Fic conan Spirytus (Amuro x Shinichi)

ตอนที่ 5 : 005 คนที่เหมือนเชอร์ล็อค โฮล์ม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 468
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 46 ครั้ง
    6 มิ.ย. 63

Spirytus

 

Pairing : Amuro (zero, Furuya)x Conan (shinichi, Spirytus)

Warning : Plot twist

 

คนที่เหมือนเชอร์ล็อค โฮล์ม

 

ไม่นานเกินรอหลังจากโทรแจ้งตำรวจก็มาถึง ครั้งนี้คนที่มาคือสารวัตรเมงุเระ แม้จะแปลกใจอยู่บ้างที่เจ้าตัวมาเองแต่เด็กหนุ่มก็ก้าวเข้าไปอธิบายสถานการณ์โดยรวมให้ฟังทันที แน่นอนว่าทันทีที่เจ้าตัวมองเห็นหน้าของชินอิจิก็เผยรอยยิ้มกว้างคล้ายจะพอใจมากๆ และก็โล่งใจไปด้วย

ก็นะ…

ดูที่เกิดเหตุแล้วคราแรกคิดว่าจะเจอไอ้บ้านั่นเสียอีก เป็นเด็กนี่ค่อยดีหน่อย

“ชินอิจิคุง!” สองเท้าก้าวเข้ามาพลางจับมือเด็กหนุ่ม ดวงตาเปล่งประกายราวกับจะบอกว่าเรื่องใกล้จะจบลงเสียที เมงุเระใช้มือป้องปากกระซิบกระซาบทันที “หลังจากนี้ฉันต้องกลับไปหาภรรยาน่ะ ช่วยรีบๆ ไขคดีทีนะ”

“โถ่… คุณสารวัตร”

“เอาน่า ช่วยๆ กันทีเถอะ ฉันยิ่งโดนงอนอยู่ ถ้าไม่รีบกลับไปง้อจะแย่เอาน่ะสิ!”

“แล้วคนอื่นๆ ล่ะครับ” อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกไป เพราะปกติแล้วคนที่มารับหน้าคดีน่าจะเป็นผู้หมวดทาคางิหรือคนอื่นๆ มากกว่า ส่วนมากเขาก็ไม่ค่อยเจอกับสารวัตรเมงูเระเช่นกัน จะมีก็แต่คดีที่มันค่อนข้างใหญ่โตหรือเป็นที่สนใจ ไม่เช่นนั้นก็จะโดนเรียกเข้าไปช่วยเป็นที่ปรึกษาพิเศษแบบนานๆ ทีเท่านั้นเอง

“มีคดีใหญ่อีกน่ะสิ ให้ตายวันนี้มันวันวุ่นวายจริงๆ”

“แบบนั้นนี่เอง เอาล่ะ ผมขอตรวจสถานที่หน่อยนะครับ”

“เอาเลย”

เด็กหนุ่มหัวเราะก่อนจะเริ่มสังเกตสถานที่เกิดเหตุ เด็กหนุ่มใส่ถุงมือร้อมเริ่มสำรวจนู่นนี่โดยไม่มีทีท่าว่าจะถูกห้ามโดยตำรวจหรือฝ่ายเก็บหลักฐานคนอื่นแม้แต่น้อย ทำเอาอามุโร่ที่ลอบมองอยู่อดแปลกใจไม่ได้

 

“คุโด้คุงได้รับความไว้วางใจดีจังน้า”

 

“ค่ะ เพราะเมื่อก่อนชินอิจิช่วยงานตำรวจบ่อยๆ น่ะค่ะ” รันที่เฝ้ามองเพื่อนหนุ่มอยู่หันมากล่าวอธิบายกับชายหนุ่มผมบลอนด้วยท่าทีเป็นธรรมชาติ “ถึงจะไม่ค่อยดีที่จะพูดแบบนี้ แต่ว่าการที่ได้เห็นชินอิจิตั้งใจและสนใจในคดีแบบนี้น่ะฉันค่อนข้างดีใจนะคะ”

เพราะไม่ได้เห็นมานานแล้ว…

“เห ?”

