หมุนเวลากลับมารัก (สำนักพิมพ์เป็นหนึ่ง)

ตอนที่ 40 : บทที่ 15 (จบ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 263
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    29 ต.ค. 63

โยชิโอะขยับตัวลุกขึ้นมา พูดคำแรก ‘รู้ตัวสินะ’ 

            เธอจำได้ว่าเมามาก ซาโตชิกำลังจะไปส่งจึงขอตัวมาเขาห้องน้ำ ก่อนจะรู้สึกถึงเตียงนอนนุ่ม อากาศที่อบอุ่น และสัมผัสที่เร่าร้อน ได้ยินเสียงเรียกชื่ออย่างทะนุถนอม เห็นใบหน้าที่ทับซ้อนกันระหว่างซาโตชิกับโยชิโอะ

            สรุปว่าเธอไม่ได้กลับบ้าน แต่ติดอยู่กับโยชิโอะแทน

            ‘ฉันไม่ได้...’

            ‘คุณเต็มใจ คุณเรียกชื่อผม’ เขาบอก ดึงมือเธอไปกุมไว้แน่น สายตาที่สานสบมานิ่งๆ ‘ผมให้คุณได้มากกว่าซาโตชิ เลือกผม’

โยชิโอะทำได้อย่างที่บอก พาเธอไปถึงตำแหน่งคู่หมั้น มอบแหวนและจัดพิธีหมั้นอย่างเป็นทางการ สร้างความประหลาดใจให้ทั้งเคนโตะและซาโตชิ เพราะโยชิโอะไม่มีท่าทางจะจีบเธอมาก่อนแต่กลับได้ไป ขณะที่สายตาของทาคุโร่นั้นเปล่งประกาย

            ซาโตชิได้แต่ฟังตอนเธอปฏิเสธที่จะคบหากับเขาโดยให้เหตุผลว่าตกลงเป็นแฟนกับโยชิโอะแล้ว และชายหนุ่มคนนั้นก็รักษาระยะห่างไว้เหลือแค่ความเป็นเพื่อน ก่อนจะมุ่งหน้าทำงานจนประสบความสำเร็จในฐานะทายาทรุ่นที่สองอีกคนหนึ่งของตระกูลทานากะ

            ในงานเลี้ยงประจำปีฉลองความสำเร็จให้ชายหนุ่มที่ได้รางวัลนักธุรกิจหน้าใหม่แห่งปี เธอเห็นเขายืนมองญาติผู้พี่ ไม่รู้ว่าแสงไฟหรืออะไรที่ทำให้ดวงตาของเขาหมือนมีมีกองเพลิงลุกโชน ก่อนที่จะหันมายิ้มให้เธอ

            ‘ยินดีด้วยนะริกะ คู่หมั้นของคุณประสบความสำเร็จขนาดนี้ งานดี ความรักก็ไปได้สวย นี่มันที่สุดในชีวิตของผู้ชายคนหนึ่งเลย’

            แต่ชีวิตของเธอมาถึงจุดเปลี่ยนจนได้ เมื่อพ่อเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ไม่มีใครบริหารงานต่อ บริษัทถูกขายไป เธอก็อยู่ในตำแหน่งไร้ประโยชน์ รู้ดีว่าถึงเวลาแยกทางกับทายาทตระกูลใหญ่แล้ว แต่เธอท้องเสียก่อน 

            ‘เป็นไปไม่ได้ที่เราจะมีลูกกันตอนนี้ ผมกำลังเสนอโปรเจคใหม่ให้คุณปู่ ถ้ามีเรื่องนี้เกิดขึ้นผมจะดูเป็นคนไม่มีความรอบคอบ ไม่สามารถนั่งตำแหน่งผู้บริหารได้’ เสียงของชายหนุ่มเว้นวรรคไป ‘จัดการไปก่อนนะริกะ’

            จัดการไปก่อน...

