[FanFiction เทพยุทธ์เซียน Glory l QZGS] In your eyes, in my heart

ตอนที่ 15 : 14 :: Vacation at YangShuo [1]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 204
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    18 พ.ย. 61


            หลังจากกลับมาจากหังโจว เยี่ยชิวก็เฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนกับทางบ้านแทนเยี่ยซิว ความเคืองยังไม่เจือจางลงทำให้เขาถ่ายรูปเป็ดปักกิ่งส่ง QQ ไปยั่วเจ้าคนไม่ยอมกลับบ้าน ถึงจะได้รับคำตอบน่าไม่อายกลับมาชวนให้หัวเสียกว่าเดิม ชายหนุ่มก็ยังสั่งอาหารส่งไปให้ที่ซิงซินเน็ตคาเฟ่อยู่ดี เพราะเขาเป็นคนดีกว่าเยี่ยซิวต่างหากถึงทำ!


            แม้จะยอมทำตามคำแนะนำของเยี่ยซิวว่าควรหาเวลาพักผ่อนบ้าง เยี่ยชิวก็ไม่รีบ หากไปเที่ยวตอนนี้แทนที่จะได้พักผ่อนสบาย ๆ มีแต่ต้องไปแย่งกินแย่งใช้กับนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ นั่นน่ารำคาญมาก


            ทว่าถึงจะได้รับคำแนะนำมาเขาก็ยังไม่มีเป้าหมายในใจ หรือวางแพลนลาพักร้อนแต่อย่างใด


            เยี่ยชิวโยนปากกาลงบนโต๊ะอย่างไม่ไยดีเหมือนกับสูทที่เหวี่ยงพาดพนักพิงอย่างที่ปกติไม่มีทางทำ ในใจนึกอยากถอดเนคไทด้วย แต่หลังจากคำนึงถึงสถานที่เขาก็หยุดมือไว้ที่คลายมันออกเล็กน้อยพอหลวม ๆ


            ชายหนุ่มถอนหายใจทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้อย่างหมดแรง แสงสว่างส่องผ่านผ้าม่านซึ่งแง้มอยู่เล็กน้อยเข้ามาในห้องบอกให้รู้ว่านี่เป็นเช้าวันใหม่...เช้าที่เริ่มต้นการดำเนินชีวิตของใครหลาย ๆ คน แต่สำหรับเยี่ยชิว นี่ไม่ใช่เช้าวันใหม่ของการทำงาน แต่งานของสามวันก่อนพึ่งจบลงต่างหาก!


            การทำธุรกิจไม่เคยขาดปัญหาทั้งน้อยใหญ่ อยู่ที่ว่าจะแจ็กพอตเจองานนั้นในช่วงไหน เทศกาลตรุษจีนพึ่งผ่านพ้นแทนที่จะได้โชคดีกลับเจอโชคร้ายต้อนรับด้วยปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นทำให้ต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน


            เยี่ยชิวหลับตาลง รู้สึกว่าแม้แต่แสงแดดอ่อน ๆ ก็ยังทำให้แสบตา ศีรษะปวดตุบ ๆ จากความเคร่งเครียดผ่อนคลายลง รู้สึกเหนื่อยจนไม่อยากจะลืมตา อดคิดไม่ได้ว่าคำแนะนำของเยี่ยซิวก่อนหน้านั้นมาในจังหวะเหมาะพอดี


            เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับคำเรียกที่ได้ยินเบา ๆ ทำให้เยี่ยชิวเอ่ยปากอนุญาตทั้งที่ยังหลับตาอยู่ เพราะรู้ว่าคนที่เคาะประตูคือคนที่ตนสนิทสนมเป็นอย่างดีจากคำขออนุญาตเข้ามา


            “ไงเหนื่อยหน่อยนะชิว เอ้า ฉันเอานมร้อนมาให้”


            “อา...ขอบคุณ”


            เยี่ยชิวลุกขึ้นนั่งตัวตรงรับนมร้อนในแก้วกระเบื้องมาจากเยี่ยไค ทั้งที่การนำเครื่องดื่มเข้ามาให้เขาเป็นหน้าที่ของแม่บ้านหรือไม่ก็เลขานุการ ไม่ใช่หน้าที่ของอีกฝ่ายสักนิด แต่เดาว่าคนเตรียมนมร้อนมาให้เขาก็คือเยี่ยไคไม่ใช่แม่บ้านหรอก ถ้าเป็นตามปกติควรเตรียมกาแฟมาให้เขามากกว่า ในเวลานี้สำหรับเยี่ยชิวนมก็ดีกว่ากาแฟจริง ๆ นั่นแหละ เขาไม่อยากยัดคาเฟอีนเข้าร่างกายอีกแล้ว


