[FanFiction เทพยุทธ์เซียน Glory l QZGS] In your eyes, in my heart

ตอนที่ 14 : 13 :: เยี่ยซิวกับเยี่ยชิว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 396
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    21 ต.ค. 61

13
เยี่ยซิวกับเยี่ยชิว

 


            เยี่ยกรุ๊ปเดินหน้าเต็มกำลังรุกขยายกิจการอย่างต่อเนื่องในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ส่งผู้บริหารเข้าเต็มตัว ปิดดีลเข้าซื้อกิจการ 2 ดีล


           
ไม่ได้มีไว้ขาย! บิ๊กบอสไห่เฉินกรุ๊ปบอกปัดหลังหุ้นร่วงลงมาจนนักลงทุนหลายรายเทขายหุ้น


           
ยิ่งใหญ่อลังการ ทายาทเยี่ยกรุ๊ปหอบสินสอดขอหมั้นกับคุณหนูรองสกุลหลี่ไม่สนกระแสสังคม




            เมื่อแผนการทุกอย่างเริ่มต้นก็ไม่มีทางให้ถอย


            เยี่ยชิวพับหนังสือพิมพ์ลง ไม่ว่าฉบับไหนก็ต้องมีเรื่องนี้ลงข่าวหน้าหนึ่งด้วยกันทั้งนั้น จะต่างกันก็แต่กรอบเล็กกรอบใหญ่แค่นั้น ทั้งหนังสือพิมพ์ธุรกิจและสื่อบันเทิง บางฉบับหนักข้อถึงขนาดลงพาดหัวกลายเป็นข่าวซุบซิบดาราไปเสียอีก ไม่รู้ว่าคนพวกนี้คิดอะไรกัน แค่ทุกวันนี้กดดันสื่อพวกนั้นไม่ให้มีภาพถ่ายของเขาก็กลายเป็นข่าวเม้าท์ได้อีกเหมือนกัน


            เมื่อไหร่ไอ้พี่บ้าจะยอมกลับบ้านดี ๆ สักทีเขาจะได้ไม่ต้องเอาเงินไปเสียกับการซื้อภาพหลุดกลับคืนมา รู้ไหมว่ามันเปลือง!!


            หากพูดถึงบริษัทนี้แต่เดิมไห่เฉินกรุ๊ปยังไม่ใช่บริษัทแนวหน้าในวงการรับเหมาก่อสร้าง อีกทั้งเมื่อประมาณสามปีก่อนหุ้นของไห่เฉินกรุ๊ปยังเคยดิ่งลงจนนักลงทุนพากันเทขายจนราคาหุ้นแตะราคาฟลอร์*จากข่าวลือการขัดแย้งภายในของผู้บริหารหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทจนเป็นเหตุให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องใช้มาตรการเซอร์กิต เบรกเกอร์* หลังเปิดตลาดได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง และเมื่อเปิดตลาดครั้งที่สองของวันดัชนียังปรับลดลงต่อเนื่องจึงเกิดการปิดตลาดอีกครั้ง


               
ทว่าเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้นกราฟหุ้นของไห่เฉินกรุ๊ปก็เกิดการเปลี่ยนขนานใหญ่อีกครั้ง จากกราฟทิ้งดิ่งลงกลับเป็นกราฟพุ่งทะยานขึ้นจากการกว้านซื้อหุ้นจากนักลงทุนรายย่อย การเคลื่อนไหวนี้ค่อนข้างชัดเจนว่ามีคนจงใจซื้อหุ้นของไห่เฉินกรุ๊ป ไม่รู้ว่าเป็นคนกลุ่มไหนกันแน่ แต่ถ้าคิดถึงการพัฒนาในภายภาคหน้าแล้ว คนที่ลงมือมีโอกาสเป็นบิ๊กบอสคนใหม่ของไห่เฉินกรุ๊ป หลี่จิ้งเฟย


            “เฮ้อ...” เขาถอนหายใจ


            เยี่ยชิวเงยหน้ามองตึกของไห่เฉินกรุ๊ปตรงหน้า เมื่อเทียบกับเยี่ยกรุ๊ปแล้วมีความทันสมัยมากกว่าเล็กน้อย ในอดีตตัวตึกแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งให้เช่าเป็นสำนักงาน แต่ปัจจุบันถูกปรับส่วนหนึ่งเป็นโรงแรมมีห้องอาหารนานาชาติ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งกลายเป็นห้างสรรพสินค้า และชายหนุ่มก็เผลอถอนหายใจออกมาอีกครั้ง


            แน่นอนที่เขามาที่นี่ในวันนี้ไม่ใช่อะไร นอกเหนือไปจากการทำหน้าที่คู่หมั้นที่ดี


            “เชิญค่ะ แต่ว่าตอนนี้คุณหนูรองติดคุยธุระกับหัวหน้าแผนกการตลาดอยู่นะคะ อาจจะต้องรอสักครู่หนึ่ง” เลขาหน้าทำงานของหลี่ลุ่ยเซียงเอ่ยบอกเขา


            “ขอบคุณครับ” เยี่ยชิวยิ้ม


            ขณะที่รอคู่หมั้นของตนเอง เขาไม่ทำการเสียมารยาทด้วยการเดินสำรวจห้องทำงานของอีกฝ่ายหรอก เยี่ยชิวเลือกเอนตัวพิงกับกรอบหน้าต่าง สายตาเหม่อมองไปไกล ครุ่นคิดแผนการต่าง ๆ ต่อไป อย่างน้อยเขาควรลดข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นให้เหลือน้อยที่สุด แต่เสียงเอะอะมะเทิ่งข้างนอกดึงเขาออกมาจากห้วงภวังค์ความคิด


            “เดี๋ยวค่ะท่านประธาน ตอนนี้แขกของคุณหนูรองกำลังรออยู่ ว้าย!


            “เล่นบ้าอะไรของคุณ!!


