[FanFiction เทพยุทธ์เซียน Glory l QZGS] In your eyes, in my heart

ตอนที่ 11 : 10 :: Midnight

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 311
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    12 ส.ค. 61


            เยี่ยชิวคิดว่าเขาควรเลิกแปลกใจได้แล้วที่เห็นหวังเจี๋ยซีมาหาจริง ๆ ชายหนุ่มมองคนที่เดินเข้ามาในระยะสายตา เนื่องจากตั้งแต่เช้าไม่มีอะไรตกถึงท้องเป็นชิ้นเป็นอัน เขาจึงบอกหวังเจี๋ยซีว่าจะมาร้านอาหารแห่งหนึ่งแทนซึ่งอยู่ห่างจากสวนพฤกษศาสตร์มาไม่ไกล มันเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่มีแต่คนพื้นที่ที่รู้จัก และเป็นเพียงทางผ่านสำหรับไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังมากกว่า ถึงจะเป็นเมืองเล็ก ๆ แต่ในช่วงเวลาประมาณนี้จากสโมสรเวยเฉ่ามาที่นี่โดยใช้รถประจำทางก็ใช้เวลาค่อนข้างนาน เขาน่าจะมีเวลาทานอาหารเสร็จก่อนที่อีกฝ่ายมาถึง


            แต่กลับไม่เป็นแบบนั้น...


            เขาพึ่งได้นั่งรออาหารยังไม่ถึงสิบห้านาทีก็เห็นอีกฝ่ายเข้ามาในร้าน ทันทีที่เข้ามาหวังเจี๋ยซีก็ถอดมาส์กปิดบังใบหน้าช่วงล่างออก เยี่ยชิวรู้ว่าทำไมคนที่ระวังตัวกลัวถูกแฟนคลับจำได้จึงกล้าถอดมาส์กออก เพราะร้านอาหารที่เขาเลือกเป็นร้านค่อนข้างหรูหราในระดับหนึ่ง


            สวัสดีครับเยี่ยชิว


            ชายหนุ่มผงกศีรษะรับคำทักทายของหวังเจี๋ยซี เขาผายมือเชิญให้อีกฝ่ายนั่ง


            คุณมาเร็วจังเลยนะครับ


            ผมขับรถมา


            สิ่งที่เยี่ยชิวเอ่ยถามเป็นเพียงการย้อนถามธรรมดา เขาไม่ได้คาดหวังอะไรกับคำตอบของหวังเจี๋ยซี ทว่าคำตอบที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมานั้นกลับทำให้เขาขมวดคิ้วสงสัยเล็กน้อย แต่ไม่ได้ติดใจอะไร นอกจากประหลาดใจเท่านั้น


            เขาเคยคิดว่านักกีฬาอีสปอร์ตทุกคนจะทำตัวเหมือนเจ้าพี่บ้า วัน ๆ ไม่เคยย่างกรายออกจากสโมสร ขนาดรถมอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์ยังขับไม่เป็น แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เป็นแบบนั้น


            สั่งอะไรไหม เดี๋ยวมื้อนี้ผมเลี้ยงเอง


            แววตาของหวังเจี๋ยซีฉายความประหลาดใจ รอยยิ้มลุ่มลึกคลี่ออกมาพร้อมกับทอดเสียงให้อย่างอ่อนโยนชวนใจสั่น ขอบคุณครับ แต่ว่าสีหน้าของคุณไม่ดีเลย เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า


            เยี่ยชิวสบเข้าไปในดวงตาคู่นั้น เขาคิดว่าตนเองเคยชินกับการเก็บความรู้สึกที่แท้จริงไว้ข้างใน แล้วทำไมหวังเจี๋ยซีถึงรู้ว่าตอนนี้เขากำลังรู้สึกแย่ บางครั้งชายหนุ่มก็คิดว่าคนคนนี้ไม่ใช่แค่มายากร แต่เป็นพ่อมดตัวจริงเสียงจริง


            ขณะที่เยี่ยชิวกำลังจมดิ่งในความคิดของตนเอง หวังเจี๋ยซีกลับเป็นฝ่ายนิ่งงั้นทันทีที่เห็นรอยยิ้มนั้นของเยี่ยชิว...รอยยิ้มซึ่งไม่ต่างไปจากในค่ำคืนนั้นที่เขาหลุดปากพูดเรื่องโง่ ๆ ออกไป รอยยิ้มคล้ายกับเย้ยหยันต่อความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ของตนเอง คล้ายกับว่าน้ำตาพร้อมจะหยดลงมาทุกเมื่อ


            อยากเล่าให้ผมฟังไหม


            “...”


            ความจริงเยี่ยชิวกำลังสับสนในตัวเอง ถามว่าสำหรับเขาแล้วหวังเจี๋ยซีเชื่อถือได้ไหมว่าจะไม่เอาเรื่องของเขาไปโพนทะนาให้ใครต่อใครฟัง คำตอบนั้นเยี่ยชิวไม่จำเป็นต้องถาม เพราะเขาได้คำตอบไปนานแล้วว่าหวังเจี๋ยซีเชื่อถือได้ ไม่งั้นนักกีฬาอีสปอร์ตคนอื่น ๆ โดยเฉพาะพวกมหาเทพคงโผล่หน้ากันมาที่ร้านซวงหมิงชิวของเขาแล้ว


            และหวังเจี๋ยซีก็ไม่เหมือนคนอื่น ๆ ที่เขามาทักทายเขา


            เพราะเยี่ยชิวรู้ดีว่าทุกคนที่เข้ามาทักทายเขานั้นต้องการอะไร


            ใครต่อใครที่ก้าวเข้ามาในชีวิตเข้าล้วนต้องการเยี่ยกรุ๊ปเข้าไปเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ถ้าไม่มีผลประโยชน์ก็คงไม่มีใครอยากทำความรู้จักกับเขาหรอก


