หมุนเวลากลับมารัก (สำนักพิมพ์เป็นหนึ่ง)

ตอนที่ 39 : บทที่ 15 (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 217
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    28 ต.ค. 63

15

 

            อรดายังเสียดายไม่หายแม้จะกำลังขับรถกลับบ้านแล้วก็ตาม เพราะนานทีจะมีโอกาสได้คุยกับโยชิโอะที่ไม่ใช่เรื่องงาน ที่สำคัญเขาไม่มีท่าทางจะตัดบททันทีที่จบธุระเลย ดูประหลาดใจเมื่อเธอบอกความในใจออกไปว่าทำไมถึงจ้องเขาขนาดนั้น

            ‘เขาเป็นคนญี่ปุ่นเหรอ ?’ 

            ‘เปล่าค่ะ เป็นคนไทย’

            หลังจากทำหน้าแปลกใจ โยชิโอะหัวเราะเขิน พูดหนึ่งประโยคที่ดูผ่อนคลายมาก 

ไม่เคยรู้สึกเคืองอาสะเท่าครั้งนี้มาก่อนตอนที่เห็นเขาเดินตามหลังดวงอนงค์เข้ามา แต่เมื่อหนุ่มตี๋หน้าขาวก้มศีรษะขอโทษแถมโค้งตัวจนแทบจะขนานไปกับพื้นแบบที่เคยเห็นในทีวีก็ใจเย็นลงเล็กน้อย

‘ขอโทษครับคุณโยชิโอะคุณอรดาที่เสียมารยาท พอดีมีเรื่องด่วนครับ’

เมื่อมีคำว่าด่วน ท่าทางของผู้บริหารหนุ่มก็เปลี่ยนไป เขายืดหลังตรง สีหน้าแบบเด็กน้อยอยากรู้อยากเห็นหายไป อรดาจึงต้องออกตัวขอกลับไปโดยปริยาย

“คุณอาสะนะคุณอาสะ เฮ้อ แล้วจะหาโอกาสดีๆ แบบนี้ได้อีกเมื่อไรละเนี่ย”

ไม่สิ ก็ยังเหลือเรื่องพวงมาลัยอยู่นี่นา 

พอคิดได้อย่างนั้นสาวสวยก็ยิ้ม วันที่เอามาลัยไปส่ง ยังไงก็ต้องได้เจอเขาแน่ๆ แต่อาจจะมีแม่ของเขาด้วย ซึ่งคงไม่ได้คุยอะไรที่นอกเหนือจากเรื่องงานฝีมือ แต่...เธอคงได้รู้อะไรบ้าง

จริงสิ ควรจะรู้เรื่องแม่ของเขาหน่อยดีไหม อรดา

 

“นักสืบรายงานว่า มีรายชื่อหมอมากกว่าสิบคนที่รับเงินแลกกับการเซ็นชื่อสั่งซื้อสารต้องห้าม”

อาสะคุยกับโยชิโอะในห้องทำงาน เป็นหัวข้อที่ทำให้ต้องขัดจังหวะแขกคนก่อนหน้า เจ้าของห้องกอดอก

“ทำยังไงเราจะได้รายชื่อนั้นมา”

“ที่จริง...เราสามารถต่อยอดได้จากคนของเรา”

โยชิโอะมองหน้าผู้ช่วยคนสนิท ประสานมืออย่างคนใช้ความคิด เรื่องนี้สามารถตามได้ไม่ยาก แต่โคอิจิโร่แก้ตัวว่าสารที่สั่งไปเกิดจากการอ่านชื่อภาษาอังกฤษผิด ซึ่งหัวหน้าฝ่ายผลิตก็ยอมรับผิดและอ้างตรงกัน ถึงแม้จะรายงานเรื่องนี้ให้ปู่ทาคุโร่ไปแล้วแต่ประธานเอซทูแคร์ยังรู้สึกเหมือนมีอะไรติดใจ

ซึ่งโยชิโอะก็เห็นด้วย เพราะยอดขายของผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหาตอนนั้นสูงจนได้กำไรเกือบสามเท่าของต้นทุนผลิต จึงดูเหมือนเป็นความตั้งใจมากกว่าเป็นการเข้าใจผิด

“เมื่อกี้นายบอกว่ามีหลายคน หมายถึงหลายบริษัทเหรอ”

“ครับ”

โยชิโอะเอนหลังพิงพนัก เคาะนิ้วบนโต๊ะพลางใช้ความคิด “ถ้าอย่างนั้น เราใช้แค่คนเดียวก็พอแล้ว”

 

