ราชันเงาแห่งอเคเซีย

ตอนที่ 61 : ออกเดินทาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,213
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 61 ครั้ง
    12 ก.ย. 59

บทที่ 1 : ออกเดินทาง




    เด็กหนุ่มสงบสติและอารมณ์ลง หลังจากฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับบิดาตนเมื่อสิบสามปีก่อน หลังจากจบการประลองบิดาของตนได้รับบาดเจ็บ และวันนี้บิดาของตนเองก็ถูกมาเยี่ยมโดยน้องสาวของตน เรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอน


    เขามองไปยังหญิงสาวข้างตัวด้วยสายตาสงสัย ก่อนที่เขาจะเอ่ยถามออกไปตรงๆ "ท่านพ่ออาการกำเริบใช่ไหมครับ"


    "ใช่แล้ว ครั้งนี้อาการหนักถึงขั้นเม็ดพลังมานาแตกสลายเลยทีเดียว" หญิงสาวลูบหัวเด็กหนุ่มเบาๆ ก่อนจะยิ้มอย่างให้กำลังใจ


    เด็กหนุ่มนั่งนิ่งเหมือนกลายเป็นรูปปั้น เขาตกใจกับอาการบาดเจ็บของบิดาเขา ที่บาดเจ็บถึงเม็ดพลังมานา เขาได้คาดคิดมาก่อนเลยว่า บิดาของตนจะได้รับบาดเจ็บหนักขนาดนี้มาก่อน เขานึกว่าบิดาตนมีปัญหาในเรื่องการเสื่อมถอยของพลังมานาเท่านั้น ด้วยความที่ว่าเขามีระดับพลังมานาสูงกว่า จึงเห็นถึงกระแสพลังมานาที่สับสน และความไม่เสถียรของพลังมานา ทำให้เห็นถึงมานาที่ค่อยๆลดลงทีละเล็กทีละน้อยเท่านั้น


    ในตอนแรกเขาคิดทีจะให้บิดาตนฝึกลมปราณเสียด้วยซ้ำ แต่เพราะตัวบิดาเองมีมานาที่ไหลเวียนทับจุดชีพจรอยู่ ทำให้มิสามารถเรียนลมปราณได้ ไม่เช่นนั้นท่านคงได้รับบาดเจ็บภายใน เขาไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไรบิดาตนถึงมีมานาสะสมอยู่ที่จุดชีพจรบางจุด แต่เมื่อฟังเรื่องราวของท่านอาอเมทิสต์แล้วก็ทำให้ทราบสาเหตุ


    ยักษาแห่งโลกาคงมีวิธีการฝึกมานาที่คล้ายการฝึกลมปราณแน่นอน เพียงแต่ว่าเป็นการสะสมมานาที่บางจุดเท่านั้น ทำให้มันมีประสิทธิภาพไม่เท่ากับลมปราณ และด้วยลักษณะของมานาที่มีความเข้มข้นน้อยกว่า จึงทำให้พลังอำนาจมันน้อยกว่าเช่นกัน แต่สำหรับโลกใบนี้การมีพลังขนาดนั้นก็ถือว่าแข็งแกร่งมากแล้ว


    ภายในหัวของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความคิดอันหลากหลาย บางครั้งความคิดของเขาก็แสดงออกมาทางสีหน้า ทั้งสามคนจ้องไปยังหน้าเด็กหนุ่มอย่างเงียบๆ บางครั้งสีหน้าของเด็กหนุ่มก็ยินดี บางครั้งก็บึ้งตึงหรือแม้กระทั้งสีหน้าเรียบเฉยก็มี เด็กหนุ่มครุ่นคิดอยู่สักสิบถึงยี่สิบนาทีก็ลืมตาขึ้น เมื่อเขาเรียบเรียงถึงเหตุการณ์ต่างๆเรียบร้อยแล้ว


    "ตอนนี้อาการของท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้าง" เด็กหนุ่มถามอย่างกระตื้อรือร้น เพราะท่าอาของเขาบอกแค่ว่าท่านพ่อได้รับบาดเจ็บเท่านั้น ยังมิได้ตายจากไปเสียหน่อย