            เยี่ยชิวละสายตาจากภาพเบื้องนอกหน้าต่าง หันมาสบตากับหลี่จิ้งเฟย ว่าที่พี่เขย ของตนเอง และหัวเรือใหญ่ของไห่เฉินกรุ๊ปในเวลานี้ หน้ากากรอยยิ้มอันสุภาพปรากฏขึ้นใบหน้าทันที


            “สวัสดีครับคุณหลี่”


            ไม่คิดว่าลูกระเบิดจะมาเร็วกว่าที่คาด


            เยี่ยชิวยังแสร้งทักกลับไปคล้ายกับแปลกใจได้อย่างแนบเนียน “ลมอะไรหอบคุณมาถึงที่นี่ครับเนี่ย”


            “หึ! ผมคิดว่าคุณน่าจะรู้นะ” มือทั้งสองข้างของหลี่จิ้งเฟยสอดเข้าไปในกางเกงชุดสูท สายตาที่จ้องมองมาหากมันเป็นคมมีด เยี่ยชิวคงถูกแทงจนพรุน “ถอนหุ้นออกจากบริษัทผมซะ”


            เยี่ยชิวกะพริบตาคล้ายกับไม่เข้าใจ ชายหนุ่มหัวเราะเล็กน้อยจากท่าทีข่มขู่ของคนตรงหน้า เขาไม่ได้เกรงกลัวอะไรด้วยซ้ำ เพราะหุ้นของไห่เฉินกรุ๊ปที่อยู่ในมือเขามันก็เล็กน้อยไว้สำหรับเทรดเก็งกำไรเท่านั้น


            “นี่คุณเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าครับ” เยี่ยชิวส่ายหัวน้อย ๆ เขาไม่ได้ช้อนซื้อหุ้นมากมายจนกลายมาเป็นหนึ่งในบอร์ดบริหารเสียหน่อย


            แต่ว่า...ก็จมูกไวดี


            “สมมติว่าผมถือหุ้นของไห่เฉินกรุ๊ปจริง ๆ แต่จู่ ๆ ผู้บริหารก็เดินมาสั่งให้ผู้ถือหุ้นถอนหุ้นแบบนี้มันมีที่ไหนกัน”


            ท่าทางกำหมัดแน่นระงับอารมณ์ของอีกฝ่ายเกือบทำให้เยี่ยชิวเหยียดยิ้มขึ้นมา และเขาเกือบจะทำสายตาเวทนาออกไปด้วยซ้ำกับคำพูดต่อมา หลี่จิ้งเฟยดูจะไม่รู้จักน้องสาวของตนเองดีเท่าที่คิด


            “ผมคิดผิดจริง ๆ ที่สนับสนุนให้ลุ่ยเซียงหมั้นกับคุณ น้องสาวผมใสซื่อเกินไปที่จะมาคลุกคลีกับคนแบบคุณ”


            ผู้ชายคนนี้รักน้องสาวตัวเองมากจริง ๆ แต่เพราะรักมากถึงได้ทำแบบนั้น เยี่ยชิวไม่อยากคิดแบบนี้ หากความคิดนี้กลับผุดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เขาเติบโตมาโดยได้รับการสอนให้มองรอบด้านและพิจารณาทุกความเป็นไปได้ จึงพอจะเข้าใจสิ่งที่หลี่ลุ่ยเซียงทำคร่าว ๆ แล้ว


            เธอไม่จำเป็นต้องให้เขาหาทางเทคโอเวอร์กิจการของไห่เฉินกรุ๊ปก็ได้ ถ้าเธออยากจะให้หลี่จิ้งเฟยสัมผัสถึงความรู้สึกของการถูกทรยศ อยากให้เขาเจ็บปวดเสียใจ ถ้าเธอต้องการแบบนั้น ตอนนี้มันก็ใกล้เคียงกับคำว่าประสบความสำเร็จทีเดียว


            “แล้วคุณจะให้ผมทำยังไงล่ะครับ ให้ผมเทขายหุ้นทั้งหมดทิ้งไปเลยดีไหมถ้าคุณคิดว่าผมหมั้นกับลุ่ยเซียงเพราะอยากได้ข้อมูลภายใน*มาช้อนซื้อหุ้น” เยี่ยชิวเลิกคิ้วสูง ถึงไม่ได้ตั้งใจแต่ริมฝีปากเรียวเหยียดยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าโกรธขึ้งของอีกฝ่ายมากขึ้นไปโดยอัตโนมัติ “มันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่หากหุ้นบริษัทคุณจะตกอีกครั้ง ถึงแม้ผมจะไม่มีหุ้นของคุณอยู่ในมือก็ตาม”


            อ่า...เขาเป็นคนดีเกินไปจริง ๆ


            เรื่องนี้เยี่ยชิวไม่ได้หลงตัวเอง หากเขาเทขายหุ้นทั้งหมดที่อยู่ในมือคนของเขาทีเดียวพร้อมกันตอนนี้ย่อมสร้างความปั่นป่วน และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว ไห่เฉินกรุ๊ปมีแต่จะเสียหายหนักขึ้นไปอีก


            หลี่จิ้งเฟยกำมือแน่นมองหน้าถือดีของเยี่ยชิวโดยที่ทำอะไรไม่ได้


            แม้จะเจ็บใจ แต่ชายหนุ่มต้องยอมรับว่าประธานบอร์ดบริหารของเยี่ยกรุ๊ปคนปัจจุบันเป็นนักธุรกิจที่เก่งกาจอย่างเหลือร้าย หลี่จิ้งเฟยสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ถามกลับมา


            “คุณต้องการอะไร”


            เยี่ยชิวส่ายหัว ใจจริงอย่างพูดออกมาว่าคนที่ต้องการคือน้องสาวของคุณต่างหาก


            “พี่คะ จะทำอะไรคู่หมั้นของหนูนะ”


            หากเขาก็ไม่มีสิทธิพูดเรื่องนั้นออกมา ทันทีที่หลี่ลุ่ยเซียงเข้ามาในห้อง หญิงสาวก็ตรงรี่มาคล้องแขนเขาแน่น ใบหน้าของเธอแสดงสีหน้าง้องอนกับผู้เป็นพี่ แต่สำหรับเยี่ยชิว เขากลับเห็นเป็นคำเตือน...อย่าได้แย้มพรายที่สิ่งกำลังจะพูดออกมาเมื่อกี้


            “มองพี่ในแง่ร้ายจริง แล้วนี่จะออกไปข้างนอกกับเยี่ยชิวหรือไง”


            “...แล้วได้ไหมคะ” เธอช้อนสายตาขึ้นออดอ้อน


            “ได้สิ ฝากน้องสาวผมด้วยนะครับ”


            เยี่ยชิวยิ้ม “แน่นอนครับ”




            นิ้วเรียวยาวเคลื่อนไหวกำพวงมาลัยรถยนต์แน่น ขณะที่รถแล่นไปบนท้องถนนซึ่งการจราจรกำลังติดขัด เยี่ยชิวเหลือบมองกระจกส่องหลังสะท้อนเห็นเสี้ยวใบหน้าด้านข้างของหลี่ลุ่ยเซียง เธอดูจะรู้ตัวที่เขาแอบมองจึงได้หันกลับมา


            “มีอะไรหรือเปล่าคะ”


            เขากลั้นใจถาม “พี่ชายของคุณหงุดหงิดมากน่าดู ทำแบบนี้ดีแล้วเหรอ”


            “...”


