[FanFiction เทพยุทธ์เซียน Glory l QZGS] In your eyes, in my heart

ตอนที่ 10 : 9 :: กลับบ้าน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 370
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    29 มิ.ย. 61

9

กลับบ้าน

 

 

            ย่างเข้าสู่เดือนธันวาคม หิมะโปรยปรายลงมาเกือบทุกวันตกดึกอากาศก็ยิ่งหนาว กว่าจะกลับมาถึงเพนต์เฮ้าส์ราคาแพงลิบลิ่วใจกลางเมือง เยี่ยชิวก็รู้สึกเหนื่อยสายตาแทบขาด ชายหนุ่มคลายเนคไทอันแสนอึดอัดออกระหว่างขึ้นลิฟต์ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ความคิดอยากหนีออกจากบ้านไปที่ไกล ๆ ย้อนกลับมาอีกหน


            เยี่ยชิวไม่จำเป็นต้องรูดคีย์การ์ดเพื่อเข้าห้องพัก เนื่องจากทั้งชั้นนี้เป็นที่พักส่วนตัวของเขาเอง ซึ่งการใช้ลิฟต์นี้บุคคลอื่นไม่สามารถกดชั้นพักอาศัยของเขาได้นอกจากแสกนคีย์การ์ดที่เขาและมู่ชิวน้อยพกอยู่ ชายหนุ่มถอดชุดสูทพาดไว้กับพนักโซฟา แทบอยากจะล้มตัวลงนอนมันซะตรงนี้ แต่เขาก็ไม่ได้ทำแบบนั้น สิ่งแรกที่ทำหลังกลับถึงห้องเป็นการเปิดคอมพิวเตอร์


            หากเป็นเมื่อก่อนเข้าคงเข้าเว็บไซต์ข่าวสาร หรืออ่านนิยายทางอินเทอร์เน็ตคลายเครียดเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนอาบน้ำนอน ตอนนี้งานอดิเรก อืม...เขาเรียกมันว่างานอดิเรกได้แล้วแหละมั้ง!? คือการกลับมาเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อล็อกอินเข้าสู่กลอรี่


            อย่าบอกว่าเขาสนใจเกมนี้เหมือนไอ้พี่บ้า ไม่! เขายังไม่ได้เป็นเด็กติดเกม!!


            จัดการธุระนอกเกมเสร็จเยี่ยชิวก็มานั่งจุมปุ๊กอยู่หน้าจอคอม อวี้หลิงเสวี่ยเซ่อของเขา ปัจจุบันเปลี่ยนอาชีพเป็นนักเวทอัญเชิญตามคำแนะนำของหวังเจี๋ยซี เวลาเห็นอีกฝ่ายในมาดนักกีฬาอีสปอร์ตผ่านการเล่นเกมด้วยกันแล้ว เขาต้องยอมรับว่าหวังเจี๋ยซีในตอนนั้นดูมีเสน่ห์มาก และก็ดู...น่าอิจฉามาก


            “สวัสดีครับเยี่ยชิว” ผู้ฝึกมนตราซึ่งรอที่พิกัดนัดพบวันนี้เอ่ยทักเมื่อเห็นอวี้หลิงเสวี่ยเซ่อใกล้เข้ามา


            “ครับ”


            เยี่ยชิวมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยสายตาซับซ้อนขึ้นทุกขณะ เขาเองก็เริ่มเล่นกลอรี่เป็นแล้วยังต้องรบกวนให้หวังเจี๋ยซีมานั่งเล่นเกมด้วยเกือบทุกวันอีกเหรอ ทั้งที่ไม่ได้จริงจัง แต่ชายหนุ่มยังไม่พูดประโยคนั้นออกไปว่าไม่จำเป็นต้องสอนเขาเล่นอีกแล้ว ขอบคุณสำหรับที่ผ่านมา คงเพราะเขาคิดว่าอีกฝ่ายเป็นเพื่อนเข้าแล้วจริง ๆ ก็ได้


.

.


            วันนี้ก็ล็อกอินเข้ากลอรี่อีกแล้ว...

 


            เยี่ยชิวมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ซึ่งแสดงให้เห็นตัวละครอวี้หลิงเสวี่ยเซ่อที่เขาควบคุมกำลังโลดแล่นไปยังดันเจี้ยนแดนฝังกระดูกตอนนี้มีเพียงนักเวทอัญเชิญอยู่เพียงลำพังไม่มีผู้ฝึกมนตราหลิวสุ่ยลั่วฮวา* (บุปผาวารีโปรยปราย) อยู่ด้วย อวี้หลิงเสวี่ยเซ่ออัญเชิญสัตว์เวทออกมาเพียงสองตัวเท่านั้น


            ทุกการสั่งการเพื่อจัดการมอนสเตอร์ในเขตเก็บเลเวลเป็นไปตามสัญชาตญาณ ด้วยการควบคุมอย่างแม่นยำและความเร็วมือที่ไม่ด้อยไปกว่านักกีฬาอาชีพ ภาพมอนสเตอร์ตัวแล้วตัวเล่าที่ล้มลงไม่ได้อยู่ในสายตาของผู้ควบคุมอวี้หลิงเสวี่ยเซ่อในขณะนี้


            กัปตันทีมเวยเฉ่าส่งข้อความมาทาง QQ บอกเขาว่าวันนี้คงไม่ได้ออนไลน์เข้ามาเล่นด้วย ซึ่งเยี่ยชิวก็ตอบกลับไปแค่ว่าเข้าใจแล้ว


            หลังจากจัดการมอนสเตอร์โครงดูกในเขตเก็บเลเวลชุดนี้จนหมด อวี้หลิงเสวี่ยเซ่อกลับยืนนิ่งกดยกเลิกสกิลอัญเชิญ เบื้องหลังหน้าจอคอมซึ่งปรากฏเงาสะท้อนคือสีหน้าเหงาหงอยของผู้ควบคุมไอดีนี้ เยี่ยชิวถอนหายใจ กดล็อกเอ้าท์ออกจากเกม


            ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่เขารู้สึกว่า...


            กลอรี่ที่เล่นคนเดียวมันน่าเบื่อ


.

.


