[ Fic BTS ] Soul The Series (Kookjin, Yoonjin, Vmon)

ตอนที่ 9 : STS : Messenger (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 479
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    17 ก.ค. 60



Soul the Series : Messenger - Ongoing




“ผมเข้าใจว่าคุณกำลังตกใจกับสิ่งที่เห็นไปแต่คดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์ กรุณาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการสอบสวนด้วยนะครับ”

 

ผมได้แต่พยักหน้าหงึกกลับไปแทนคำตอบในขณะที่ตัวเองกำลังนั้งเล่นเกมจ้องตากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พอขวัญอ่อนปุ๊บคิมซอกจินก็เชื่องครับผนวกกับอ่อนล้าของร่างกายหลังจากการขย้อนของเก่าอยู่ประมาณสองรอบติดและความหล่อตี๋สไตล์อปป้าของผู้กอง จะให้ผมทำอะไรก็บอกมาเถอะ

 

โอ๊ย...ยอมแล้วทูนหัว อยากมี-ัวเป็นตำหนวด

 

อืม ขอหยุดความแรดผู้ไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อนละกันก่อนที่นอของผมจะงอกทะลุเพดาน ตอนนี้ผู้กองปาร์คซอจุนกำลังจ้องผมด้วยสีหน้าเคร่งขรึมก่อนจะเริ่มถามผมทีละคำถามด้วยน้ำเสียงใจเย็นโดยที่มือก็พิมพ์คำตอบลงแท็บเล็ตไปด้วย สิ่งที่ผมเห็นในห้องสอบสวนก็แค่โต๊ะ เครื่องบันทึกเสียงตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ย่าตาทวดและก็หน้าต่างกระจกวันเวย์ที่ผมไม่สามารถมองทะลุออกไปข้างนอกได้เลย ไอ้จอนน่าจะรออยู่ข้างนอกแล้วแหละ...อยากจะออกไปบ้างจัง อยากกลับบ้านไปนอนเหลือเกิน เหนื่อยและเพลียใจ พอนึกถึงตอนจับเนื้อหนังที่เริ่มเข้าสู่ขบวนการย่อยสลายละก็นะ…. มายฮาร์ทอิสโอมายก็อดเลยครัช

 

“คุณคิม แล้วทำไมคุณถึงเห็นศพของผู้ตายได้ล่ะ”

 

เอาละไง...มาถึงตรงนี้ผมถึงกับฝอยไม่ออกไปชั่วขณะ พยายามคิดหาคำตอบให้ตัวเองไม่ถูกจับส่งเข้าโรงพยาบาลบ้า เพราะเหตุผลว่า ‘ผีบอก’ อาจจะใช้ไม่ได้สำหรับทุกคน นี่มันปี2017แล้วนะใครจะไปเชื่อเรื่องผีสางละ จริงมั้ย

 

“ผมหลงทางตอนออกจากห้องน้ำน่ะครับ.. ทางก็มืด ผมมันพวกหลงทิศอยู่แล้วด้วย เลยเดินเลยไปประตูข้างนอกซะงั้น” ตอบพร้อมกับกลั้วหัวเราะเบาๆแก้เก้อ ผู้กองจ้องตามาผมก็จ้องกลับแบบไม่โกง ถึงคำตอบผมจะไม่ได้เป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้ใส่สีตีไข่เพิ่มความแฟนตาซี จนสุดท้ายผู้กองก็ยอมปล่อยผมเป็นอิสระ

 

“ไอ้จอนรอนานมั้ย” ผมมุ่งหน้าไปหาจองกุกที่นั่งเล่นมือถืออยู่ข้างๆตู้กดน้ำทันทีซึ่งเจ้าจอนก็โบกมือให้ผมแล้วหยิบกระป๋องน้ำมะนาวโซดายี่ห้อโปรดของผมยื่นให้

 

“ไม่หรอกน่า”

 

“ขอบใจ” ผมคว้ากระป๋องน้ำเปิดฝาและซัดทีเดียวหายไปครึ่งกระป๋อง ความซาบซ่าและความเปรี้ยวของมะนาวโซดาคืนความสดชื่นให้ผมได้มากเลยล่ะ “นายรู้ได้ยังไงว่าฉันชอบกินยี่ห้อนี้อ่ะ”

