[FanFiction เทพยุทธ์เซียน Glory l QZGS] In your eyes, in my heart

ตอนที่ 12 : 11 :: Nameless Relationship

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 243
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    9 ก.ย. 61

            เยี่ยชิวบินลัดฟ้าจากปักกิ่งมายังสตอกโฮล์ม ยังไม่ทันที่เขาจะได้ปรับตัวหรือพักผ่อนจากการนั่งเครื่องบินมาที่นี่ ทันทีที่เท้าเหยียบลงท่าอากาศยานสตอกโฮล์ม – อาร์ลันดา*เขาก็ต้องสวมสูทขึ้นรถที่ทางคุณปู่เตรียมไว้ให้เข้าร่วมงานเลี้ยงทันที ชายหนุ่มไม่ปกปิดสีหน้าเซ็งเลยแม้แต่น้อย


            อันที่จริงก็เป็นความผิดของทางเขาเองที่มาถึงสตอกโฮล์มในวันนี้แทนที่จะเป็นเมื่อสองวันก่อน แต่มันช่วยไม่ได้จริง ๆ ที่การประชุมนั้นยืดเยื้อมาก อีกทั้งเยี่ยไคก็ไม่สามารถเข้าประชุมแทนเขาในครั้งนั้นได้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เขาต้องเลื่อนไฟลท์บินออกไป


            “คุณชายครับ” เลขฟู่เรียกเยี่ยชิว เขาพยักหน้าให้พูดต่อ


            เยี่ยชิวใช้เวลากรองข้อมูลสำคัญไว้ให้มากที่สุดก่อนไปถึงงานเลี้ยง สถานที่จัดงานในค่ำคืนนี้คือโรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในย่านชอปปิ้งใจกลางเมืองสตอกโฮล์ม แสงไฟจากร้าวรวงข้างทางสะท้อนเข้าสู่ดวงตา เขาเหลือบสายตาขึ้นมองท้องฟ้าสีเข้มซึ่งยังคงมีหิมะตกโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย


            สำหรับเขาแล้วช่วงเวลาของงานสังคมแบบนี้มันน่าเบื่อมาก แต่จะไม่เข้าร่วมก็ไม่ได้ โดยเฉพาะสำหรับบริษัทข้ามชาติอย่างเยี่ยกรุ๊ป ทั้งเพื่อเส้นสายและการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร


            หึ! ยิงธนูดอกเดียวได้เหยี่ยวสองตัว*


            เยี่ยชิวนึกถึงคนที่อยู่อีกซีกโลกหนึ่ง ตอนนี้ที่ปักกิ่งคงเวลาประมาณตีสามสินะ


            ...เช้าเกินไปที่ส่งข้อความไปหา


            ชายหนุ่มเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าเสื้อ หลังจากรถยนต์แล่นชะลอต่อคิวเพื่อส่งแขกผู้มีเกียรติลงตรงประตูหน้าซึ่งบ่งบอกว่าเขายังมีเวลาอีกเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยของตนเองก่อนเข้าสู่งานเลี้ยง


            แม้ว่าเขาจะเบื่อหน่ายและรำคาญงานสังคมแบบนี้ ทว่าวันนี้เยี่ยชิวทำหน้าที่เป็นตัวแทนเยี่ยกรุ๊ปเพื่อทำความรู้จักกับบรรดาคนสำคัญซึ่งส่วนมากมาร่วมงานกาลาดินเนอร์ใหญ่โตแบบนี้ เพราะงานสังคมประเภทนี้ถือเป็นงานหนึ่งที่รวมเอานักลงทุนซึ่งมีกำลังทรัพย์สูงมาไว้ด้วยกัน เหตุผลก็ไม่ใช่อะไรเมื่อธุรกิจต้องการทำ CSR* ด้วยการบริจาคเพื่อการกุศลก็จำเป็นต้องใจป้ำโปรยเม็ดเงินออกมามากหน่อยยิ่งเป็นบริษัทในระดับโลก หากไม่ทำแบบนั้นก็ออกจะขายขี้หน้าในวงการธุรกิจ และคงเป็นข่าวดังไปทั่วโลกในชั่วข้ามคืน แบบนั้นคงตลกไม่ออก เพราะคำพูดเพียงอย่างเดียวที่เป็นข่าวก็สามารถทุบหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ได้แล้ว ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะมีนักธุรกิจมาร่วมงานเพื่อมองหาผู้ร่วมลงทุนทางธุรกิจไปลงทุนกับบริษัทตนเอง หรือไม่ก็มามองหาพันธมิตรทางธุรกิจในรูปแบบอื่น ๆ แบบเขานี่ยังไงล่ะ


            ดังนั้นชายหนุ่มคงต้องท่องไว้เพื่อผลประโยชน์ของเยี่ยกรุ๊ป


            แน่นอนว่าเยี่ยชิวเบื่อที่จะต้องปั้นหน้าคุยกับคนที่เข้ามาทำความรู้จักเพราะผลประโยชน์ แต่จะไม่ทำหน้าที่นี้ก็ไม่ได้อีก ดังนั้นสิ่งแรกที่เขาต้องทำคือการเข้าไปทักทายทำความรู้จักกับเจ้าภาพและแขกผู้มีเกียรติคนอื่น ๆ และหากไม่ยุ่งยากเกินไปนัก เขาวางแผนจะชิ่งหนีทันทีหลังเริ่มงานไปสักพักหนึ่ง


