืม ไม่รู้จักใครน่ะครับ”


“อ่อออวว งั้นมาเล่นกับเรานะ.. เราก็กำลังหาเพื่อนอยู่แต่ไม่มีใครเล่นกับเราเลย”


“...เออ นายเป็นใครอ่ะ อยากจะเล่นก็ไปเล่นที่อื่นเหอะ”


อีกฝ่ายเอามือป้องปากแล้วทำตาโตอย่างกับไข่ห่าน ถ้าเป็นคนปกติผมคงจะคิดว่าไอ้หมอนี่กระแดะมากแต่ดูท่าทางเจ้านี่จะสติออบซอ ใครปล่อยให้มาเดินเล่นแถวนี้วะเนี่ย กูเห็นละเพลีย


“อุ๊บ เราขอโทษเราลืมแนะนำตัวเองไปเลย ...เราชื่อบาร์บี้แต่เราก็ไม่รู้ทำไมคนอื่นชอบเรียกเราว่าเคน เราไม่เห็นจะชอบชื่อนั้นเลย มาเล่นกันเถอะนะ นะนะนะนะ” เอิ่ม...เกากบาลแปบ แต่ไม่ทันที่ผมจะได้ตอบโต้อะไรกลับไป จู่ๆบอดี้การ์ดสองคนก็โหวกเหวกพยายามแทรกตัวท่ามกลางฝูงชนจนกลายเป็นจุดสนใจ พวกการ์ดชุดดำกำลังมุ่งหน้ามาทางผมครับซึ่งมันจะไม่มีอะไรเลยถ้าไอ้คนแปลกหน้านั่นคว้าข้อมือผมแล้วฉุดผมให้วิ่งไปด้วยกัน


“ว้ายๆๆ! แม่มดส่งทหารมาจับเราอีกแล้ว หนีกันเถอะเจ้าชาย” ผมโดนฉุดกระชากลากถูออกจากห้องโถงแบบไม่เต็มใจนัก แม่นางบาร์บี้แรงควายชะมัดเลยผมสะบัดข้อมือไม่หลุดเลยทีเดียว


“เฮ้ยๆ ปล่อยนะ” ผมร้องขอความช่วยเหลือแต่ดูเหมือนว่าทุกคนจะเงิบแดกไปหมดแล้ว เห็นจองกุกทำหน้ากระต่ายเอ๋ออยู่ลิบๆก่อนที่ผมจะโดนลากจากทางเดินถึงหน้าลิฟท์ คำขอร้องของผมถูกเมินเฉย ผมนี่ได้แต่วิ่งขาขวิดเข้าไปในลิฟท์ก่อนที่ประตูจะปิดตัดหน้าพวกการ์ดชุดดำ


….ยังดีที่ใส่ขาเทียมแน่นพอที่จะวิ่งไม่งั้นกูได้กลิ้งเข้าลิฟท์แน่ๆ


“สนุกจังเลยเนอะ คราวหลังเล่นแบบนี้ด้วยกันอีกนะ” ...บาร์บี้ปล่อยข้อมือผมแล้วปรบมืออย่างเริงร่าในขณะที่เรากำลังมาจากชั้นสูงสุดของโรงแรม


ถามความสมัครใจกูบ้างรึเปล่า?!


จากที่ยืนเบื่อๆอยู่ในงานเลี้ยงตอนนี้ผมได้เบิร์นอาหารที่กินไปจนเต็มสูบ เหงื่อไหลไคลย้อยกันเลยทีเดียว แถมตอนที่ประตูลิฟท์เปิด ผมยังโดนไอ้ตุ๊ดสมองเด็กลากออกมาเรื่อยๆจนออกนอกโรงแรมเพื่อปะทะกับลมเย็นในยามค่ำคืน บรื๋ออออ กูจะโดนลากไปไหนวะเนี่ย


“พี่ซอกจิน!” ผมได้ยินคนเรียกชื่อผมในขณะที่ทั้งผมและบาร์บี้กำลังวิ่งไปเรื่อย หันไปเห็นจองกุกกำลังวิ่งไล่ตามผมโดยมีพวกการ์ดหน้าเก่าไล่หลังอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล


“จองกุก ช่วยด้วย!!!” ผมพยายามยื้อตัวเองไว้สุดฤทธิ์จนแขนแทบหลุดแล้วก็เสียหลักหงายหลังจนก้นจ้ำเบ้า ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่ล้มนะแต่ยัยบาร์บี้ก็เซถลาลงมาทับตัวผมเต็ม….ผมจะไม่เจ็บไม่อะไรมากเลยถ้าก้นกบของมันไม่ทิ่มเป้าผมเข้าเต็ม เจ็บจุกจนร้องไม่ออกได้แต่นอนแผ่หลาแบบเอน็จอนาถสุดขีด


ไอ้เหี้ยยยยยยย! จินนี่จูเนียร์อย่าเพิ่งมีอันเป็นไปนะลูก


“พี่ซอกจิน เป็นอะไรบ้างรึเปล่า” ร่างสูงของจองกุกก้มลงก่อนจะประคองผมไว้ในอ้อมแขนซึ่งเต็มไปด้วยมัดกล้ามราวกับว่าผมเป็นนางเอกนิยายน้ำเน่า


“ปล่อยบาร์บี้นะพวกทหารบ้า! บาร์บี้จะไปเล่นกับเจ้าชายซอกจินนนนน ปล่อยยยยยย” ส่วนบาร์บี้นั่นถูกการ์ดดึงแขนขึ้นแล้วลากกลับถิ่นเรียบร้อย เนื่องจากว่ายังฟกช้ำดำเขียวกับเหตุการณ์เมื่อครู่ ผมเลยได้แต่มองตุ๊ดเพี้ยนโดนกระชากลากถูกลับเข้าโรงแรมไปโดยไม่ทันล่ำลา หากผมพูดได้ผมคงจะได้พูดความในใจกับบาร์บี้ไปแล้วว่า


‘ไปแล้วไปลับอย่าย้อนกลับมา…’


“พี่จิน เป็นหมันไปรึยังเนี่ย” จองกุกเรียกวิญญาณผมกลับเข้าร่างอีกครั้งแล้วผมก็เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองอยู่ในอ้อมกอดของอีกฝ่ายมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แม้จะยังเจ็บเป้าอยู่แต่ผมก็ต้องผลักตัวเองออกจากความอบอุ่นของน้องจอนเพื่อไว้เชิงกุลลสตรี(???)


“ปากเหรอไอ้จอน”


“ก็ปากอ่ะดิ เห็นเป็นอะไรล่ะครับ” อัยย่ะ ว่าที่คุณหมอก็ยังปากหมาได้เสมอต้นเสมอปลายแถมยังส่งสายตากรุ้มกริ่มชวนคิดลึกมาอีกต่างหาก “แค่จะบอกว่าถ้าเป็นอะไรไป ผมยินดีรักษาฟรีไม่คิดเงินนะครับ ทั้งตรวจภายในและตรวจภายนอกเลย”


ระเบิดเป็นโกโก้ครั้นช์!


ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ครั้งผมก็ไม่เคยชินกับคำพูดคำจาของจองกุกซักครั้ง ไม่กวนตีนก็ลากลงใต้สะดืออ่ะ แล้วดูหน้ามันดิ มุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้งขนาด.. บอกเลยว่าไม่เข้ากับหน้าตา


เราสองคนลุกขึ้นมาจากพื้นก่อนจะมองดูท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มองไม่ค่อยจะเห็นดาวเลยเพราะแสงไฟในเมือง ผมเหลือบเห็นจองกุกยืนปัดฝุ่นบนเสื้อสูทตามแข้งขาและหัวเข่า เพิ่งนึกได้ว่าลูกชายเจ้าของงานนั้นวิ่งออกมาจากงาน ผมมองขึ้นไปชั้นบนสุดของตึกระฟ้า…


“ไม่เข้าไปแล้วได้มั้ยว่ะ”


“ก็ไม่ได้บอกให้เข้าไปอีกรอบหนิ”


ผมนี่หันไปมองจองกุกเลยครับ


“กวนตีนว่ะ แล้วนายไม่ต้องเข้าไปรึไง เมื่อกี้เห็นนายยังคุยกับพวกดารานางแบบซะออกรสืไม่ไปคุยกับพวกเขาต่อล่ะ” เห็นจองกุกยิ้มให้พวกสาวๆแต่ละนางประหนึ่งว่าเป็นพริตตี้มอเตอร์โชว์แล้วก็อดไม่ได้ที่จะแขวะเบาๆ ให้กูยืนแก่วอยู่ในงานเป็นชั่วโมงเลยนะไอ้เด็กเวร