            “วันนี้จะกลับเลยหรือเปล่า” เยี่ยไคถาม


            ชายหนุ่มเหลือบสายตามองญาติสนิท เยี่ยไคถามเหมือนเป็นห่วงว่าเขาจะทำงานหามรุ่งหามค่ำอีก ซึ่งความหมายแท้จริงเบื้องหลังคำพูดนั้นคือการบอกให้เขากลับบ้านไปพักผ่อนซะ!


            “ถ้าเป็นไปได้ก็อยากทำแบบนั้น แต่มีเอกสารที่ต้องจัดการอยู่อีก”


            เยี่ยไคสอดมือเข้ากระเป๋ากางเกงแสลคกะพริบตามองหน้าตาอ่อนล้าของเยี่ยชิว ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นไม่พอใจการกระทำนี้ เพราะฉะนั้นเขาจึงพูดออกมาอย่างแทงใจดำ


            “การที่เราวางแผนจะออกจากเยี่ยกรุ๊ปไม่ได้หมายความว่าให้เราฝืนตัวเองนะชิว”


            แก้วนมในมือกระแทกกับจานรองแก้วดังเคร้ง ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยคล้ายกับไม่เชื่อว่าคำพูดนี้จะหลุดออกมาจากปากเยี่ยไค


            จริงอยู่ว่าเขาไม่เคยปิดบังความตั้งใจนของตนเอง แต่ก็ไม่ได้เปิดเผยมันออกมาชัดเจนเช่นกัน แล้วทำไม...!?


            เยี่ยไคหลุดเสียงหัวเราะขำขันนิดหน่อยกับสีหน้าเหลอหลาของเยี่ยชิว ชายหนุ่มกระแอมไอเหมือนตนเองไม่เคยพูดเรื่องนี้ด้วยการเปลี่ยนบทสนทนาไปหัวข้ออื่น “ว่าแต่คิดยังไงถึงตกลงหมั้นหมายกับหลี่ลุ่ยเซียง”


            อาจมองว่าคำถามถัดมาของเยี่ยไคไม่เกี่ยวข้องกับคำพูดเดิมในตอนแรก ทว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างตัดไม่ขาด หากให้เยี่ยชิวเรียงคำถามและคำพูดทั้งหมดของเยี่ยไคเพื่อบ่งบอกวัตถุประสงค์ชัดเจนของเขาคงเป็น


            ในเมื่อตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะออกจากเยี่ยกรุ๊ปก็ควรแสดงจุดยืนให้ชัดเจน ไม่ควรมีเหตุผลอย่างการหมั้นหมายมาเหนี่ยวรั้งให้อยู่กับเยี่ยกรุ๊ปต่อไป


            “คบกับเธอด้วยใจจริงหรือไง” คำถามต่อไปตามมาติด ๆ


            เยี่ยชิวถอนหายใจ เขาก้มหน้ามองนมที่เหลือเพียงครึ่งแก้ว เบื้องหลังการหมั้นจะต้องเป็นความลับตลอดชีวิต เขาสัญญาไว้แล้ว


            “ไคคิดอะไรอยู่เหรอ”


            “อืม ช่วงนี้บริษัทของบ้านนั้นดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เราก็น่าจะได้ข่าวมาบ้างนี่” เยี่ยไคถอนหายใจ


            “ก็ได้ยินมาบ้างแหละ เหมือนผู้บริหารระดับสูงจะมีการเปลี่ยนมือ หลี่จิ้งเฟยคงไม่ยอมให้ธุรกิจที่ปลุกปั้นขึ้นมากับมือล้มครืนลงไปหรอกจริงไหม”


            “แล้วถ้ามันล้มล่ะ”


            เยี่ยชิวเลิกคิ้วถาม เขาไม่แน่ใจว่าทำไมเยี่ยไคถึงมาถามเรื่องนี้กับตนเอง หรือว่าอีกฝ่ายไปรู้อะไรมา ทว่าชายหนุ่มแสร้งหัวเราะแบบขบขันเพื่อกลบประเด็นนี้