            แผนการของชายหนุ่มนั้นเรียบง่ายมาก...แค่อดทนปั้นหน้ายิ้ม


            ใจจริงเขาอยากจะบังคับให้เยี่ยไคมางานนี้เป็นเพื่อนเขาด้วย ทว่าญาติคนนี้ของเขาหาเรื่องชิ่งหนีได้ฉับไวเพียงแค่รู้ว่าเขาต้องแวะไปหาคุณปู่ต่อ ด้วยคำอ้างอันแสนดูดีว่าต้องอยู่ดูแลงานที่บริษัทแทนเขา เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้รีบโทรแจ้งเขาอย่างทันท่วงที ด้วยเหตุผลที่ค่อนข้างจะฟังขึ้นนี้ เยี่ยชิวเลยต้องบินลัดฟ้ามาสตอกโฮล์มเพียงลำพัง


            ทันทีที่เขาเข้าไปทักทายเจ้าภาพก็ได้รับสีหน้าประหลาดใจก่อนตามมาด้วยความกระตือรือร้นแนะนำให้เขารู้จักใครต่อใครโดยไม่เปิดช่องให้เขาได้ปลีกตัวและเขาก็ทำอะไรไม่ได้ จนในที่สุดเขาก็ถูกนักธุรกิจที่พอจะรู้จักเล็กน้อยลากไปคุยร่วมกับคนกลุ่มหนึ่งแบบงง ๆ และไม่มีทีท่าว่าจะแวบออกจากงานได้ง่ายดาย


            เยี่ยชิวอยากสบถออกมาด้วยความอารมณ์เสีย แต่เขายังคงปั้นหน้ายิ้มเอ่ยต่อบทสนทนาได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด


            “เอ่อ ผมขอตัวสักครู่นะครับ”


            เยี่ยชิวเริ่มรู้สึกเบื่อการพูดคุยกับคนอื่น ๆ เอ่ยขอตัวออกจากวงสนทนา แล้วถอนหายใจเบา ๆ เมื่อหลุดพ้นออกมาได้ในที่สุด หัวข้อการพูดคุยของคนเหล่านั้นส่วนใหญ่ก็พูดถึงธุรกิจของตัวเองว่าตอนนี้เติบโตมากน้อยแค่ไหน มีแผนจะขยายกิจการกันอย่างไรบ้าง มีมาถามความคิดเห็นของเขาในการขยายกิจการด้วย ซึ่งเขาก็พยายามตอบไปเท่าที่อยากตอบ สำหรับคนที่ตั้งใจถอนตัวออกจากเยี่ยกรุ๊ปหัวข้อเหล่านี้ยิ่งทวีความไม่น่าสนใจเลยแม้แต่น้อย


            รอยยิ้มการค้าที่ถูกนำขึ้นมาสวมตลอดการสนทนานั้นทำให้เขารู้สึกเหนื่อยไม่น้อย


            “คุณหนูคะ ทางนี้ค่ะ”


            ภาษาจีน...


            เยี่ยชิวที่กำลังเดินออกจากห้องบอลรูมถึงกับชะงัก สายตาของเขาหันไปทางทิศทางของเสียงนั้นทันที


            เรือนร่างบอบบางอรชรในชุดราตรีไล่โทนสีน้ำเงินจากอ่อนไปเข้มขับเน้นผิวขาวนวลเนียน เรือนผมสีดำสนิทดัดอ่อน ๆ ช่วยล้อมกรอบหน้าที่เพียงมองจากด้านข้างก็บอกได้ว่าสวยละมุน แม้กระทั่งสีหน้าซีดเผือดนี้ก็ไม่อาจกลบความโดดเด่นนี้ได้


            “อดทนอีกสักครู่นะคะ”


            เห็นท่าทางซวนเซของสองสาวแล้วอดไม่ได้จนต้องยื่นมือเข้าไปหา “ให้ผมช่วยไหมครับ”


            หญิงสาวซึ่งประคองคนที่ทำท่าจะหมดสติหันมามองเขา สีหน้าของเธอเผยความแปลกใจและลังเลในขณะเดียวกัน แต่สุดท้ายก็เอ่ยออกมา “รบกวนด้วยนะคะ”


            เยี่ยชิวค้อมศีรษะลงเล็กน้อยเป็นเชิงขออนุญาต แขนข้างหนึ่งสอดเอวโอบประคอง ย่อตัวลงสอดแขนอีกข้างใต้ข้อพับช้อนตัวเธอขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน หญิงสาวผู้มีใบหน้าซีดเซียวดูจะไม่รู้เรื่องเท่าใด เอนซบหน้าผากเข้ากับหัวไหล่ของเขา ชายหนุ่มพาอุ้มไปอีกที่หนึ่งซึ่งไม่ไกลมากนัก ค่อย ๆ วางเธอลงอย่างนุ่มนวลลงบนโซฟา และหญิงสาวอีกคนที่ดูท่าจะเป็นผู้ช่วยของเธอคนนี้วิ่งวุ่นกับการตระเตรียมอะไรบางอย่าง