    "อืม~ ไม่แน่ใจ แต่จากที่พี่เซเรน่าเล่าให้ฟัง บิดาเจ้าจะกลายเป็นพวกโนเลส และถูกขับออกจากตระกูลถาวร นี้เป็นจดหมายแจกแจง" หญิงสาวพูดด้วยเสียงเศร้าๆ ก่อนจะยื่นม้วนกระดาษอันหนึ่งมาให้เขา


    ด้านในมันเขียนด้วยตัวหนังสือไปกี่สิบบรรทัด ใจความของมันก็มีแค่บอกเล่าถึงการปลดชื่อบิดาของเขาออกจากตระกูลแอสลาส การโอนทรัพย์สินของตระกูลจากชื่อบิดามาเป็นของเขา ซึ่งมันก็มีแค่ที่ดินหนึ่งไร่กว่าๆในหมู่บ้านกรีนพีชเท่านั้น และเวลาของสัญญาเล่มนั้นก็คืออีกสองปี เมื่อครบกำหนดจะมีผู้มารับเอาสัญญานั้นไป


    "ครับ แล้วม้วนกระดาษพวกนั้นเอาไว้ทำอะไรหรอครับ" เด็กหนุ่มถามอย่างสงสัย เพราะมันไม่ได้มีม้วนเดียวที่มีสัญญาลักษณ์ผลึกนึกเป็นรูปทรงกลมมีดาบไขว้อยู่ด้านใน


    "ยังไงเจ้าก็ต้องได้ไปอยู่แล้วนี้นะ อันนี้สำหรับเจ้า มันเป็นจดหมายกำหนดการประลองประจำตระกูลและเทียบเชิญเข้าร่วมงานประลอง ส่วนอันนี้เป็นสัญญาสืบทอดโฉนดที่ดินของเจ้า" หญิงสาวส่งมอบม้วนกระดาษสามอัน โดนสองอันแรกมีตราของตระกูลแอสลาส โดยที่อันหนึ่งมีซองจดหมายผูกเอาไว้ ส่วนม้วนกระดาษอันสุดท้ายมีสีน้ำตาลเก่าๆ


    "สัญญาสืบทอดโฉนดที่ดินเจ้าก็เก็บเอาไว้ ส่วนสองอันนั้นจะอ่านเลยหรืออ่านหลังจากนี้ก็ได้"


    "ได้ครับ แล้วข้าสามารถไปเยี่ยมบิดาได้หรือไม่"


    "ได้สิ แต่ข้าไม่แน่ใจหรอกนะว่าบิดาเจ้าได้สติหรือยัง" หญิงสาวลุกขึ้น ก่อนจะเดินนำเด็กหนุ่มเข้าไปยังห้องพักห้องหนึ่งในเรือนรับรอง


    พวกเขาสองคนเดินคู่กันไป โดยในระหว่างเดินเด็กหนุ่มก็ถามเรื่องราวเล็กๆน้อยๆจากหญิงสาว ทั้งเรื่องลำดับญาติ การวางตัวในตระกูล รวมถึงเรื่องราวต่างๆภายในตระกูล ณ ตอนนี้อีกด้วย


    ในสายของท่านปู่ยูโซ ท่านมีลูกทั้งหมดหกคนซึ่งเกิดจากภรรยาทั้งสามคนของท่าน โดยท่านย่าใหญ่เธอมีชื่อว่าซาซาน เธอมีลูกทั้งหมดสามคน คนโตคืออาร์ค ดิ แอสลาส ในตอนนี้เขาเป็นผู้นำตระกูลสาขารองต่อจากยูโซ คนรองชื่ออเล็ก ดิ แอสลาสตอนนี้เป็นเจ้าของกลุ่มการค้าแห่งหนึ่งในเมืองแบล็คร็อค โดยที่เขาไม่ยุ่งเกี่ยวกับการจัดการของตระกูลแล้ว คนสุดท้องคือพ่อของเขาบิชอบ ดิ แอสลาส ซึ่งในตอนนี้ก็ออกจากตระกูลถาวรแล้ว