            หลี่ลุ่ยเซียงไม่ตอบคำถามเขา ชายหนุ่มอดนึกเปรียบเทียบกับกัปตันทีมเวยเฉ่าคนนั้นไม่ได้ ถึงแม้ว่าหวังเจี๋ยซีไม่ค่อยรู้เรื่องทางธุรกิจซับซ้อนเท่าไหร่ แต่เขาก็เอาใจใส่รายละเอียดทุกอย่าง คอยถาม คอยให้คำปรึกษา ในบางครั้งทำให้เยี่ยชิวคิดว่าเขาจะหัวเราะ จะออดอ้อนเหมือนเด็กอย่างที่ไม่เคยทำกับใครนอกจากเจ้าพี่บ้า จะเอาแต่ใจแค่ไหนก็ได้ จนเผลอคิดว่าอยากให้อยู่ข้าง ๆ ไปตลอด


            แต่ว่า...


            ถ้าเทียบกับคู่หมั้นของเขาแล้ว นอกจากการขอความร่วมมือในแผนการนี้ ระหว่างเขากับเธอแทบจะไม่รู้จักกันเลย ต่างเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันเสมอ


            “คุณเกลียดเขาไหม” เยี่ยชิวถาม


               
หลี่ลุ่ยเซียงไม่ได้หันมามองเยี่ยชิว สายตาของที่เธอเหม่อลอยไปไกล สุ้มเสียงราบเรียบจึงเอ่ยออกมาเชื่องช้าบ่งบอกความรู้สึกภายในทั้งหมด


            “เขาเป็นพี่ชายของฉัน ฉันไม่มีทางเกลียดเขาหรอก แต่ว่าฉันจะไม่มีวันยกโทษให้เขา เพราะเขาทำให้ฉันสูญเสียคนที่จะรักไปชั่วชีวิต”


            จะมีสักกี่คนกันที่อยากมาสุสานของตนเอง


            เยี่ยชิวอดคิดเรื่องนี้ไม่ได้ เขาไม่รู้จะคิดยังไงกับความรู้สึกแบบนั้น แต่เยี่ยชิวยังคงเดินเคียงข้างลูกชายต่อไป ในความเป็นจริงแล้ว ถ้ามาสุสานย่อมหนีไม่พ้นวันเชงเม้ง คงไม่มีใครมีความคิดจะมาสุสานในวันแบบนี้ ในเทศกาลตรุษจีนอันแสนพิเศษ ทุกคนต่างมีเหตุการณ์พิเศษที่อยากไปสัมผัส มู่ชิวน้อยของเขากลับเลือกมาที่นี่


            สำหรับชายหนุ่มที่ไม่เคยปฏิเสธความต้องการของเยี่ยมู่ชิวแล้ว อย่างไรเสียเขาก็ต้องพามาหังโจว ในเมื่ออีกไม่กี่เดือนเด็กคนนี้ก็จะย้ายไปอยู่อเมริกา


            “ให้ตายสิ หลุมศพดูดีกว่าที่คิด” มู่ชิวยกรอยยิ้มหลังวางดอกปักษาสวรรค์ลงหน้าป้ายหลุมศพ


            “เพราะเป็นคนสำคัญไง”


            เยี่ยมู่ชิวเงยหน้าขึ้นมองเยี่ยชิว ใบหน้าซึ่งก้มต่ำลงมามองนั้นเผยรอยยิ้มอ่อนโยน และเด็กชายก็ตอบรับคำพูดนั้นออกมาโดยไม่รู้ตัว


            “อืม”


            เพราะเป็นคนสำคัญ จึงอยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ให้


            “...กลิ่นธูป” เยี่ยชิวพึมพำเสียงแผ่ว สายตามองธูปหนึ่งดอกซึ่งปักอยู่ในกระถาง ควันสีเทาบางเบาและกลิ่นนี้ทำให้เขาหวนนึกถึงครั้งแรกที่ได้พบมู่ชิว


            ระหว่างพวกเขานั้นถูกกลิ่นธูปนำพาให้พานพบกัน


            น่าตลกดีเหมือนกันนะ ไม่ว่าจะเป็นเยี่ยซิวหรือเยี่ยชิวก็ยื่นมือออกไปหาสองพี่น้องตระกูลซูด้วยกันทั้งคู่


            เห็นเด็กชายตัวน้องนั่งจ้องป้ายหลุมศพตนเองไม่ขยับไปไหน เยี่ยชิวจึงเอ่ยถาม “หลังจากนี้จะไปหาเธอหรือเปล่า”


            แล้วคนพูดก็ต้องชะงักเสียเอง เขาเผลอหลุดปากพูดแบบนั้นออกมาได้ยังไง ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาแทนแทบทันทีเช่นกัน เยี่ยชิวพอจะเข้าใจตรรกะความคิดของมู่ชิว


            ไปแล้วได้อะไร?


            เรื่องเหลือเชื่อพรรค์นี้จะมีคนเชื่อด้วยงั้นเหรอ ไม่ถูกมองว่าเป็นคนเสียสติก็ดีเท่าไหร่แล้ว


            ตอนแรกเยี่ยชิวคิดว่าเยี่ยมู่ชิวจะมีปฏิกิริยารุนแรงอะไรตอบกลับมา ลูกชายของเขาเพียงแค่ส่ายหัวเล็กน้อยเป็นเชิงปฏิเสธเท่านั้น ชายหนุ่มถึงได้ถอนหายใจออกมา และเขาก็เอ่ยเปลี่ยนเรื่องแทนการพูดเรื่องนี้ต่อไป


            “เอานี่ ซองอั่งเปารับไปซะสิ” เยี่ยชิวยื่นอั่งเปาซองโตให้


            “ขอบคุณครับคุณพ่อ สุขสันต์ปีใหม่*” เด็กชายยิ้มกว้างรับอั่งเปาซองหนาไว้โดยไม่ปฏิเสธ สีหน้ายิ้มกว้างเหมือนเด็กสมอายุทำให้เยี่ยชิวยิ้มตาม กระทั่งแอบมันเขี้ยวจนต้องหยิกแก้มนุ่ม ๆ สักทีสองสี