 

“เห็นพี่กินน้ำมะนาวตั้งหลายแก้วตอนอยู่ในงาน แสดงว่าผมเดาเก่งใช่มั้ยล่ะ” ไอ้จอนยิ้มยิงฟันจนผมต้องวางกระป๋องน้ำแล้วหยิกแก้มมันแรงๆด้วยความหมั่นเขี้ยว ไอ้เด็กช่างสังเกต เอาจริงๆผมนึกว่ามีแต่ผมคนเดียวซะอีกทีแอบมองมันตอนอยู่ในงานเลี้ยง ได้ยินแบบนี้ผมก็ดีใจนะ “พี่ไม่ชอบกินเหล้าเหรอ”

 

“เออ ต้องปรบมือให้มั้ย…” แต่เป็นกุลสตรีต้องไว้เชิงไม่ให้ผู้ชายรู้ ผมจึงกลอกตาล้อเลียนเด็กหนุ่มแทนเพราะไม่อยากจะเขินจนตัวแตกอีกรอบ คนห่าอะไรชอบเล่นกับใจคนแก่ ถ้าหัวใจวายตายขึ้นมาตูจะตามไปหลอนถึงบ้านแบบเดลิเวอรี่ “คอไม่ค่อยแข็งเลยขอบายดีกว่า”

 

“งั้นผมก็มอมเหล้าพี่ได้อ่ะดิ”

 

“ชาติหน้านะจอน” ผมตบหัวไอ้จอนดังแป๊ะก่อนที่ลากมันออกจากสถานีตำรวจเพื่อเรียกแท็กซี่กลับบ้านกลับช่อง ไอ้เด็กนี่ชักเริ่มลามปามเข้าไปทุกวันๆ กุลสตรีสมัยนี้เขาไม่กินเหล้ากันแล้วเพราะผู้ชายน่าบริโภคมากกว่าหรอกหน่า

 

ความแรดนี้ได้แต่ใดมา....

 

แต่ในขณะที่ผมกำลังจะเรียกรถแท็กซี่ได้ สายตาเจ้ากรรมดันไปสะดุดกับสิ่งที่ลอยวนเวียนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล วิญญาณคอบิ่นนั่นไงล่ะ...จ้องผมตาเขม็งจนแทบจะระเบิดออกจากเบ้าทำเอาคนขวัญอ่อนถึงกับเซ

 

ไอ้เชี่ย...ตามมาถึงที่นี่เลยเหรอวะ

 

“เฮ้ย พี่จิน เป็นไรไปวะ” จองกุกหันมามองผมเมื่อเห็นความผิดปกติ สองมือรีบประคองตัวผมเอาไว้ก่อนที่ผมจะทรุดไปนั่งกองกับพื้น

 

“ผ...ผี” คือถ้าจะตามถึงที่นี่ได้ มันก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ตามไปหลอนถึงห้องผมด้วย … สวรรค์กลั่นแกล้งลูกช้างอีกแล้วหรือไร ทำไมให้เจอแต่อะไรสยองขวัญ ผมก็อยากนอนเต็มอิ่มครบแปดชั่วโมงแบบชาวบ้านชาวช่องเขาบ้าง..

 

“ช...ช่วย...ด้วย”

 

“นายต้องการอะไรกันแน่ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจได้มั้ย ฉันช่วยอะไรนายไม่ได้จริงๆ” ผมพึมพำเสียงสั่นโดยที่มือก็ยื้อเสื้อจองกุกเอาไว้ด้วย ตอนนี้ศพก็อยู่ในมือเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่ก็พยายามทำหน้าที่ของตัวเองอยู่ ยังไงก็ช่วยได้มากกว่าผมอยู่แล้ว

 

“พวกเหี้ย เลว..ยิ่งกว่า..หมา”

 

...หมายความว่ายังไงวะ มึงกำลังด่ากูเหรอ

 