            มันก็แค่ความกลัวเท่านั้นเอง


            ผมมีปัญหากับที่บ้านนิดหน่อยเยี่ยชิวถอนหายใจ คำพูดถัดมากลับเป็นเสียงงึมงำอยู่ในลำคอ เรียกว่านิดหน่อยคงไม่ถูก


            หวังเจี๋ยซีเงียบ รอคอยให้เยี่ยชิวพูดด้วยตนเอง


            ฝาแฝดคนน้องของมหาเทพแห่งกลอรี่เหลือบมองกัปตันทีมเวยเฉ่าเล็กน้อย ชายหนุ่มรินชาร้อนบนโต๊ะลงใส่ถ้วยบนโต๊ะขึ้นจิบดับความประหม่า ขณะรออาหารที่สั่งมาเสิร์ฟ


            ครอบครัวผม...เขาลังเลที่จะพูดต่อ


            หวังเจี๋ยซีเห็นความลังเลนั้นชัดเจน เขาแค่ไม่อยากเห็นสีหน้าเศร้า ๆ ของเยี่ยชิวด้วยการบังคับให้เขาพูดในเรื่องที่ไม่อยากพูด ชายหนุ่มเอื้อมมือออกมาคว้ามือของอีกคนมากุมเอาไว้เอง สัมผัสได้ชัดเจนว่าเยี่ยชิวสะดุ้งกับสัมผัสนั้นแต่ก็ไม่ได้ดึงมือออก


            เหมือนคิดตกแล้วว่าช่างหัวมันเถอะ! เยี่ยชิวถึงถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาไม่จำเป็นต้องรักษาสีหน้าการแสดงออกเหมือนการทำธุรกิจตลอดเวลา ต่อหน้าหวังเจี๋ยซี เขาสามารถเป็นแค่เยี่ยชิวคนธรรมดาคนหนึ่งได้


            ที่ผมพูดให้ฟังก็เพราะรู้ว่าคุณเชื่อใจได้หรอกนะ


            หวังเจี๋ยซีหัวเราะกับคำพูดดักคอของเยี่ยชิว และมายากรแห่งเวยเฉ่าก็ไม่ได้ทำให้ความไว้วางใจที่อีกคนมอบให้ลดน้อยลง พยักหน้ารับคำพูดนั้นด้วยความเต็มใจ


            ชายหนุ่มรับหน้าที่เป็นผู้ฟังคำบ่นของเยี่ยชิวเป็นอย่างดี เขาพยักหน้าหงึกหงักเป็นระยะ ทุกคำพูดที่เอ่ยออกมานั้นไม่ได้บอกชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องให้เขาฟังซึ่งหวังเจี๋ยซีก็ไม่อยากรู้ แต่ให้สรุปเนื้อหาสำคัญคือเรื่องธรรมดาทั่วไปที่พบเห็นได้ในตระกูลคนรวย...


            ผมเดาได้เลยว่าไปหาปู่คราวนี้ต้องพูดเรื่องแต่งงานอีกแน่ ๆ


            คราวนี้ไม่มีเสียงตอบรับเป็นพัก ๆ ว่ากำลังสนใจฟังเรื่องที่เขากำลังบ่น ทำให้เยี่ยชิวชะงักเงยหน้าขึ้นมองหวังเจี๋ยซี อีกฝ่ายยังคงมีรอยยิ้มที่เขาคุ้นชินประดับอยู่บนใบหน้าเช่นเดิม เสี้ยวหนึ่งในใจเยี่ยชิวบอกว่ารอยยิ้มนี้มันไม่เหมือนเดิม เขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าแตกต่างจากเดิมตรงไหน


            สิ่งเดียวที่เขารู้คือภายใต้รอยยิ้มและท่าทีของสุภาพบุรุษนั้นของหวังเจี๋ยซีมีอะไรซุกซ่อนอยู่ มันไม่ใช่ความใสซื่อแน่นอน เขารับประกันได้


            แน่นอนว่าลางสังหรณ์ของเยี่ยชิวไม่พลาด


            หวังเจี๋ยซีฟังคำบ่นของเยี่ยชิวทุกเรื่องได้เสมอยกเว้นเรื่องเดียวคือ แต่งงานทั้งที่รู้ดีว่าตนเองไม่มีสิทธิ เพราะฝาแฝดของมหาเทพแห่งกลอรี่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าที่เขาทำอยู่ทุกวันนี้คืออะไร ฉะนั้นมืออีกข้างที่วางอยู่บนหน้าขาจึงกำแน่นจนเล็บจิกลงไปในเนื้อเพื่อเตือนตนเอง


            สายตาเหลือบเห็นพนักงานยกอาหารใกล้เข้ามา เยี่ยชิวสูดลมหายใจแล้วดึงมือออกจากการเกาะกุม จากนั้นก็เอ่ยต่อ แต่เรื่องนี้ผมไม่ซีเรียสหรอก ขนาดไคยังหนีมาได้ ผมคงไม่พลาดง่าย ๆ เหมือนกัน


            ครับ


            แม้ปากจะตอบรับ แต่ช่วยไม่ได้ที่ชายหนุ่มจะอดนึกถึงคำพูดของน้องสาวตัวแสบขึ้นมาครามครัน ถ้าเธอรู้มีหวังหัวเราะเยาะเขาเป็นบ้าเป็นหลังแน่นอน หนำซ้ำยังต้องจิกกัดเป็นของแถมจนน่าตีสักที