            ริกะเสียใจ แม้จะไม่ได้คิดมาก่อนแต่เธอก็พร้อมจะเป็นแม่และมีครอบครัว แต่รู้จากน้ำเสียงที่เย็นชาว่ามันไม่เป็นไปอย่างที่คิด และต่อให้เธอไม่ทำตามก็ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้

            ‘แล้ว...เราจะเป็นยังไงต่อ’

            เธอเลือกใช้คำว่าเรา โยชิโอะหมุนแก้วที่มีน้ำสีอำพัน ‘ก็เป็นเหมือนเดิม’

เพราะตอนนั้นน้องสองคนก็ยังเรียนอยู่ เงินประกันชีวิตของพ่อเก็บไว้รักษาแม่ที่เป็นโรคซึมเศร้า การตัดสินใจของเธอทำให้ได้บ้านหลังนี้และเงินรายเดือน ทำให้ริกะรู้สึกผิดน้อยลงบ้าง และเมื่อโยชิโอะได้นั่งตำแหน่งผู้บริหาร มีงานฉลองเล็กๆ และเรื่องนี้ได้ลงในหนังสือพิมพ์คอลัมน์บันเทิงด้วยในฐานะที่เธอเคยเป็นพรีเซนเตอร์ของเอซทูแคร์ผู้กุมหัวใจทายาทตระกูลทานากะ ว่าที่ผู้บริหารรุ่นต่อไป 

            ทายาทตระกูลทานากะ พูดให้ถูกจริงๆ น่าจะเป็นคนที่สอง ที่เธอได้หัวใจ

            เธอรู้ว่าโยชิโอะไม่ใช่คนดี เขาจัดวางให้เธออยู่ในตำแหน่งที่ปฏิเสธไม่ได้ บางครั้งเหมือนเป็นแค่เครื่องประดับบนเรือนกาย เป็นนาฬิกาหรูราคาแพง มีไว้ติดตัวส่งเสริมภาพลักษณ์ แต่ก็จับใส่และถอดวางแค่เป็นกิจวัตรเท่านั้น

แต่เขาก็ไม่ได้เลวร้าย เขาดูแลนาฬิกาเรือนนั้นอย่างไรก็ปฏิบัติกับเธออย่างนั้น ไม่ทิ้งขว้าง เมื่อแสดงความต้องการอะไรสิ่งนั้นก็จะมาถึงเสมอ ไม่เคยปฏิเสธ           

อีกครั้งก็คิดว่าคงต้องสิ้นสุดสถานะคู่หมั้นแน่นอนแล้วเพราะมีข่าวซุบซิบว่าเธอกับเขาทะเลาะกันรุนแรงจนมีคนเห็นว่าเธอร้องไห้ ซึ่งโยชิโอะให้สัมภาษณ์ว่าเป็นแค่ความเข้าใจผิดของคู่รัก และเขาก็มาต่อว่าเธอที่ทำให้ภาพลักษณ์เสียหาย แต่แล้วก็เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงกับโยชิโอะเสียก่อน ทุกอย่างเปลี่ยนไป เธอกับเขามาเขียนบันทึกความทรงจำกันใหม่ ทำให้สถานะคู่หมั้นยังคงอยู่ได้มาถึงสามปี แม้ว่าเขากับเธอจะไม่เหมือนเดิมก็ตาม

โยชิโอะไม่เคยพูดเรื่องเก่า อ่อนโยนขึ้น สุภาพขึ้น แม้มีระยะห่างแต่ก็ให้เกียรติอย่างดี 

ริกะมองดูยอดเงินที่เขาแจ้งมาให้ล่าสุด มันมากกว่าปกติที่เคยได้

‘ส่วนที่เกินเอาไว้รักษาคุณแม่ ซื้อของที่ท่านชอบให้ทาน จะได้หายไวๆ’

หญิงสาวกำลังสับสนกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า อะไรคือความจริงและสิ่งที่เธอควรทำ

 

“เลี้ยงขอบคุณ คุณอรดาน่ะเหรอครับ”

โยชิโอะประหลาดใจมากเมื่อมารดาแจ้งความประสงค์ว่า ก่อนกลับขอให้นัดคนที่ทำพวงมาลัยให้หน่อย อยากตอบแทนเรื่องพวงมาลัย 

“ใช่จ้ะ เธออุตส่าห์ทำเพิ่มมาให้ จะรับไว้เฉยๆ เดี๋ยวดูไม่ดี เขาจะพูดได้ว่าคนญี่ปุ่นไม่มีน้ำใจตอบกลับเอาซะเลย”

ลูกชายอ้าปาก เกือบจะแย้งแล้วว่าคนไทยไม่คิดอย่างนั้น แต่เขากลับสงสัยตัวเองมากกว่าทำไมถึงได้สงสัยขึ้นมา เหมือนจะรู้ว่าคนไทยคิดอย่างไร