            “ว้าว พวกคุณชวนให้ฉันนึกถึงท่านเทพใหญ่เลยค่ะ” เฉินอวี้เอ่ยด้วยความชื่นชม


            “ท่านเทพใหญ่?” อวี้หลิงเสวี่ยเซ่อขมวดคิ้วทวนคำพูดของเฉินอวี้ที่ถูกเชิญเข้าร่วมปาร์ตี้


            ตามปรกติแล้วเยี่ยชิวจะไม่ค่อยเชิญใครเข้าร่วมปาร์ตี้ด้วยนัก เนื่องจากเขาลงดันเจี้ยนกับหลิวสุ่ยลั่วฮวาเพียงสองคนก็สามารถผ่านดันเจี้ยนได้ ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ เพราะไม่ได้หวังวัตถุดิบหายากหรือสถิติต่าง ๆ นานาเหมือนปาร์ตี้ของกิลด์อื่น


            “ใช่ค่ะ ตอนที่ฉันลงดันเจี้ยนป่าเยือกแข็งกับท่านเทพใหญ่และปาร์ตี้เฟิร์สคิลมีคนมาขอสิทธิเข้าร่วมปาร์ตี้ด้วย และถูกท่านเทพใหญ่ฆ่าในเสี้ยววินาที”


            “หืม?” หลิวสุ่ยลั่วฮวาเริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมาบ้างกับคำพูดของสมาชิกร่วมปาร์ตี้ หวังเจี๋ยซีเองก็รู้ว่าปาร์ตี้เฟิร์สคิลมีใครบ้าง แต่เขาไม่ได้ลงไปทดสอบด้วยตนเอง หากคนคนนั้นมีฝีมือจริงไม่ว่าอย่างไรทางกิลด์ก็ต้องพยายามดึงตัวเข้าร่วมอยู่แล้ว “ช่วยอธิบายเพิ่มเติมหน่อยสิครับ”


            อวี้หลิงเสวี่ยเซ่อหันมามองหลิวสุ่ยลั่วฮวาในขณะที่ผู้ควบคุมไอดีซึ่งอยู่เบื้องหลังหน้าจอคอมพิวเตอร์กลับเงียบขรึมลง


            “พวกเขาไม่ได้สู้กันหรอก แต่คำพูดประโยคเดียวของท่านเทพใหญ่ทำให้ฉันรู้ว่าเขาสุดยอดมาก บอกได้คำเดียวว่าสุดยอดจริง ๆ ค่ะ” เฉินอวี้เอ่ยตะโกนด้วยเสียงดัง น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความประทับใจแทบจะกลายเป็นเสียงชื่นชมบูชา


            เยี่ยชิวหูอื้อตาลาย สิ่งที่ทั้งสองคุยกันไม่ผ่านเข้าสมองของชายหนุ่ม

 


            แต่ผมว่าตัวเองก็เลือกแล้วเหมือนกันนะครับ...ว่าอยากรู้จักคุณ

 


            ไม่รู้ว่าทำไมคำพูดที่หวังเจี๋ยซีเคยพูดกับเขาในวันนั้นถึงดังก้องขึ้นในหัวอีกครั้ง เสียงนั้นกวนความรู้สึกบางอย่างให้ขุ่นมัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้


            “ระวัง!


            หวังเจี๋ยซีเอ่ยเตือนอวี้หลิงเสวี่ยเซ่อของเยี่ยชิวซึ่งไม่ทันโต้ตอบกับมอนสเตอร์ซึ่งพุ่งเข้าหา หลิวสุ่ยลั่วฮวาปาซูรูรูออกไปใส่มอนสเตอร์ ขณะที่เยี่ยชิวหลุดคำอุทาน แต่เขาก็ดึงสติกลับมาได้รวดเร็ว อวี้หลิงเสวี่ยเซ่อม้วนตัวกลิ้งหลบไปอีกด้านฉิวเฉียด และเฉินอวี้ก็เข้ามาสอดประสานซ้ำเติมจนกระทั่งมอนสเตอร์โครงกระดูกนั้นตาย


            หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวของปาร์ตี้เอ่ยถาม “ไม่เป็นไรนะคะ”


            “อืม ขอบคุณ”


            เยี่ยชิวปัดความรู้สึกในใจทิ้งไป การตกอยู่ในภาวะแบบนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักสำหรับคนที่ชื่นชอบการควบคุมสถานการณ์ให้เป็นไปตามความต้องการของตนเอง มันสับสนเกินไป หรือว่ามีเหตุผลอื่นมากกว่านั้นเยี่ยชิวก็ไม่ค่อยมั่นใจ


            แต่ถ้ามีอะไรพิเศษมากกว่านั้นเมื่อไหร่...


            เขาก็คง...!?


.

.


            ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด


            เสียงนาฬิกาปลุกดังแผดเสียงปลุกเจ้าของห้องให้ตื่น แต่ฮีทเตอร์ยังคงทำงานเต็มประสิทธิภาพของมัน ช่วยให้ห้องนอนอยู่ในบรรยากาศพอเหมาะสำหรับนอนเกียจคร้านซุกตัวในผ้าห่มหนานุ่ม เจ้าของห้องเองก็ตั้งใจทำแบบนั้นให้สมกับเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์จริง ๆ สักที เอื้อมมือออกจากกองผ้าห่มกดปิดนาฬิกาปุ๊ปมือข้างนั้นก็ร่วงปั๊ปไร้เรี่ยวแรงในทันที


            แต่ในความเป็นจริงเขาก็ฝืนนอนต่อได้อีกไม่เกินสิบนาที เยี่ยชิวก็ลุกขึ้นมานั่งบนเตียงในสภาพผมกระดกฟูฟ่อง


            ตีห้าครึ่ง...


            บ้าจริง เขาจะเผลอตั้งนาฬิกาปลุกไว้ทำไมเนี่ย!


            ถึงจะบ่นแบบนั้นพอนอนไม่หลับแล้วเยี่ยชิวก็ลุกไปเข้าห้องน้ำจัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย เขาเดินออกจากห้องนอนลงไปยังสัดส่วนของห้องครัว ผ่านเคาน์เตอร์ทำอาหารที่มีไว้ประดับห้อง เปิดประตูตู้เย็นที่แทบจะว่างเปล่านอกจากกล่องกาแฟสำเร็จรูป

 


            โธ่ คุณพ่อผมก็บอกแล้วไงว่าก่อนกลับก็ให้เลขาฟู่ซื้อของสดมาใส่ตู้เย็นบ้างสิ ถ้าของสดไม่ได้ อาหารแช่แข็งสักอย่างสองอย่างก็ยังดี


          ‘เราก็ออกจากบ้านไปฝากท้องที่ร้านก็ได้นี่ครับ


          ไม่เอา ไม่คิดจะหยุดอยู่บ้านเฉย ๆ กับผมบ้างเหรอ


          ‘...