            อาหารหน้าตาน่าทานถูกยกวางจนบนโต๊ะจนครบ เยี่ยชิวหยิบตะเกียบขึ้นมากำลังจะคีบชิ้นเนื้อเข้าปากชะงัก เขาละสายตาจากอาหารซึ่งส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายและน้ำย่อยในกระเพาะ


            ชายหนุ่มส่งรอยยิ้มแก้เก้อให้กับหวังเจี๋ยซี เขาวางตะเกียบจนบนชามกระแอ่มไอเล็กน้อยเพื่อบอกว่า ทานได้เลยนะ ถ้าไม่พอสั่งเพิ่มได้อีก


            หวังเจี๋ยซีเห็นเยี่ยชิวละล้าละลังจึงหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบผัดเต้าหู้เข้าปาก คนตรงหน้าเขาถึงได้พยักหน้าอย่างพึงพอใจแล้วเริ่มลงมือทานอาหาร เขาทานไปเพียงไม่กี่คำก็หยุด วางตะเกียบลง เลือกดูเยี่ยชิวทานอาหารก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเช่นกัน


            กัปตันทีมเวยเฉ่ายกชาร้อนขึ้นจิบหวังให้เวลาเดินช้าลง ไม่บ่อยนักที่จะมีคนทำให้เขารู้สึกว่าเวลาเดินเร็วเกินไปตอนอยู่ด้วยกัน


            เยี่ยชิวยกแขนขึ้นเท้าคางขณะเหม่อมองทิวทัศน์ผ่านเลนส์กระจกข้างของรถยนต์ มันแล่นผ่านถนนเส้นคุ้นเคยมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมือง เสียงเพลงเบา ๆ ภายในรถช่วยให้บรรยากาศไม่เงียบสงัดเกินไป กระจกสะท้อนเงาคนขับรถซึ่งนั่งอยู่ฝั่งคนขับคือกัปตันทีมเวยเฉ่า มันคงแปลกสำหรับคนที่ขับรถออกจากบ้านมาด้วยความหงุดหงิดกลับมานั่งอยู่บนรถในอีกคนหนึ่งตอนขากลับ แล้วอดนึกถึงก่อนออกจากร้านอาหารไม่ได้


            เพียงแค่เขาหลุดปากพูดออกมา


            ผมไม่อยากกลับบ้าน


          ‘ถ้างั้นก็ไม่ต้องกลับครับ


            เพียงนึกถึงก็ทำให้มุมปากวาดโค้งขึ้นมาเกือบจะเป็นรอยยิ้ม ดังนั้นชายหนุ่มจึงแจ้งกับทางร้านไว้ว่าขอฝากรถไว้ที่นี่สักพัก เดี๋ยวคนของเขาจะมาเอามันไปเอง ซึ่งทางร้านก็ยินดีรับฝากให้ คงเพราะเขาเป็นลูกค้าจ่ายหนักในวันนี้ด้วยส่วนหนึ่งนั่นแหละถึงได้รับการบริการเป็นอย่างดี


            อ่า...แต่ต้องแลกกับการโวยวายด้วยความเป็นห่วงของเลขาฟู่


            เยี่ยชิวซึ่งนั่งเท้าแขนมองออกไปนอกรถมาโดยตลอดหันกลับมามองเสี้ยวใบหน้าของหวังเจี๋ยซี คนถูกจ้องเหมือนจะรู้สึกตัว ละสายตาจากถนนชั่วครู่หันมามองหน้าเขาพร้อมเอ่ยถาม


            “มีอะไรเหรอ”


            “อืม...ผมแค่สงสัย คุณดูว่างนะ”


            หวังเจี๋ยซีหัวเราะกับถ้อยคำแฝงความจิกกัดปนกับความน้อยใจ เขานึกถึงอีกคนที่อยู่หังโจว พี่ชายฝาแฝดของเยี่ยชิวที่ดูท่าจะไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง


            “ก็ว่างเท่าที่คนคนหนึ่งจะมีเวลาให้คนที่เขาสนใจเสมอ”


            ดวงตาของเยี่ยชิวเบิกกว้างกับคำตอบที่คาดไม่ถึง รู้สึกถึงความร้อนไล่ขึ้นมาบนใบหน้า เขาไม่ได้ซื่อบื้อจนไม่รู้ว่าหวังเจี๋ยซีสนใจแง่ไหน เยี่ยชิวยกมือขึ้นกระแอมไอ


            “คุณต้องล้อผมเล่นแน่ ๆ”


            ใช่...หวังเจี๋ยซีต้องล้อเขาเล่นแน่ ๆ ไม่มีทางเด็ดขาด!


            “อืม ผมไม่มีเหตุผลต้องล้อเล่นสักหน่อย” หวังเจี๋ยซีเปิดไฟเลี้ยวแล้วจึงเอ่ยต่อ “ผมเป็นคนสนใจคนอื่นยากนอกจากความจำเป็นทางเรื่องงานหรือคนที่ผมเล็งเห็นแล้วว่าเหมาะสำหรับเป็นเพื่อนด้วย แต่กับคุณ...ผมสนใจคุณ และนั่นก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้ว”


            ทุกประโยค ทุกคำพูดที่พ่อมดแห่งเวยเฉ่าพูดออกมาทำลายหน้ากากอันสุภาพของเยี่ยชิวจนพังยับเยิน หากไม่เห็นว่าการอ้าปากค้างนั้นไร้มารยาทเกินไปเยี่ยชิวคงแสดงสีหน้าแบบนั้นออกมาแทนท่าทางเบิกตากว้างจนไม่สามารถโต้ตอบได้


            “นะ นี่คุณ...!?”