และจู่ๆวิญญาณนิรนามก็อันตรธานไปแบบงงๆ มีเพียงสายลมเย็นๆที่พัดผ่านไปซึ่งไม่ได้ทำให้ผมสบายใจขึ้นเลย ผมไม่เข้าใจว่าไอ้หมอนั่นอยากให้ผมทำอะไรกันแน่ ทำไมถึงยังไม่เลิกตามผมซักทีทั้งๆที่เรื่องก็ถึงมือตำรวจแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้อยู่นิ่งดูดายนี่หน่า(ถามกูยิกๆจิกกูยิ่งกว่าแม่ไก่อีก)

 

ในหัวของผมมีแต่คำถามมากมายที่ผมไม่สามารถหาคำตอบได้ ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวิญญาณที่ขอความช่วยเหลือผมนั้นเป็นใครกันแน่ พอผมจะอธิบายให้จองกุกฟังก็เลยไม่รู้ว่าจะปะติดปะต่อยังไงให้อีกฝ่ายเข้าใจเหมือนกัน ผมก็เลยเลือกที่จะเลิกคุยกับจองกุกเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นไปก่อน พักสมองๆ

 


……

 

 

…..

 

 

 

 

ผมเดินสะโหลสะเหลเข้าคลาสตอนเช้าประหนึ่งว่าตัวเองเพิ่งหลุดมาจากเรื่องวอล์คกิ้งเดด สรุปว่าหลังจากกลับห้องไปแล้วก็ยังครุ่นคิสกับเรื่องที่เกิดขึ้นจนแทบไม่ได้นอนเลย รู้ตัวอีกทีก็ต้องแหกตาตื่นไปเรียนแล้วเลยได้พยายามสะกดจิตตัวเองให้ตื่นแล้วก็ยัดแซนวิชบวกกับเอสเพรสโซ่แก้วใหญ่ไปด้วย แต่เพราะสมองไม่ค่อยแล่นเนื้อหาในห้องเรียนวันนี้จึงไม่กระแทกเข้าหัวของผมเลยซักนิด ได้แต่นั่งเอ๋ออยู่ในห้องบรรยายจนหมดเวลา

 

“ฝากถ่ายโน้ตส่งให้หน่อยนะชางกยูนอา เอาให้หมดเลยนะ” ผมหันไปกระซิบกระซาบกับเด็กชางกยูนเบาๆก่อนจะออกจากห้อง ไอ้เด็กตี๋ทำปริบๆแล้วมองผมอย่างกับลูกแมวซึ่งผมรู้ดีว่ามันกำลังจะสื่อว่า ‘ลายมือผมอย่างกับลายแทง อ่านไม่ออกก็ช่วยไม่ได้นะ’ แต่ผมก็ยังคะยั้นคะยอให้เด็กถ่ายรูปเนื้อหามาให้อยู่ดี จะลายห่าอะไรก็ส่งมาเหอะ ไม่เข้าใจเดี๋ยวค่อยทักไปถามเอง ก็รู้แกวกันนี่หว่า

 

ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คข้อความ ฟังข้อความเสียงที่จองกุกส่งมาเมื่อเช้าถึงเนื้อความจะไม่ได้น่าฟังเท่าไหร่(‘ตื่นเช้ามาก็หัดอาบน้ำซะบ้าง อย่ามาทำตัวซักแห้งไม่งั้นผมจับโยนเข้าเครื่องปั่นผ้าแน่’)ตามสไตล์ว่าที่คุณหมอปากหมา แต่ผมก็ยังยิ้มเป็นผีบ้าได้อยู่ดี อยากจะตอบกลับไปเหลือเกินว่ามึงไม่ใช่พ่อกูแต่เด็กมันปรารถนาดีก็เลยไม่หือไม่อือ เพราะถึงจะเถียงมันกลับไปฉอดๆแต่กว่าไอ้จอนจะกลับมาตอบผมก็นู่น...ตีหนึ่งตีสองของวันถัดไป เรียนหนักฝึกงานหนักแท้เหลา มันเคยถ่ายรูปห้องดับจิตติดวิญญาณที่โรงพยาบาลที่มันฝึกงานอยู่มาให้ผมด้วย บอกว่าแก้เซ็ง...ไม่รู้ว่าต้องการอะไรจากสังคมเหมือนกัน

 

ผมคิดไว้ว่าจะหาอะไรกินเป็นฟิวชั่นมื้อเช้ามื้อกลางวันแล้วกค่อยกลับหอไปนอนแต่พอผมเงยหน้าขึ้นมาเท่านั้นแหละ….เซอร์ไพรส์!