“โยชิโอะสะดวกวันไหน เอาเป็นตอนเย็นก็ได้นะ ไม่ดึกหรอก แค่กินข้าวเย็นเอง”

“ครับ” เขาตอบรับ เพราะมารดาจะกลับญี่ปุ่นวันอาทิตย์ เป็นไปได้แค่วันศุกร์ตอนเย็นหรือวันเสาร์กลางวัน “เดี๋ยวผมถามคุณอรดาก่อนนะครับว่าเธอสะดวกหรือเปล่า”

“ได้จ้ะ”

เห็นสีหน้ายิ้มแย้มก็ยังอดสงสัยไม่หาย ปกติแล้วมารดาเป็นคนสำรวมกิริยาตามแบบฉบับแม่บ้านญี่ปุ่น หรืออาจเป็นเพราะที่นี่ประเทศไทย การได้มาท่องเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศเป็นการพักผ่อนทำให้ผ่อนคลาย อยู่ในสถานที่ซึ่งไม่มีใครรู้จักก็ไม่ต้องกังวลกับกิริยามากนักก็เป็นได้

“ถ้างั้นพรุ่งนี้ผมจะโทร.หาเธอครับ” เพราะเวลาตอนนั้นเกือบสามทุ่มแล้ว มันดูไม่ดีแน่ๆ 

คุมิโกะพยักหน้า แล้วก็พูดต่อ “ถ้าเป็นตอนเย็นก็ระวังเรื่องที่นั่งด้วยนะ อย่าทำให้เธอต้องไปรอ มันดูไม่ดี”

“เดี๋ยวผมให้เลขาจองโต๊ะให้ครับ ไม่สิ ให้อาสะจัดการดีกว่า” เพราะคิดว่านี่เป็นเรื่องส่วนตัว ผู้ช่วยหนุ่มก็จัดการได้ และคงต้องให้ไปด้วยอยู่แล้ว 

“โยชิโอะทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไร”

ชายหนุ่มกะพริบตาปริบๆ “คุณแม่ดูออกเหรอครับ”

คุมิโกะยิ้มกว้าง ดีใจที่เห็นลูกชายมีท่าทางเคอะเขิน ภาพที่เห็นในความฝันก็เป็นแค่ความกังวลไปเองของเธอเท่านั้น

เขาผ่อนลมหายใจ “แค่แปลกใจนิดหน่อยครับ เรื่องคุณอรดา เหมือนคุณแม่สนใจเธอเป็นพิเศษ”

“อย่างนี้นี่เอง” เธอหัวเราะเบาๆ “ก็มีส่วนนะ แต่อาจเป็นเพราะแม่ชอบงานศิลปะ โยชิโอะก็รู้ พอเห็นเด็กผู้หญิงสมัยนี้ทำงานฝีมือเก่งทั้งๆ ที่มีภาพเป็นคนทันสมัยก็เลยออกจะทึ่งน่ะ”

โยชิโอะพยักหน้าช้าๆ “เข้าใจแล้วครับ” 

เขานั่งนิ่งอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวขอตัวไปพักผ่อน และให้มารดาได้ใช้เวลาส่วนตัวบ้าง 

 

“คุณย่าเป็นคนสอนร้อยมาลัยค่ะ หัดทำมาตั้งแต่อายุสิบสามปีแล้ว”

“เหรอจ๊ะ ขอโทษนะ ตอนอายุเท่าไรแล้วคะ”

อรดายิ้มให้เห็นว่ายินดีจะตอบคำถามนี้ “ยิ่สิบแปดค่ะ”

“อ่อ เป็นรุ่นน้องโยชิโอะสี่ปีสินะ”

คุมิโกะพูดแล้วก็ปรายตามองลูกชาย โยชิโอะทำแค่ยิ้มบาง อรดาก็ทำท่าพยักหน้ารับรู้เป็นมารยาท

วันนี้เธอมากินข้าวเย็นกับสองแม่ลูก ในร้านอาหารญี่ปุ่นกึ่งภัตตาคารจัดที่นั่งให้ลูกค้าได้สนทนาการเป็นส่วนตัว นับว่าเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ที่สองนับจากได้เจอคนหน้าเหมือนสามีที่ตายไปแล้ว เพราะคนที่หน้าเหมือนคนนั้นขอนัดเจอ ถึงแท้จริงแล้วจะเป็นมารดาของเขาก็ตามที่ขอเลี้ยงขอบคุณที่ทำพวงมาลัยแถมไปให้อีกหนึ่งพวงก็ตาม

 “ฉันได้ดูพวงมาลัยแบบต่างๆ ในไอจีที่หนูทำไว้ สวยๆ และ เอ่อ ใช้คำว่าน่าตื่นตาตื่นใจได้ไหมคะ คือมันน่าทึ่งมาก โดยเฉพาะตัวที่เหมือนงู...”