คือผมกับจองกุกก็ไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยขนาดนั้นหรอก ไม่รู้ว่าไอ้จอนไปโปรยเสน่ห์ใส่ใครบ้างรึเปล่า ถ้ารู้ว่าจะต้องมายืนเบื่ออยู่ที่นี่รู้อย่างนี้กูก็ไม่มาดีกว่า จะกลับไปดูซี่รี่ส์ที่ห้องแบบมาราธอน


“โหยพี่ ก็รู้อยู่ว่าผมไม่ค่อยชอบพวกงานแบบนี้ ที่มาเพราะแม่ขอให้มาหรอกนะ … ออกมาก็ดีแล้วไม่ใช่รึไง”


“เปล๊า ก็ไม่ได้ว่าอะไรหนิ”


“หึงเหรอลุง” ผมนี่กลอกตาแล้วหันไปตีแขนไอ้จอนทันทีจนเด็กถึงกับร้องโอดโอย ลุงบ้านพ่อมึงสิครับ เขินก็อยู่ส่วนเขินนะแต่เรียกกูว่าลุงเดี๋ยวมึงไม่ได้แก่ตาย


แต่ถามว่าหึงมั้ย?


ก็ไม่รู้สินะ


_____________________



ผมเพิ่งรู้นะครับว่างานอดิเรกสุดโปรดของไอ้จอนคือการโยนโบว์ลิ่ง สีหน้าของเด็กน้อยดูจะยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นพิเศษพอได้จับบอลเหล็กแล้วยิ่งยิ้มบานเข้าไปอีกตอนที่สไตร์ทได้สองรอบติด ส่วนผมน่ะเหรอ...ไม่ล้างท่อก็บุญละครับ


ผมกับจองกุกนั่งแท็กซี่ออกจากโรงแรมและมาถึงลานโบว์ลิ่งตอนประมาณสามทุ่มครึ่งเพราะจองกุกยังไม่อยากกลับบ้านตอนนี้แล้วผมเองก็ไม่อยากจะทิ้งน้องไว้คนเดียวถึงแม้ว่าจองกุกจะโตจนหมาเลียก้นไม่ถึงแล้วก็ตาม ปกติลานโบว์ลิ่งที่จะแน่นขนัดมากแต่เพราะตอนนี้มันใกล้เวลาปิดแล้วจึงเหลือแค่พวกผมสองคนและพนักงานผู้หญิงตามเคาน์เตอร์รวมทั้งเจ้าของลานโบว์ลิ่งอีกสามคนเท่านั้น


“แปลกจังนะ ปกติพี่จะเห็นแต่คนรุ่นน้องๆตามผับตามบาร์ซะมากกว่า พวกเธอชอบโยนโบว์ลิ่งกันเหรอ” เจ้าของร้านเป็นหนุ่มใหญ่ในเสื้อโปโลและกางเกงสีดำดูท่าทางใจดีชวนผมคุยในขณะที่ผมกำลังนั่งพักดื่มน้ำและปล่อยให้จองกุกต่ออีกเกมนึง ลุงเขาพยายามยิ้มต้อนรับขับสู้พวกผมตั้งแต่ตอนที่เดินตรงมาหน้าเคาน์เตอร์แต่รอยฟกช้ำซึ่งสดใหม่ที่มุมปากทำให้ได้แต่ยิ้มแหยๆเหมือนเหยียบขี้หมาเข้าจังๆ(ปากเหรอนั่น คิมซอกจิน)


รู้สึกแปลกๆนิดหน่อยเวลาอีกฝ่ายเรียนแทนตัวเองว่าพี่แถมกลิ่นโคโลนจ์ที่ฟุ้งมาจากตัวอีกฝ่ายจะทำผมมึนๆเล็กน้อย ให้ผมเดานะว่าลุงแกคงฉีดโคโลนจ์กลบกลิ่นเหงื่อไม่ก็กลิ่นบุหรี่