 

มินยุนกิ...มึงอีกแล้วเหรอ

 

ผมเก็บโทรศัพท์แล้วหันตัวเดินหนีไปอีกทางแต่ไปได้ไม่ไกลก็มีคนคว้าข้อมือผมเอาไว้ซึ่งจะเป็นใครที่ไหนได้นอกจากคนที่ผมพยายามเดินหนีนั่นแหละ เห็นตัวผอมกระหร่องแบบนี้แต่ยุนกิก็แรงเยอะไม่ใช่น้อย ถ้ากำข้อมือกูซะชาขนาดนี้ตัดแขนกูไปด้วยเลยดีมั้ยคุณมึง เลือดไม่ไปเลี้ยงแขนละสะบัดก็ไม่หลุด นี่มือหรือคีมเหล็กยะ ถนอมข้อมือน้อยๆของซอกจินบ้างสิ

 

“ทักคาทกไปก็ไม่ตอบ เจอหน้าก็เดินหนี นายเกลียดพี่ขนาดนั้นเลยเหรอ”

 

“มีสมองก็คิดเอาเองดิ ทำไมต้องถาม” ผมเพิ่งนึกได้ว่ายุนกิเคยทักคาทกมาหาผมอยู่ครั้งนึงแต่ผมไม่เคยแม้แต่จะเปิดอ่านข้อความแล้วแชทก็จมไปกับคำเชิญชวนเล่นเกมจิปาถะบลาๆ สรุปสั้นๆง่ายๆได้ใจความคือผมลืมไปเลย แต่ถึงผมจะไม่ลืมก็ไม่คิดจะเสวนาด้วย “แล้วมาทำอะไรที่นี่ งานการไม่มีทำรึไง”

 

“อยากรู้เรื่องพี่ด้วยเหรอ”

 

โอ๊ย นี่มึงโง่จริงหรือแกล้งโง่วะห่ะมินยุนกิ ฟังดูก็รู้แล้วก็กำลังไล่มึงไปไกลๆอยู่อ่ะ

 

“ไม่ พอใจมั้ยพี่ ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็ปล่อยผมซักที ผมจะกลับบ้าน” ผมพยายามสะบัดมือเหล็กยุนกิอีกครั้งแต่แทนทีมันจะสะบัดตูดเดินจากไปตัวคนเดียว ไอ้หมอนี่ดันลากผมไปกับมันด้วย

 

“มีเรื่องจะพูดกับนายแหละ งั้นไหนๆก็ไหนๆ กลับด้วยกันนี่แหละเดี๋ยวพี่ไปส่ง” มัดมือชกแบบนี้ก็ได้เหรอครับคุณพี่ ไอ้เชี่ย! ใครบอกว่าจะไปกับมึง ถามความสมัครใจกูซักคำรึเปล่า ไม่มี๊

 

_________________

 

 

ยุนกิไม่ได้พาผมไปต้มยำทำแกงที่ไหนซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ผมโล่งอกไปเปราะนึง ผมกับเขานั่งประจันหน้าอยู่ในร้านอาหารตามสั่งแห่งนึงแต่ผมก็ไม่ได้ทำอะไรมากนอกจากก้มหน้าก้มตากินข้าวยำชามโตกับแกงกิมจิซีฟู้ดราคามหาโหดที่สั่งมาประชดชีวิต...ยุนกิมันอาสาจะเลี้ยงข้าวผมเองนี่หว่า ผมเลยสั่งอะไรก็ได้ที่แพงที่สุดกะเอาให้คนจ่ายกระเป๋าฉีกไปถึงสิ้นปี

 

อิ่มจังตังอยู่ครบ อิอิ

 

แต่คนอย่างยุนกิน่ะเหรอจะพาผมมาเลี้ยงข้าวฟรีๆ

 