          ‘ออกไปซื้อของที่ซูเปอร์กัน

 


            มือที่เปิดตู้เย็นชะงักกึก เยี่ยชิวเรียกชื่อลูกชายสุดที่รักด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “มู่ชิวน้อย”


            แววตาไหววูบหายไปรวดเร็ว เด็กคนนั้นตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่นี่สักหน่อย


            ชายหนุ่มลองรื้อของตามชั้นวางดูเผื่อมีอะไรหลงเหลือให้ทำอาหารเช้าง่าย ๆ บ้าง เขายังไม่อยากออกจากห้องไปซูเปอร์หรือตลาดนัดยามเช้าตรู่ ของที่เขาค้นได้ถูกนำมาวางบนเคาน์เตอร์มีเพียงข้าวสารในถุงเล็ก ขวดเครื่องเทศขนาดเล็กที่ยังไม่แกะออกจากซีล สองอย่างนี้ดูเหมือนสินค้าตัวอย่างที่ทำแจกให้อย่างไรอย่างนั้น ผักที่แทบจะเหี่ยวคาตู้เย็นอย่างผักชี 2 ต้น เนื้อปลาแช่แข็ง และไข่ไก่หนึ่งฟอง


            เยี่ยชิวไม่มีทางเลือกมากนักกับเมนูที่สามารถสร้างสรรค์ได้จากวัตถุดิบพวกนี้ เขาจึงเลือกทำข้าวต้มปลา


            หลังเตรียมมื้อเช้าอย่างง่าย ๆ เสร็จ เขาก็ยกมันมาวางบนโต๊ะเตี้ยหน้าโซฟา เยี่ยชิวทิ้งตัวนั่งลงท่ามกลางกองหมอนนุ่มบนโซฟาอย่างเกียจคร้าน เขาคว้ารีโมทเปิดโทรทัศน์ไล่เปลี่ยนช่องไปเรื่อย ๆ หารายการน่าดู


            เขาไม่มีวันหยุดจริงจังแบบนี้นานแค่ไหนแล้วนะ


            ชายหนุ่มเขี่ยผักชีในชามข้าวต้มไปมาด้วยความเบื่อหน่าย ช่องรายการโทรทัศน์ค้างอยู่ในช่องที่กำลังฉายภาพยนต์เรื่องเก่าซึ่งออกจากโรงไปแล้ว เรื่องนี้คุ้น ๆ เหมือนจะเป็นภาคต่อของหนังเรื่องหนึ่งที่เขากับหมอนั่นเคยไปดูในโรงตอนอยู่อเมริกา ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นภาคที่เท่าไหร่แล้ว ตั้งแต่เรียนจบ เขาก็เข้าทำงานให้กับบริษัทอย่างเต็มตัว แม้แต่วันหยุดก็ไม่ค่อยจะมี เขาไม่ได้ด้วยซ้ำว่าวันหยุดครั้งล่าสุดที่เขาได้หยุดพักจริง ๆ มันผ่านมานานแค่ไหน แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปนั่งดูหนัง


            ขณะที่นั่งดูหนังและทานอาหารเช้าไปด้วย โทรศัพท์ซึ่งวางไว้บนโต๊ะเตี้ยก็สั่นครืด ๆ บ่งบอกว่ามีสายเข้า เยี่ยชิวถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้า เขาวางชามข้าวต้มลงบนโต๊ะ แล้วหยิบมันขึ้นมา ชื่อซึ่งปรากฏบนนั้นทำเอาชายหนุ่มอย่างกดตัดสายทุกครั้งที่คนคนนี้โทรมา แต่ต้องพยายามหยุดความคิดนั้นเอาไว้


            พยายามมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ก่อนกดรับสาย


            “สวัสดีครับคุณพ่อ”


            ไม่เป็นไร...ถ้าต้องกลับไปที่นั่นก็ยังมีมู่ชิวน้อยอยู่ด้วย

 

 

            เยี่ยชิวเดินทอดน่องอยู่ในสวนพฤกษศาสตร์ปักกิ่ง ชื่นชมต้นไม้ซึ่งถูกเลี้ยงดูให้โตด้วยความรัก ความเอาใจใส่ของบรรดานักพฤกษศาสตร์ คนสวน หรือใครต่อใครซึ่งรักต้นไม้ ทั้งที่บางต้นมาจากต่างประเทศ ต่างทวีป กลับเติบโตได้อย่างงดงาม ชายหนุ่มถอนหายใจ


            สาเหตุที่เขาคว้ากุญแจรถและขับออกจากบ้านหลังจากที่กลับไปไม่ถึงสามชั่วโมงนั้นเพราะเขาทะเลาะกับที่บ้านอีกแล้ว ตอนนี้เป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ แต่การตรงดิ่งมาที่นี่เป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น


            เขาเคยมาที่นี่เมื่อปีก่อน และรู้สึกติดใจกับบางมุมของสวนพฤกษศาสตร์ ด้วยขนาดกว้างใหญ่ของสวนนี้ส่งผลให้ปีนั้นเขาเดินไม่ทั่วจนอยากจะมาอีกสักครั้งถ้ามีเวลาว่าง ทว่าวันนี้เขากลับไม่มีอารมณ์เดินชมสวนเหมือนคราวนั้น


            ตลอดทางเดินคดเคี้ยวเบื้องหน้า สองข้างทางแน่นขนัดไปด้วยต้นไผ่สูงชะลูด เยี่ยชิวเดินไปเรื่อยเปื่อยไม่มีจุดหมาย พอเหนื่อยเขาก็นั่งพักในศาลาท่ามกลางสวนไผ่ที่เกือบจะปราศจากผู้เข้าชม ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้ง ยกมือขึ้นเสยผมเอนลำตัวไปด้านหลัง ขณะที่สายตาเหม่อมองคานไม้ของศาลา