    ท่านย่ารองเธอชื่อว่าโรเฟีย เธอมีลูกสองคนคือ ราทิส ดิ แอสลาส ที่ตอนนี้เป็นผู้อาวุธโสคนหนึ่งในตระกูลรอง ส่วนอีกคนคือหญิงสาวที่เดินไปกับเขา อเมทิสต์ ดิ แอสลาส ปัจจุบันเป็นเจ้าของสวนสายหมอกและกิจการเสริมความงามอื่นๆ ส่วนท่านย่าเล็กเธอชื่อว่าอลานา ท่านมีลูกสาวเพียงคนเดียว เธอคือจูเลีย ดิ แอสลาส


    ถ้านับลำดับความอาวุธโสในรุ่นท่านพ่อ ก็คงเป็นอาร์ค อเล็ก จูเลีย บิชอบ ราทิสและอเมทิสต์ตามลำดับ ส่วนในรุ่นพวกเขานั้น ยังมีคนอื่นๆอีกสิบกว่าคนในรุ่นเดียวกัน แต่เขาก็ยังไม่เคยเจอเลยสักคน และเขาก็ไม่อาจจะจำเพิ่มอีกแล้ว แค่ชื่อพวกท่านลุงท่านป้าก็เยอะพอแล้ว


    "เข้าไปสิ" ในตอนนี้พวกเขามาถึงประตูบานหนึ่ง ที่ด้านหน้าเขียนป้ายห้ามรบกวนติดไว้ เขาเปิดประตูเข้าไปก่อน ตามด้วยหญิงสาวที่เดินตามเข้าไป


    ด้านในห้องมีเตียงขนาดใหญ่เตียงหนึ่งตั้งอยู่ที่กลางห้อง บนเตียงนั้นมีชายหนุ่มคนหนึ่งนอนอยู่ เขามีหน้าตาคล้ายเด็กหนุ่มที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามา เพียงแต่ใบหน้าของเขาดูมีอายุมากกว่าและมีแผลเป็นอยู่ทั่วทั้งตัว เขานอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง โดยเตียงนั้นมีร่องรอยถึงการถูกรื้อหรือดิ้นจนข้าวของกระจัดกระจาย แต่ได้รับการจัดใหม่แต่ยังคงมีร่องรอยของรอยยับอยู่บ้าง


    ชายหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงหายใจด้วยความสม่ำเสมอ แสดงให้เห็นว่าเจ้าตัวหลับลึกเพียงใด บนใบหน้าและตัวเนื้อตัวนอกผ้าห่ม มันเต็มปด้วยหยดน้ำเล็กๆของเหงื่อที่เกาะอยู่โดยรอบ ในห้องนี้มีอุณหภูมิปรกติ แต่ที่ตัวของชายหนุ่มกลับมีอุณหภูมิสูงเหมือนกับอยู่ในเตาอบ เด็กหนุ่มมองไปยังชายหนุ่มด้วยสีหน้าอ่านยาก มันทั้งสงบและดุร้ายในเวลาเดียวกัน


    เด็กหนุ่มจ้องมองบิดาของตนที่นอนอยู่บนเตียงสักพัก ก่อนที่เขาจะเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ข้างเตียง


    "ท่านพ่อ ข้าน่าจะรู้เร็วกว่านี้ ว่าท่านปกปิดเรื่องอันใดไว้ ไม่ต้องห่วง ข้าจะทวงความยุติธรรมให้ท่านเอง" ประโยคสุดท้ายพูดด้วยน้ำเสียงแผว่เบาจนแทบไม่ได้ยิน


    เขาเรียกเอายาเวทย์ฟื้นฟูพริบตาออกมา ก่อนจะป้อนให้บิดาตน แล้วเอาหนังสือเล่มบางที่มีเพียงยี่สิบกว่าหน้ามาวางไว้ที่หัวเตียง พร้อมกับเอากระดาษออกมาเขียนอะไรบ้างอย่างลงไป แล้ววางไว้บนหนังสือเล่มนั้น