            “อันเอ็บอะ” มู่ชิวประท้วงหน้ามุ่ย


            “อ๊ะ ปล่อยก็ได้”


            เยี่ยมู่ชิวลูบแก้มตัวเอง ค้อนขวับใส่คนยิ้มกว้างหยอกเย้าตนเอง “ว่าแต่ฉัน นายจะไปหาเยี่ยซิวไหม"


            “ถ้าผมไปมู่ชิวน้อยจะไปด้วยหรือเปล่า”


            มู่ชิวยังคงส่ายศีรษะ ต่อให้เยี่ยชิวยกทั้งชื่อเจ้าพี่บ้ากับซูมู่เฉิงขึ้นมาก็ไม่ได้ทำให้เด็กคนนี้เปลี่ยนใจ ลูกชายของเขาหัวแข็งมาก หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็คงไม่ยอมเปลี่ยนใจหลังจากตัดสินใจแล้ว


            “ไม่เสียใจเหรอ” เยี่ยชิวถาม


            “เสียใจสิ แต่ว่า...ก็แค่เริ่มต้นใหม่เท่านั้นเอง”


            เยี่ยชิวหลุดหัวเราะออกมาทันที เขายื่นมือออกไปขยี้เส้นผมบนศีรษะนั้นจนยุ่งเหยิงทั้งมันเขี้ยวทั้งหมั่นไส้ตงิด ๆ




            หลังจากออกมาจากสุสานเยี่ยชิวก็แยกกับเยี่ยมู่ชิว เขาตั้งใจมาซิงซินเน็ตคาเฟ่ ส่วนลูกชายของเขาตั้งใจจะเดินเที่ยวเล่นในเมืองรำลึกถึงความทรงจำเก่า ๆ สมัยยังเป็นซูมู่ชิว ชายหนุ่มไม่ห่วงความปลอดภัย ในเมื่อเขาอนุญาตให้เลขาฟู่คอยตามดูแล


            “สวัสดีครับ”


            เยี่ยชิวเอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้มอันสุภาพตามนิสัยให้กับหญิงสาวที่มาเปิดประตูร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่เล็ก ๆ แห่งนี้ ประโยคแรกที่เธอถามเขาไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่


            “คุณคือ...”


            “ผมเป็นน้องชายเขา”


            “ฝาแฝด?” เฉินกั่วถาม


            “ใช่ครับ ไม่ทราบว่าคุณคือ?”


            “อ๋อ ฉันเป็นเจ้าของร้านเน็ตร้านนี้ เยี่ยซิวอยู่ที่นี่ถูกแล้ว” เฉินกั่วกล่าว “เมื่อกี้เขายังอยู่ ตอนนี้...เยี่ยซิว!” เฉินกั่วตะโกนเสียงดัง


            “ห้องน้ำ!” เสียงตอบกลับมา ดังก้องพอกัน


            “อืม เขาอยู่นั่น...” เฉินกั่วชี้ไปทางห้องน้ำร้าน


            “ผมจะรอเขา” เยี่ยชิวพยักหน้า


            “เชิญนั่งตามสบายค่ะ” เฉินกั่วก็พยักหน้าเช่นกัน


            เขาเดินเข้าไปด้านในเพียงสองสาวก้าว แล้วค่อยถามขึ้นลอย ๆ “แสดงว่า เขาอยู่ที่นี่ใช้ชื่อเยี่ยซิวสินะครับ”


            “ใช่ค่ะ” เฉินกั่วพูดพลางเดินมายังหน้าตู้ขายเครื่องดื่ม เปิดประตูตู้ออกให้อีกฝ่ายดู “ดื่มอะไรดี”


            “แฟนต้า กลิ่นแอปเปิล ขอบคุณครับ”


            เฉินกั่วหยิบแฟนต้ากลิ่นแอปเปิลโยนให้ เขาเบิกตากว้างกับน้ำอัดลมที่ถูกโยนให้แบบนี้ รีบรับเอาไว้ได้หวุดหวิด ถ้าหากเขารับไม่ทันหล่นลงพื้นจะทำยังไง ทำอะไรไม่ระมัดระวังเอาซะเลย และเขาได้ยินคำถามของเธอ รีบดึงสติตอบว่า “ผมชื่อเยี่ยชิว”


            “อ๋อ?” เฉินกั่วชะงัก “คุณถึงจะเป็นเยี่ยชิว”


            ไอ้พี่เฮงซวย!!


            “ผมเป็นเยี่ยชิวมาตลอด...”


            “งั้นเขาก็ยืมชื่อคุณไป?” เฉินกั่วถาม


            “ใช่ครับ รวมถึงบัตรประชาชนผมด้วย”


            บทสนทนาขาดลงชั่วคราว ดวงตาสองคู่มองสบกัน เยี่ยชิวไม่ได้สนทการคุยพูดระหว่างทั้งคู่ เขากวาดสายตามองคนที่เหมือนตนเองแทบทุกกระเบียดนิ้วตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ส่งเสียงหึขึ้นจมูกที่เห็นโดนเฉดหัวออกจากสโมสรฝั่งตรงข้ามแล้วยังสบายดี


            “นายมาได้ยังไง”


            นี่ประโยคทักทายแรกที่ให้น้องชายที่ไม่เจอกันนานงั้นหรือ?


            “มารับนายกลับไปฉลองตรุษจีน”


            “ใครบอกว่าฉันจะกลับ” เยี่ยซิวถาม


            “นายไม่กลับ แล้วจะอยู่ทำอะไร”


            “ฉันต้องทำโอที!” เยี่ยซิวยังคงพูดต่อ “แนะนำหรือยัง นี่เจ้านายฉัน เธอเป็นคนจัดเวรให้ฉันทำโอที”


            “จริงหรือครับ” เขาหันมองเธอด้วยสีหน้าสงสัย แม้จะมีคำตอบในใจอยู่แล้วแต่แรก


            “เขาเป็นคนขอ แล้วฉันอนุมัติ”


            เขาเดาพลาดตรงไหน แต่เจ้าพี่บ้ายังไม่มีท่าทีทุกข์ร้อน “ฉันไม่กลับบ้านอยู่แล้วนี่ ก็เหมือนกับทุกปีนั่นแหละ จะถามทำไมว่าทำไม”


            “ไม่เหมือนเดิมไง ปีนี้นายวางมือแล้วไม่ใช่เหรอ ยังจะเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกทำไม” ไสหัวกลับมาแล้วให้เขาหนีออกจากบ้านบ้างสักที!!