            กลิ่นแบบนี้...แอมโมเนีย


            เยี่ยชิวถอยหลังออกมาให้ผู้ช่วยของเธอช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น ซึ่งเขาถือโอกาสอันดีใช้ทั้งสองเป็นข้ออ้างไม่กลับเข้าไปในงานได้พอดิบพอดีเผื่อในกรณีที่มีคนอื่นตั้งใจจะเข้ามาสนทนากับเขา


            ในระหว่างนั้นชายหนุ่มพยายามขุดคุ้ยความทรงจำของตนว่าสตรีตรงหน้าเป็นใครจึงได้รับเกียรติเป็นแขกมาร่วมงานนี้ หากเป็นนักธุรกิจข้ามชาติซึ่งมาจากประเทศเดียวกันเป็นไปไม่ได้ที่ตนเองจะไม่รู้จักชื่อหรือคุ้นหน้า แม้ไม่ได้รู้จักกันเป็นส่วนตัว แต่มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเขาที่จำเป็นต้องรู้จักข้อมูลของธุรกิจซึ่งอาจเป็นทั้งพันธมิตรและกลายเป็นศัตรูได้ในอนาคต


            “ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือและขอโทษด้วยนะคะที่ต้องรบกวนคุณเยี่ยชิว” หญิงสาวในชุดราตรีเอ่ยขอโทษเขาทันทีที่อาการดีขึ้น ขณะที่ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มหวาน


            ชายหนุ่มหัวเราะเล็กน้อยกับการที่ชื่อของตนถูกเอ่ยออกมาชัดถ้อยชัดคำ ดูท่าคนเบื้องหน้าจะรู้จักเขาเป็นอย่างดี แต่เธอเป็นใคร!?


            ดูเหมือนว่าหญิงสาวจะอ่านสีหน้าของเยี่ยชิวออก ฝ่ามือวางประสานบนหน้าตัก เธอค้อมศีรษะลงเล็กน้อยเป็นเชิงทักทาย


            “เราหลี่ลุ่ยเซียง ยินดีที่ได้รู้จักคุณชายรองสกุลเยี่ย”


            ดวงตาของเยี่ยชิวเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ หลี่ลุ่ยเซียงหัวเราะโดยไร้เสียงกับการแสดงออกของเขา แน่นอนว่าชายหนุ่มไม่สามารถกักเก็บท่าทีของตนได้มิดชิด


            จะว่ายังไงดีล่ะชื่อนี้เป็นชื่อที่เขารู้จักเป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวก็ตาม


            หลี่ลุ่ยเซียง คุณหนูสามตระกูลหลี่ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับรับเหมาก่อสร้าง สำหรับเยี่ยกรุ๊ปซึ่งมีธุรกิจเกี่ยวกับด้านอสังหาริมทรัพย์ หากได้บริษัทของตระกูลหลี่มาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจคงดีไม่น้อย แต่เขาไม่คาดว่าจะได้พบเธอที่นี่แทนที่จะเป็นพี่ชายของเธอที่เป็นหัวจักรขับเคลื่อนธุรกิจของครอบครัวในปัจจุบัน


            เรื่องโด่งดังของหลี่ลุ่ยเซียงที่เขาได้ยินมาไม่ใช่ความอ่อนหวานหรือการถูกตามอกตามใจในฐานะลูกสาวคนเล็ก จนถูกกันออกจากเรื่องราวทางธุรกิจ แต่เป็นความขี้โรคของเธอ ทว่าเมื่อได้พบปะโดยตรงเขากลับต้องเปลี่ยนความคิด สัญชาตญาณของเขาร้องเตือนทันทีว่าเธอคนนี้ไม่ธรรมดาเหมือนภาพลักษณ์ของตนเองในสายตาคนอื่นแน่นอน


            หลี่ลุ่ยเซียงโบกมือให้คนติดตามถอยหลังออกห่างไปเพื่อไม่ให้ได้ยินบทสนทนาหลังจากนี้ ริมฝีปากอิ่มจะเอ่ยคำพูดที่ทำให้เยี่ยชิวสูญเสียการควบคุมตนเองในทันที


            “...”


            เยี่ยชิวนิ่งงัน และหลี่ลุ่ยเซียงหัวเราะเล็กน้อยกับท่าทีของเขา

 


            อรุณสวัสดิ์ อืม ผมต้องบอกทางนั้นว่าราตรีสวัสดิ์หรือเปล่าครับ ถึงปักกิ่งจะเช้าแล้วแต่ที่นั่นคงดึกมาก ผมไม่รบกวนคุณดีกว่า แต่ว่า...ฝันดีนะครับ


                หวังเจี๋ยซีกดส่งข้อความไปหาคนอีกซีกโลกหนึ่งหลังลังเลอยู่พักใหญ่ว่าจะกดส่งไปดีไหม สุดท้ายเขาก็กดส่งข้อความไปหา และก็ไม่ได้คาดหวังให้เยี่ยชิวตอบกลับมา ชายหนุ่มวางโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะหันมากลับมาเช็ดผมให้แห้งสนิท