            “ต่อให้ล้ม การช่วยเหลือแบบให้เปล่าก็ไม่ใช่วิถีของนักธุรกิจเสียหน่อย”


            ชายหนุ่มดื่มนมที่เหลือจนหมดแก้ว เขาเอื้อมมือคว้าปากกาด้ามหรูที่โยนทิ้งบนโต๊ะส่ง ๆ ขึ้นมาเตรียมเคลียร์เอกสารที่เหลือบนโต๊ะ เยี่ยชิวอ่านเอกสารไปเพียงไม่กี่บรรทัดก็ถูกเยี่ยไคดึงออกไปอย่างไร้มารยาท นำมันกลับไปวางกองรวมกันกับเอกสารชุดอื่น ๆ เหมือนเดิม


            หลังจากนั้นใช้เวลาเพียงไม่นานเยี่ยชิวก็ถูกขับไล่ออกจากห้องทำงานให้กลับไปพักผ่อนได้อย่างง่ายดาย รองเท้าหนังขัดมัดพาตัวเขามาหยุดยืนอยู่หน้าลิฟต์ ระหว่างรอคอยอดนวดขมับที่ปวดตุบ ๆ โชคดีเพียงอย่างเดียวตอนนี้ของชายหนุ่มคือเขาไม่ได้ขับรถเอง ทันทีที่ขึ้นมานั่งเบาะหลังของรถยนต์ สติสัมปชัญญะของเยี่ยชิวก็วูบหลับโดยไม่รู้ตัว


            ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็เห็นเพดานขาวโพลน ได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศกำลังทำงาน เหม่อลอยอยู่พักหนึ่งเยี่ยชิวจึงกะพริบตาเรียกสติของตนเองกลับมา เมื่อพยุงตัวลุกขึ้นก็รู้ได้ทันทีว่าตนเองอยู่ที่ไหน ชายหนุ่มพรูลมหายใจออกมากึ่ง ๆ ไม่พอใจ


            เลขาคนสนิทดันพาเขามาส่งบ้านแทนซะนี่!


            เพราะเยี่ยชิวขยับตัวเคลื่อนไหวลงจากเตียงเร็วเกินไปอาการหน้ามืดจึงเล่นงานเขาจนทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงอีกครั้ง ยกมือขึ้นนวดขมับผ่อนคลายอาการปวดศีรษะ หน้าปัดนาฬิกาดิจิตอลบนตู้ข้างเตียงบ่งบอกเวลาบ่ายสองเกือบจะบ่ายสาม เขาก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง


            เขาหลับไปเกือบเจ็ดชั่วโมงทีเดียวเชียว นับตั้งแต่เริ่มทำงานมาเยี่ยชิวพักผ่อนโดยเฉลี่ยสี่ถึงห้าชั่วโมงต่อวันเท่านั้น การนอนหลับรวดเดียวเจ็ดชั่วโมงบ่งบอกว่าร่างกายของเขาประท้วงอย่างหนักหน่วงว่าต้องการพักผ่อน เยี่ยชิวเดินสะโหลสะเหลเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา ออกจากห้องน้ำมาถึงได้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง


            เดินออกมาจากห้องน้ำเยี่ยชิวก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเลื่อนเปิดหน้าจอเข้าสู่แอพพลิเคชันเช่น QQ หรือเปิดกล่องอีเมลขาเข้าโดยอัตโนมัติ เขาหัวเราะแผ่วเบาในลำคอขณะที่คิดว่าความเคยชินนี่มันน่ากลัวจริง ๆ และถึงจะคิดแบบนั้นเยี่ยชิวก็ไม่ได้หยุดมือวางโทรศัพท์ลง


            ปกติหวังเจี๋ยซีจะเป็นคนทักทายเยี่ยชิวมาเป็นประจำทำให้เขาไม่เคยทักอีกฝ่ายก่อนเลยสักครั้ง และข้อความล่าสุดที่ทิ้งไว้คือการอวยพรในวันปีใหม่ พอไม่ได้คุยกันเลยก็รู้สึกแปลก ๆ


            ปลายนิ้วเรียวยาวกดจิ้มข้อความกดส่งออกไปโดยไม่รู้ตัว


            “ไง...”