            ชายหนุ่มเม้มปากแน่นเมื่อพูดต่อไม่ออกเกือบจะเป็นการยกนิ้วชี้หน้าหวังเจี๋ยซีอย่างไร้มารยาท ริมฝีปากได้รูปนั้นของคนขับรถมีเพียงรอยยิ้มประดับอยู่เท่านั้น โดยไม่รอให้เขาหายตะลึง หวังเจี๋ยซีจึงเอ่ยต่อ


            “ซิงไห่ เอ่อ น้องสาวของผมเคยบอกว่าถ้าหากผมสนใจใครสักคนหนึ่ง ก็ควรหัดเรียนรู้โลกของคนคนนั้นด้วย ผมสนใจคุณ ผมอยากรู้จักคุณให้มากกว่านี้”


            เยี่ยชิวรู้สึกถึงความร้อนแล่นขึ้นบนผิวแก้มเห่อร้อนจนแทบไหม้ และเสียงของสิ่งที่อยู่ใต้อกซ้ายดันเต้นผิดจังหวะจนน่าโมโห เขากลืนความรู้สึกซึ่งถูกกวนฟุ้งขึ้นมานี้ลงไปอีกครั้ง เขาไม่สามารถเชื่อได้ว่ามันเป็นเรื่องจริงยามมองรอยยิ้มแลดูคล้ายกับกำลังสนุกของหวังเจี๋ยซี


            เพียงเพราะรอยยิ้มนี้ที่ทำให้เขาไขว้เขว้...


            “พูดตามตรงผมเชื่อสิ่งที่คุณบอกไม่ได้จริง ๆ”


            “ผมไม่ได้บอกให้คุณเชื่อ ผมแค่บอกคุณไว้เฉย ๆ เพราะไม่ว่ายังไงผมก็จะทำให้คุณมั่นใจเองว่าความรู้สึกนี้เป็นของจริง”


            “ถ้ามั่นใจว่าทำได้ก็ลองดู” เยี่ยชิวท้าทายทั้งคำพูดและสายตา โดยไม่ตระหนักถึงสายตาพราวระยับของหวังเจี๋ยซีหลังจากได้ยินคำพูดตนเลยแม้แต่น้อย


            ผมจะเปิดโอกาสให้คุณจีบ ถ้ามั่นใจว่าทำได้ก็ลองดู...

 

 

            รถยนต์แล่นเข้าสู่ลานจอดรถของเพนต์เฮ้าส์แห่งหนึ่งห่างจากสโมสรเวยเฉ่ามาเพียงหนึ่งถนน สำหรับย่านนี้จัดว่าเป็นที่พักหรูหราในระดับหนึ่ง อาจจะไม่ได้หรูหราเทียบเท่ากับเพนต์เฮ้าส์ของเยี่ยชิว แต่สิ่งหนึ่งที่รับประกันได้คือระบบรักษาความปลอดภัย


            เยี่ยชิวลงจากรถพร้อมถือถุงบรรจุของสดใบใหญ่ที่ซื้อมาจากซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ระหว่างทางกลับ หากถามหาความพลุกพล่านของผู้คนตอนลงจากรถไปซื้อของก็มากอยู่ในระดับหนึ่งจนหวังเจี๋ยซีต้องปลอมตัว สาเหตุที่ซื้อของสดพวกนี้ติดไม้ติดมือกลับมาเนื่องจากพวกเขาตกลงกันว่าไม่อยากแวะร้านอาหารในช่วงเย็นซึ่งคละคล่ำไปด้วยผู้คน อีกทั้งไม่อยากฝ่าฟันรถติดหลังเวลาเลิกงานอีกด้วย


            เขาเดินตามหวังเจี๋ยซีเข้าไปข้างในจนกระทั่งถึงหน้าห้องพักของอีกฝ่าย


            “เชิญตามสบายเลยนะครับ” หวังเจี๋ยซีเอ่ย


            “ขอรบกวนด้วย”


            เยี่ยชิวเดินเข้าสู่ห้องพักของหวังเจี๋ยซี และต้องผิดคาดกับการตกแต่งภายใน พื้นที่ส่วนแรกที่พบคือห้องรับแขกกว้างตกแต่งภายในห้องสไตล์คอนเทมโพรารี่* โดยเลือกใช้โทนเพียงสามเฉดสีขาว เทา ดำเท่านั้น สีสันที่ให้ความรู้สึกลึกลับ เรียบง่ายซึ่งขัดแย้งกัน แต่ก็ชวนให้ค้นหาอย่างน่าประหลาด


            ...คล้ายกับหวังเจี๋ยซี


            เยี่ยชิวเดินสำรวจห้องพักของหวังเจี๋ยซีลึกเข้าไปด้านใน แล้วเขาก็เห็นชายหนุ่มสวมผ้ากันเปื้อนลำเลียงอาหารสดที่ซื้อมาวางลงบนเคาน์เตอร์ในสัดส่วนของห้องครัว ท่าทางคล่องแคล่วและอุปกรณ์สำหรับทำอาหารมีหลากหลายอย่างชวนให้รู้สึกแปลกใจ


            เขามองหวังเจี๋ยซียกชามบรรจุน้ำสำหรับล้างผัก เห็นอีกฝ่ายนำมะเขือเทศแช่ลงในน้ำทีละลูก กัปตันทีมเวยเฉ่าคงรู้สึกว่าตนเองถูกจ้องจึงเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเยี่ยชิวแล้วยิ้มให้เล็กน้อย


            “มีอะไรหรือเปล่า เปิดทีวีดูระหว่างนั่งรอผมทำอาหารได้นะ”