    "ท่านอา ข้าฝากท่านพ่อข้าด้วย สิ่งนี้ให้ท่านอ่านหลังจากท่านหายดีแล้ว ท่านจะอ่านก่อนก็ได้ แต่มันคงไม่เป็นผลดีต่อท่านสักเท่าใด" เด็กหนุ่มหันไปพูดกับหญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าประตู ก่อนที่เขาจะเดินออกไปด้วยสีหน้าเย็นชาและเศร้าสร้อย


    "ได้จูเนียร์ เชื่อใจข้าได้เลย" เสียงหญิงสาวพูดออกมาไล่หลังเด็กหนุ่มที่เดินกลับไปยังเรือนพักผ่อนของตน


    เด็กหนุ่มเดินกลับที่พักอย่างเงียบๆ ตลอดทางเขาไม่ได้ทักทายหรือพูดคุยกับใครแม้แต่คนเดียว เขาเพียงแค่เดินผ่านไปอย่างเงียบเชียบ ผ่านห้องหับต่างๆ ผ่านข้ารับใช้และผ่านสภาพแวดล้อม โดยไม่ได้ให้ความสนใจแก่สิ่งใด จนในที่สุดเรือนพักของเขาก็ปรากฏขึ้นในสายตา เขามองไปยังประตูห้องที่ปิดสนิทไว้ เขาเปิดมันเข้าไปก่อนจะพบกับสามสาวที่กำลังนั่งคุยกันอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง


    ครรชิตปรับสีหน้าเป็นปรกติ ก่อนจะเข้าไปร่วมพูดคุยกับพวกเธอด้วยความมีชีวิตชีวา ส่วนใหญ่แล้วพวกเขามักจะพูดถึงเรื่องการโจมตีสัตว์เวทในวันพรุ่งนี้ ซึ่งพวกเขาวางแผนที่จะกลับไปยังที่เดิมที่พวกเขาไปเมื่อวาน โดยครั้งนี้พวกเขาก็ให้พวกไกเซอร์ตามไปเช่นเดิม เพราะไม่อยากขัดขวางการทำงานของพวกเขาเท่าใดนัก


    ในตอนเย็นวันที่สองของภัยพิบัติสิ้นปี หลังจากที่พวกเขานอนกันตั้งแต่เที่ยงจนถึงตอนเย็น พวกเขาทั้งสี่คนก็ออกจากบ้านในตอนค่ำๆ เมื่อไปถึงกำแพงทิศใต้ พวกเขาก็พบกับดวงตาสีแดงหลายแสนคู่อยู่ในความมืด มันมิได้แตกต่างจากเมื่อวานเท่าใดนัก


    "วันนี้พวกเราจะช่วยตั้งแต่ต้น หรือจะเริ่มโจมตีตอนรุ่งสางแบบเมื่อวานดี" โรสแมรี่ถามออกมา เพราะวันนี้พวกเขามาถึงก่อนการโจมตีจะเริ่มขึ้นในตอนเที่ยงคืน


    "โจมตีเลยๆ ข้าอยากลองเวทย์ใหม่" ลิลลี่ที่เพิ่งได้เวทย์บทใหม่มา อยากจะลองใช้มันดูสักเล็กน้อย


    ลิลลี่ได้รับเวทย์บทใหม่ จากการที่เธอขอร้องให้อลิซาเบธและข้ารับใช้อีกหลายคน ไปหยิบยืมหนังสือเวทย์ธาตุลมมาจากหอสมุดหลวง ทำให้เธอได้รู้เวทย์บทใหม่หลายบท เช่นเดียวกับโรสแมรี่ ส่วนเขานั้นมีอยู่กับตัวอยู่แล้วซึ่งส่วนใหญ่เขาก็ดัดแปลงมันเล็กๆน้อยๆ เพื่อให้สะดวกต่อการเรียนรู้ แต่เพราะมันใช้หลักการจากอีกโลกผสมผสานด้วย เขาจึงไม่อาจจะให้สองพี่น้องเอาไปใช้ได้นั้นเอง