“พญานาค หรือ เรียกว่านาคีก็ได้ค่ะ” หญิงสาวอธิบายยิ้มๆ โยชิโอะเป็นคนแปลเหมือนเดิม “ใช้ใบตองทำ จับเป็นจีบซ้อนกันเพื่อให้ดูเหมือนเป็นเกล็ดของพญานาค”

คุมิโกะพยักหน้า “พวงมาลัยมีหลายแบบค่ะ ถึงจะดูคล้ายกัน แต่ต่างกันตรงการเข้าช่อ แล้วก็ความซับซ้อนของลาย”

“น่าทึ่งจริงๆ” ชาวญี่ปุ่นกล่าว น้ำเสียงตื่นเต้นพอประมาณ “ได้ยินว่าทำขนมด้วยเหรอ”

“อุ๊ย ไม่ใช่หนูค่ะ เป็นพี่สาว” เธอรีบปฏิเสธ แล้วก็เล่าเรื่องในครอบครัวให้ฟังย่อๆ ว่าคุณแม่ของคุณย่าเคยทำงานในวัง ได้รับการฝึกงานฝีมือมาทุกชนิด คุณย่าเองก็เช่นกัน แต่น่าเสียดายที่มีหลานสาวแค่สองคน จึงได้วิชามากันแค่คนละอย่าง “พี่สาวหนูทำงานร้อยดอกไม้ไม่เก่งอ่ะ แต่ชอบทำขนมมาก”

“ฉันชื่นชมจริงๆ เด็กรุ่นใหม่ที่ทำงานฝีมือที่เป็นศิลปะเก่าแก่แบบนี้ได้ สมัยนี้หาไม่ได้ง่ายแล้วนะ ญี่ปุ่นเองก็เหมือนกัน” สีหน้าคุมิโกะยิ้มแย้ม “ก่อนหน้าที่จะมาร้อยมาลัย หนูทำอะไรเหรอ เป็นพิธีกรใช่ไหม”

หญิงสาวยิ้มกว้าง “จริงๆ หนูทำหลายอย่างเหมือนกันค่ะ อย่างงานพิธีกรนี่ทำมาตั้งแต่สมัยเรียนมหา’ลัย แต่ เรียนจบก็ทำงานเป็นฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทเอกชน แล้วพอ...” เธอนึกถึงเหตุการณ์เสียปุณณัติไปก็ชะงัก รีบตั้งสติเล่าต่อ “พอดีตอนหลังลาออก ไปช่วยงานพี่สาวที่โรงแรม พวกงานจัดดอกไม้นี่แหละค่ะ แล้วก็ออกมาร้อยมาลัยขายเอง แต่ก็ยังมีรับจ๊อบงานพิธีกร งานพรีเซนเตอร์บ้าง”

บทสนทนาส่วนใหญ่อยู่ที่คุมิโกะกับอรดา แต่มีโยชิโอะอยู่ร่วมตลอดเพราะเขาต้องแปลภาษา บางครั้งที่ชาวญี่ปุ่นพูดภาษาตนเองด้วยคำสั้นๆ แล้วอรดาตอบด้วยภาษาญี่ปุ่นเหมือนกันอีกฝ่ายก็ตกใจ

“คุณพูดภาษาญี่ปุ่นได้เหรอครับ”

หัวใจเต้นวูบตอนที่โยชิโอะถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจกึ่งดีใจ

“เคยเรียนมาบ้างนิดหน่อยค่ะ พอดีตอนนั้นจะไปญี่ปุ่นตาม...อุ๊ย”

คราวนี้อรดาแสดงกิริยาตกใจชัดเจน ทำเอาคนฟังสองคนประหลาดใจ เธอเกือบจะพูดออกไปแล้วว่าเรียนภาษาญี่ปุ่นเพื่อเตรียมตัวไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นกับปุณณัติ