“อ๊ะ เปล่าหรอกค่ะ” เด็กสาวโบกไม้โบกมือไป ก่อนจะนึกบางอย่างได้ “จริงสิคะ ที่บอกว่าย้ายมาที่นี่เพื่อมาขอเป็นลูกศิษย์คุณพ่อเนี่ย ฉันว่าแทนที่จะเป็นแบบนั้นสู้ให้ชินอิจิสอนดีกว่านะคะ แม้หมอนั่นจะชอบพูดอะไรเข้าใจยากไปบ้าง แต่ว่าคุณอามุโร่อาจจะเข้าใจที่เขาพูดก็ได้นะคะ!”

“เอ คุโด้คุงเก่งขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

“ค่ะ ใช่แล้วล่ะ”

ส่วนอาสึสะที่มองอยู่ก็ได้ขยับเข้ามาใกล้รันพลางเอ่ยถามด้วยท่าทีเป็นกังวล “แล้วไม่บอกคุณโมริจะดีเหรอคะ ให้เขามาช่วยอีกแรง”

“ไม่เป็นไรเลยค่ะ มีชินอิจิอยู่แล้วหายห่วงได้เลย” แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่รันก็รู้ดีว่าเพื่อนสนิทคนนี้เก่งกว่าคุณพ่อของเธอมากจริงๆ และอีกอย่าง…

ในพจนานุกรมของหมอนั่นน่ะไม่มีคำว่าทำไม่ได้หรอก

             

“เอาล่ะ ขอสรุปเหตุการณ์คร่าวๆ เลยนะ” สารวัตรเมงูเระที่ฟังรายละเอียดมาเตรียมการสรุปคดีที่เกิดขึ้นเพื่อวิเคราะห์ “ผู้ตายชื่อ คาซามัตสึ คิโยทากะ อายุยี่สิบสามปีเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย สาเหตุการตายคือการถูกยิงทะลุหัวใจจากทางด้านหลังในช่วงเวลาประมาณยี่สิบนาฬิกาสี่สิบห้านาที ซึ่งเวลาที่เกิดขึ้นเป็นช่วงเวลาที่ไฟในร้านดับพอดี”

ทุกคนที่ร่วมฟังพยักหน้ารับ เป็นการยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้น

“ตอนนั้นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ถ้านับรวมผู้ตายแล้วจะมีทั้งหมดเจ็ดคน คนแรกคือชินอิจิคุงซึ่งนั่งอยู่กับผู้อยู่ในเหตุกาณ์คนที่สองคุณอามุโร่ตรงบริเวณเค้าท์เตอร์ ข้างๆ กันนั้นมีคนอาสึสะคนที่สาม ผู้ตายนั่งอยู่ตรงโต๊ะริมหน้าต่าง โดยคนที่ร่วมโต๊ะคือเพื่อนในมหาวิทยาลัยสองคนคือคุณนัตสึกับคุณคิริชิมะ และหนูรันนั่งอยู่ที่โต๊ะข้างๆ กันแบบนี้สินะ”

“ครับ แน่นอนว่าผมคิดว่าคนร้ายคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้ตัวเองเปื้อนเขม่าดินปืน เพราะว่าระหว่างเกิดเหตุ จนถึงตอนที่คุณรันร้องออกมาเพราะโดนเลือดมาเปื้อนหน้า ผมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย จึงเดาว่าคนร้ายใส่ที่เก็บเสียง” อามุโร่เอ่ยรับพลางอธิบายต่อ ปลายนิ้วแตะคางตัวเองท่าทางครุ่นคิดอย่างลืมตัว “ที่เก็บเสียงน่ะมันไม่ได้ทำให้เขม่าดินปืนหายไปด้วยหรอกนะครับ”

ก็สมเป็นเบอร์เบิ้น รู้เรื่องปืนดี

แต่…

ขอแกล้งสักหน่อยเถอะ

“ว้าว คุณอามุโร่นี่รู้ดีจริงๆ อย่างกับจับปืนบ่อยเลยนะครับ!” ร้องออกไปด้วยแววตาใสแจ๋วราวกับไร้เจตนาแอบแฝงใดๆ ทั้งสิ้น คนถูกอ้างถึงโบกไม้โบกมือ ไร้ซึ่งท่าทีร้อนตัว หน้ากากยังคงถูกสวมทับไว้ได้อย่างแนบเนียน

“ไม่หรอก ฉันก็ศึกษามาบ้างน่ะ ก็แหม เห็นแบบนี้ฉันก็เคยรับจ้อบเป็นนักสืบเหมือนกันนะ ถึงจะสู้คุณโมริไม่ได้ก็เถอะ”

“…หา ยังมีคนสู้พ่อของรันไม่ได้อีกเหรอ” ชินอิจิพึมพำ

“เห… หมาย ความ ว่า ไง ยะ!” รันเท้าเอว ท่าทางเอาจริงเอาจัง แม้เธอจะรู้ดีอยู่แล้วแต่มันก็อดหมั่นไส้ใบหน้ามั่นใจนั่นไม่ได้จริงๆ หมอนี่น่าตีนัก!