    เมื่อได้ขอสรุปว่า พวกเขาจะเริ่มโจมตีในตอนเที่ยงคืนเลย ทำให้ทุกคนต่างเตรียมตัวและเริ่มการโจมตีทันทีที่ถึงเวลาเที่ยงคืน


    ในวันที่สามและสี่ของภัยพิบัติสิ้นปี พวกเขาก็ยังคงเข้าร่วมอยู่เสมอ ทำให้พวกเขาเห็นว่าพวกจอมเวทย์ธาตุและจอมเวทย์ทวิธาตุโจมตีกันอย่างไร มันเป็นการโจมตีที่อลังการเป็นอย่างมาก ทั้งลูกไฟขนาดใหญ่ที่กลายเป็นวิหคเพลิง มังกรไฟแบบจีนมั้งละ หรือมีแม้กระทั้งสัตว์แปลกๆอีกหลายสิบอย่าง ส่วนใหญ่มักจะเป็นพวกจอมเวทย์ธาตุที่โจมตีเป็นหลัก ส่วนจอมเวทย์ทวิธาตุหรือคนที่มีระดับการฝึกเท่ากัน พวกนี้มักจะโจมตีไปที่สัตว์เวทย์ระดับห้าถึงหกเท่านั้น


    ในที่สุดก็ถึงวันสุดท้าย ในวันนี้กองทัพสัตว์เวทต่างเตรียมพร้อมตั้งแต่ตอนเย็น พวกมันถูกนำทัพด้วยสัตว์เวทระดับหกหนึ่งตัว การโจมตีเปิดฉากด้วยการที่จอมเวทย์ทวิธาตุโจมตีด้วยมหาเวทย์ไปยังสัตว์เวทระดับหก โดยพยายามให้มันโดยสัตว์เวทรอบข้างไปด้วย


    ด้วยความที่เมืองหลวงอเคเซียมีนักเวทย์ทวิธาตุสองคนคือโวรา ฉายา'ดูมสรอม'จอมเวทย์ธาตุไฟและลม ถนัดในการใช้มหาเวทย์พายุไฟวิปโยค ที่เขาได้เป็นผู้ดัดแปลงและสร้างมันขึ้นมาเอง มันเป็นพายุที่มีเปลวไฟเป็นส่วนประกอบและมันยังสามารถปล่อยลูกไปออกมาจากตาพายุได้อีกด้วย ส่วนอีกคนคือวิโอล่า ฉายา'สโม๊ค'จอมเวทย์ธาตุดินและลม ถนัดในการใช้มหาเวทย์ปฐพีไร้ตัวตน ซึ่งเป็นเวทย์ที่ทำให้เกิดฝุ่นผงที่คมกริบราวกับมีด กรีดทุกสิ่งทุกอย่างในระยะทำการของมหาเวทย์


    สงครามในวันที่ห้าจบอย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาไม่ถึงสามชั่วโมง แต่ทุกคนก็ทราบดีว่าจอมเวทย์ทวิธาตุทั้งสองคน ต้องใช้เวลาฟื้นฟูความแข็งแกร่งจากการใช้มหาเวทย์สองธาตุอีกนานนับเดือน ถึงแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นจอมเวทย์ทวิธาตุ แต่พวกเขาก็ไม่ได้แข็งแกร่งกว่าจอมเวทย์ทั่วไปสักเท่าใด เพราะถ้าเทียบกันแล้วพวกเขาก็ยังเป็นจอมเวทย์ทวิธาตุขั้นต้นกันอยู่เลย


    ครรชิตมองไปยังภาพที่เห็นในวันที่ห้านี้ นี้น่าจะเป็นเรื่องปรกติที่วันที่ห้าจะจบสิ้นได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีตัวตนที่แข็งแกร่งขนาดนั้นถึงสองคนในการรวมมือกันทำลายกองทัพสัตว์เวทระดับห้าและหกในครั้งเดียว ส่วนสัตว์เวทระดับสี่เพียงแค่จอมเวทย์ก็จัดการได้แล้ว และในวันนี้พวกมันก็มาเพียงไม่กี่พันตัวเท่านั้น