            ในที่สุดการแข่งขันรอบพบกันหมดก็มาถึงครึ่งหลัง แม้ว่าตอนนี้คะแนนของทีมเวยเฉ่ายังอยู่ด้านบนของตาราง แต่การแข่งขันในนัดที่ผ่านมานั้นเขาก็ถูกผู้จัดการเรียกเข้าไปคุย และต้องสัมภาษณ์กับนักข่าวถึงการแข่งขันชวนผิดหวัง ชายหนุ่มคงไม่สามารถบอกนักข่าวไปได้ตามจริงว่า


            ...มหาเทพจุติอยู่ในเกมออนไลน์


            ไม่รู้ว่าเอาการเด็กพวกนั้นไปเป็นเหยื่อให้มหาเทพเล่นสนุกจะดีหรือเปล่า แต่มันก็เป็นประสบการณ์ที่ดีซึ่งหาไม่ได้จากระบบฝึกซ้อม


            ชายหนุ่มเดินออกจากห้องพักภายในสโมสรไปยังโรงอาหาร รับคำทักทายอรุณสวัสดิ์ไปตลอดทาง มายากรเลี้ยวตรงหัวมุมทางเดินข้างหน้าเข้าสู่โรงอาหาร


            โรงอาหารของสโมสรเวยเฉ่าเป็นสถานที่ยอดฮิตที่แทบทุกคนอยากทิ้งเวลาขี้เกียจอยู่ในนี้ มันไม่ได้ออกแบบมาเพื่อทำกิจกรรมเร่งรีบอย่างกันทานอาหารเสร็จแล้วแยกย้ายกันไปทำงาน แต่ละมุมล้วนออกแบบอย่างลงตัวเพื่อการพักผ่อน หนีห่างพักจากสายตาหน้าจอคอมพิวเตอร์ หวังเจี๋ยซีเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อไม่ใช่วันหยุดประจำสัปดาห์หรือการออกไปร้านซวงหมิงชิว โรงอาหารเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ตามหาตัวเขาเจอเสมอ


            หวังเจี๋ยซีวางถาดอาหารลงบนโต๊ะประจำ หน้าต่างทรงสูงบานใหญ่ปรากฏภาพด้านนอกสโมสรคือสีขาวโพลนของหิมะที่ตกลงมาเมื่อคืน สำหรับนักกีฬาอีสปอร์ตอย่างเขาสภาพอากาศแทบจะไม่มีผลอะไรต่อชีวิตประจำวัน เพียงแค่ปรับฮีทเตอร์ขึ้น อีกอย่างปักกิ่งไม่ได้หนาวมากเหมือนที่นั่น คนซึ่งอยู่คนละซีกโลกยังน่าเป็นห่วงมากกว่า


            “อรุณสวัสดิ์ครับกัปตัน” เกาอิงเจี๋ย ผู้สืบทอดไอดีหวังปู้หลิวสิงโค้งตัวเอ่ยทักทายกัปตันของตนเอง ข้างกันนั้นเป็นเฉียวอี้ฟานที่เอ่ยทักทายตะกุกตะกัก ชายหนุ่มพยักหน้าให้กับทั้งสอง แล้วหันกลับมาก้มหน้าก้มตาจัดการมื้อเช้า


            ทว่าทั้งคู่ก็ไม่ได้ไปนั่งรับประทานอาหารเช้าเหมือนทุกวัน เกาอิงเจี๋ยสะกิดเพื่อนสนิทพยักพเยิดให้พูดออกไปซะสิ พวกเขาอุตส่าห์ตื่นเร็วกว่าปกติเพื่อมาดักเจอกัปตันเชียวนะ


            เฉียวอี้ฟานมองเกาอิงเจี๋ยนิดหน่อย เขาสูดลมหายใจพยายามให้กำลังใจตนเอง “เอ่อ...กัปตัน”


            หวังเจี๋ยซีเงยหน้าขึ้น เขาขมวดคิ้วที่เด็กสองคนนี้ยังถือถาดอาหารไม่เดินกลับไปที่นั่งของตนเอง


            “มีอะไรกัน” เขาถาม


            “ผม...ออลสตาร์ ผม...”


            หวังเจี๋ยซีมองเฉียวอี้ฟาน ชายหนุ่มคิดว่าตนเองไม่ได้แสดงท่าทางดุอีกฝ่ายออกไป หรือแสดงท่าทางอะไรที่ทำให้เด็กคนนี้ต้องสะดุ้งจนทำสายตาลอกแลกไปมาแบบนี้


            “พูดใหม่สิ”


            เฉียวอี้ฟานสะดุ้ง เอ่ยรัวเร็วจนลิ้นแทบพันกัน “สัปดาห์ออลสตาร์ ผมขอลงแข่งน้องใหม่ท้าสู้ครับ!