            เมื่อส่งข้อความออกไปแล้วจึงพึ่งนึกได้ว่าในเวลาแบบนี้หวังเจี๋ยซีไม่น่าจะว่างตอบกลับข้อความของเขา แต่กลับผิดคาดคล้ายกับอีกฝ่ายรอข้อความของเขาเสมอถึงได้ตอบกลับมารวดเร็ว


            “ครับ ผมได้ข่าวมาว่าช่วงนี้คุณกำลังยุ่ง ๆ เลยไม่อยากรบกวน แต่ดูเหมือนว่างานจะเป็นไปด้วยดีสินะ”


            เยี่ยชิวขมวดคิ้วกับคำพูดยาวเหยียดของหวังเจี๋ยซี อดสงสัยว่าอีกฝ่ายรู้ได้อย่างไรว่าเขางานยุ่ง แต่มุมปากกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย “มันช่วยไม่ได้ ที่จีนหยุดไม่ได้หมายความว่าที่อื่นจะหยุดชะงักด้วย”


            หวังเจี๋ยซีหัวเราะ


            บทสนทนาเรื่อยเปื่อยไม่มีสาระสำคัญชัดเจนยังคงไหลลื่นแบบที่เยี่ยชิวไม่ทางทำกับใคร บ่งบอกว่าเขาวางใจมากพอให้หวังเจี๋ยซีเข้ามาใกล้ชิด ไม่ผลักไสไล่ส่งออกไปเหมือนที่มักทำกับคนอื่น ๆ


            “ช่วงนี้ผมก็โดนบังคับให้ลาพักร้อนบ้างเหมือนกัน”


            นึกถึงเรื่องนี้ทีไรเขาก็ได้แต่ส่ายศีรษะอย่างระอาพลางหัวเราะขบขันอยู่ในลำคอ


            ทว่าหวังเจี๋ยซีเหมือนสนใจสิ่งที่เยี่ยชิวพึ่งพูดออกมาจนต้องเอ่ยทวน “ลาพักร้อนงั้นหรือ”


            “ใช่ แต่ก็คงในประเทศนั่นแหละ เดี๋ยวผมกลับมาจัดการงานไม่ทัน” เยี่ยชิวตอบ


            “คุณเพลา ๆ บ้างก็ได้” หวังเจี๋ยซีอดเตือนไม่ได้


            เยี่ยชิวใช่ว่าจะไม่รู้ว่าประโยคนี้ของกัปตันทีมเวยเฉ่าแฝงความเป็นห่วงไว้ขนาดไหน เขาถึงได้หัวเราะเจื่อน ๆ ออกมา


            “แล้ว...คุณตั้งใจจะไปเที่ยวที่ไหน” หวังเจี๋ยซีถาม


            “ไม่รู้สิ ผมยังไม่มีที่อยากไปซะด้วย”







            เบื้องหน้าคือท้องฟ้าสีครามเกือบปราศจากเมฆสีขาวแต่งแต้ม แสงแดดอบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิสาดส่องลงมาผ่านกิ่งไม้ เยี่ยชิวกระชับกระเป๋าเป้บนบ่า หลังจากการธุระต่าง ๆ เรียบร้อยเยี่ยชิวก็ถือโอกาสจัดกระเป๋าจองตั๋วเครื่องบินไปกุ้ยหลิน แต่ที่ผิดคาดคือเขาไม่ได้มาคนเดียว ชายหนุ่มเหลือบมองด้านขวามือของตนเล็กน้อย


            ...หวังเจี๋ยซี กัปตันทีมเวยเฉ่า


            เยี่ยชิวไม่มั่นใจเหมือนกันว่าพวกเราคุยเรื่องสัพเพเหระไปถึงไหนถึงได้จบลงที่ว่าหวังเจี๋ยซีจะมาเที่ยวเป็นเพื่อนเขาด้วย


            แม้จะลงเครื่องที่นี่แต่จุดหมายปลายทางหลักก็ไม่ใช่กุ้ยหลินแต่เป็นหยางซั่ว เพื่อสัมผัสประสบการณ์ใหม่อย่างที่เขาต้องการ หวังเจี๋ยซีจึงพาเยี่ยชิวมารอขึ้นรถเมล์สาย 100 ที่ท่ารถเพื่อไปลงสถานีก่อนต่อรถบัสไปยังจุดหมายปลายทาง