    หลังจากจบสิ้นภัยพิบัติสิ้นปีในครั้งนี้ บิดาของเขายังยังคงไม่ได้สติ นั้นทำให้เขาได้ตัดสิ้นใจในบางสิ่งไปแล้ว นั้นคือการที่เขาจะออกเดินทางไปยังภูเขามานาเพื่อฝึกฝนตน และกลับไปรอคนที่จะมารับสัญญาสืบทอดโฉนดที่ดินของตระกูลแอสลาสในอีกหนึ่งปีข้างหน้า


    เขาได้ทิ้งจดหมายและตำราการฝึกฝนลมปราณไว้ให้สาวๆ ส่วนตัวเขาเองก็ได้ลอบออกไปในวันนั้นเอง เขาได้หายไปจากเมืองหลวงอเคเซียในเวลาไม่นาน



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 61 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,037 ความคิดเห็น

  1. #1864 Waiwit (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 10 มกราคม 2560 / 09:44
    สกิลเวทย์พระเอกยังเห็นไม่ชัดเลยว่ามีอะไรบ้าง ยิ่งลมปราณนี่ไม่เห็นเลยเห็นแค่ว่าร่างกายแข็งแกร่งอย่างเดียว
    #1,864
    0
  2. #1762 Hope-Ray (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 1 มกราคม 2560 / 22:40
    เออถูก คือลูน่าแม้งก้ฝึกไม่ได้ป่าววะใครๆก้บอกไม่มีหนทางขนาดพ่อแม่ที่เชี่ยวชาญด้านการปรุงยายังหมดปัญญา ไอลูกทรพีครรชิตยังรักษาได้จับชีพจรเช้า กลางวันเย็นเพราะกลัวอันตรายจากการฝึกลมปราณ ทีพ่อตัวเองดันโยนยาให้เม็ดเดียวกับหนังสือไปฝึกเอง พ่อแม้งไม่ธาตุไฟแตกตายไปเลยละ
    #1,762
    0
  3. #1095 phairatw (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 / 14:46
    ขอบคุณครับ
    #1,095
    0
  4. #1043 humter111 (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2559 / 20:13
    เหอะๆ ยังไม่เห็นสกิลของลมปรานเลย มีแต่ของเวท - -" ไหนบอกเป็นผู้สร้างเกมไง
    #1,043
    0
  5. #1028 negiharem (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2559 / 22:11
    นี่สินะ ตอนแรกของเรื่อง อืม
    เอาจริงๆ ผมว่า ถ้าในอนาคตฝีมือของไรท์ ดีมากกว่านี้จะกลับมา รีไร้ ก็ได้นะ อย่างหลายๆ คนว่าครับ
    การปูบท ใช้เวลานานเกินไป(น้ำเยอะ)  สิ่งสำคัญของนิยายเว็บคือ "น่าติดตาม" 
    #1,028
    0
  6. #536 Gazz (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 08:17
    กว่าจะแยกไปเดินเรื่องได้ หวังว่าต่อจากนี้จะปูบทให้พระเอกแน่นขึ้นน่ะ ที่อ่านมาเกือบ60ตอน พระเอกออกแนวจอมปราชญ์มากกว่านักรบ คิดว่าคงไม่ผู้หญิงยาวๆน่ะ ออกมาทีไรบทพระเอกหลวมทุกที ขอบคุณไรท์เตอร์มากครับ
    #536
    0
  7. #524 Gnuh (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 14 กันยายน 2559 / 13:23
    ขอบคุณครับ
    #524
    0
  8. #512 ผ่านมาอ่าน ตอนนี้พลาดจริงๆ (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 13 กันยายน 2559 / 12:10
    นิยายกำลังสนุก แต่มาพลาดที่ตอนนี้ เก่งกาจทุกอย่างแต่ไม่มีปัญญารักษา