“ฮะๆ ฉันล้อเล่นน่ะรัน”

“จ้าๆ ใครจะไปสู้พ่อยอดนักสืบได้ล่ะเนอะ!”

             

พวกเขาพูดคุยไร้สาระต่อกันอีกสักพักก่อนที่ชินอิจิจะหันกลับมาสนใจหลักฐานตรงหน้าต่อ เขารื้อค้นข้าวของของผู้ต้องสงสัยที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเอามาให้ตามคำขอดูทีละชิ้นก่อนขมวดคิ้วมุ่น คดีนี้ไม่ได้ยากเท่าที่คิด กลับกันมันมีช่องโหว่ที่ค่อนข้างใหญ่ ถ้าเป็นเขา เขาคงไม่กล้าลงมือเด็ดขาดเพราะมันเป็นการเสี่ยงดวงมากไปหน่อย

แต่ทั้งที่รู้แล้ว แต่ชินอิจิยังไม่คิดที่จะพูดข้อสงสัยของตนเองออกมา เพราะยังร้อยเปอร์เซ็น…

และถ้าไม่มั่นใจเต็มที่ก็จะไม่ยอมพูดออกมา

มันคือการทำงานของเขา

เขาไม่ว่าจะใช้ชื่อไหนๆ ก็ตาม

 

“ใช่ และถ้าตัดสามคนคุณอาสึสะ คุณอามุโร่และชินอิจิคุงที่อยู่ใกล้กันออก ตัดรันคุงที่ไม่รู้จักผู้ตายออกไป ผู้ต้องสงสัยก็จะเหลือแค่คุณนัตสึกับคุณคิริชิมะ” สารวัตรเมงูเระล่าวต่อ ทำเอาหญิงสาวสองคนที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยมีท่าทีโมโหขึ้นมาทันที

“แต่เมื่อกี้คุณตำรวจคนนั้นก็รายงานมาแล้วไม่ใช่เหรอคะว่าทั้งจากมือและเสื้อผ้าของพวกฉันไม่มีคราบเขม่าดินปืนเลย แถมเด็กคนนั้นที่กำลังรื้อค้นข้าวของอยู่ก็ไม่เจอปืนจากพวกเราคนใดคนหนึ่งเลยนี่คะ!”

“นั่นสิคะ!”

“เอ่อ ทั้งสองคนใจเย็นๆ ก่อน”

“อีกอย่างนี่มันก็ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้พวกฉันมีสอบตอนเช้านะยะ ทำไมไม่รีบๆ ปล่อยให้พวกเรากลับกันเสียทีเล่า เอาที่อยู่กับเบอร์โทรไว้ค่อยโทรนัดมาคุยเรื่องคดีกันอีกทีวันหลังก็ได้นี่!” นัตสึโวยวาย ปลายนิ้เคาะนาฬิกาข้อมือที่บ่งบอกเวลาสี่ทุ่มยี่สิบนาที

“นั่นสิคะ แล้วตอนนั้นไฟดับด้วย ไม่คิดว่าคนร้ายจะมาจากข้างนอกบ้างเหรอคะ เพราะตรงประตูก็ไม่มีใครเฝ้าแท้ๆ” คิริชิมะขานรับเพื่อนด้วยท่าทีเป็นกังวล

“เอ่อ แต่ว่า…” เมงูเระพยายามที่จะห้ามปราม 

“แต่อะไรกันยะ ปล่อยพวกฉันกลับไปสักที!”