คุมิโกะคือชื่อของมารดาหนุ่มญี่ปุ่นที่หน้าเหมือนสามีที่ล่วงลับไปของอรดา ผู้หญิงกลางคนรูปร่างสันทัด หน้าแป้นแต่จมูกโด่งสวย ดวงตาเรียวเหมือนสระอิตอนที่ยิ้มทักทาย ริมฝีปากบางสีส้มอิฐ ผมสีน้ำตาลเข้มตัดสั้น แต่งกายด้วยเสื้อสูทแบบเรียบๆ อรดาเดาไม่ถูกว่าอายุมากหรือน้อยกว่าแม่ของตนเพราะใบหน้านั้นหมดจดดูอ่อนวัยจนไม่น่าเชื่อว่าจะมีลูกชายอายุสามสิบสอง มีแค่ดวงตาที่บอกถึงความเข้มแข็งและประสบการณ์ที่สั่งสม

“นี่เป็นมาลัยที่สั่งไว้ค่ะ มาลัยชายเดี่ยวใส่สีเหลืองเขียว ส่วนอีกอันเป็นมาลัยกรค่ะ”

อรดาบอกหลังจากที่ผ่านขั้นตอนการแนะนำตัวไปแล้ว วันนี้เธอเลือกมาพบกับลูกค้าที่ร้านกาแฟใกล้อาคารสำนักงานที่เอซทูแคร์ตั้งอยู่ เวลาตอนนั้นคือแปดโมง ตอนที่โยชิโอะนัดมาก็ไม่วายขอโทษที่ต้องนัดเช้าอย่างนั้น แต่เธอก็เข้าใจ คงอยากจัดการให้เรียบร้อยก่อนไปทำงาน จะนัดไปที่ออฟฟิซก็เกรงใจสายตาคนอื่น

คุมิโกะทำหน้าประหลาดใจที่เห็นงานที่สั่งมีสองชิ้น

“อันที่เป็นมาลัยกร หนูทำแถมให้ค่ะ ได้ยินจากคุณโยชิโอะพูดว่าคุณคุมิโกะสนใจผลงานพวงมาลัยแบบไทยๆ ก็เลยตั้งใจทำให้เป็นพิเศษ ถือว่าทดแทนในส่วนของดอกไม้สดและเป็นของขวัญต้อนรับจากคนไทยแล้วกันค่ะ”

โยชิโอะฟังแล้วหันไปแปลให้มารดาฟัง อีกฝ่ายแตะริมฝีปากตื่นเต้น

“โอ้ ขอบคุณมากๆ ค่ะ เกรงใจจังเลย อุตส่าห์ทำมาให้ คุณเก่งมากเลย” เธอเปิดกล่องแล้วค่อยๆ หยิบดูอย่างบรรจง “ถ้าเป็นดอกไม้จริงคงสวยและมีชีวิตชีวามาก แต่พอเป็นดอกไม้ประดิษฐ์แบบนี้ก็ดีนะคะ จะได้เก็บไว้นานๆ ได้”

            “ขอบคุณค่ะ” อรดายิ้ม หัวใจชุ่มชื่น นอกจากดีใจที่ได้รับคำชมเรื่องฝีมือแล้วยังมีโอกาสได้เจอหน้าโยชิโอะ ชายหนุ่มแปลกภาษาอังกฤษให้คนเป็นแม่ฟัง เธอจึงได้ลอบมองเขาบ่อยๆ 

            กระดูกกรามแตกอย่างนั้นเหรอ ก็ต้องมีแผลผ่าตัดบนหน้าสินะ แต่ว่ามองจากตรงนี้เห็นไม่ชัดเท่าไร 

            “ขอบคุณสำหรับของขวัญครับ” โยชิโอะแปลคำพูดของมารดา คนทำยิ้มรับพร้อมประนมมือไหว้ขอบคุณ

            “คงต้องขอตัวก่อนนะคะ ไม่รบกวนคุณโยชิโอะกับคุณคุมิโกะแล้วค่ะ”

            “อย่าพูดอย่างนั้นค่ะ” คุมิโกะพูดประโยคภาษาอังกฤษสั้นๆ ที่อรดาเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยยาวๆ เป็นภาษาญี่ปุ่นอีกครั้ง “เราต่างหากที่รบกวนคุณ เอามาให้ถึงที่นี่ แถมยังทำมาให้ตั้งสองชิ้นแน่ะ ขอบคุณจริงๆ ค่ะ” 

            หญิงชาวญี่ปุ่นโค้งให้อย่างไม่ถือตัว อรดาโค้งรับเคอะเขิน แทบจะลืมไปเลยว่านี่เป็นการว่าจ้างทำของ ซึ่งมูลค่าสินค้าโยชิโอะก็จัดการให้เรียบร้อยแล้ว อรดาทำงานกับคนในวงการบันเทิงทั้งวัยเดียวกันและต่างวัย แต่เทียบกับวัฒนธรรมอันกรุยกรายของญี่ปุ่นแล้ว การทำงานแบบไทยๆ ยังรีแลกซ์กว่าเยอะ