            ถึงหวังเจี๋ยซีจะพูดแบบนั้นแต่เยี่ยชิวไม่ได้ขยับตัว สายตายังคงจ้องมองอีกคนไม่วางตา เพราะการจ้องมองนี้เอาทำให้ชายหนุ่มชะงัก ปิดก๊อกน้ำ เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนหมุนตัวหันกลับมามอง


            “...เยี่ยชิวครับ” หวังเจี๋ยซีเรียก


            ชายหนุ่มเจ้าของชื่อส่ายหัวโดยไม่รู้ตัว แล้วเขาต้องชะงักกับปฏิกิริยาตอบรับซึ่งเป็นไปโดยอัตโนมัตินี้ แม้หวังเจี๋ยซีจะทำหน้าสงสัย เยี่ยชิวก็ต่อบทสนทนาเสมือนว่าไม่เคยเกิดอะไรขึ้น


            “ผมแค่แปลกใจที่เห็นคุณทำอาหาร”


            “ออกมาอยู่ตัวคนเดียวก็ต้องหัดทำให้เป็น”


            เยี่ยชิวพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วยกับคำพูดของหวังเจี๋ยซีถึงตนเองจะไม่ค่อยได้ทำอาหารเนื่องจากงานรัดตัวบวกกับลืมซื้อของสดมาเก็บไว้ในตู้เย็นอยู่บ่อย ๆ แต่เขาก็ยังมีข้อสงสัยอยู่บางเรื่อง


            “แต่น่าแปลก เท่าที่ผมรู้มาสมาชิกของสโมสรจะได้รับสวัสดิการที่พักอาศัยและอาหาร หรือว่าสโมสรเวยเฉ่าไม่มีสวัสดิการนั้น”


            “พูดแบบนี้ใส่ร้ายสโมสรผมร้ายแรงมากเลยนะ” หวังเจี๋ยซีหัวเราะ หันกลับไปเทน้ำใช้แล้วทิ้งลงในซิงค์ “เรื่องสวัสดิการของแต่ละสโมสรมีรูปแบบคล้ายกับบริษัทแตกต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อย แต่พวกเราไม่เหมือนพนักงานกินเงินเดือนทั่วไปก็ตรงที่นักกีฬาอาชีพมันอายุสั้น ในระหว่างนั้นผมก็ควรเริ่มต้นทดลองทำธุรกิจเล็ก ๆ ดูบ้าง หรือลงทุนอะไรสักอย่างไม่คิดว่าดีกว่าเหรอ”


            ยอมรับว่ายิ่งรู้จักหวังเจี๋ยซีมากขึ้น คนคนนี้ก็มักทำให้เขาประหลาดใจขึ้นทุกครั้งที่เราพบกัน


            ผู้ชายคนนี้ไม่โง่ เยี่ยชิวไม่อยากคิดแบบนี้ แต่ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเงินตรา อุดมการณ์หรือความฝันเพียงอย่างเดียวมันกินไม่ได้ และในเวลาที่ยังสามารถสร้างรายได้จากอาชีพนี้ หวังเจี๋ยซีก็ไม่พลาดโอกาสใช้เงินทำงานแทน


            “ผมนึกว่าหลังวางมือคุณจะรับหน้าที่ในตำแหน่งอื่น ๆ ในสโมสรเสียอีก”


            หวังเจี๋ยซีหยิบมีดขึ้นมาแล่เนื้อสัตว์ขณะตอบคำถามของเยี่ยชิว ต่อให้คำถามนี้จะเริ่มเข้าสู่เรื่องส่วนตัวของตนเองเขาก็ไม่สนใจ เพราะนั่นหมายความว่าเยี่ยชิวกำลังให้ความสนใจกับเขา


            เยี่ยชิวกำลังสนใจหวังเจี๋ยซี


            ...นั่นก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้ว


            “อันที่จริงผมก็อยากทำนะ แต่ว่าคงเป็นไปไม่ได้” ชายหนุ่มไม่ได้อธิบายเหตุผลต่อ เขารู้ว่าเยี่ยชิวเองก็ต้องรู้เช่นกัน เหมือนที่รู้จักน้องสาวของเขา


            “...เพราะเป็นลูกชายคนโต” เยี่ยชิวพึมพำราวกับกำลังพูดอยู่กับตนเองมากกว่าสนใจคำตอบอื่น ข้อมูลทั่วไปของคนคนนี้ที่เขารู้ปรากฏขึ้นในสมองของเขา


            “ครับ สักวันหนึ่งผมก็ต้องกลับบ้านอยู่ดี เขาก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ”


            หวังเจี๋ยซีคล้ายกับเจ้าพี่บ้านั่นในหลายด้าน


            “แล้วทำไมคุณ...”


            คำพูดที่เหลือของเยี่ยชิวขาดหายไปเสียเฉย ๆ ทว่าเขาก็เดาได้ว่าต้องการถามอะไร


            “ความเห็นส่วนตัวของผม ผมว่าการออกไปสัมผัสโลกภายนอก เปิดโลกทัศน์และเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนก็เป็นเรื่องดี ถ้ามีโอกาสก็ควรคว้าเอาไว้”


            “งั้นเหรอ”


            คำพูดของหวังเจี๋ยซีกวนให้ความคิดของเขาฟุ้งกระจาย ปัญหาหลายเรื่องในเวลานี้สะสมทับกันมากขึ้นจนเขาไม่รู้จะเริ่มสางปมจากจุดไหนก่อนเป็นอันดับแรก ทั้งเรื่องของเจ้าพี่บ้า เรื่องของมู่ชิวน้อย เรื่องของที่บ้าน หรือกระทั่งเรื่องของตนเอง แม้ว่าเขามีแผนจะหนีออกจากบ้านอีกครั้ง หลังจากความตั้งใจครั้งนั้นลมเหลว