สงครามขนาดย่อยที่เกิดขึ้นทำเอาสารวัตรซึ่งไม่เก่งกับการรับมือเหงื่อตก แม้ว่าอามุโร่จะเข้ามาห้ามทัพแล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะสำเร็จได้โดยง่าย

             

“นี่ชินอิจิได้อะไรบ้างมั้ย ?” รันก้าวเข้ามา เอ่ยกระซิบข้างหูเพื่อนสนิท เด็กหนุ่มพยักหน้า สายตามองออกไปนอกร้าน สายฝนเริ่มสาดเทลงมาหนักขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

 

ไม่ชอบเลยนะ…

เหมือนวันนั้นไม่มีผิด

 

“นี่รัน เธอได้สังเกตหรือเปล่าว่าฝนน่ะมันตกตั้งแต่ตอนไหน ?” เขาเอ่ยถาม เด็กสาวชะงักก่อนจะพยักหน้ารับ

“มันเทลงมาตอนประมาณสามทุ่มน่ะ เหมือนว่าจะเป็นพายุเข้ากะทันหันน่ะเลยไม่ได้มีบอกเอาไว้ในกรมอุตุ มีอะไรรึเปล่า ?”

“ไม่หรอก แต่ฉันรู้ตัวคนร้ายแล้วล่ะ”

“เอ๊ะ จริงเหรอ!?”

รอยยิ้มมั่นใจปรากฎบนใบหน้า เด็กหนุ่มผงกศีรษะขึ้นลง ไม่ใช่แค่สารวัตรเมงูเระเท่านั้นที่อยากจะกลับไปง้อภรรยา ตัวของเขาเองก็อยากกลับบ้านจะแย่แล้วเช่นกัน ชินอิจิไม่ชอบฝน อย่างน้อยก็ไม่ชอบตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นั้น

“คนร้ายน่ะ มันก็คือคุณไม่ใช่เหรอครับคุณนัตสึ” ชินอิจิเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ดังพอจะให้ทุกคนได้ยินกันทั้งหมด ทำเอาหญิงสาวที่ถูกเรียกชื่อมีท่าทีตกใจ

“ป เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ นัตสึน่ะไม่มีแรงจูงใจในการฆาตกรรมสักหน่อย อีกอย่างไหนล่ะคะหลักฐาน!” คิริชิมะกล่าวแย้งเข้ามาปกป้องเพื่อนสาวของตนทันที มือกอบกุมอวัยวะเดียวกันของนัตสึเอาไว้แน่น

“หลักฐานมันก็ออกจะชัดนะครับ ร่มไงล่ะ”

“ร่มเหรอ ?” หลายคนเอ่ยทวน มีเพียงอามุโร่เท่านั้นที่ขยับยิ้มราวกับกำลังรอดูเรื่องสนุก

“ครับ ร่มไงล่ะ” ชินอิจิพยักหน้าขณะที่เดินไปยังกองข้าวของและคว้าร่มของหญิงสาวผู้ถูกเอ่ยว่าเป็นคนร้ายออกมาโบกไปมา “น่าแปลกนะครับ ที่คุณดันพกร่มในวันที่พยากรณ์อากาศบอกว่าท้องฟ้าจะสดใสแบบนี้น่ะ อย่างกับรู้เลยนะครับว่าฝนจะตก”

“นั่น..” นัตสึอึกอัก “นั่นเพราะฉันเอามากันแดดน่ะ ฉันเป็นพวกค่อนข้างถนอมผิวตัวเองน่ะสิ”

“เอ๋ รัน ปกติร่มกันแดดเป็นร่มใสงั้นเหรอ ?” ชินอิจิกางร่มออก เผยให้เห็นว่ามันเป็นร่มพลาสติกแบบโปร่งใส่ ไม่มีลูกเล่นใดๆ ทั้งสิ้น เด็กสาวสั่นศีรษะ

“ไม่นะ ถ้าเป็นร่มกันแดดจะทึบกว่านี้น่ะ เอ๊ะ…” ดวงตาของเด็กสาวเบิกกว้างเมื่อพบรอยบางอย่างคล้ายรอยกรีดที่มุมหนึ่งของร่มที่ถูกกางออก “นี่มัน รอยอะไรน่ะ”

“แปลกเนอะ เอาร่มใสออกมากางกันแดดแถมยัง… ทั้งที่ร่มมันมีรอยขาดแบบนี้แท้ๆ แต่กลับยังพกมันมาซะได้แปลกจริงๆ เลยว่ามั้ยครับ” ดวงตาสีน้ำเงินครามส่องประกาย สองเท้าสืบเข้าหาหญิงสาวที่ตัวสั่นเทา แสดงอาการร้อนรนชัดจน “วิธีที่จะยิงปืนโดยไม่ให้ตัวเองเปื้อนเขม่าน่ะก็แค่เอาปากกระบอกปืนสอดเข้าไปในรูร่มนี่แล้วยิงก็ได้แล้ว ดังนั้นถ้าเอาร่มนี่ไปตรวจก็คิดว่าคงเจอคราบดินปืนล่ะครับสารวัตร”