“ก็ไม่เชิงหรอกครับ ผมน่ะโยนโบว์ลิ่งไม่ได้เรื่องเลยล่ะ เขาต่างหากที่ชอบ” ผมบุ้ยใบ้ไปทางจองกุกที่ดูจะตั้งสมาธิอยู่แต่กับการโยนโบว์ลิ่ง


“วันหลังก็เข้ามาฝึกหรือไม่ก็ชวนเพื่อนมาบ้างนะ พี่เข้ามาที่นี่ตอนบ่ายๆซะส่วนใหญ่ โบว์ลิ่งราคาเป็นกันเองไม่ต้องห่วง”


ผมได้แต่พยักหน้าน้อยๆแล้วก็แช่ยิ้มไว้อย่างนั้นระหว่างที่คุยกับลุงเจ้าของร้านที่ดูใจดีกับพวกเราเป็นพิเศษก่อนที่เขาจะขอตัวไปทำธุระอย่างอื่นต่อ ผมเหลือบมองเห็นลุงเขายืนกระซิบกระซาบกับพนักงานผู้หญิงสองคนนั้นก่อนหายไปทางประตูด้านหลังเคาน์เตอร์ซึ่งผมก็ไม่ได้สนอกสนใจอะไรมากขนาดนั้น แค่มองเฉยๆแหละเพราะไม่มีอะไรทำ


“พี่คุยอะไรกับตาลุงนั่นน่ะ”


“เสือก” ผมหยอกเด็กน้อยแบบขำๆ “ไม่มีอะไรหรอกน่า หึงรึไง”


“เออ”


ตู้ม!


ระเบิดพลีชีพทำงานเลยทีเดียวจ้า ตอบตรงไปรึเปล่ามึง แม่เจ้าโว้ย! จากที่เห่าอยู่ดีๆ โดนเด็กเปิดอัลติทีเดียวคิมซอกจินกลายสภาพเป็นหมาหูตูบไปในบัดดล


เขินจริงๆนะ เขินมากด้วย


ด้วยความเขินสุดขีดผมเลยขอตัวไปเข้าห้องน้ำแปบนึงเพื่อดึงสติที่หลุดไปให้กลับมา ทำธุระส่วนตัวล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น ผมยืนอยู่หน้าอ่างล้างมือแล้วดูเงาสะท้อนในกระจก...แต่นอกจากจะไม่รู้สึกสดชื่นกว่าเดิมแล้วตอนนี้ผมขาสั่นพับๆแทน ไอ้อารมณ์มุ้งมิ้งเมื่อครู่หายวับไปราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น โชคดีที่ทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้วไม่งั้นขากางเกงผมเปียกแน่นอน


โมเม้นท์ไข่สั่นกลับมาอีกแล้ววว..วววว..วว..ว…


ด้านหลังของผมมีผู้ชายคนนึงยืนอยู่ด้วยแววตาว่างเปล่าไร้ชีวิตในเสื้อแจ็กเก็ตเก่าๆเปื้อนรอยเลือดแต่สิ่งที่ทำให้ผมแน่ใจว่าไอ้ที่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่ใช่คนแน่ๆคือรอยแผลบนคอเหมือนรอยปาดของมีดที่ลึกจนอีกนิดนึงหัวแม่งหลุดออกจากบ่าละอ่ะ อย่าให้ผมบรรยายไปมากกว่านี้เลยจะดีกว่า… ประเด็นคือทำไมกูจะต้องมาเห็นอะไรแบบนี้ด้วยว่ะ


“..ช...ช่วย..ด้วย” ผมได้ยินเสียงที่เปล่งออกมาจากวิญญาณผู้ชายคนนั้น มันใกล้หูผมมากจนผมรู้สึกเสียวสันหลังไปหมด บรรยากาศในห้องน้ำเย็นเฉียบ อยากจะปิดตาปิดหูไม่รับรู้อะไรแต่มือไม้ก็แข็งจนแทบขยับไม่ได้ ไม่เคยรู้สึกชินกับอะไรแบบนี้ซักที


“อ-อย่าทำอะไรผมเลยนะ…. จะให้ผมทำอะไร”