            แต่พอได้ฟังที่หวังเจี๋ยซีพูด...เพราะเป็นลูกชายคนโต ไม่ว่าออกนอกบ้านทำตัวไร้สาระแค่ไหนสักวันหนึ่งก็ต้องกลับบ้านอยู่ดี


            ต่อให้หัวขบถแค่ไหน แต่ทุกคนที่บ้านก็ตระหนักเรื่องนั้น ถึงได้ไม่ยอมใช้อำนาจในมือบีบให้หมอนั่นกลับบ้าน และต่อให้ใช้อำนาจก็ยากที่เยี่ยซิวจะยอมรอมชอม จนกว่าเจ้าตัวจะยอมกลับมาเอง


            เยี่ยชิววางแผนจะหนีออกจากบ้านอย่างค่อยเป็นค่อยไป การที่เขาไม่ยอมให้ภาพของตนเองปรากฏบนหน้าสื่อใด ๆ สักภาพเดียวไม่ใช่แค่การปกป้องเยี่ยซิวเท่านั้น แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของการปูทางหนีออกจากบ้านด้วย ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาพยายามประคับประคองทุกอย่าง เพื่อเวลาที่หมอนั่นกลับมาแล้วสามารถสานต่องานจากเขาได้ทันที ความจริงแล้วเยี่ยชิวสามารถทิ้งทุกอย่างไปเฉย ๆ เลยก็ได้ แต่ความเสียหายจะต้องรุนแรงมากแน่นอน ดังนั้นแผนการทุกอย่างจึงต้องวางไว้อย่างรอบคอบ เกือบแปดปีที่ผ่านมาชายหนุ่มได้ใช้เวลาวางแผน ครุ่นคิดตลอดเวลาที่จับธุรกิจของครอบครัว จนกระทั่งตอนนี้เยี่ยชิวค่อย ๆ ถ่ายโอนงานหลายอย่างในมือให้กับคนอื่น เพื่อที่การจากไปของเขาจะไม่ทำให้ทุกอย่างรวนเรและส่งผลกระทบต่อบริษัทน้อยที่สุด


            แน่นอนว่าทุกวันนี้เยี่ยชิวต้องใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างมาก ซึ่งเหตุผลก็ไม่ใช่อะไร ก็เพื่อเยี่ยซิวเอง...ต่อให้เจ้าพี่บ้านั่นเก่งแค่ไหนสำหรับวงการนี้ก็ยังนับว่าเป็นมือใหม่ ต้องนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่ต้นในการเรียนรู้ธุรกิจ แน่สิ! ตอนที่ทางบ้านส่งไปเรียนอเมริกาหมอนั่นหัวขบถหนีไปเรียนต่อคณะอื่นไม่สนใจด้านบริหารธุรกิจสักนิด


            ...นี่ยังไม่นับรวมร้านซวงหมิงชิวกับเรื่องนั้นอีก


            หากมีบางครั้งที่เจ็บปวดจนอยากร้องไห้ อยากโวยวาย น้อยใจบ้างตามประสา แต่เหตุการณ์เมื่อช่วงสายของวันคือจุดพีคสำหรับเขา เขายอม...ยอมทุกอย่างมาโดยตลอดแล้ว ขอแค่เรื่องนี้จะได้ไหม!?


            เยี่ยชิวถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้ม ปลายนิ้วเคาะลงบนแป้นคีย์บอร์ดแลปทอปของหวังเจี๋ยซี ชายหนุ่มให้เขายืมใช้งานหลังเห็นเขาหยิบโทรศัพท์ทยอยตอบข้อความทั้งจากบริษัทและครอบครัว


            เขายกมือตบแก้มทั้งสองข้างของตนเองเป็นเชิงเตือนสติว่าเลิกหดหู่ได้แล้ว ทำสีหน้าอมทุกข์ไปก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ นอกจากทุ่มสมองคิดแก้ปมที่เกิดขึ้นไปทีละปม


            หวังเจี๋ยซีเปิดประตูห้องนอนออกมาหลังจากอาบน้ำเสร็จ เขาเดินตรงมาที่โซฟา จำได้ว่าเยี่ยชิวนั่งจดจ่อกับหน้าจอแลปทอปตอนที่เขาไปอาบน้ำ เขาเห็นเยี่ยชิวเอนตัวนอนลงบนโซฟาด้วยผมเปียกชื้น บนหน้าขายังมีแลปทอปตั้งอยู่ ชายหนุ่มเดินกลับเข้าไปในห้องอีกครั้งเพื่อหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กออกมา


            “เยี่ยชิวนอนแบบนี้เดี๋ยวก็ไม่สบายกันพอดี”


            เจ้าของชื่อขยับตัวหยุกหยิกเป็นหงนหน้าขึ้นมอง สีหน้าของหวังเจี๋ยซีแปรเปลี่ยนไปทันทีที่เห็นหน้าตากลัดกลุ้มของเยี่ยชิว


            “อ้าว อาบน้ำเสร็จแล้วเหรอ”


            หวังเจี๋ยซีพยักหน้า เขาหยิบแลปทอปจากหน้าขาของเยี่ยชิวไปวางบนโต๊ะเตี้ย ยื่นมือให้กับคนที่อาศัยที่เท้าแขนหนุนหัวเป็นการบังคับให้ลุกขึ้นนั่งไปในตัว อีกทั้งยังย้ำด้วยคำพูดที่ทำให้เยี่ยชิวกะพริบตามองปริบ ๆ