            “วางมือไม่ได้หมายถึงอะไร นายเป็นคนนอกวงการ ไม่รู้อะไร”


            “วางมือ...ต่อให้จะกลับเข้าไปใหม่ก็ต้องเว้นหนึ่งปีนี่”


            “โหย รู้เรื่องนี้ด้วย?”


            “หนึ่งปีนี้ นายไม่มีอะไรให้ทำอยู่แล้วมั้ง กลับไปพักผ่อนที่บ้านไม่ดีกว่าเหรอ” เยี่ยชิวมองเมินสายตารู้ทันของเยี่ยซิว


            คำพูดต่อมาของพี่ชายฝาแฝดจึงรู้ทันท่วงทีคนเป็นน้องชาย “อยู่ที่ไหนก็พักผ่อนได้เหมือนกัน”


            “ที่จริงช่วงนี้คุณพ่อ สุขภาพไม่ค่อยดี...”


            “มุกเก่าแล้วน่า...”


            “ก็ได้! ที่จริงคือคุณแม่...”


            “แต่งต่อไปสิ!


            “เสี่ยวเตี่ยนตายแล้ว!


            “ก็สมควรแล้ว อยู่มานานมากพอแล้ว!” เยี่ยซิวน้ำเสียงเย็นชา


            “เสี่ยวเตี่ยนเป็นใคร” เฉินกั่วถามแทรก เยี่ยซิวตอบ “หมาตัวนึง”


            “นายควรกลับไปจริง ๆ ได้แล้ว” เยี่ยชิวอดทนเกลี้ยกล่อมต่อไป


            “หึ...” เยี่ยซิวหัวเราะออกมา “ฉันกลับไป นายจะได้หนีออกมาใช่ไหม”


            เยี่ยชิวรู้สึกว่าตนเองน็อตหลุด สืบเท้าขึ้นหน้าประชิดตัวพี่ชายฝาแฝด สองมือคว้าคอเสื้อเยี่ยชิวแล้วยกขึ้นตามด้วยน้ำเสียงโมโห “ไอ้พี่ชายบัดซบ! ตอนนั้นขโมยกระเป๋าที่ฉันอุตส่าห์เตรียมการไว้เป็นอย่างดีหนีออกมา นายมันทำเกินไปแล้ว!


            “ควรต้องบอกว่า ฉันพบแผนการหนีออกจากบ้านอย่างไร้เดียงสาของน้องชายอย่างทันท่วงที ยินยอมให้ตัวเองเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี แทนสื่อการสองในเชิงลบเพื่อสั่งสอนน้องถึงจะถูก”


            “หน้าไม่อาย!” สุดท้ายเขาก็ทำอะไรคนตรงหน้าไม่ได้ ทำได้เพียงกัดฟันพูดสามพยางค์นี้ออกมาเท่านั้นด้วยสีหน้าทั้งเคียดแค้นแต่ก็จนใจ


            “ดูจากตอนนี้ ยังสั่งสอนไม่เพียงพอ”


            “กลับบ้านกับฉัน!


            “ไม่มีทาง”


            หึ! อย่างนายพูดแบบนั้นได้ด้วยหรือไง


            หลังจากนั้นก็หนีไม่พ้นการบ่นพี่ชายหน้าไม่อาย และเรื่องสัพเพเหระอย่างการแย่งชิงการหนีออกจากบ้าน ถึงจะโดนสวนกลับมาจนสะอึก เยี่ยชิวก็ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าที่เยี่ยซิวพูดเป็นความจริง เมื่อตกลงใจว่าจะพักที่นี่สักคืนหนึ่ง คุณเจ้าของร้านก็ไม่ปฏิเสธ


            นี่มันยอดเยี่ยม! และยิ่งยอดเยี่ยมที่สุดตอนได้เห็นห้องพักของเจ้าพี่บ้า


            เมื่อจัดงานเตรียมงานตรุษจีนในร้านซิงซินเน็ตคาเฟ่เสร็จเรียบร้อย เยี่ยชิวต้องหัวเราะประหลาดใจมากที่ได้รับอั่งเปาให้วัยนี้ พอเห็นเยี่ยซิวหน้าด้านรับแล้วเขาจะปฏิเสธไปทำไม


            เข้าใจแล้ว คุณอยากทดลองสัมผัสการใช้ชีวิตดูสินะ


            เยี่ยชิวชอบคำพูดของเธอ ถึงจะเป็นคำพูดที่แฝงเร้นความรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ แต่น้ำเสียงของเธอ และคำพูดต่อมาแสดงออกชัดเจนว่าเธอไม่ได้คิดอะไรแบบนั้น อีกอย่างคือนี่ไม่ใช่การใช้ชีวิตตามอิสระครั้งแรกของเขา


            เมื่อเยี่ยซิวกลับมาพร้อมกลิ่นหอมของอาหาร เขาก็เข้าไปมุงดูของในถุงพลาสติกและอดพูดไม่ได้ทั้งที่พยักหน้ารัว ๆ “ดีมากเลยนะเนี่ย มีแต่ของชอบฉัน”


            “ดูไม่ออกเลยนะ เป็นพี่ชายที่ดีกับเขาซะด้วย” เจ้านายของเยี่ยซิวพูด


            “ก็เป็นอยู่แล้ว แต่มีคนหนุ่มไม่รู้ประสาที่ทำให้คุณเข้าใจไขว้เขวไปนิดหน่อย”


            เยี่ยชิวไม่สนใจคำพูดไร้สาระของเยี่ยซิว หลังจากเรียงกับข้างเสร็จเขาพบว่าไม่มีเครื่องดื่ม “ไม่มีเหล้าเหรอ”


            “ฉันไม่ดื่มเหล้า”


            ในร้านเน็ตยังคงมีลูกค้ากะปริบกะปรอย ทั้งสามคนกลับเริ่มฉลองเทศกาลกันเสมือนไม่มีคนนอก




            เยี่ยชิวฟุบไปรวดเดียวถึงสองชั่วโมง เมื่อตื่นมาอีกครั้งเขาพูดคุยกับทั้งคู่เพียงไม่กี่ประโยคก็ถูกสองคนนั้นทั้งลากทั้งดันขึ้นมาถึงห้องชั้นสอง แต่เขายังมีสติปฏิเสธเจ้านายของเยี่ยซิว ก่อนถูกโยนเข้าไปในห้องนั้นโดยไม่ลังเล การถูกพี่ชายตัวเองปรนนิบัติช่วยเหลือถอดรองเท้า ห่มผ้าก็เป็นความรู้สึกที่ไม่เลว