            รถบัสเคลื่อนตัวออกจากสถานี เยี่ยชิวปรับท่านั่งให้สบายขึ้น ทัศนียภาพสองข้างทางเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ สวยงาม เยี่ยชิวยกแขนเท้าคางเหม่อมองผ่านกระจกรสบัส หวังเจี๋ยซีแกะห่อขนมที่ตนเองตั้งใจซื้อมาเผื่อให้อีกฝ่าย “กินไหม”


            “ไม่ล่ะ คุณกินเถอะ” เยี่ยชิวปฏิเสธ เขาไม่กล้ากินอะไรก่อนออกเดินทางมากเพราะกลัวว่าตัวเองจะเมารถ


            การเดินทางหลายต่อที่ไม่คุ้นชินกอปรกับก่อนหน้านั้นเขาเหนื่อยล้าสะสม เปลือกตาของเขาค่อย ๆ หนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ ไม่นานเยี่ยชิวก็ผล็อยหลับไป


            กึก! กึก! เสียงอะไรบางอย่างกระทบเข้ากับหน้าต่างเรียกความสนใจจากหวังเจี๋ยซีละสายตาจากโทรศัพท์มือถือให้หันไปมอง เยี่ยชิวที่กำลังงีบหลับนั้นเอนตัวพิงกับหน้าต่างรถ แรงสั่นของรถบัสทำให้ศีรษะกระทบเข้ากับหน้าต่าง


            หวังเจี๋ยซีเอื้อมมือไปรั้งร่างสูงโปร่งให้เอนมาทางตน จนร่างที่กำลังหลับใหลเปลี่ยนมาซบไหล่เขาแทนกระจกรถ กัปตันทีมเวยเฉ่าเหลือบมองอีกฝ่ายแล้วอมยิ้มออกมาน้อย ๆ


            ใบหน้าของเยี่ยชิวอยู่ห่างจากใบหน้าของเขาไม่ถึงคืบ


            ลมหายใจอุ่นร้อนเข้าออกสม่ำเสมอบ่งบอกความไว้วางใจที่มีให้หวังเจี๋ยซี


            ชายหนุ่มใช้มือปัดปอยผมร่วงตกลงมาให้ทัดหูเผยใบหน้าที่เหมือนกับมหาเทพแห่งกลอรี่คนนั้น แต่หวังเจี๋ยซีไม่มีวันจำเยี่ยชิวกับเยี่ยซิวสลับกัน หัวใจของเขาเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย ขณะนั่งพินิจใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างเพลิดเพลิน รู้ตัวอีกทีก็มาถึงหยางซั่วแล้ว


            “...ชิว เยี่ยชิว” หวังเจี๋ยซีเขย่าตัวคนที่กำลังหลับอยู่เบา ๆ “เยี่ยชิวถึงแล้วครับ”


            “อือออ” ชายหนุ่มส่งเสียงครางอือเบา ๆ ในลำคอเมื่อถูกปลุก ก่อนปรือตาขึ้นมา เยี่ยชิวยกมือขยี้ตาเล็กน้อยแล้วถามด้วยน้ำเสียงที่ยังคงงัวเงียอยู่ว่า “ถึงแล้วเหรอ?”


            หวังเจี๋ยซีคิดว่านั่นเป็นภาพที่น่ารักมาก


            “ดื่มน้ำหน่อยไหมจะได้สดชื่น”


            ขวดน้ำดื่มที่พึ่งเปิดถูกยื่นให้กับคนที่เพิ่งตื่นเต็มตา เยี่ยชิวเอ่ยขอบคุณก่อนรับมาดื่ม


            เยี่ยชิวกับหวังเจี๋ยซีมาถึงหยางซั่ว เมืองเล็ก ๆ ริมแม่น้ำหลีเจียง แม้เวลานี้จะเป็นเวลาบ่ายแก่แล้วก็ไม่ค่อยมีแดด อากาศเย็นสบาย มองเห็นวิวสวยงามของภูเขาหลายลูก โรงแรมที่จองเอาไว้ตั้งอยู่บนเนินเขาห่างออกไปจากถนนตะวันตกซึ่งเป็นย่านท่องเที่ยวพลุกพล่านไปด้วยผู้คน