            ได้ยินเสียงใบไผ่เสียดสีท่ามกลางความเงียบช่วยทำให้อารมณ์คุกรุ่นของเยี่ยชิวบางเบาลง ถ้าที่นี่เป็นบ้านของตนแล้วเขาเต็มใจทิ้งตัวนอนหลับไปเลย


            ความรู้สึกว่างจนเกินไปนี้เข้าโจมตีรุมเร้าคนที่ทำงานหนักทุกวันจนรู้สึกกระสับกระส่าย เยี่ยชิวดูนาฬิกาข้อมือแล้วพึ่งเห็นเวลาผ่านไปยังไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แต่ในความรู้สึกของเขามันบอกว่าเวลาผ่านไปนานเป็นชั่วโมงแล้วแท้ ๆ ชายหนุ่มส่ายศีรษะ ตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ใน QQ ส่วนตัวเขาเห็นข้อความส่งเข้ามาหาจากบรรดาญาติ ๆ อายุรุ่นราวคราวเดียวกันที่มารวมตัวกันในวันนี้ ถึงไม่เปิดอ่านก็พอเดาได้ว่าถามไถ่เรื่องอะไร แต่เยี่ยชิวไม่มีอารมณ์คลิกเข้าไปอ่านเพื่อตอบข้อความใครทั้งนั้น


            เยี่ยชิวหลับตาลงอีกครั้ง สีหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าเต็มทีเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่ทำให้ตนเองหนีมาสงบสติอารมณ์ที่นี่

 

            อย่างที่เคยบอกไปว่าสกุลเยี่ยเป็นตระกูลใหญ่ที่มีสมาชิกกระจัดกระจายให้หลายประเทศทั่วโลก ดังนั้นทางตระกูลจึงมีธรรมเนียมหนึ่งซึ่งแตกต่างจากคนทั่วไป นั่นคือวันเสาร์อาทิตย์ประมาณกลางเดือนธันวาคมจะเป็นวันรวมญาติ ซึ่งทุกคนพร้อมใจกันว่างและมารวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลองกันล่วงหน้าอย่างเต็มอกเต็มใจ เนื่องจากเล็งเห็นว่ากลับมาช่วงสิ้นปีนั้นจะเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวที่ต้องแย่งกันจับจ่ายซื้อของเป็นอะไรที่น่าหงุดหงิด แน่นอนว่าคำตอบนี้ฟังดูดี


            แต่สาเหตุจริง ๆ คือ...ช่วงหยุดปีใหม่แต่ละคนต่างมีแพลนไปเที่ยวเป็นของตนเองทั้งนั้น


            เยี่ยชิวเองก็เช่นกัน...


            และเพื่อไม่ให้แพลนล่มจึงเกิดธรรมเนียมนี้ขึ้นมา


            เยี่ยชิวถอนหายใจขณะยืนอยู่หน้าประตูบ้าน เขาหมุนลูกบิดเปิดประตูเข้าไปอย่างหมดทางเลือก และได้รับการต้อนรับด้วยความคิดถึงท่วมท้นจากเสียงเห่าโฮ่ง ๆ ของเสี่ยวเตี่ยน


            “ว่าไงเด็กดี” เยี่ยชิวนั่งย่อเข่าลงพื้นข้างหนึ่งขณะลูบหัวมัน เจ้าสุนัขตัวโตเองก็ตะกุยขาเจ้านายของมันสะบัดหางไปมาอย่างร่าเริง “ไปเข้าบ้าน”


            เขาเดินตามเสี่ยวเตี่ยนที่วิ่งตรงไปยังห้องนั่งเล่น มันหยุดวิ่งเป็นนพัก ๆ เมื่อเจ้านายของมันเดินช้าลง ส่งเสียงเห่าเร่งให้เยี่ยชิวเดินเร็วขึ้นคล้ายกับจะบอกว่า มานี่เร็ว ๆ สิ มาเล่นกัน เยี่ยชิวยกรอยยิ้มเอ็นดู


            “เสียงดังร่าเริงแบบนี้มีอะไรดี ๆ หรือเสี่ยวเตี่ยน” เสียงหวานใสของสตรีคนหนึ่งดังขึ้น เพียงเธอหันไปกลับมาเห็นเยี่ยชิว รอยยิ้มอ่อนโยนก็คลี่บนใบหน้าที่แม้จะสูงวัยมากขึ้นก็ไม่ได้ทำให้ความงดงามในอดีตเลือนหายไป เธอเอ่ยกับเขาว่า


            “ยินดีต้อนรับกลับบ้านจ้ะชิว”


            “กลับมาแล้วครับ คุณแม่”


            ชายหนุ่มกางแขนออกรับร่างของมารดาซึ่งโผเข้ากอดด้วยความคิดถึง คุณนายเยี่ยลูบศีรษะลูกชายคนรองลงมาจนถึงใบหน้า แอบมันเขี้ยวจนต้องหยิกแก้มไปหนึ่งที เยี่ยชิวพองแก้มยู่ปาก จากคุณชายเยี่ยกลับกลายเป็นเด็กน้อยจอมเอาแต่ใจยามอยู่ต่อหน้ามารดา


            คุณนายเยี่ยหัวเราะยอมปล่อยแก้มที่จงใจดึงจนยืด เยี่ยชิวบ่นอุบอิบลูบแก้มของตน “มาแต่เช้าแบบนี้พ่อเราโทรตามละสิ”


            พอเยี่ยชิวพยักหน้า คุณนายเยี่ยก็หัวเราะไม่ได้พูดอะไรต่อ ตั้งแต่วันนั้นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกมีแต่จะดิ่งลงเหว ไม่ว่าใครก็พากันเลี่ยงประเด็นนี้


            “ตอนนี้มีใครมาบ้างหรือยังครับ”


            “ยังเลย กว่าจะมากันก็สาย ๆ เหมือนทุกทีนั่นแหละจ้ะ เห็นว่าปีนี้คุณปู่ของเราก็สุขภาพไม่ค่อยดีคงไม่ได้บินกลับมาปักกิ่งนะ”


            เยี่ยชิวพยักหน้าหงึกหงักเป็นเชิงรับรู้ เขาเห็นมารดาตั้งใจเดินตรงไปยังห้องครัว ชายหนุ่มก็ปล่อยมือที่กอดเอวออกทันที คุณนายเยี่ยหันกลับมามองแล้วหลุดหัวเราะกับสีหน้าของเยี่ยชิว


            “แปลกใจอะไรหือเรา ก็รู้ว่างานรวมญาติแบบนี้แม่ต้องเข้าครัวโชว์ฝีมือหน่อยสิ เราจะมาช่วยแม่ไหม”


            เยี่ยชิวส่ายศีรษะวืดแบบไม่ต้องคิด หาเรื่องปลีกตัวหนีได้ฉับไว “งั้นผมไปหามู่ชิวน้อยก่อนนะครับ”


            หญิงวัยกลางคนได้ยินคำตอบนั้นที่ลูกชายคนรองพูดต้องส่งเสียง หลุดอุทานออกมาเหมือนตนหูฝาดไป มู่ชิวน้อย งั้นเหรอ


            นี่มันเกิดอะไรขึ้น!?