            เขาหลับไปสักพักใหญ่ก็ได้ยินเสียงประตูห้องดังกริ๊ก เยี่ยชิวลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืดทันที


            “รู้ว่าตัวเองดื่มเหล้าไม่ได้ยังจะดื่มอีก” ประโยคแรกคือการสวดยับ ไม่มีทีท่าแปลกใจที่เห็นเยี่ยชิวโงนเงนลุกขึ้นนั่งบนเตียง


            “เรื่องของฉันน่า แล้วนายจะกลับบ้านไหมพรุ่งนี้”


            “ไม่กลับ!” ปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด


            เยี่ยชิวก็ไม่ได้ตื๊อต่อ คนเป็นพี่ถึงกลับประหลาดใจ เยี่ยซิวใช้มือจับปลายคางของเยี่ยชิวให้ดวงตาสองคู่หันมาสบตากัน


            “เกิดอะไรขึ้น” เยี่ยซิวถาม


            ชายหนุ่มกะพริบตาแสดงสีหน้าสับสนงงงวยว่าไม่เข้าใจสิ่งที่เยี่ยซิวกำลังพูด


            แต่เพราะเป็นฝาแฝดกันหรือเปล่าไม่รู้ อดีตมหาเทพแห่งเจียซื่อถึงรับรู้สายใยระหว่างพวกเขาว่าเยี่ยชิวมีเรื่องให้คิดถึงได้ตัดสินใจดื่มเหล้าลงไปทั้งที่คออ่อน


            “รู้ยัง ฉันหมั้นแล้วนะ”


            เยี่ยชิวหัวเราะกับท่าทางตกใจโดยไม่เสแสร้งของคนเป็นพี่


            “เต็มใจหรือไง?”


            “...”


            เมื่อไม่ได้รับความตอบจากเยี่ยชิว คนที่มีใบหน้าเหมือนกันเกือบทุกกระเบียดนิ้วจะทำสายตาดูแคลนกึ่งไม่เชื่อว่าเขาจะทำอะไรโง่ ๆ แบบนั้น เยี่ยซิวถอนหายใจแล้วถาม “กับใคร”


            “หลี่ลุ่ยเซียง” เยี่ยชิวตอบ เขารู้ว่าคนไม่สนใจอะไรนอกจากกลอรี่ไม่มีทางรู้จักเธอหรอก และเป็นอย่างที่เขาคาดการณ์เจ้าพี่บ้าแค่พยักหน้าและพูดออกมาหนึ่งคำ ซึ่งชายหนุ่มก็เห็นด้วย


            “งี่เง่า ลำบากใจนักก็ถอนหมั้นซะสิ ไม่มีใครห้ามนายอยู่แล้ว” เยี่ยซิวแนะแนวทาง ทว่าเยี่ยชิวกลับส่ายหน้า ปรากฏร่องรอยสับสนชัดเจนจนอดไม่ได้ที่จะหยอกเย้า


            “ที่ลำบากใจไม่ใช่ว่ามีคนที่ชอบอยู่แล้วหรอกนะ”


            เยี่ยชิวเม้มปากแน่น ในใจเขาดันนึกถึงพ่อมดแห่งเว่ยเฉาขึ้นมา ชายหนุ่มถึงได้เอ่ยปฏิเสธออกไปอย่างตะกุกตะกัก


            “มะ ไม่ใช่!


            รอยยิ้มของเยี่ยซิวฉีกกว้างจนน่าหมั่นไส้ ประกอบกับคำพูดถัดมาชวนให้รู้สึกว่าเจ้าพี่บ้ากำลังดูถูกตนเองอยู่เลย “นายกลัวที่จะยอมรับความจริงละสิ”


            “ไม่กลัว!” ตอบกลับไปด้วยความดื้อรั้น


            “จริงเหรอ ถ้างั้นก็ยอมรับมาสิ”


            “ในยอมรับอะไร ก็...ก็ในเมื่อความสัมพันธ์ที่ว่ามันไม่มีชื่อให้เรียกนี่น่า” ฝาแฝดคนน้องคิดว่าคำพูดนี้เหมาะสมที่สุดแล้ว


            ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหวังเจี๋ยซียังไม่มีใครมานิยามมันให้ชัดเจน เห็นเพียงภาพร่างของความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิง


            เพราะเป็นฝาแฝดกันเยี่ยชิวถึงได้เข้าใจ ฝ่ามือของเยี่ยซิววางลงบนศีรษะเขา ขยี้มันจนยุ่งเหยิง


            “คนที่ควรไปพักก็คือนาย”


            “เอาคืนกันหรือไง” เยี่ยชิวโต้กลับ หมอนี่ต้องเอาคืนเขาเรื่องที่บอกให้กลับมาพักผ่อนยาว ๆ ที่บ้านแน่นอน


            “ขี้หงุดหงิดซะจริง คนหนุ่มนี่หนา”


            เยี่ยชิวปัดมือเยี่ยซิวออก “นายก็อายุเท่าฉันไม่ใช่หรือไง!


            “ประสบการณ์ใช้ชีวิตมันต่างกัน”


            หมั่นไส้โว้ย!!!


            “ไม่กลับบ้านแล้วนายจะทำอะไรต่อ วางแผนกลับเข้าไปในลีกอาชีพอีกเหรอ?”


            ไม่มีคำตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ แต่เสียงหัวเราะของเยี่ยซิวก็เป็นคำตอบชัดเจนที่สุดแล้วเช่น ฝาแฝดของเขาต้องมีแผนซ่อนเร้นอยู่จริง ๆ และคงเป็นแผนการที่ไม่น่าปลาบปลื้มนักด้วย


            ...เอาเถอะ เดี๋ยวเขาก็คงได้รู้เอง


            “แต่ฉันยืนยันคำเดิมว่านายควรพักผ่อนบ้าง” เยี่ยซิวจุดบุหรี่ขึ้นสูบ สายตาปรายมองคนบนเตียง เยี่ยชิวแสดงสายตาเบื่อหน่าย


            จริงอยู่ว่าหัวข้อสนทนาให้ไปพักผ่อนถูกยกขึ้นมาใช้กับเขาแทน วันหยุดงั้นเหรอ!?