            “คุณตั้งใจจะออกไปเดินเที่ยวไหม” เยี่ยชิวเอ่ยถาม


            หลังจากเช็กอินเรียบร้อยแล้ว ทันทีที่เข้ามาในห้องพัก เขาแทบจะโยนสัมภาระลงบนเตียงไม่เก็บเข้าตู้ด้วยซ้ำ ไม่คิดว่าการเดินทางหลายชั่วโมงด้วยรถบัสประจำทางจะทำให้ร่างกายรู้สึกล้าจนอยากนอน ทั้งที่เขาก็หลับมาตลอดเส้นทางแล้วด้วยซ้ำ


            เยี่ยชิวอดส่ายศีรษะไม่ได้ทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงชั้นล่าง บ่งบอกชัดเจนว่าตนจองเตียงนี้นะ ส่วนคุณน่ะใช้เตียงบน


            “เยี่ยชิวออกไปกับผมไหมล่ะ”


            กัปตันทีมเวยเฉ่ายิ้มมุมปากคล้ายกับเชิญชวน สองมือซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงเอนตัวพิงกรอบประตูห้อง เห็นท่าทางของอีกคนเขาก็เริ่มลังเลแล้วค่อยพยักหน้าหงึกหงัก


            “ช่วยรอเดี๋ยวนะ”


            “ครับ”


            ทั้งสองเดินออกมาจากโรงแรมเพียงแค่กระเป๋าเงินและโทรศัพท์มือถือเท่านั้น เยี่ยชิวกับหวังเจี๋ยซีเพียงแค่เดินไปเรื่อย ๆ ไม่ได้แวะเข้าร้านไหนเป็นพิเศษหรือหยุดเก็บภาพความประทับใจ ๆ ทั้งที่มาเที่ยวถึงเมืองที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในกุ้ยหลิน


            ท้องฟ้าในเวลานี้อาบไล้ด้วยแสงอาทิตย์อัศดงจนเป็นสีแดง ตลอดจนเมืองที่รายล้อมไปด้วยทิวเขาและแม่น้ำ


            “แวะทานอาหารก่อนไหม”


            เยี่ยชิวกะพริบตาปริบ ๆ ดึงสติกลับมาจากการเหม่อลอยเดินไปเรื่อยเปื่อยแบบไร้จุดมุ่งหมาย เขาก้มมองมือของหวังเจี๋ยซีที่ยื่นออกมาในระดับเอวของเขา โฟกัสแรกที่สายตาของชายหนุ่มเห็นคือข้อมือซึ่งสวมนาฬิกาที่เขาให้เป็นของขวัญในวันคริสต์มาส และเยี่ยชิวก็ค่อย ๆ หันหน้ากลับมาหาหวังเจี๋ยซี


            หวังเจี๋ยซีหลุดหัวเราะนิดหน่อยกับสีหน้ามึนงงของเยี่ยชิว เขาเปลี่ยนเป็นคว้ามือของอีกฝ่ายให้เดินตามตนเองแวะเข้าร้านอาหารข้างทางแทน ขยับหลบบรรดานักท่องเที่ยวซึ่งสวนทางบนถนน


            เห็นเยี่ยชิวไม่ตอบอะไร มายากรแห่งเวยเฉ่าจึงเอ่ยต่อ “คุณยังไม่ได้ทานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันตั้งแต่กลางวันเลยนะครับ เดี๋ยวจะเป็นโรคกระเพาะหรอก”


            “อืม” เยี่ยชิวตอบรับเบา ๆ ในลำคอ


            จากการเดินแบบไร้จุดหมายจึงกลายเป็นการพูดคุยเลือกร้านอาหาร เดินผ่านหลายต่อหลายจนกระทั่งเลือกได้ ทั้งสองจึงเข้าไปในร้านนั้น



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น

  1. #20 Patty_Pichy (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 23:57

    ไม่รู้ทำไม พี่หวังนี่ให้อารมณ์เหมือนอายุมากกว่าตลอดเลย ต้องคอยเตือนตัวเองว่าที่จริงแล้วหวังเจี๋ยซีอายุน้อยกว่าเยี่ยชิว อาจจะเป็นเพราะพี่หวังให้อารมณ์คุณพ่อ/พี่ชายคอยดูแล ก็พี่ชายคนโตของบ้านนี่เนอะ ส่วนเยี่ยชิวก็เป็นน้องชายคนเล็กของบ้าน (ผู้ถูกพี่ชายดูแลทางอ้อม)

    #20
    0