            หวังเจี๋ยซีชะงัก เขามองเฉียวอี้ฟานสลับกับเกาอิงเจี๋ยนิดหน่อย ค่อนข้างแปลกใจเล็กน้อยแต่ก็พอจะคาดเดาได้ว่าเหตุการณ์นี้อาจจะเกิดขึ้น เพราะเขาเป็นคนบอกให้เกาอิงเจี๋ย ผู้สืบทอดของตนลงแข่งน้องใหม่ท้าสู้ในสัปดาห์ออลสตาร์ เด็กดีแสนขี้อายคนนี้คงไปปรับทุกข์ พูดคุยเรื่อยเปื่อยกับเพื่อนสนิท โดยเฉพาะในเรื่องที่เขาบอกให้ท้าสู้กับตนเองในวันนั้น


            ชายหนุ่มมองเด็กหนุ่มอีกคน สำหรับเขาแล้วเฉียวอี้ฟานไม่เหมาะกับทีมเวยเฉ่า สำหรับทีมนี้การพัฒนาศักยภาพของเฉียวอี้ฟานถึงทางตัน


            ต่อให้เขาเอ็นดูเฉียวอี้ฟานเหมือนกับเกาอิงเจี๋ย แต่มีโอกาสสูงมากที่เด็กคนนี้จะไม่ได้ต่อสัญญา ต่อให้เขาเป็นกัปตันทีมหรือหาวิธีช่วยให้เฉียวอี้ฟานได้ต่อสัญญาจริง ๆ มันก็ยากที่จะสำเร็จอยู่ดี เพราะการตัดสินใจสำหรับทีมไม่ใช่ของเขาเพียงคนเดียว


            การเป็นแชมป์มันง่าย แต่การจะรักษาแชมป์ไว้มันยากยิ่งกว่า


            คำพูดที่ชายหนุ่มในเตือนตนเองเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่แล้วที่พลาดท่าให้หลานอวี่! พลาดท่าให้อริยดาบหวงเส้าเทียน!!


            หวังเจี๋ยซีลอบถอนหายใจเบา ๆ การอนุญาตให้ลงแข่งน้องใหม่ท้าสู้เป็นการสร้างโอกาสสำหรับเด็กคนนี้


            “ผมอนุญาต”


            จงแสดงฝีมือออกมาให้ทุกคนทุกสโมสรได้เห็นว่าเธอมีความสามารถเพียงพอ หากไม่ได้ต่อสัญญากับเวยเฉ่าไม่ได้หมายความว่าอนาคตในเส้นทางนักกีฬาอีสปอร์ตจะต้องจบลง


            “ขอบคุณครับ” เฉียวอี้ฟานเผยรอยยิ้มกว้าง และเกาอิงเจี๋ยก็ถอนหายใจคล้ายกับโล่งอก




            ท้องฟ้าในวันนี้ยังคงแต่งแต้มด้วยสีเทาขมุกขมัว หิมะโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย แต่ไม่ได้ทำให้ตลาดสี่มุมเมืองย่านกัมล่า สตัน*ตลอดจนร้านรวงลดความคึกคักลง หลอดไฟประดับประดาร้านค้าส่องสว่างตั้งแต่เที่ยงวัน เดินย่ำพื้นทางเดินซึ่งทับถมด้วยหิมะ เดินผ่านร้านอาหาร ร้านขนมซึ่งส่งกลิ่นหอมหวานเชิญชวนให้เข้าไปชิมแทบทุกร้าน


            เขาเดินผ่านจัตุรัสสตูร์โตเรียต*ใกล้กับเขตพระราชวังหลวงซึ่งเป็นตลาดคริสต์มาสเก่าแก่ที่สุดในสตอกโฮล์ม แต่เห็นบรรยากาศคึกคักแบบนี้อย่าพึ่งเข้าใจผิดไป วันนี้ยังไม่ใช่วันคริสต์มาสหรือวันคริสต์มาสอีฟ หากถึงช่วงนั้นจริง ๆ สตอกโฮล์มจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือในทันที


            เยี่ยชิวผลักประตูร้านเข้าไปด้านในร้านอาหาร กระดิ่งแขวนเหนือบานประตูส่งเสียงก้องกังวาน ร่างกายภายใต้โค้ทหนาอุ่นขึ้นมาจากฮีทเตอร์ภายในร้าน ชายหนุ่มกวาดสายตาไปรอบ ๆ แล้วเดินตรงไปโต๊ะหนึ่งทันทีเมื่อเห็นคนที่เขามาพบ


            หลี่ลุ่ยเซียงกำลังยกเครื่องดื่มร้อนในแก้วขึ้นจิบระหว่างรออาหารมาเสิร์ฟ ในวันนี้หญิงสาวมาที่ร้านนี้เพียงลำพัง ปราศจากผู้ติดตามของเธอ


            “อรุณสวัสดิ์ครับ”


            “อรุณสวัสดิ์เช่นกันค่ะ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาก่อยเผยอรอยยิ้มขณะตอบกลับ


            เยี่ยชิวเห็นใบหน้าเธอแล้วเกิดความรู้สึกซับซ้อนขึ้นในใจทันที ไม่รู้ว่าเขาคิดถูกหรือคิดผิดที่มาตกลงร่วมมือกับเธอทำอะไรบ้า ๆ แบบนั้น ชายหนุ่มถอนหายใจแล้วทิ้งตัวนั่งลงฝั่งตรงข้าม สบสายตากับ ว่าที่คู่หมั้น


            “กำลังนึกเสียใจอยู่เหรอคะ”


            ชายหนุ่มโคลงศีรษะนิดหน่อยกับคำถามนั้น และแววตาของเขากลับไม่มีรอยยิ้มอยู่ภายในนั้นเลยแม้แต่น้อย มีเพียงสายตาประเมินว่าเธอกำลังเล่นเกมอะไรอยู่


            “ผมไม่เสียใจกับเรื่องที่ตัดสินใจแล้ว”