 


            เยี่ยชิวเดินขึ้นมาชั้นบน แทบไม่ต้องเดาว่าตอนนี้เยี่ยมู่ชิวจะฝังตนเองไว้ในห้องไหนของบ้านนอกจากห้องหนังสือ ตั้งแต่วันที่ไอ้พี่ชายเฮงซวยวางมือก็เหมือนโชคดีในชีวิตของเขาถูกสูบไปจนหมด ชายหนุ่มเกือบหลุดสบถออกมาด้วยความอารมณ์เสียจนแทบหลุดการควบคุมตัวเอง


            ก๊อก ๆ


            “ผมเข้าไปนะมู่ชิว”


            “เข้ามาเลยครับ”


            เข้ามาภายในห้อง เขาเห็นเยี่ยมู่ชิวนั่งอยู่ท่ามกลางกองหนังสือหลายเล่ม คอมพิวเตอร์บนโต๊ะก็ยังเปิดทำงานอยู่ ภาพบนหน้าจอฉายคลิปเหตุการณ์ย้อนหลังของการแข่งขันลีกกลอรี่ เขาไม่แน่ใจว่าเป็นการแข่งขันในฤดูกาลไหน แต่สมาธิของเด็กชายยังจดจ่ออยู่กับหนังสือในมือมากกว่าหน้าจอคอม


            หากคนอื่นมาเห็นเด็กอายุเพียงเจ็ดขวบอ่านหนังสือประเภทนี้จะต้องประหลาดใจแกมสงสัยเป็นอย่างมากว่าบ้านสกุลเยี่ยบังคับให้ลูกหลานทำอะไรแบบนี้ตั้งแต่เด็กเชียวหรือ


            เยี่ยชิวมองหนังสือที่เยี่ยมู่ชิวอ่านก็ส่ายศีรษะกึ่งระอา เขาก้มหน้าลงจากอีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะ จงใจใช้นิ้วกดหน้าหนังสือที่เด็กชายกำลังอ่านอยู่ลง เหมือนเด็กชายจะรู้สึกตัวไม่ได้ตอบรับไปอย่างส่ง ๆ เหมือนตอนแรก มู่ชิวกะพริบตา ขมวดคิ้วเล็กน้อย


            “คุณพ่อ...” น้ำเสียงที่เอ่ยเจือความมึนงงเล็กน้อย “มาตั้งแต่เมื่อไหร่”


            เยี่ยชิวหลุดหัวเราะกับสีหน้าไร้เดียงสาของลูกชายสุดที่รัก เขาโคลงศีรษะอิดหนาระอาใจแล้วเอ่ยถาม เมื่อมู่ชิวปล่อยมือจากหนังสือให้เขาดู


            “หนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย?”


            เด็กชายพยักหน้า


            “ตัวแค่นี้รีบจังเลยนะ”


            เยี่ยมู่ชิวทำสีหน้าว่างเปล่าจ้องมองกลับ แววตาพลันเปลี่ยนไป นี่ไม่ใช่แววตาที่เด็กอายุเพียงเจ็ดขวบน่าจะมีหรือเสแสร้งแกล้งทำออกมาได้ เด็กชายแสดงท่าทีเลียนแบบเยี่ยชิว โคลงศีรษะอิดหนาระอาใจให้ไม่ต่างกัน


            “อันนี้หมายถึงนายด้วยหรือเปล่า”


            จากคำว่า คุณพ่อกลายเป็นคำว่า นาย


            เยี่ยชิวถอนหายใจกับคำพูดนี้ เขาลากเก้าอี้มานั่งตรงข้ามกับเยี่ยมู่ชิว ลากแขนลงบนโต๊ะรองหนุนศีรษะ ยิ้มเหนือยให้ซึ่งสีหน้าท่าทางแบบนี้ดูคล้ายกับพี่ชายฝาแฝดของตนจนแทบแยกไม่ออก


            “เราอยากจะเป็นเยี่ยมู่ชิวหรือซูมู่ชิวกันแน่หือ”


            “เป็นทั้งสองอย่างไม่ได้เหรอ” เยี่ยมู่ชิวกะพริบถามตาใส แต่รอยยิ้มหวานที่มอบให้นั้นดูเจ้าเล่ห์เพทุบายจนอดไม่ได้ต้องยกนิ้วดีดหน้าผากไปหนึ่งที


            “เจ็บนะ”


            เยี่ยมู่ชิวพองแก้มลูบศีรษะที่ถูกดีดป้อย ๆ แต่เยี่ยชิวไม่สงสารหรอกนะกับท่าทางแหกตาพรรค์นี้


            ตั้งแต่วันที่พี่ชายวางมือ เขาก็สูญเสียมู่ชิวน้อยไปแล้ว...


            การระลึกชาติ


            เหอะ! การจำอดีตได้นี่แหละเป็นสาเหตุให้มู่ชิวถึงกลับบ้านใหญ่ วางแผนจะไปอเมริกา พอเขาถามว่าทำไม อีกคนก็ตอบกลับมาว่าไม่อยากเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ เยี่ยชิวไม่เข้าใจ ทั้งที่ไม่มีใครบังคับให้รับผิดชอบหน้าที่การงานเหมือนกับเขา สามารถใช้ชีวิตเล่นเหมือนเด็กได้อย่างอิสระ แค่ตื่นนอนไปโรงเรียนมันไม่ดีตรงไหน ทำไมต้องขวยขวายรีบโตด้วย


            แต่คำตอบของคำถามนั้นเรียบง่าย

 


            เพราะว่าหมอนั่นรอฉันอยู่


            เพราะว่าเยี่ยซิวรอฉันอยู่...