จู่ๆวิญญาณหนุ่มก็หายตัวไปก่อนไปโผล่อยู่หน้าประตูแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียงเป็นสัญญาณให้ผมรีบเดินตามหลังไป ผมควรจะวิ่งหนีแล้วกลับไปหาจองกุกที่รอผมอยู่ข้างนอกแต่ส่วนลึกๆในใจ...ไอ้ความอยากรู้อยากเห็นและความสงสารนั้นตีตื้นขึ้นมา ผมเกลียดตัวเองที่กลัวและใจอ่อนชะมัด ผมรีบเดินตามวิญญาณผู้ชายคนนั้นไปเลาะๆไปตามทางเดินที่มีแค่แสงไฟสลัวๆคอยส่องทางซึ่งผมเดาว่าเป็นทางเดินที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านไปมามากเท่าไหร่ ใช้เวลาเพียงชั่วครู่ก็เจอกับประตูทางหนีไฟก่อนจะเดินเข้าไปเจอกับความมืด...อีกครั้ง


เกลียดทางแบบนี้จัง เฮ้อ


ก็ยังดีที่มีประตูอีกบานนึงอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล แสงจากข้างนอกถือว่าสว่างพอที่จะทำให้ผมเดินต่อโดยไม่ต้องเอามือคลำหากำแพงหรือที่ยึดเกาะ กลิ่นแรกที่ผมสูดเข้าไปหลังจากเป็นอิสระจากความมืดในทางเดินคือกลิ่นขยะเน่าเหม็นและน้ำทิ้ง ผมนี่ถึงกับขมคอรีบเอามือป้องปากป้องจมูกไว้เลย


อี๋ เหม็นสัสๆ เหมือนมีอะไรตาย


ผมหันมองซ้ายมองขวาก็เจอแต่กองถุงขยะและก็กำแพงของตึกข้างๆที่ตั้งขึ้นมาบังทิวทัศน์รอบนอก พูดง่ายๆคือผมออกมาเจอตรอกเล็กๆมีทางเข้าออกแค่ทางเดียว


“ช...ช่วย...ด้วย” วิญญาณหน้าเดิมยืนอยู่บนกองขยะกองนึงโดยที่นิ้วชี้(ซึ่งเปื้อนเลือด)นั้นกำลังชี้ไปที่ถุงดำใหญ่ๆซึ่งดูใหม่กว่าถุงอื่น


...ง่ะ มึงจะให้กูจับถุงนั้นจริงๆเหรอ


ดูท่าทางผีน่าจะอ่านใจผมออก ถึงไม่ได้บอกเป็นคำพูดแต่มองตาก็รู้ใจ(?) มันอยากให้ผมทำอะไรซักอย่างกับไอ้ถุงเวรนี่แน่นอน ทำใจอยู่ประมาณสิบกว่าวินาทีก่อนที่ผมจะก้มลงแล้วค่อยๆเปิดปากถุงออก กลิ่นอะไรเน่าๆตีขึ้นมาทันทีจนผมแทบขย้อนของเก่าแล้วพอผมล้วงมือเข้าไปในถุงเท่านั้นล่ะ จินสัมผัสได้ถึงเส้นขนอะไรไปอย่างที่จับตัวเป็นก้อน


ผมรีบชักมือออกมาทันที มือและแขนเสื้อสูทของผมเปรอะรอยสีแดงเข้มคล้ายเลือด...ไม่สิ ไม่ใกล้เคียงแต่ใช่เลยต่างหาก! เลือดจริงๆกลิ่นนี่โชยมาเลยจ้า


แล้วไม่ทันจะได้สงสัยว่ามีอะไรอยู่ข้างในมันก็กลิ้งออกมาแบบไม่ต้องรอลุ้นจับฉลากของขวัญคริสต์มาส แม่เยส


จ๊ะเอ๋~ ศีรษะทุยๆที่เคยอยู่บนบ่าไงจ๊ะ


“อ้าคคคคคคคคคคคคคคค!”