            สำหรับเยี่ยชิวที่ทำงานอย่างหนักมาตลอดระยะเวลาหลายปีจนเข้าขั้นเสพติดงานไปแล้วไม่ใช่เรื่องที่จะทำใจยอมรับได้ง่าย ๆ ถึงแม้ว่าเขาจะบ่นอยู่บ่อย ๆ ว่าเหนื่อยก็เถอะ แต่ความจริงแล้วเยี่ยชิวต้องการการยอมรับ ลบทุกคำสบประมาทออกไป




            “ไม่เท่ตรงไหน ตัวคุณรู้ดีอยู่แก่ใจไม่ใช่หรือไงว่าต้องอาศัยความพยายามแค่ไหนถึงก้าวมาอยู่ในจุดนี้ ยืนในตำแหน่งนี้ได้อย่างมั่นคง”




            “ก็ได้” ตอบกลับแบบไม่เต็มใจ ไม่ใช่เพราะคำพูดของหวังเจี๋ยซีที่จู่ ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ด้วย!


            เยี่ยซิวหัวเราะหึ ชายหนุ่มค่อนข้างชอบสีหน้าแบบนี้ของฝาแฝดตนเอง มันเป็นสีหน้าที่น้องชายฝาแฝดของเขาที่วางหน้ากากรอยยิ้มตลอดเวลาลง


            “ไปต่างประเทศไหม”


            “ไม่ล่ะ เกิดมีเรื่องด่วนขึ้นมาเดี๋ยวกลับมาจัดการไม่ทัน” เขาปฏิเสธ


            เยี่ยซิวถอนหายใจออกมาเบา ๆ เมื่อได้ยินคำปฏิเสธของเยี่ยชิว


            “เยี่ยกรุ๊ปขาดนายไปไม่กี่วันไม่ล้มละลายหรอก”


            “ก็รู้ ถ้าให้หยุดคงเที่ยวในประเทศนี่แหละ คงไปหยางซั่วมั้ง เผื่อหาลู่ทางลงทุนอะไรเพิ่มได้บ้าง”


            เยี่ยซิวถึงกับส่ายศีรษะด้วยความระอากับเหตุผลที่ฝาแฝดตนเองเลือกไปเที่ยวหยางซั่ว







            อากาศในฤดูหนาวยังคงเย็น เยี่ยชิวตื่นเช้าขึ้นมาก็เห็นเยี่ยซิวฟุบหลับอยู่หน้าจอคอม หลังจากที่พวกเขาคุยกันพักใหญ่เมื่อคืนเยี่ยซิวก็ลงมาเฝ้าร้านด้านล่างต่อ เขาส่ายศีรษะอย่างระอา แก้เผ็ดคืนด้วยการโยนเยี่ยซิวเข้าไปในห้องบ้าง เดินสำรวจอินเทอร์เน็ตคาเฟ่นี้อยู่ครู่หนึ่งก็เห็นว่ายังไม่มีใครตื่น ก็ออกไปเดินเล่นยามเช้าแวะซื้อของกินมาให้ทั้งสองคน


            ขณะที่เขานั่งดื่มนม คุณเจ้าของร้านก็ตื่นลงมาชั้นล่างพอดี เยี่ยชิวคุยกับเฉินกั่วโดยทั่วไปก็หนีไม่พ้นเรื่องของเยี่ยซิวและกลอรี่ ถึงระหว่างการสนทนาจะมีเรื่องบางอย่างที่ชวนให้เข้าใจผิดไปบ้าง เยี่ยชิวก็คร้านจะใส่ใจแก้ให้ถูกต้อง เพราะเห็นว่ามันไม่จำเป็น


            ชายหนุ่มสวมหูฟังล็อกอินเข้ากลอรี่ ในขณะที่เฉินกั่วออกไปดูด้านนอกเนื่องจากได้ยินเสียงคนเคาะประตูเหล็กม้วนชั้นนอกของประตูร้าน ทันทีที่สวมหูฟัง เยี่ยชิวก็ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง นอกจากล็อกอินไอดีอวี้หลิงเสวี่ยเซ่อแล้วยังสลับกับ QQ ทยอยส่งข้อความสุขสันต์ปีใหม่ให้กับคนอื่น ๆ ไปด้วย


            “ปัง” เศษริบบิ้น กระดาษสีต่าง ๆ มากมายถูกยิงออกจากพลุกระดาษ กลบเยี่ยชิวจากด้านข้างจนมิด


            “อะไรน่ะ!” เยี่ยชิวร้องอย่างตกใจ กระโดดผึงขึ้นจากที่นั่ง


            ท่ามกลางเศษสายรุ้ง ดวงตาสองคู่สบกัน


            “เอ๊ะ คุณไม่ใช่เยี่ยซิว คุณคือเยี่ยชิวหรือ” ซูมู่เฉิงพูด


            “คุณเป็นใคร” เขาถาม


            “ฉันคือซูมู่เฉิง” อีกฝ่ายตอบ


            “ซูมู่เฉิง?”


            “คุณไม่รู้จักหรอก!” เธอรีบร้อนขอโทษ


            น่าเสียดายที่เธอไม่เข้าใจความคิดของเยี่ยชิว การที่เขาเอ่ยทวนชื่อของเธอไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้จัก แต่เขากำลังแปลกใจอยู่ต่างหาก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พูดคุยกับเธอ...น้องสาวของมู่ชิวน้อยของเขา


            มีเรื่องมากมายที่เขาอยากพูด อยากบอกเธอ แต่ความสงสัยล้นทะลักยิ่งกว่า มู่ชิวตั้งใจไปแอบดูซูมู่เฉิงรู้ตัวหรือยังว่าเธอมาที่นี่ เขากลับได้ยินหญิงสาวบ่นเสียใจแทน “ผิดตัวอีกแล้ว คราวนี้ก็หมดแล้ว...”


            “อะไรหมดแล้ว” เยี่ยชิวถามอย่างแปลกใจ


            ซูมู่เฉิงชูพลุกระดาษในมือ


            “หมดแล้วก็ซื้อใหม่สิ!


            “อันนี้ฉันทำขึ้นเอง”


            “กะแล้ว! ก็ว่าไม่เคยเห็นพลุกระดาษที่ยัดไส้ไว้แน่นขนาดนี้” เต็มทั้งศีรษะและใบหน้าของเขากับเฉินกั่ว นี่ยังไม่ใช่ทั้งหมด ริบบิ้น กระดาษสีที่พุ่งออกมา ป่านนี้ยังตกลงมาไม่หมด ลอยฟ่องกลางอากาศอยู่เลย!