 


            “แล้วเราอยากเรียนต่อด้านอะไร คอมพิวเตอร์?”


            “ก็น่าสนใจ” เยี่ยมู่ชิวยิ้ม


            ทั้งสองยังไม่ได้คุยสัพเพเหระกันต่อ เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขัดจังหวะเสียก่อน เยี่ยชิวขมวดคิ้วสงสัยเอ่ยอนุญาตให้เข้ามา ผู้ที่เข้ามาเป็นแม่บ้านคนหนึ่งของครอบครัว


            “มีอะไรหรือเปล่าครับ”


            “คุณผู้ชายเรียกให้ไปพบค่ะ”


            ไม่ไปได้ไหม?


            เยี่ยชิวก็ได้แค่คิด ไม่พูดอะไรเป็นเชิงพยศออกไป นัยน์ตาของชายหนุ่มวูบไหวยามที่ต้องเผชิญหน้ากับคนคนนั้น


            “ครับ เดี๋ยวผมตามไป”


            มู่ชิวคว้ามือของเยี่ยชิวเอาไว้ตามสัญชาตญาณ เด็กชายช้อนสายตาขึ้นมองคล้ายอยากพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปาก แววตาสีเข้มนั้นเต็มไปด้วยความกังวล แน่นอนว่าท่าทีแบบนี้ทำให้เยี่ยชิวหัวเราะลูบศีรษะของเยี่ยมู่ชิวด้วยความเอ็นดู


            เขารับเด็กคนนี้มาอยู่ด้วยตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน คอยดูแลเด็กซึ่งสูญเสียทุกอย่างไปเพราะอุบัติเหตุมาด้วยตัวเอง การที่เยี่ยมู่ชิวระลึกชาติได้มันไม่สำคัญเลยสักนิดกับความรู้สึกทุกอย่างที่เขาทุ่มเทให้


            สำหรับเขาแล้วเยี่ยมู่ชิวคือเทวดาตัวน้อย ๆ

 

            นายท่านตระกูลเยี่ยกำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่บนชุดโต๊ะใกล้เตาผิง พอพ่อบ้านซึ่งกำลังรินกาแฟก้มลงไปกระซิบบอก เขาหันกลับมามองผู้มาใหม่ ปิดแฟ้มเอกสารวางลงบนโต๊ะ โบกมือไล่ให้อีกฝ่ายออกจากห้องไปก่อน การเผชิญหน้ากับคนคนนั้นทำให้เยี่ยชิวกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝื่อน รู้สึกว่าตนเองได้ย้อนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ต่อหน้าบิดาของตน ทำอย่างไรเขาก็ไม่ชิน มีเพียงความเงียบงันรายล้อมอยู่รอบตัวทั้งสอง


            “กลับมาแล้วหรือ?”


            เนิ่นนานกว่าคำพูดจะถูกกล่าวออกมา


            “ครับ"


            บิดาของเขาเพียงแค่พยักหน้ารับรู้เท่านั้น ไม่มีคำพูดไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบเหมือนครอบครัวอื่น สำหรับเยี่ยชิวแล้วมีเพียงความเย็นชาหมางเมินเท่านั้นที่สัมผัสได้ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกเรียกมาด้วยเรื่องอะไร จะใช่เรื่องที่เขากำลังกังวลอยู่หรือเปล่า


            “ลูกคิดจะทำอะไร”


            แววตาของเยี่ยชิวไหววูบกับน้ำเสียงราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ของผู้พูดกับประโยคซึ่งปราศจากต้นสายปลายเหตุ


            แต่เยี่ยชิวกลับเดาได้ว่าหมายถึงเรื่องใด บางทีเรื่องนั้นคงถึงหูพ่อแล้ว คนที่วิ่งโร่มาฟ้องก็คงเป็นเธอคนนั้น...คนสนิทของพ่อ


            นอกจากเรื่องการเล่นกลอรี่แล้ว ช่วงหลังมานี้เยี่ยชิวเริ่มถอนตัวจากการทำงานให้กับบริษัทของครอบครัวเกือบทั้งหมด...ไม่นับการเข้าประชุมแก้ปัญหาใหญ่ที่ผ่านมา จริงอยู่ว่าดูเผิน ๆ เหมือนเขาจะหันมาทุ่มเทให้ร้านซวงหมิงชิวที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของตน แต่คนที่รู้จักชายหนุ่มดีสามารถบอกได้คำเดียวว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้น


            ชายหนุ่มพยายามไม่คิดในแง่ร้ายที่ทำให้ตัวเองเจ็บปวด แต่ดูเหมือนว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นพวกชอบทำร้ายตัวเอง ความคิดแย่ ๆ ความกังวลต่าง ๆ นานาจึงพากันไหลเข้ามาอยู่ในหัวเต็มไปหมด และสิ่งที่เยี่ยชิวกลัวที่สุดคือ...แผนการที่เขาวางมาเนิ่นนานจะมีบางส่วนผิดพลาด


            “คุณพ่อหมายถึงอะไรครับ ผมไม่เข้าใจ”


            นายท่านตระกูลเยี่ยไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมาตอบคำถามยอกย้อนของบุตรชาย แววตาคมกริบของชายผู้โลดแล่นอยู่ในวงการการเมืองมาตั้งแต่ยังหนุ่มจะมองวัตถุประสงค์แท้จริงเบื้องหลังนี้ไม่ออกเชียวหรือ?


            เพราะรับรู้ แต่เลือกจะไม่ทำอะไร หรือลงมือทำไปแล้วก็ยากคาดเดา


            เยี่ยชิวคล้ายกับได้ยินเสียงถอนหายใจคล้ายกับระอา เขาต้องหูฝาดไปแล้วแน่ ๆ คนคนนี้แคร์คนอื่นเป็นด้วยเหรอ


            “ฉันคิดว่าแกน่าจะรู้ตัวดีนะว่ากำลังทำอะไรอยู่”


            ใช่...เขาก็แค่คิดไปเอง


            เยี่ยชิวสูดลมหายใจเข้า เก็บซ่อนอารมณ์ความรู้สึกทุกอย่างให้มิดชิด การไม่โต้ตอบกลับไม่ได้หมายความว่าชายหนุ่มไม่รู้สึกอะไร เขาแค่ไม่จำเป็นต้องหงุดหงิดกับคำพูดที่ได้ฟังจนชินชาแบบนี้


            คำพูดที่เหมือนไม่ใส่ใจ แต่กลับรู้ทุกอย่างจนน่าโมโห


            “ผมก็แค่ทำตามความฝันของตัวเองเท่านั้น คุณพ่อคงไม่ขัดข้องใช่ไหมครับ” เยี่ยชิวตอบกลับไปตามจริงโดยไม่มีจุดประสงค์เหน็บแนมแอบแฝง เขาเต็มใจประกาศมันให้พ่อรู้ ณ ตรงนี้เลย


            เขาวางแผนหนีออกจากบ้านไปให้ไกลสุดหล้าฟ้าเขียวพ่อจะทำอะไรได้!