“อ อื้ม!” เมงูเระรีบรับร่มมา ก่อนหันไปสั่งการให้นำร่มไปตรวจสอบ

“ด เดี่ยวสิ หลักฐานล่ะ!” คิริชิมะยังคงไม่อยากเชื่อว่าเพื่อนของเธอจะเป็นคนทำ ดังนั้นจึงเอ่ยเถียงออกมาอย่างข้างๆ คูๆ “อีกอย่างนี่ฝนก็ตกนะ ถ้านัตสึกลับโดยไม่กางร่มก็คงแปลกๆ ใช่มั้ยล่ะ!?”

“เรื่องร่มถ้าไม่กางก็แปลกสิครับ แต่ถ้ากางฝนก็จะช่วยชะล้างให้พอดีไม่ใช่เหรอ ? อีกอย่างแค่กางร่มให้อยู่ในสายตาตำรวจสักแป้บ ให้ร่มโดนฝนแล้วค่อยแสร้งทำเป็นว่าร่มพังมันก็ไม่ใช่เรื่องยากเสียหน่อย คุณรนัตสึน่ะรู้ดีเลยพยายามหาเรื่องกลับออกไปเพื่อทำลายหลักฐานอย่างแรกไงครับ”

“ล แล้วหลักฐานที่สองล่ะ!?”

“ปืนที่อยู่ในกระเป๋าผู้ตายไงครับ” เด็กหนุ่มกล่าวต่อทันที “เราค้นกระเป๋า ข้าวของของทุกคนทั้งหมดยกเว้นของคนตายนี่นา”

เมื่อจบประโยค นายตำรวจรีบค้นกระเป๋าผู้ตายและเจอปืนพกติดอุปกรณ์เก็บเสียงถูกซ่อนอยู่

“สารวัตร มีปืนอยู่จริงๆ ครับ!”

“เอ๊ะ งั้นเอาไปตรวจสิ รอยนิ้วมือไงล่ะ!”

“ครับ!”

ความวุ่นวายและความตื่นเต้นของตำรวจทำให้บรรยากาศร้านคึกคักขึ้นมาเล็กน้อย ชินอิจิมองภาพทั้งหมดอย่างพิจารณาก่อนจะเริ่มอธิบายต่อ

“อีกอย่าง ผมได้ยินนะครับ ถึงจะเหมือนไม่ได้ฟังแต่หูของผมน่ะมันดีมากนะ” มือเคาะลงเบาๆ ที่ใบหูของตัวเองคล้ายจะเน้นย้ำ “บทสนทนาที่บอกว่าจะนัดกันไปดูดาวต่อกับเพื่อนคนอื่นในชมรมของพวกคุณบนเขาเลยมานั่งที่นี่รอเวลาน่ะ พอพูดถึงดูดาวผมก็คิดว่าจริงๆ แล้วคุณนัตสึน่ะอยากจะฆ่าคนคนนี้ที่นั่นมากกว่า แต่เพราะที่ดูดาวมันมืด แถมบางทีพอดึกๆ มีน้ำค้างลงถ้าจะเอาร่มออกมากางแล้วอ้างว่ากันน้ำค้างก็ไม่มีใครสงสัย พอถึงเวลาน้ำค้างจะลบคราบเขม่าดินปืนออกส่วนรอยที่ขาดคุณก็คงจะอ้างว่าไปเกี่ยวกิ่งไม้ล่ะสิ”

“อึก…”

“แต่โชคร้ายที่ร้านปัวโรต์ไฟดับพอดีคุณเลยตัดสินใจอย่างปุบปับและคิดจะเสี่ยงดวงเอาอย่างไรล่ะ เพราะที่นี่คนย่อมน้อยกว่าที่ดูดาว ใช่มั้ยล่ะครับคุณนัตสึ”

“ทุกอย่าง… ทุกอย่างเป็นความผิดของหมอนั่นนั่นแหละ! หมอนั่นเอาเรื่องคลิปสมัยที่เรามาขู่ฉันเองนี่ สมควรแล้ว สมควรตายแล้วล่ะ!” นัตสึกรีดร้อง ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวจุดเริ่มต้นทั้งหมดที่ไม่มีใครรู้ออกมา