“จะไปญี่ปุ่นเหรอคะ”

รู้สึกอึดอัด ไม่ใช่เพราะต้องตอบคำถามที่เป็นอดีตอันเจ็บปวด แต่เพราะสายตาของชายอีกคนที่กำลังมองมาเหมือนรอคอยคำตอบอย่างยิ่งเช่นกัน

“มีช่วงหนึ่งที่หนูมีแผนจะไปอยู่ญี่ปุ่นค่ะ แต่...ต้องล้มเลิกไป”

อาจเป็นเพราะสีหน้ากับน้ำเสียงที่เจือความเศร้าทำให้คุมิโกะเข้าใจและไม่ถามต่อ หันไปพูดเรื่องลูกชายตัวเอง

“เหมือนโยชิโอะเลยนะ เรียนภาษาไทยเพราะจะมาทำงานที่นี่”

อรดาสบตาชายหนุ่ม จริงด้วยสิ เขาเคยพูดภาษาไทยกับอาสะ ในครั้งแรกที่เธอเจอเขา นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้รู้จักเขา “คุณโยชิโอะเรียนภาษาไทยมานานแล้วหรือยังคะ”

“ประมาณสามปีครับ”

“แต่เวลาคุยกับฉัน พูดภาษาอังกฤษตลอดเลย” เธอพูดล้อๆ เขาหลุบตาอย่างที่ชอบทำ ริมฝีปากเจือยิ้มเล็กน้อย แต่ก็ไม่ตอบประโยคนี้ 

ก่อนที่หัวข้อจะเปลี่ยนไปเป็นเรื่องอาหารบ้าง เรื่องครอบครัวบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่อรดาก็รู้อยู่แล้วจากที่ให้อั๋นตามสืบ เธอต้องระวังไม่ให้พูดสิ่งที่รู้มาก่อนออกไป

เท่าที่ดู คุมิโกะเป็นแม่ที่หวงลูกชายพอสมควร เป็นฝ่ายคุยเองตลอด เมื่อเธอจะดึงโยชิโอะเข้าสู่บทสนทนาก็มักจะเข้ามาเปลี่ยนเรื่องไป รวมทั้งการที่สอบถามเรื่องของเธอมากกว่าที่จะเล่าเรื่องลูกชายตัวเองด้วย

 

มื้อค่ำวันศุกร์จบลงด้วยความประทับใจแม้เจ้าบ้านไม่ได้เป็นคนเลี้ยง ผู้มาเยือนบอกว่าต้องกลับวันอาทิตย์แล้ว 

            “ขอบคุณมากๆ นะจ๊ะวันนี้ที่อุตส่าห์มา”

            หญิงกลางคนก้มศีรษะอ่อนน้อย อรดาก้มรับเคอะเขิน ไม่ลืมประนมมือไหว้แบบคนไทย และไหว้ลูกชายของเธอด้วย

            “หนูต้องขอบคุณคุณคุมิโกะมากกว่าค่ะ อุตส่าห์เลี้ยงมื้อเย็น อาหารอร่อยมากค่ะ”

            “เพราะหนูทำพวงมาลัยสวยๆ ให้ฉันน่ะสิ”

            “อาสะมาแล้วครับ” โยชิโอะบอกเมื่อรถที่ขับโดยผู้ช่วยมาจอดริมฟุตบาท คุมิโกะหันมาบอกลาอรดาอีกครั้ง ก่อนจะขึ้นรถไปก่อน โยชิโอะหันมาสบตาเธอ

            “ขอบคุณมากนะครับ”

            อรดาอยากจะบอกอะไรมากกว่าคำขอบคุณ แต่ก็พูดได้แค่คำนั้น แล้วบันทึกภาพของเขาที่แสงไฟยามราตรีกระทบนั้นด้วยความรู้สึกวูบไหวและปรารถนา

            

ที่ญี่ปุ่น 

คุมิโกะส่งภาพถ่ายโรงพยาบาลที่เธอไปเมื่อตอนมาเที่ยวเมืองไทยไปให้ฮิโรตะ พร้อมข้อความ

‘โรงพยาบาลยังอยู่นะ ช่วยสืบหาข้อมูลหน่อย’

 

จบ

29.10.20

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

114 ความคิดเห็น