            “ลุกขึ้นมาเช็ดผมให้แห้งก่อนสิ”


            ปลายนิ้วไล้สัมผัสหนังสือศีรษะผ่านผ้าขนหนูซับหยดน้ำจากเส้นผมชื้นแฉะ สัมผัสนุ่มนวลค่อย ๆ เช็ดผมของเขาให้แห้ง รู้สึกไม่ชินเอาซะเลยที่มีคนมาปรนนิบัติแบบนี้ ความจริงเยี่ยชิวขี้เกียจมาก ปกติกลับมาจากที่ทำงานเขาก็อาบน้ำสระผมนอนหลับไปทั้งแบบนั้นเลย แต่ตอนนี้รู้สึกสบายมาก


            “อยู่กับผมจำเป็นต้องทำสีหน้าเครียดขนาดนี้เลยหรือ”


            เยี่ยชิวลืมตาขึ้นหลังจากปล่อยให้หวังเจี๋ยซีทำตามใจชอบ เขาแหงนหน้าสบตากับกัปตันทีมเวยเฉ่า มุมปากของเขาจึงวาดโค้งเป็นรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยกับสีหน้าอ่อนโยนของอีกฝ่าย


            “ที่ผมเครียดก็เรื่องเดิม ๆ นั่นแหละ”


            หวังเจี๋ยซีโคลงศีรษะ เขาเก็บผ้าขนหนูพาดไว้กับพนักโซฟาหลังเช็ดผมให้เยี่ยชิวเสร็จ “อาจจะละลาบละล้วงไปบ้าง ความจริงแล้วเยี่ยชิวเกลียดงานที่บ้านจนไม่อยากรับช่วงต่อเหรอ”


            เกลียดหรือเปล่า...นะ!?


            เยี่ยชิวคิดอย่างจริงจัง ไม่เคยมีใครเคยถามเขาเรื่องนี้มาก่อนซะด้วย


            การสนทนาขาดช่วงไปชั่วขณะเมื่อเยี่ยชิวยังจมจ่ออยู่ในความคิดของตน หวังเจี๋ยซีเดินเข้าไปในห้องครัว ชงโกโก้ร้อนสักแก้วให้อีกฝ่ายคลายความเครียด


            “นี่ครับ”


            เยี่ยชิวยื่นมือรับโกโก้ร้อนจากหวังเจี๋ยซี ยกขึ้นจิบเล็กน้อยแล้วเริ่มพูด


            “ถ้าให้พูดกันตรง ๆ ก็ใช่ว่าจะเกลียดอะไรหรอก จะว่ายังไงดีล่ะ ผมเห็นงานของพะ...ของที่บ้านมาโดยตลอด ผมเรียนรู้เรื่องการลงทุนทำธุรกิจมาตั้งแต่วัยรุ่น จัดการดีลสำคัญมาแล้วมากมาย แต่กว่าจะมาถึงจุด ๆ นี้ได้ผมก็ต้องทุ่มเทสุดกำลังเหมือนกัน เพราะที่บริษัทก็มีคนเก่งตั้งเยอะแยะ ใช่ว่าเป็นทายาทแล้วจะมีสิทธิบริหารงานได้ทันที”


            ยิ่งพูดยิ่งรู้สึกสับสนมันยากที่จะบอกว่าเขาชอบหรือเกลียดงานที่ทำอยู่ตอนนี้ มันเหมือนกับหน้าที่ที่ต้องทำมากกว่า


            “เพราะแบบนั้นถึงอยากหนีออกจากบ้าน” หวังเจี๋ยซีถามตรงประเด็น


            ใบหน้าของเยี่ยชิวเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความอับอาย นี่เขาเล่าอะไรให้กัปตันทีมเวยเฉ่าฟังไปบ้างตอนหงุดหงิดเนี่ย ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงงึมงำ


            “...ก็แบบนั้นมันไม่เท่นี่น่า”


            ทั้ง ๆ ที่เขามีงานของทางบ้านจนล้นมือเพราะไอ้พี่เฮงซวยหนีไปเป็นนักกีฬาอาชีพ แต่เขาก็ยังนำเงินเก็บจากการทำงานส่วนนั้นมาเปิดร้านซวงหมิงชิว กิจการที่ไม่มีการร่วมลงทุนใด ๆ ของเยี่ยกรุ๊ป ร้านนั้นถูกสร้างขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรงของเขาเพียงคนเดียว


            หากไม่ติดว่าเยี่ยชิวเรียนจบมหาวิทยาลัยตั้งแต่อายุน้อยแล้วละก็ตอนนั้นเขาคงกำลังเรียนอยู่ด้วยซ้ำ ประกอบกับมีเรื่องของมู่ชิวน้อย


            เขาแค่ต้องการแสดงให้เห็นว่า เขาพร้อมแล้วที่จะดูแลชีวิตของใครสักคน


            “ไม่เท่ตรงไหน ตัวคุณรู้ดีอยู่แก่ใจไม่ใช่หรือไงว่าต้องอาศัยความพยายามแค่ไหนถึงก้าวมาอยู่ในจุดนี้ ยืนในตำแหน่งนี้ได้อย่างมั่นคง” แววตาของหวังเจี๋ยซียังคงอ่อนโยนและมองเขาด้วยสายตาชื่นชมด้วยซ้ำ


            ลมหายใจของเยี่ยชิวสะดุด เขาเม้มปากแน่นหลบสายตาอีกคน น้ำเสียงที่เอ่ยต่อมานั้นเจือความเขินอายเอาเล็กน้อย สลายคำพูดชวนหดหู่ที่แล่นพล่านอยู่ในอกมาโดยตลอดของเขาอย่างง่ายดาย