ชินอิจิไม่ได้สนใจมันมากนัก เขาขอตัวจากสารวัตรส่งรันขึ้นบ้านก่อนจะลงมายืนถอนหายใจด้วยความเซ็งจัดหน้าร้านปัวโรต์เพราะฝนไม่ยอมหยุดตกเสียที

ก็อยากโทรให้ใครสักคนในองค์กรที่รู้จักร่างชินอิจิมารับอยู่หรอก

แต่แหม…

ดวงตาเหล่มองเข้าไปยังคนที่กำลังเก็บกวาดร้าน นอกจากตำรวจที่เคลียร์พื้นที่ต่ออีกเล็กน้อยก็มีคุณอาสึสะเจ้าของร้าน และ…

 

ชายหนุ่มผมบลอน…

สุนัขตำรวจ…

 

“อะ คุโด้คุงกลับบ้านไม่ได้สินะ ผมมีรถนะ ให้ไปส่งหรือเปล่า ไม่สิ รอตรงนั้นดีกว่าเดี๋ยวผมไปส่ง!” 

“อะ เดี๋ยวสิครับ-”

“ไม่ต้องเกรงใจน่า!” อามุโร่ โทโอรุ หรือ ฟุรุยะ เรย์ ซีโร่แห่งกรมตำรวจเหลือบมาเห็นเขาเข้าพอดีจึงรีบเปิดประตูร้านออกมาแล้วกล่าวกึ่งบังคับ ชินอิจิถอนหายใจเมื่อพบว่าตัวเองคงปฏิเสธไม่ได้เพราะเจ้าตัวไม่ฟัง  เขามองพิจารณาใบหน้านั่นใบหน้าของอามุโร่ ท่าทีสดใสแถมแววตาก็มีแต่ความซื่อต่างกับเบอร์เบิ้นอย่างสิ้นเชิง 

ไม่แปลกใจเลยสักนิดว่าทำไมในองค์กรไม่มีใครรู้ความเป็นมาของเบอร์เบิ้น ไม่รู้แม้กระทั่งว่าเจ้าตัวไปทำอะไรอยู่ที่ไหน

สมแล้วที่คนในนั้นบอกว่าเบอร์เบิ้นเป็นคนที่เหมือนนักสืบ…

เป็นเหมือนโฮล์ม

ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงชอบอยู่เลย แต่คราวนี้เขาเห็นด้วยกับยิน นักสืบที่ฉลาดเหมือนโฮล์มน่ะให้อยู่แค่ในหนังสือนิยายก็พอแล้ว

 

ดวงตาสีน้ำเงินครามที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนสดใสมาทั้งวันพลันหมดประกายแสงลงแทบจะทันที มือยกฮู้ดที่ยืมรันมาขึ้นสวมหัวก่อนออกก้าวเดินไปไปท่ามกลางสายฝน ไม่ได้คิดจะรอคนที่บอกให้รอเพราะจะไปเอารถของตนแต่อย่างไร

 

TBC.

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 46 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

62 ความคิดเห็น

  1. #60 ginaphongsavhas (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 / 10:41

    เกิดอะไรขึ้นกับชินอิจินะ

    #60
    0
  2. #46 sopitnapa1789 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2563 / 18:21
    ฉันจำคดีนี้ได้นะ เดอะมูฟวี่ที่รันควาทจำเสื่อม เอ๋ แต่มันดูไม่สมเหตุสมผลเลยที่จะกางร่มในร้านนะว่ามั้ยคะ?
    #46
    1
    • #46-1 attp_n(จากตอนที่ 5)
      26 กรกฎาคม 2563 / 01:43
      เพราะไฟดับไงคะ ต่อให้กางร่มก็ไม่มีใครเห็นอยู่ดีค่ะ มันจะมีตอนนึงของโคนันที่คนร้ายดับไฟในร้านปัวโรต์แล้วอาศัยความมืดเดินมาแทงคน คดีนี้คล้ายๆ แบบนั้นค่ะแต่เป็นใช่วิธียิงแทน ซึ่งเพราะไม่มีใครมองเห็นอยู่แล้ว ซ้ำยังกันไม่ให้เขม่ามาโดนตัวได้จึงไม่ ไม่สมเหตุสมผลตรงไหนเลยค่ะ
      #46-1
  3. #24 PrincessDark (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2563 / 10:42
    ชินจังเกิดอะไรขึ้นกับนายกันแน่นะ
    #24
    0