“นี่พี่ ตกลงมีเรื่องอะไรจะคุยกับผมกันแน่” เมื่อทุกอย่างถูกสวาปามลงท้อง ผมก็เริ่มเข้าสู่โหมดจริงจังบ้าง

 

“พี่ไปเช็คที่โรงพยาบาลมา.. เมื่อหกปีก่อน ขาของนาย...พี่ขอโทษ” คำถามที่ยุนกิถามทำเอาความรู้สึกเก่าๆตีตื้นขึ้นแบบหยุดไม่ได้ ผมก้มมองขาข้างขวาของตัวเองที่ถึงแม้ว่าซ่อนอยู่ใต้ขากางเกงแต่ผมก็รู้ดีว่ามันไม่ใช่ขาจริงๆของผม มันเป็นแค่สิ่งที่ช่วยให้ผมไม่ต้องคอยพึ่งคนอื่น

 

นึกแล้วก็ดราม่า สั่งขี้มูกแปบ ฟืด!

 

“จะขอโทษผมทำไมครับพี่ ขาผมขาดก็ไม่ใช่ความผิดของพี่ซักหน่อย”

 

“ผิดสิ ถ้าพี่ไม่…”

 

“ผมสบายดี ถ้าพี่อยู่รู้แค่นี้งั้นผมลาจริงๆละครับ เจอกันอีกทีตอนฝึกงาน” ตัดบทด้วยประโยคสวยหรูก่อนจะเปิดการ์ดชักดาบแล้วโกยแน่บแบบใส่เกียร์หมา ดูเป็นคนเลวนะแต่ผมไม่อยากรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆที่ผ่านไปแล้ว พูดไปก็เหมือนแหวกแผลเก่าให้เปิดออกอยู่ดี

 

บอกแล้วว่าผมก็มีโหมดจริงจังเหมือนกัน แต่โหมดหล่ออ่ะยี่สิบสี่ชั่วโมง

 

ตอนนี้ผมก็ยืนรอรถเมล์ที่ผ่านทางกลับหอพักละ ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยได้มาแถวนี้บ่อยแต่ผมก็ยังพอจำได้รางๆว่าต้องนั่งรถสายไหนถึงหย่อนผมได้ถูกจุดหมาย ข้อดีของคนที่ไม่มีรถเป็นของตัวเองครับ ….จะว่าไปแล้วไอ้ห้างที่ยุนกิพาผมมากินมันใกล้ๆกับไอ้ลานโบว์ลิ่งที่ผมเพิ่งไปเมื่อคืนเลยนี่หว่า ไอ้หมวยถ่อมาไกลถึงที่นี่เลยเหรอวะ มายก็อด

 

เวลาคนใกล้ตายส่วนใหญ่ก็จะนึกถึงสิ่งที่ตัวเองเคยทำมาและก็สถานที่ที่เคยไป

 

นึกแล้วผมก็ขนลุกซู่ขึ้นมาฉับพลัน บรื๋อ จะว่าไปผมก็เห็นวิญญาณลอยว่อนเต็มไปหมดเลยอ่ะมีครบตั้งเด็กสตรียันคนชราเหมือนมีชุมนุมเลี้ยงรุ่น สองโลกอยู่ใกล้กันจนน่ากลัวซึ่งผมก็ได้แต่ทำเมินทุกคนที่ลอยละลิ่วผ่านตัวผมไป

 

พอผมหันไปด้านขวาเท่านั้นแหละ แจ็คพ็อตตัวเบ่อเริ่มเลยจ้า

 

“จ๊ะ….เอ๋” เอ๋พ่องสิ! ใจกูนี่เต้นเป็นEDMเลยขุ่นพระ เจอวิญญาณพูดติดอ่างเจ้าเก่าเจ้าเดิมกับที่เจอเมื่อคืนเด๊ะ ผมนี่กัดปากตัวเองจนเลือดอาบเลยทีเดียว ถ้ากรี๊ดดังนี่เดี๋ยวคนเขารู้หมดว่ากูไม่แมนทั้งแท่ง แม่เยส! มาเที่ยวห้างกับเขาด้วยเหรออิผี

 

“ต..ตาม..มา”

 

__________________

 