_____________________________

A/N : เรากลับมาแล้วหลังจากที่หายไปนานมากกก
นานกว่าครั้งไหนๆ ...มรสุมควิซ โปรเจค กับสอบไฟนอล
บวกกับตารางที่เรียนที่แทบจะอัดฉีดเข้ากระแสเลือดทำเอาเราเอ๋อไปเลยทีเดียว 
ตอนนี้เราก็ปิดเทอมอย่างเป็นทางการแล้วนะฮะ ก็มีเวลาให้กับฟิคมากขึ้น
ถ้าเราไม่ขี้เกียจมากเกินไปก็น่าจะอัปเดทได้เร็วขึ้นนะฮะ

จะทวงล่าถามหาเกี่ยวกับฟิคก็ตามได้ที่ทวิต @nameis_pj ครัช
อยากจะเล่นแฮชแท็กแต่แบบ... //เกาหัวแกรกๆ จะมีใครหวีดฟิคเราบ้างมั้ยหนอ
แปะไว้ก่อนละกัน #กุกจินเจอผี นะงับ

อินี่คุยเยอะจังว่ะ --  เอ่อ คือเราเป็นคนขี้อายคนนึงอ่ะนะฮะ ไม่กล้าตอบกลับทีละคอมเม้น
แต่ขอขอบคุณรีดเดอร์ทั้งหน้าใหม่หน้าเก่าที่ยังคงติดตามและคอมเม้นเสมอมา
ถึงจะไม่เยอะมากแต่ก็ปั้มกำลังใจให้เราแต่งฟิคกากๆหยาบๆเรื่องนี้ต่อไป 
ภาษาของเราอาจจะแปร่งบ้างงงบ้างสะกดผิดมุขก็แป้กบ้างยังไงก็ขออภัยใน ณ ที่นี้

ขอจบทอร์คแบบดื้อๆตรงนี้เลยละกัน เจอกันเมื่อชาติต้องการค่ะ

ปล. เปลี่ยนชื่อตอนเพื่อความเหมาะสมครัช

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

99 ความคิดเห็น

  1. #87 selector_ck (@selector_ck) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 / 17:26
    เจอแจ๊คพอตสองชั้นซ้อน
    1. โดนจองกุกจีบ
    2. เจอศพใหม่อีกแล้ว

    ซอกจินคนเห็นผียังต้องเกี่ยวดองกับผีต่อไป
    #87
    0
  2. #70 eunset1663 (@eunset1663) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2560 / 01:46
    ชอบเรื่องนี้มากเลยค่ะ เนื้อเรื่องแปลกใหม่เก๋ๆ รอตอนต่อไปน้ะค่ะ หวังว่าลุงจินจะไม่ซ๊อคตายไปก่อน 55555555
    #70
    0
  3. #69 +R.a.i.n+ (@faonzaza) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2560 / 10:42
    เธอกลับมาแล้วววววว ฮือออ เรายินดีเหลือเกินน เราจะรอเธอต่อปัยยยย
    #69
    0
  4. #68 princessJIN (@ryeoiske) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2560 / 10:12
    จอนจองกุกเล่นจีบตรงๆมาซะขนาดนั้น โอ้ยยย ช่วยซอกจินเขินแป๊บ 55555
    ชอบการบรรยายของไรท์มากกก ถึงมากที่สุดค่ะ แบบ โอ้ย บันเทิง 5555
    เอาใจช่วยซอกจินค่ะ
    สู้ๆค่ะไรท์
    #68
    0
  5. #67 cheesecake (@yee1709) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2560 / 04:09
    จะ... จอนจองกุก จีบกันซึ่งๆหน้าแบบนี้เลยเหรอคะ คือนี่เขินหนักมาก เขินประหนึ่งว่าตัวเองเป็นซอกจิน ฮรือออออ T//////T

    เอาอีกแล้ว ซอกจินเอ๋ย ไปเป็นนักสืบวิญญาณเถิด รุ่งแน่นอน 5555555555
    #67
    0
  6. #66 NCSJK (@Nayhrp) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2560 / 22:40
    โอ้ยยยย พี่จินนนนนนนนน เจอผีอีกแล้ววววววว

    ส่วนจองกุกนี่ก็สรุปจีบพี่เขาอยู่ใช่มั้ยลูก? 55555 สนุกจังเลยค่ะ รีบกลับมาต่อนะคพะ
    #66
    0
  7. #65 Love-Julia- (@love-julia-) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2560 / 19:25
    กรี๊ดดดดดดพี่จินเจอแจ๊คพอต!!
    #65
    0
  8. #64 jinjif (@jinjif) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2560 / 18:15
    รออออ~~~
    #64
    0