            เยี่ยชิวไม่เหมือนเยี่ยซิว...


            ถ้าเทียบกันแล้วพี่ชายฝาแฝดของเขาวางแผนการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้เก่งมาก นั่นเป็นสิ่งที่ชายหนุ่มทำไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาทำอย่างอื่นไม่ได้


            นายท่านตระกูลเยี่ยยกกาแฟขึ้นดื่ม สีหน้าไม่ได้เปลี่ยนไปเลยกับน้ำเสียงเย็นเยียบของลูกชายคนรอง เพียงแค่ขานรับในลำคอแผ่วเบาเป็นเชิงรับรู้ วางแก้วลงบนจานรอง


            “ออกไปแล้วแกจะทำอะไรได้”


            ปึ๊ด!


            เหมือนได้ยินเสียงบางอย่างกำลังขาดออกจากกัน อา...บางทีคงเป็นเส้นความอดทนของเขาเองก็ได้ แต่เยี่ยชิวก็รู้ตัวดีว่าที่คุณพ่อของเขาพูดไม่ผิดเช่นกัน ไม่ว่าจากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ สิ่งเดียวที่เขาคิดคือหนี แต่หนีไปแล้วทำอะไรเขายังไม่คิดเลยสักอย่าง


            “เดือนหน้าแกต้องไปสตอกโฮล์ม”


            “ครับ?” เยี่ยชิวทวนเสียงสูง


            นายท่านสกุลเยี่ยหยิบแฟ้มเอกสารที่ปิดไปเมื่อสักครู่ขึ้นมาเปิดใหม่ จากนั้นจึงเอ่ยต่อโดยไม่สนใจสีหน้าของบุตรชาย “แกต้องเป็นตัวแทนฉันในการเข้าร่วมงานเลี้ยงสำคัญครั้งนี้”


            หว่างคิ้วกดลึกครุ่นคิดกับความต้องการนี้ของบิดา จริงอยู่ว่าฐานอำนาจของสกุลเยี่ยนั้นมากมายจนได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานต่าง ๆ ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ อย่างที่นิตยสารธุรกิจยักษ์ใหญ่แต่ละฉบับมักจัดงานประชุมที่รวบรวมเหล่าซีอีโอ ผู้บริหาร ผู้ประกอบการจากทั่วทุกมุมโลกเอาไว้ ซึ่งนิตยสารบางฉบับจะเปลี่ยนสถานที่จัดงานไปตามเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลก เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขากังวล สิ่งเดียวที่เยี่ยชิวกลัวคือแผนการที่อยู่เบื้องหลังหลังจากเขาเดินทางไปสตอกโฮล์มแล้วต่างหาก


            ไม่รู้ว่ามันอยู่ในสายเลือดหรืออย่างไร...คนสกุลเยี่ยแต่ละคนถึงได้เจ้าแผนการนัก


            “...แล้วหลังจากนั้นแกต้องไปหาคุณปู่”


            เยี่ยชิวเบ้หน้า คิ้วกระตุก ใครในสกุลที่ยังโสดล้วนรู้กิตติศัพท์ของ คุณปู่ ดีว่าชอบทำตัวเป็นเฒ่าจันทราอยากจับลูกหลานแต่งงานขนาดไหน แม้แต่ไคที่เขาสนิทที่สุดในครอบครัวยังหาทางหนีทีไล่ทุกวัน นี่พ่อคิดอะไรอยู่ เยี่ยชิวไม่อยากเชื่อ แต่มันแปลเป็นอย่างอื่นไม่ได้จริง ๆ


            ความรู้สึกของเขามันไม่สำคัญเลยใช่ไหม!?


            “ถามจริงเถอะครับ พ่อเคยคิดจะฟังความต้องการของผมกับไอ้พี่เวรนั่นสักครั้งไหม เคยถามไหมว่าพวกเราต้องการอะไร คุณก็น่าจะรู้ว่าพวกเราไม่ใช่คนที่ทำอะไรโดยไม่มีเหตุผล แค่ถามพวกเราสักประโยคมันยากเกินไปหรือไง ทำไมไม่คิดจะฟังความต้องการของพวกเราบ้าง” ถ้าหากคุณฟังพวกเราคงไม่มีความคิดจะหนีออกจากบ้านหรอก


            เยี่ยชิวไม่ได้รอให้ผู้เป็นบิดาตอบ ชายหนุ่มแค่หันหลังเดินจากมา เขาไม่ได้ร้องไห้ แค่แบกรับความผิดหวังและความเจ็บปวดเอาไว้อีกครั้ง ทั้งที่คิดว่าควรจะชาชินกับเรื่องแบบนี้ได้แล้ว ทว่าสักกี่หนเขาก็ไม่ชิน ราวกับว่าหัวใจมันยังมีพื้นที่เผื่อให้เจ็บปวดเสมอ

 


            ชายหนุ่มถอนหายใจ เขาไม่ควรคิดอะไรฟุ้งซ่าน ลุกออกจากศาลาเดินผ่านสวนป่าไผ่ เปลี่ยนสถานที่ปรับเปลี่ยนอารมณ์ของตนเองใหม่ เขาไม่ควรจมดิ่งอยู่ในอารมณ์เฮงซวยแบบนี้ต่อไป เยี่ยชิวเดินไปยังสวนบอนไซและเผินจิ่ง* ต้นไม้ถูกเลี้ยงดูให้โตในกระถางซึ่งตั้งเรียงรายตลอดทางเดิน และพระเอกของสวนจัดแสดงในบริเวณนี้คือต้นอิ๋นซิ่ง*ต้นใหญ่โดดเด่นสะดุดอายุกว่าพันสามร้อยปี เสียดายที่เขามาช่วงนี้ จึงได้เห็นเพียงลำต้นโกร๋นไร้ใบ


            เยี่ยชิวเลือกเดินชมต้นบอนไซแทน ดูเหมือนว่าที่นี่จะใช้ระบบเวียนนำต้นบอนไซออกมาจัดแสดงซึ่งต้นไม้เหล่านั้นได้รับมาจากมณฑลต่าง ๆ สองขาก้าวทอดน่องไปตามทางเดิน ถอนหายใจทั้งที่พยายามเมิน QQ แล้ว แต่โทรศัพท์ก็ยังสั่นไม่หยุดว่ามีข้อความเข้า ตัดสินใจหยิบขึ้นมา


            ญาติก็ญาติเถอะ บล็อกมันให้หมด!