            หลี่ลุ่ยเซียงหัวเราะ ริมฝีปากอิ่มจะเหยียดยิ้มออกมา “ฉันก็หวังไว้แบบนั้นนะคะ เรามาพูดเงื่อนไขการเจรจาของเรากันเลยดีกว่า ไม่บ่อยที่พี่ชายของฉันจะยอมปล่อยให้ฉันไปไหนมาไหนคนเดียวจนได้โอกาสมายื่นข้อเสนอให้คุณตรงนี้”


            “เธอจะเอายังไงว่ามา”


            “หมั้นกับฉันค่ะ”


            “ห๊ะ!!!” เยี่ยชิวอุทานเสียงดังลั่น และเขาต้องหันไปโค้งตัวขอโทษคนอื่นภายในร้านเมื่อตนเองส่งเสียงดังเสียมารยาท


            สายตาวาววับหันกลับมามองหลี่ลุ่ยเซียงว่าเธอคิดบ้าอะไรกันแน่ คำว่า ว่าที่กับการหมั้นอย่างเป็นทางการมันแตกต่างกันลิบลับ!


               
หลังทำหน้ากากอันสุภาพของตนเองหลุด ดวงตาสองคู่มองสบกันไม่ละไปไหน แววตาของเยี่ยชิวปรากฏร่องรอยความไม่สบอารมณ์ชัดเจน ในขณะที่ดวงตาของหลี่ลุ่ยเซียงเปล่งประกายวิบวับรื่นเริง ผ่านไปครู่ใหญ่ ริมฝีปากอวบอิ่มก็เผยอ ยอมเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน ไม่อย่างนั้นความเงียบระหว่างพวกเขาจะดำเนินแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ


            “อย่าเข้าใจผิด ขอยืนยันเอาไว้ตรงนี้ก่อนเลยว่าฉันไม่ได้รักคุณค่ะ และไม่มีทางรักได้เด็ดขาด”


            เยี่ยชิวเหยียดยิ้ม เรื่องนี้เขาก็รู้ไม่ต้องให้เธอมาย้ำ


            “อีกอย่างยังไงก็วิน – วินกันทั้งสองฝ่ายอยู่แล้ว มีอะไรที่ต้องลังเลคะ” ประโยคถัดมาของหญิงสาวเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน ดวงตาคู่สวยของเธอเองก็เปล่งประกายร้อนแรงราวกับแผดเผาด้วยเชื้อเพลิงที่เรียกว่า...ความแค้น


            เยี่ยชิวลอบสำรวจสีหน้าของหญิงสาวคู่สนทนา แต่ไม่พบอะไรผิดปกติ...เพียงเพื่อต้องการแก้แค้นครอบครัวตัวเอง หญิงสาวสามารถลงมือทำให้กิจการของครอบครัวล่มจม ทั้งที่จริงแล้วด้วยสามัญสำนึกของคนทั่วไปมันควรจะยับยั้งชั่งใจเรื่องนั้นบ้าง แต่หลี่ลุ่ยเซียงกลับไม่สนใจ เลือกลงมืออย่างเลือดเย็น และยกประเด็นนี้ขึ้นมาต่อรองกับเขา


            กับเขา...ไม่ใช่กับสกุลเยี่ย


            ชายหนุ่มไม่รู้หรอกว่าเธอไปรู้มาจากไหนว่าเขากำลังจะถอนตัวออกจากสกุลเยี่ยจึงได้ตั้งเงื่อนไขให้เขาเทคโอเวอร์กิจการ*ของครอบครัว วางแผนประเคนมันมาถึงมือเขา มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าหลังจากเทคโอเวอร์กิจการแล้วมันไม่มีทางตกไปอยู่ในมือคนสกุลเยี่ย ถ้าหากมองในมุมมองของนักธุรกิจ มันก็ไม่ได้เสียหายอะไร มันเป็นผลประโยชน์ของเขาเพียงคนเดียว แม้ว่าในแง่ของความรู้สึกส่วนตัว เขาเองก็ไม่มีเหตุผลที่อยากได้กิจการนั้น


            และถ้าให้พูดตามตรงคือ...มันออกจะลำบากใจสักหน่อย


            “ผมขอพูดตามตรงเลยนะครับ”


            “...เชิญค่ะ”


            เยี่ยชิวถอนหายใจกับท่าทางไม่แยแสของเธอ สมกับฉายา นางฟ้าอสรพิษที่ชายหนุ่มเต็มใจยกมันมอบให้กับเธอโดยไม่มีข้อโต้แย้ง หญิงสาวคนนี้ร้ายได้อย่างน่าเหลือเชื่อ


            “เงื่อนไขตอนนี้น่ะดีสำหรับเราทั้งคู่ แต่มันคงไม่จบแค่การหมั้นแน่นอน คุณเตรียมใจเอาไว้แล้วเหรอครับ คนที่ลำบากที่สุดถ้าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงคือคุณนะ”


            ชายหนุ่มหุบตาลง ทบทวนกิจการของสกุลหลี่ในหัว บริษัทนั้นกำลังเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง ด้วยการบริหารงานของผู้บริหารในขณะนี้มีแต่จะทำให้ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์พุ่งสูงขึ้น และหลายปีที่ผ่านมาก็จ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีโอกาสเกิดการเทคโอเวอร์แบบเป็นมิตรด้วยซ้ำ


            หลี่ลุ่ยเซียงหัวเราะทวนถามเสียงสูง “จริงเหรอคะ?”