            เขาคิดว่ามันไม่เท่เพราะในสายตาคนอื่นที่นินทาลับหลังว่าเขามาถึงจุดนี้ได้ก็แค่อาศัยบารมีครอบครัว เขาแค่อยากพิสูจน์ให้เห็นว่าต่อให้ไม่ทำธุรกิจของทางบ้านเขาก็ประสบความสำเร็จได้


            “กะ ก็ไม่ได้อยากพูดว่าขอบคุณสำหรับคำชมนักหรอก แต่ก็ขอบคุณ”


            หวังเจี๋ยซีหลุดหัวเราะออกมาทันที เยี่ยชิวหันมามองคนข้างตัวตาเขียวปั๊ด ชายหนุ่มจึงจำเป็นยกแก้วโกโก้ของตนเองขึ้นกลบเกลื่อนเสียงหัวเราะพลางเอ่ยแก้ตัว


            “ไม่คิดว่าคุณจะทำหน้าแบบนี้เป็นด้วย”


            เยี่ยชิวอยากโต้กลับไปสักทีเหมือนกัน หากไม่ใช่ว่าหวังเจี๋ยซีเอ่ยต่อ


            “สรุปแล้วตอนนี้แก้ปัญหาออกแล้วสินะ”


            ปัญหา...?


            เยี่ยชิวก้มหน้ามองของเหลวภายในแก้ว เขาใช้เวลาทบทวนตัวเองครู่หนึ่ง สุดท้ายแล้วก็ถอนหายใจ พึมพำตอบกลับไปเสียงแผ่ว


            “มันไม่ใช่ปัญหาอะไรสักหน่อย ผมแค่...มีหลายเรื่องให้ต้องคิดจนไม่รู้ว่าต้องเริ่มจัดการตรงไหนก่อนดี”


            “งั้นเอาแบบนี้ไหม อย่าคิดจะแก้ปัญหาทั้งหมดในคราวเดียว ไม่ลองคิดถึงสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก่อนล่ะ”


            เยี่ยชิวไม่ได้พูดอะไรต่อ ใบหน้าที่เหมือนมหาเทพแห่งกลอรี่ทุกกระเบียดนิ้วจะคลี่ยิ้มออกมาทั้งตาทั้งปาก รอยยิ้มซึ่งสั่นสะเทือนโลกทั้งใบของหวังเจี๋ยซีให้หัวใจเต้นรัวเร็ว


            โดยไม่ต้องมีคำพูดใด ๆ หวังเจี๋ยซีก็ตระหนักได้ว่ากำแพงล่องหนที่เคยขวางกั้นพวกเขาทั้งคู่ไว้พังทลายจนหมดสิ้น


______________________________

 * สไตล์คอนเทมโพรารี่ (Contemporary Style) คือ การตกแต่งบ้านแบบร่วมสมัยโดยนำเอาสไตล์การตกแต่งต่าง ๆ อย่างน้อย 2 รูปแบบมาประยุกต์ให้เข้ากันอย่างลงตัว ใช้หลักในการจัดวาง รูปทรง โทนสี ฯลฯ โดยคัดเฉพาะบางส่วนที่จำเป็นต่อการใช้สอย


______________________________

TALK ::

เขียนไปเขียนมาคุณน้องชายดูคิดมากขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เหมือนโตขึ้น ความรับผิดชอบมากขึ้นจะอาศัยความมึนหนีออกจากบ้านไปซะเฉย ๆ เหมือนสมัยก่อนคงไม่ได้ ความตั้งใจของตอนนี้มาจากเล่ม 6 ล้วน ๆ ที่คุณน้องชายอยากหนีออกจากบ้านและอิพี่เยี่ยบอกว่ายังไงตัวเองก็ต้องกลับบ้านอยู่ดี (ฮา) ครั้งแรกที่วางพล็อตตอนนี้ไว้อยากให้มันดราม่ามากเลยนะคะ กับมีคำพูดหนึ่งที่อยากเขียน สรุป...ยัดไม่ลง พอ ๆ กับเรื่องที่จะเฉลยปมในส่วนของพี่ร่ม มีใครเริ่มสะกิดใจตรงนี้บ้างไหมเนี่ย (หัวเราะ)

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้นะคะ

Walan

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น

  1. #9 Ning Nong (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2561 / 23:03
    เดี๋ยวนะ ที่ว่าส่งไปเรียนมหาลัยที่อเมริกานี่มัน!?
    #9
    1
    • #9-1 {^*^~Black Cat~^*^}(จากตอนที่ 11)
      12 สิงหาคม 2561 / 23:38
      มาจากกาวของเรากับเพื่อนนะคะ ครอบครัวพี่เยี่ยมีอิทธิพลขนาดนั้นแต่ไม่ยอมลากตัวกลับบ้าน ความจริงพี่อาจจบมหาลัยแล้วก็ได้
      ถ้าเป็นส่วนพี่ร่มที่เกิดใหม่คือเรื่องของความทรงจำเดิมๆ ล้วน
      #9-1
  2. #8 K.Rai (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2561 / 21:20
    การออกจากบ้านของพี่หวังนั้นดูดีมาก ตัดมาที่พี่เขยเยี่ยซิว... //นายออกจากบ้านมาสร้างศัตรูหรอ? กลับบ้านไปหามู่ชิวไป!
    #8
    1
    • #8-1 Lady-Alicia(จากตอนที่ 11)
      6 สิงหาคม 2561 / 18:02
      เห็นด้วยค่ะ 555
      #8-1
  3. #7 Ning Nong (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2561 / 16:55
    พี่หวังสู้ๆ
    #7
    0