            คิด ๆ ดูแล้วมู่ชิวน้อยก็ชอบทำอะไรเซอร์ไพรส์เขาแบบนี้เหมือนกัน พี่น้องนี่เหมือนกันได้ขนาดนี้เลยหรือ!?


            “ใช้ซ้ำไม่ได้เหรอ”


            “ไม่ได้อะ ใช้ครั้งเดียวก็พังแล้ว” ซูมู่เฉิงตอบ


            เห็นสีหน้าเสียดายแบบนั้น เยี่ยชิวอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปหา “ผมดูหน่อย”


            ซูมู่เฉิงส่งให้ เยี่ยชิวรับไปตรวจดูสักครู่ สุดท้ายก็ได้เพียงถอนหายใจว่า “นั่นสิ พังแล้ว ใช้ซ้ำไม่ได้แล้ว”


            เขาหันไปโต้แย้งกับเจ้านายของฝาแฝดตนเองนิดหน่อย แล้ววกกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาในการนินทาคนที่ยังไม่ตื่นนอน เข้าร่วมบทสนทนาได้ไม่เท่าไหร่เขาก็ต้องกระแอมอย่างกระอักกระอ่วนกับวีรกรรมเมื่อคืน และชั้นบนก็มีเสียงเดินดังมา เยี่ยชิวปรากฏตัวตรงบันได เมื่อเห็นซูมู่เฉิงยืนอยู่ด้านล่างก็โบกมือทักทายก่อน


            พอได้ยินคำถามที่เอ่ยถึงตนเองเยี่ยชิวซึ่งปิดคอมเสร็จก็ตอบกลับไปว่า “จะไปแล้ว”


            เห็นดังนั้นเฉินกั่วรีบเอ่ยชักชวน แต่เยี่ยชิวพูดอย่างจนใจ


            “ไม่ไปไม่ได้แล้ว สายกว่านี้จะไม่ทันเวลาอาหารค่ำ ผมไม่เหมือนลูกอกตัญญูบางคน”


            “อืม ขอฝากส่วนของฉันไว้กับนาย อยู่เป็นเด็กดีที่บ้านไปก่อนนะ!


            “ฮึ่ม! ความใฝ่ฝันของฉันยังไม่ลุล่วงเลย! ทางที่ดีนายรีบ ๆ กลับมาซะ”


            เยี่ยชิวเตรียมกลับแต่เช้านั้นไม่ได้เพิ่มมาตัดสินใจกะทันหัน ของทุกอย่างเอาลงมาชั้นล่างหมดแล้ว เมื่อสวมใส่โค้ตเรียบร้อย กล่าวลาสองสาวอย่างมีมารยาท ห้ามไว้ไม่ให้ไปส่ง จนมาถึงประตูจึงหันมาโบกมือให้เยี่ยซิว “ฉันไปละ พี่ชายเฮงซวย!


            “อีเวนต์เริ่มกี่โมงนะ”


            มองดูใบหน้าที่เหมือนกันเปี๊ยบกับตน แต่แสดงสีหน้ามุ่งมั่นจริงจังอย่างที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อน ทีแรกเยี่ยชิวอ้าปากจะพูดอะไรอีก สุดท้ายก็เพียงขมุบขมิบริมฝีปาก “ฉันไม่มีวันบอกเรื่องมู่ชิวกับนาย”


            โบกมือให้สองสาวที่มองมาทางเขาอีกครั้ง เดินออกจากร้านไป







________________________________

* ราคาฟลอร์ (Floor price) คือ ราคาต่ำสุดของหลักทรัพย์ในแต่ละวัน กำหนดไว้ที่ – 30% ของราคาปิดในวันก่อนหน้า

* เซอร์กิต เบรกเกอร์ (Circuit Breaker) หรือ การหยุดการซื้อขายเป็นการชั่วคราว คือ กรณีที่สภาวะการซื้อขายมีความผันผวนรุนแรง ราคาหลักทรัพย์โดยรวมเปลี่ยนแปลงลดลงมาก เพื่อให้นักลงทุนมีเวลาในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่มีผลกระทบต่อการลงทุนอย่างครบถ้วน ตลาดหลักทรัพย์จะหยุดทำการซื้อขายโดยอัตโนมัติเป็นการชั่วคราว

* อินไซเดอร์ เทรดดิ้ง (Insider Trading) หรือการใช้ข้อมูลภายในเพื่อซื้อขายหุ้นและการสร้างราคาหุ้น เมื่อทางตลาดหลักทรัพย์ตรวจสอบพบว่าผู้กระทำความผิดในฐานะอินไซเดอร์ เทรดดิ้ง ในทางกฎหมายจะมีโทษทางอาญา***เรื่องข้อกฎหมายที่ยกมาใช้อ้างอิงตามกฎหมายไทย

* คนจีนนิยมอวยพรสุขสันต์ปีใหม่ในเทศกาลตรุษจีน


________________________________

TALK ::


ตอนนี้คิดว่าควรจะแบ่งครึ่งลงเพราะอารมณ์ของตอนตัดกันมากจริง ๆ ในครึ่งแรกเทไปทางธุรกิจซะมาก อันนี้ถ้าใครงงหรือเราอธิบายอะไรไม่เคลียร์สามารถถามได้เพิ่มเติมนะคะจะได้นำไปปรับปรุงแก้ไข ส่วนตัวก็เขียนๆ ลบๆ หลายรอบมากเหมือนกันกลัวอ่านไม่รู้เรื่อง

ปล. ตอนนี้อีกครึ่งที่เหลืออิงเนื้อหาในเล่ม นะคะ

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ ไว้พบกันอีกครึ่งที่เหลือค่ะ


Walan

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 27 มกราคม 2562 / 17:28
    มู่ชิววว มาหาพี่เยี่ยเถอะะ
    #25
    0
  2. #19 K.Rai (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2561 / 16:18

    บอกๆไปเถอะะะ มู่ชิวน้อยไปเรียนต่อแบบนี้คิดจะยึดธุรกิจตระกูลเยี่ยมาสู่ขอพี่เยี่ยรึ!? //ความสัมพันธ์คู่นี้ไม่รู้จะพูดยังไงดีเลย
    #19
    0
  3. #18 #MoOnLiGht_FaLl (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2561 / 15:59

    รอตอนต่อไปค่ะ เยี่ยซิวนี้สุดๆไปเลย
    #18
    0
  4. #17 #MoOnLiGht_FaLl (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2561 / 23:04

    รอครบตอนค่ะ ครึ่งแรกธุรกิจมาเต็มเลย
    #17
    0