            “...”


            นั่นทำให้เขารู้ว่าเธอเองก็มีทางหนีทีไล่สำหรับตนเองเช่นกัน ไม่ใช่! เธอกำลังหวังพึ่งเขาให้เปลี่ยนจากการเทคโอเวอร์ไม่เป็นมิตรเป็นการเทคโอเวอร์แบบเป็นมิตร!!


            “เธอคิดจะทำอะไรกันแน่” เยี่ยชิวเอ่ยถามเสียงเครียด


            ทว่าหญิงสาวกลับสวนกลับด้วยน้ำเสียงรื่นเริงจงใจก่อกวนเยี่ยชิว


            “ถึงเวลานั้นช่วยทำตัวเป็นพระเอกแต่งงานกับฉัน เพราะอยากช่วยเหลือครอบครัวของหญิงสาวที่กำลังชอบพออยู่ไม่ให้ล้มละลายด้วยนะคะ คุณชายรองคงไม่ใจร้ายกับคู่หมั้นจนทนเห็นบ้านของคนที่ตัวเองชอบล้มละลายไปต่อหน้าต่อตาทั้งที่ตัวเองสามารถช่วยได้”


            เขาว่าแล้วไง มีแต่ปัญหา!!


               
เผลอถอนหายใจออกมาไม่ได้


            เยี่ยชิวสั่งกาแฟทานคู่กับแซนด์วิชระหว่างรอหลี่ลุ่ยเซียงทานอาหาร ทั้งคู่ตกลงกันไปทำหนังสือสัญญาให้เป็นลายลักษณ์อักษรโดยมีบุคคลที่สามเป็นพยานอ้างอิง การร่วมมือปากเปล่าที่เกี่ยวพันถึงธุรกิจและชีวิตของพนักงานไม่รู้อีโหน่อีเหน่นี้ออกจะแย่ไปสักหน่อย


            ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือซึ่งไม่ได้แตะตั้งแต่เช้าขึ้นมา เขาไล่ตอบอีเมลกลับในเรื่องงาน สลับกับการเปิด QQ ขึ้นมา มุมปากของเยี่ยชิววาดโค้งขึ้นมาเป็นรอยยิ้มกับข้อความซึ่งส่งมาหาเขา


            อรุณสวัสดิ์ อืม ผมต้องบอกทางนั้นว่าราตรีสวัสดิ์หรือเปล่าครับ ถึงปักกิ่งจะเช้าแล้วแต่ที่นั่นคงดึกมาก ผมไม่รบกวนคุณดีกว่า แต่ว่า...ฝันดีนะครับ


            อืม...หวังเจี๋ยซีบอกฝันดีแบบนี้ เขาควรทักกลับไปยังไงดีล่ะ ตอนนี้ที่จีนน่าจะประมาณหกโมงเย็น


            ขอโทษที่ผมตอบกลับช้าไปหน่อย


                เยี่ยชิวกดส่งข้อความประโยคแรกออกไป ขณะที่เขากำลังคิดว่าตนเองควรพิมพ์อะไรต่อไปดี ไม่คิดว่าหวังเจี๋ยซีจะตอบกลับมารวดเร็วแบบนี้


            ไม่เป็นไร คุณอยู่ทางนั้นเป็นยังไงบ้าง พยากรณ์อาการของสตอกโฮล์มบอกว่าพายุหิมะจะเข้าอีกรอบในสัปดาห์หน้า ที่นั่นคงหนาวกว่าปักกิ่งมาก


                ชายหนุ่มหลุดหัวเราะกับข้อความของหวังเจี๋ยซี ยิ่งได้รู้จักกันเขาถึงได้รู้ว่ากัปตันทีมเวยเฉ่าคนนี้นิสัยเสียบางเรื่อง โดยเฉพาะเป็นห่วงเรื่องของคนอื่นมากเกินไป


            ถ้างั้นผมคงโชคดี เพราะอีกไม่กี่วันผมก็กลับปักกิ่งแล้ว


            ก่อนกลับบอกผมล่วงหน้าสักหน่อยนะ


            ‘
นี่ผม...ต้องรายงานทุกอย่างให้คุณรู้ด้วย


            ‘
ผมไม่อยากไปร้านเก้อโดยไม่เจอคุณนี่ครับ


            คำตอบของหวังเจี๋ยซีทำให้รอยยิ้มของชายหนุ่มยิ่งกว้างขึ้น เขานึกสีหน้าท่าทางของอีกฝ่ายตอนพิมพ์ข้อความนี้ออกเลยทีเดียว


            หลี่ลุ่ยเซียงมองชายหนุ่มตรงหน้าก้มหน้าก้มตาพิมพ์ข้อความในโทรศัพท์ มุมปากวาดโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มอ่อนโยน นั่นไม่ใช่รอยยิ้มสุภาพตามปกติ บางครั้งก็เผลอหลุดหัวเราะออกมา เรียกได้ว่าตกอยู่ในโลกส่วนตัวโดยสมบูรณ์แบบ