            เลิกคิ้วสูงประหลาดใจ เมื่อเห็นว่าในบรรดาข้อความทั้งหลายมีของหวังเจี๋ยซีปนอยู่ด้วย กัปตันทีมเวยเฉ่ามีธุระอะไรกับเขา


            สวัสดียามบ่ายครับ ผมคงไม่ได้ส่งข้อความมารบกวนคุณใช่ไหม


            นั่นเป็นข้อความเพียงประโยคเดียวที่หวังเจี๋ยซีทิ้งไว้ ราวกับขออนุญาตหากเยี่ยชิวสะดวกอีกฝ่ายจึงจะพิมพ์ธุระของตน ไม่มีเหตุผลใดทั้งนั้น แต่เขาเลือกจะคุยกับหวังเจี๋ยซี


            “มีอะไรหรือเปล่าครับ”


            เหมือนอีกฝ่ายรอคอยข้อความของเขาตลอดเวลา เพราะหวังเจี๋ยซีตอบกลับมาทันที “ผมอยากเจอคุณ”


            โทรศัพท์มือถือเกือบร่วงหลุดมือ เหมือนเห็นคู่สนทนาทางไกลอยู่ตรงหน้า ดวงตาคู่นั้นที่เขาจดจำได้แม่นยำจะต้องพราวระยับขบขันกับท่าทีของเขาแน่นอน เยี่ยชิวเม้มปากอับจนกับคำพูดสองแง่สามง่ามของหวังเจี๋ยซี


            อีกฝ่ายจงใจปั่นหัวเขาอยู่ใช่ไหม! หากสิ่งที่ชายหนุ่มแสดงออกมากลับตรงกันข้ามกับอาการเข่นเขี้ยวในใจ


            “คุณต้องล้อผมเล่นแน่ ๆ”


            “ทำไมผมต้องล้อเล่นด้วยล่ะ” หวังเจี๋ยซีตอบ


            เยี่ยชิวถอนหายใจ “ตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์สนใจคำหยอกล้อของคุณหรอกนะครับ”


            เพราะข้อความที่ส่งไปมันไม่มีเสียงเขาจึงไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้คู่สนทนารู้สึกไม่พอใจ ทว่า...หวังเจี๋ยซีกลับจับความปั่นป่วนซึ่งแฝงอยู่ในข้อความนั้นของเขาออก


            “ผมขอโทษ แต่ที่พูดไปผมหมายความตามนั้นทุกอย่าง”


            เยี่ยชิวนิ่งอึ้งไปนิดหนึ่ง ยังไม่ทันนึกออกว่าควรตอบกลับไปอย่างไร หวังเจี๋ยซีกลับส่งข้อความต่อมาอีกครั้ง


            “ในวันหยุดแบบนี้คุณกำลังทำอะไรอยู่ละครับ”


            ปรกติคำถามแบบนี้เยี่ยชิวมักหลีกเลี่ยงเสมอ เขาไม่ต้องการให้ใครมาทำลายเวลาส่วนตัวของตนเอง หากในครั้งนี้กลับไม่ใช่ ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เยี่ยชิวตอบกลับไปว่า


            “สวนพฤกษศาสตร์ปักกิ่ง”


            “รอผมนะครับ เดี๋ยวผมออกไปหา”


__________________________________

* ส่วนหนึ่งของบทกวีคลื่นซัดทราย ของหลี่อวี้ ในท่อน พิงราวรั้วเพียงลำพัง ภูผาธารธารากว้างไกล ยามพบยาก จากแสนง่าย บุปผาวารีโปรยปราย จากสวรรค์ชั้นฟ้าสู่แดนดิน

 * ศิลปะการจัดสวนถาดของจีน เป็นศาสตร์การจำลองทิวทัศน์ในธรรมชาติมาลงในภาชนะเล็ก ๆ แบ่งได้สองประเภทคือเผินจิ่งต้นไม้และเผินจิ่งภูมิทัศน์ บอนไซจะคล้ายคลึงกับเผินจิ่งต้นไม้ แต่เผินจิ่งไม่มีกฏเคร่งครัดแบบบอนไซ บอนไซจะเน้นเรื่องความสมบูรณ์แบบของผลงาน โดยพยายามลดข้อบกพร่องของต้นไม้ให้มีน้อยที่สุด แต่เผินจิ่งจะสร้างโดยจำลองความงามของธรรมชาติ ไม่เน้นการแต่งเติมส่วนที่ไม่สมบูรณ์ของธรรมชาติซึ่งเป็นความงามที่ไม่สมบูรณ์แบบ

* ต้นแปะก๊วย

Tbc.

 

TALK ::

ยังยืนยันคำเดิมว่าคุณพ่อของสองฝาแฝดใจดีนะคะ ชิวแค่คิดมากไปเอ๊ง!! ตอนนี้เป็นตอนที่ลบแล้วเขียนใหม่หลายรอบมาก แถมกระดึ๊บทีละนิดมาก ตอนแรกคิดว่าจะทอล์กยาวกว่านี้แต่ลืมไปหมดแล้ว---

ขอบคุณที่อ่านจนถึงตรงนี้นะคะ

Walan


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น

  1. #6 โคมวิเศษ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2561 / 23:53
    ไม่เป็นไรคุณพ่อเยี่ย ธุรกิจต่างๆส่งต่อให้มู่ชิวน้อยได้!!
    #6
    0
  2. #5 โคมวิเศษ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2561 / 16:55
    คุณพ่ออย่าแกล้งน้องน้าาาาาา
    #5
    0