ผมเดินเข้าตรอกออกซอกนู่นซอยนี่จนในที่สุดก็มายืนโง่อยู่หน้าแฟลตร้างแห่งหนึ่ง ผมว่าหอพักผมเก่าโทรมจนไม่น่าอยู่แล้วนะแต่ที่นี่มันซ่องโจรชัดๆ นี่ถ้าผมโดนฆ่าชิงทรัพย์แล้วโดนโบกปูนทับไปก็ไม่มีใครรู้ คิดแล้วก็เสียวสยอง...กลัวยิ่งกว่าเจอผีอีกนะเอาจริงๆ

 

สูดหายใจเอากลิ่นเก่าเข้าปอดก่อนจะดันประตูเหล็กแล้วเดินเข้าไปรับชะตากรรม มีผีนำทางอยู่ก็จริงแต่ก็เหมือนอยู่คนเดียวอ่ะ หาได้เบาใจไม่ ข้างนอกที่ว่ากลิ่นแย่แล้วแต่ข้างในนี่กลิ่นอับตลบอบอวลและเต็มไปด้วยแหล่งเพาะพันธุ์เห็ดและเชื้อรา… ขออนุญาตเก็บเห็ดกลับไปต้มซุปที่บ้านได้มั้ยหนอ

 

เหยียบซากราและเศษแก้วเข้ามาเรื่อยจนกระทั่งผีหยุดอยู่หน้าห้องๆนึง แม้ประตูจะเก่าและฝืดแค่ไหนแต่สุดท้ายมันก็ยอมเปิดให้ผมเข้าไปข้างในห้องอยู่ดี ภายในห้องนั้นถึงจะไม่ได้สะอาดอะไรมากแต่ก็ดีกว่ายืนอยู่ท่ามกลางดงเห็ด มีของแค่ไม่กี่ชิ้นอยู่ในห้อง...ที่นอนฟูกเก่าๆ กระเป๋าแบ็คแพ็คกับโต๊ะเตี้ยๆตัวนึงแล้วก็ของใช้เครื่องอาบน้ำไม่กี่ชิ้น เรียกได้ว่าที่นี่เป็นแหล่งกบดานที่แท้ทรู คนปกติเขาจะอยู่ในที่แบบนี้มั้ยล่ะถามใจตัวเองดู

 

บนโต๊ะมีซองเอกสารสีน้ำตาลวางอยู่เขียนบนจ่าหน้าซองว่า ‘อูจีโฮ’ ตัวเบ้อเริ่มแถมที่อยู่ไว้พร้อมเสร็จสรรพ ผมหยิบซองขึ้นมาก่อนจะค่อยๆหยิบของในนั้นออกมาดูคร่าวๆ เห็นรูปภาพที่ซ้อนกันเป็นปึกอยู่โดยที่มีรูปตึกเก่าๆดูไม่คุ้นอยู่ท่ามกลางเหล่าต้นไม้ที่ใกล้ตาย แถมยังมีแผ่นซีดีเตรียมพร้อมไว้เสร็จสรรพโดยมีชื่อกำกับไว้ว่า ยงซุน

 

ต่อมเสือกกูนี่ทำงานหนักเลยทีเดียว ขอเผือกด้วยคนสิ

 

“นี่มันอะไรอ่ะคุณ”

 

“ห..หลักฐาน ต้อง...ให้...เขาให้ได้ เวลา...เหลือ...ไม่มาก...แล้ว..ววว...ว” เฮ้อ กูฟังเฮียโนเนมพูดแล้วเหนื่อยแทนแล้วก็ใช้แรงงานกูอีกละ เห็นกูเป็นเมสเซนเจอร์รึยังไง แต่เอาเหอะ หลักฐานอะไรก็ไม่รู้แต่น่าจะสำคัญมากไม่งั้นเฮียแกคงไม่เก็บทุกอย่างไว้เตรียมพร้อมขนาดนี้ ไหนๆก็มาซะขนาดนี้แล้วก็ลุยต่อจนเสร็จภารกิจให้ได้(แม้จะไม่ได้มีความเต็มใจเลยก็ตาม)

 