            หญิงสาวแทบขยับรอยยิ้มตามเมื่อหวนนึกว่าครั้งหนึ่งเธอก็เคยมีความรู้สึกแบบนี้ จนกระทั่งบังเอิญสบตากัน เยี่ยชิวรู้สึกกระดากอายขึ้นมากะทันหันกับสายตาวิบวับของหลี่ลุ่ยเซียง เขากระแอมไอครั้งหนึ่งแล้วเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า


            “คุยต่อก็ได้นะคะ” หลี่ลุ่ยเซียงตอบ “คุณดูมีความสุขมาก คุยกับแฟนเหรอ”


            ท้ายประโยคที่เอ่ยถามเจือไว้ด้วยความไม่มั่นใจ ถ้าคุณชายรองสกุลเยี่ยมีคนรักอยู่แล้ว จะล้มเลิกแผนการนี้เลยเธอก็ไม่ได้ว่าอะไร เธอไม่ได้อยากเป็นมารขัดขวางความสุขของคนอื่น


            “เปล่าครับ เพื่อน...” เยี่ยชิวกัดปากเล็กน้อยก่อนเอ่ยปฏิเสธ เสหลบสายตาของหลี่ลุ่ยเซียงโดยไม่รู้ตัว


            หญิงสาวยกมือขึ้นเท้าคาง เอียงศีรษะนิดหน่อยให้ปอยผมสีเข้มระแก้มนวล “อืม...ยังไม่ต้องรีบตัดสินใจก็ได้ ฉันคิดว่าบางที คุณควรใช้เวลาทบทวนตัวเองดูสักหน่อย”


__________________________________



* ท่าอากาศยานสตอกโฮล์ม – อาร์ลันดา (Stockholm – Arlanda Airport : ARN) ตั้งอยู่ในเขตซิกทูนา ห่างจากกรุงสตอกโฮล์มไปทางเหนือประมาณ 42 กิโลเมตร เป็นท่าอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดของสวีเดน และเป็นหนึ่งในท่าอากาศยานหลักของสแกนดิเนเวียน แอร์ไลน์ ซิสเต็ม

* ยิงธนูดอกเดียวได้เหยี่ยวสองตัว มีความหมายใกล้เคียงกับยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวของไทย และมีอีกหนึ่งสุภาษิตที่มีความหมายใกล้เคียงกันคือ เขวี้ยงหินก้อนเดียวได้นกสองตัว แตกต่างกันในเรื่องของความยากง่ายของปัญหา ถ้าเอาหินเขวี้ยงคือปัญหาไม่ใหญ่เท่ายิงธนู เป็นปัญหาระดับธรรมดานั่นเอง

* CSR ย่อมาจาก Corporate Social Responsibility คือ ความรับผิดชอบต่อสังคมและ สิ่งแวดล้อมขององค์กร ซึ่งคือการดำเนินกิจการภายใต้หลักจริยธรรมและการจัดการที่ดี โดยรับผิดชอบสังคมและสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์กร อันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

* ย่านกัมล่า สตัน (Gamla Stan) หรือย่านเมืองเก่าในกรุงสตอกโฮล์ม เป็นจุดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง เนื่องจากภายในย่านเมืองเก่านี้มีจุดเด่นคือตึกรามบ้านช่องจะมีสีสันสวยงามในโทนสีส้มแดง

* จัตุรัสตูร์โตเรียต (Stortoeget) จัตุรัสในย่านกัมล่า สตัน ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม แต่ในปี ค.ศ. 1520 เคยเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ที่นี่ในชื่อเหตุการณ์ The Stockholm Bloodbath

* การควบรวมกิจการหรือเทคโอเวอร์ (Take Over) คือการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ โดยทั่วไปการเทคโอเวอร์มี 2 แบบ คือการเทคโอเวอร์แบบเป็นมิตร จะเข้าไปซื้อหุ้นของบริษัทด้วยความยินยอมพร้อมใจของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย กับ การเทคโอเวอร์แบบไม่เป็นมิตร ผู้ซื้อจะเข้าไปไล่ซื้อหุ้นบริษัทที่ต้องการไม่ว่าจากทางตลาดหลักทรัพย์ หรือจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท


__________________________________

TALK ::

อ่านถึงตรงนี้วีเชื่อว่าหลายคนต้องมีคำถามแน่เลยค่ะว่าทำไมคุณน้องชายถึงกล้าเสี่ยงอะไรแบบนี้ แล้วจริงๆ ตัวเองรู้สึกยังไงกับพี่หวัง (ฮา) ด้วยฐานะของคุณน้องชายมันมีตัวแปรมากมายเกินไปที่จะทำตามใจชอบตราบใดที่ยังไม่สลัดพันธนาการนั้นออกได้ เพราะฉะนั้นยังยืนยันคำเดิมค่ะว่าเรื่องจบนี้ Bitter-Sweet

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ ไว้พบกันใหม่ค่ะ

Walan

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น

  1. #13 feeangel (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 กันยายน 2561 / 21:40

    ท่าทางหวังเกอจะได้คู่ต่อสู้ซะแล้วสิ😅
    #13
    0
  2. #10 K.Rai (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2561 / 07:27
    พี่หวังสถานะการณ์ไม่ดี รีบติดต่อเยี่ยชิวด่วน!
    #10
    0