            “ขอบคุณครับคุณอรดา”

            ประโยคสุดท้ายเป็นของโยชิโอะ สายตาของเขาเป็นประกายซึ่งอรดาไม่รู้ว่าเกิดจากแสงอาทิตย์ยามเช้าที่ตกกระทบหรือมีอะไรเบื้องหลังดวงตาคู่นั้นกันแน่

 

            ริกะกลับมาญี่ปุ่นได้ครบสัปดาห์แล้ว อาการป่วยของแม่กีดีขึ้น อีกไม่เกินสองวันก็คงหายสนิท เนื่องจากญี่ปุ่นกำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาว แม่เป็นหวัดไข้ขึ้นสูง น้องชายอารามตกใจก็รีบบอก ทำให้เธอต้องรีบกลับมาและฟังแม่บ่นประปรายว่าทำไมต้องทำทุกอย่างให้เป็นเรื่องใหญ่ ริกะไม่พูดอะไร ทำหน้าที่ลูกสาวคนโตไปอย่างขันแข็ง

            ริกะมีน้องสาวกำลังเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย อยู่หอพักใกล้มหาวิทยาลัย ส่วนน้องชายกำลังเรียนมัธยมปลายอยู่ชมรมฟุตบอลต้องซ้อมทำให้กลับบ้านค่ำอยู่บ่อยๆ ทำให้ตอนนี้บ้านนี้มีแค่แม่ของเธอคนเดียว

            บ้านหลังนี้เป็นผลมาจากการเป็นแฟนกับโยชิโอะ ซึ่งแลกมาด้วยหนึ่งชีวิต เพื่อน้องสาว น้องชาย และเพื่อแม่ ทดแทนการขาดหายไปอย่างกะทันหันของผู้นำครอบครัว

            เรื่องของเธอกับโยชิโอะจะไม่เกิดขึ้น ถ้าวันนั้นเธอปฏิเสธที่จะมางานเลี้ยงวันเกิดของซาโตชิ เธอรู้จักกับหลานชายคนเล็กของตระกูลทานากะเนื่องจากเขามาฝึกงานกับผู้จัดการฝ่ายขายของเอซทูแคร์ บิดาของเธอมีบริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า เอซทูแคร์ เป็นหนึ่งในนั้น รวมทั้งรู้จักกับโยชิโอะ พี่ชายซึ่งเป็นลูกของลุง

            ซาโตชิเสนอความคิดว่าน่าจะให้ริกะเป็นแอมบาสเดอร์ของบริษัทไปเลย ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ ทำให้ภาพลักษณ์ของบริษัทดูสดใสและใกล้ชิดวัยรุ่นมากขึ้น โคอิจิโร่ผู้เป็นลุงรับข้อเสนอนี้ไป และในที่สุดความคิดของเขาก็บรรลุผล เธอได้รู้จักกับเคนโตะ หลานชายคนโตของทาคุโร่ด้วย

            ริกะรู้สึกประทับใจและตื่นเต้นที่หลานชายเจ้าของบริษัททั้งสองคนให้ความสนใจ แต่เธอไม่เคยหวังอะไรไกลกว่านั้น แม้ว่าเขาจะเอ่ยปากขอเดตอย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม

            ‘นี่โยชิโอะ เป็นหลานชายอีกคนของคุณทาคุโร่ กำลังฝึกงานอยู่ ส่วนนี่เคนโตะ คุณนากามูระคงรู้จักแล้ว...’

            โคอิจิโร่แนะนำทั้งลูกและหลานชาย เคนโตะนั้นเธอรู้จักแล้ว แต่ผู้ชายรูปหล่ออีกคนนั้นทำให้ผิวกายเธอร้อนวูบวาบตอนสายตาเขามองมา

            ‘ทำไมถึงทำแบบนี้...’

            ริกะได้ยินเสียงตัวเองเมื่อรู้สึกตัวตื่นมาตอนสายของวันรุ่งขึ้น ปวดศีรษะจากเมาค้างไม่น่าตกใจเท่าพบว่าร่างเปลือยอยู่ใต้ผ้าห่มและอ้อมแขนของใครคนหนึ่ง ที่ไม่ใช่ซาโตชิ

            โยชิโอะขยับตัวลุกขึ้นมา พูดคำแรก ‘รู้ตัวสินะ’ 

 

 

(ต่อ)

28.10.20

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

114 ความคิดเห็น

  1. #48 fsn (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2563 / 20:07

    ริกะ เลยต้องทำทุกอย่างในฐานะหัวหน้าครอบครัวซินะ

    #48
    0