“มีของแค่นี้ใช่มั้ย...เออ แต่นายชื่ออะไรเนี่ย ”

 

วิญญาณหนุ่มมองผมด้วยสายตาเลื่อนลอยประหนึ่งว่าดูดเนื้อเข้าไปเต็มพิกัดก่อนเอ่ยสามคำสั้นๆง่ายๆที่ฟังไม่ออกก็แปลว่าโง่ เมื่อสิ้นคำพูดร่างโปร่งใสของชายคนนั้นก็หายไปอีกรอบและทิ้งให้ผมอยู่คนเดียว

 

“ยู...ซึง...โฮ”

 

ในเมื่อเฮียซึงโฮกำชับนักหนาว่าเวลามีจำกัด ผมเลยได้แต่สลัดความกลัวและเดินออกจากอาคารอันเก่าโทรมให้เน่าหนอนสืบไป ที่ๆผมต้องไปถ้านั่งรถเมล์ก็ต้องใช้เวลาอยู่พอสมควรก็เลยได้แต่กัดฟันทำใจเดินไปเรียกแท็กซี่อีกแล้ว อาทิตย์นี้เสียค่าแท็กซี่จนกระเป๋าแทบฉีก เมื่อคำนวณค่าใช้จ่ายแล้วกูได้กินมาม่าแกล้มปลากระป๋องตั้งแต่กลางเดือนแล้วล่ะ

 

แต่ก้าวไปได้แค่สามก้าวก็ต้องหยุดเมื่อมีใครคนหนึ่งมายืนขวางทางผมไว้ซะก่อน คนที่ผมเพิ่งไปกินข้าวด้วยกันนี่แหละ

 

ไอ้สัส บ้านมึงกินเผือกเป็นงานอดิเรกรึไง มินยุนกิ?!

 

“นายมาทำอะไรที่นี่ คิมซอกจิน”



_______________________________

 

A/N : จากที่เริ่มแรกว่าจะทำเป็นซีรี่ส์คนเห็นผีแบบธรรมดาๆ 

ตอนนี้เอนเอียงกลายเป็นเรื่องสืบสวนสอบสวนไปซะงั้น 

แล้วเนื้อเรื่องก็เริ่มจะจริงจังขึ้นมากกว่าที่ตั้งใจไว้จนเรายังงงตัวเองเลย 

ยุนกิขอโทษเรื่องขาซอกจินทำไม แล้วซอกจินจะทำภารกิจเมสเซนเจอร์สำเร็จหรือไม่

...ก็ติดตามไปเรื่อยๆนะคะ 


สกรีมฟิคได้ที่แท็ก #กุกจินเจอผี (ถึงแม้ตอนนี้หน่องจอนจะออกแค่ไม่เท่าไหร่ก็ตาม)

รักคนอ่านทุกคนค่ะ 



ปล. เปลี่ยนชื่อตอนเพื่อความเหมาะสมครัช

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

99 ความคิดเห็น

  1. #88 selector_ck (@selector_ck) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 / 17:34
    กาอนอ่านบรรทัดสุดท้าย เราก็นึกว่าผีตัวใหม่โผล่มา ที่แท้ก็มินยุนกิ ฮ่าๆๆๆๆๆ นี่คงแคร์ซอกจินมาก ขนาดตามทุกฝีก้าวเลย
    #88
    0
  2. #75 eunset1663 (@eunset1663) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2560 / 00:45
    เฮ้ยยยย นี้คือชอบเรื่องนี้แบยจริงๆจังๆมากอ่ะ แม่งตลก เนื้อเรื่องแปลก เป็นอะไรที่หาได้ยาก รอตอนต่อไปน้ะค่ะ มาแต่งให้จบน้ะคะไรต์เลิฟฟฟฟ 555555
    #75
    0
  3. #71 NCSJK (@Nayhrp) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2560 / 23:40
    น้องจอนก็เต๊าะพี่เขาเรื่อยๆเลยเนอะ เดี๋ยวพี่เขาจะคิดจริงละนะะ555

    สนุกจังค่ะะะ อยากรู้เนื่องของยุนกิกับพี่จินแล้ววว รีบมาต่อนะคะะ
    #71
    0