    "พ่อ" ตัวเองเป็นคนที่ใส่ใจแต่เมียตัวเอง และคนรอบข้าง ยกเว้น"พ่อ" ตัวเอง

    คงคิดแต่จะเดินเรื่องออกเดินทางโฃว์เทพได้สัตว์เลี้ยงตัวใหม่หรือไม่ก็เมียใหม่สินะ

    ทั้งๆที่ "พ่อ" รักมาก แต่ไม่คิดตอบแทนเลย
    #512
    5
    • #512-4 Ving วิงส์(จากตอนที่ 61)
      13 กันยายน 2559 / 19:28
      ได้อ่านบทที่หมอรักษาพูดหรือเปล่าครับ
      หมอได้บอกไปแล้วว่ายาสามวิญญาณเมื่อกินเม็ดที่สามจะตาย ไม่สามารถรักษาได้อีกต่อไป ได้แต่ปล่อยให้เม็ดพลังสลายไป แต่ก็สามารถรักษาจิตใจของบิชอบไว้ได้
      และที่ครรชิตให้เป็นหนังสือการฝึกฝนลมปราณเอาไว้ทดแทนมานาที่ไม่สามารถใช้ได้อีกแล้ว
      #512-4
    • #512-5 cutehell(จากตอนที่ 61)
      26 กันยายน 2559 / 07:46
      กับเมียเก็บตัวสอนทั้งวันทั้งคืน กับพ่อแม้งทิ้งยาให้ ไม่รู้จะเรียกว่าตัวอะไร
      #512-5
  9. #509 kamol1122 (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 12 กันยายน 2559 / 23:21
    สนุกดีครับ
    #509
    0
  10. #508 fanzamoooktern (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 12 กันยายน 2559 / 21:40
    ติดตาม
    #508
    0
  11. #507 แว่นใส (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 12 กันยายน 2559 / 21:21
    พ่อจะดีขึ้นไหม
    #507
    0
  12. #506 Claymoreza (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 12 กันยายน 2559 / 21:20
    มันแปลกๆนะ ปกติมันมีแต่ต้องแก้ปัญหาก่อน พ่อยังไม่หายยังจะทะลึ่งไปล้างแค้น

    นี่แหละนะสไตล์พระเอกนิยม ในความเป็นจริงมันต้องรักษาพ่อ ช่วยพ่อฝึกฝีมือส่วนเรื่องล้างแค้นอยู่ที่พ่อจะเอาความไหมต่างหาก เว้นแต่อีกฝ่ายมาหาเรื่องถึงถิ่น

    -ที่จะไปล้างแค้นๆ มองอีกมุมก็เหมือนอันธพาลดีๆนี่เองอะ คือถ้าแค้นเพราะ-ยังพอเข้าใจได้อันนี้พ่อไม่ตายยังทิ้งไว้บนเตียงให้นอนซม
    #506
    0
  13. #505 MojRiSad (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 12 กันยายน 2559 / 21:10
    แอบหนีเมีย ไปเที่ยวกลางคืน
    #505
    0
  14. #504 ยาหยี (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 12 กันยายน 2559 / 20:56
    เหมือนคนที่มีการลำดับความสำคัญความสัมพันธ์ผิดพลาด การเอาใจใส่ การถนอมน้ำใจคน การสื่อสารกับคนรอบข้างผิดพลาดไปหมดเลย คิดแต่ไม่พูด พูดแต่ไม่อธิบาย อธิบายแล้วก้ต้องคุยกันให้เข้าใจ พอไม่ทำปัญหามันก้บานปลายแบบนี้ จริงๆพ่อน่าจะเป็นโนเลสรักษาไม่หาย ใช้ลมปราณไม่ได้ไปเลย มันจะได้สำนึกว่ามันควรดูแลพ่อมากกว่านี้ หรือมันจะไม่สำนึกวะ
    #504
    0
  15. #503 ปกเงิน& (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 12 กันยายน 2559 / 20:33
    ขอบคุณครับ
    #503
    0
  16. #502 งงๆ (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 12 กันยายน 2559 / 19:59
    แล้วทาสละ จำได้ว่าห้ามห่างกันไกลนิ หรือยกเลิกไปละ หรือผมมองข้ามบางประโยคไป
    #502
    0
  17. #501 หยาดน้ำบนยอดหญ้า (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 12 กันยายน 2559 / 19:32
    ได้เวลาฝึกฝนอย่างจริงจัง
    #501
    0