เซียนกระบี่

ตอนที่ 20 : การุณยฆาต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 954
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 60 ครั้ง
    4 ส.ค. 63

“ร่างกายเป็นสีแดงสด เกล็ดที่แผงอกเป็นสีเงินเปล่งประกาย ดวงตาสีแดง อืมม์ ยังมีกรงเล็บคู่หน้าอีกด้วย…?” จี้หนิงจ้องมองสำรวจคู่ต่อสู้เบื้องหน้าด้วยความสนใจ

อสรพิษครีบแดงเลื้อยคลานเข้ามาอย่างช้าๆ ศีรษะใหญ่โตยกชูขึ้นสูง เด็กชายตัวน้อยที่กล้าบังอาจขวางทางปลุกกระตุ้นสัญชาตญาณอันดุร้ายลำพองของมันขึ้น

ประสบการณ์ล่าเหยื่อในอดีตสอนมันว่าเด็กมนุษย์เช่นนี้ล้วนอ่อนแอไร้ทางสู้ ต่อให้อีกฝ่ายถือกำเนิดจากตระกูลจี้ก็สมควรไม่แตกต่างสักเท่าใด

จี้หนิงเข้าใจความหมายในแววตานั้น เขาแค่นเสียงอย่างเย็นชา สูดลมหายใจเข้าแล้วผ่อนออกจากทรวงอกผ่านรูจมูกทั้งสอง ลมหายใจที่ระบายออกเป็นเส้นสายแฝงพลังงานอย่างเปี่ยมล้นจนสามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า รัศมีแห่งพลังที่พวยพุ่งออกมาจากร่างที่เปล่งประกายสีแดงชาด สร้างความแตกตื่นให้แก่อสรพิษครีบแดง รับรู้ถึงความร้ายกาจของเหยื่อตัวน้อยนี้ในที่สุด

“ที่ผ่านมาข้ายังไม่มีโอกาสได้ใช้ ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ อย่างเต็มกำลัง นี่นับเป็นโอกาสดีที่จะได้ทดลองดู” จี้หนิงพุ่งกายไปด้านหน้า กระบี่ในมือแทงใส่อสรพิษยักษ์ด้วยความรวดเร็วดั่งประกายสายฟ้า

อสรพิษครีบแดงฟาดกรงเล็บออกปะทะแล้วขยับร่างหลบเลี่ยง ในประกายกระบี่นับร้อยนับพันสายที่แทงเข้าใส่ มันเพียงเลือกหลบหลีกสามกระบี่ที่พุ่งเข้าหาจุดชีวิต แล้วใช้แผงเกล็ดอันแข็งแกร่งรับการโจมตีที่เหลือโดยตรง กระบี่ของเด็กชายเพียงสร้างรอยจางๆบนแผ่นเกล็ดของมันเท่านั้น อสรพิษครีบแดงอดประเมินฝ่ายตรงข้ามต่ำลงมิได้

ทันใดนั้น จี้หนิงฟาดฟันกระบี่เข้าใส่อีกครา ตัวกระบี่ที่กรีดผ่านอากาศสั่นสะเทือนเป็นเสียงดังกระหึ่มอย่างน่าประหลาด รอยแผลยาวเหยียดปรากฎขึ้นบนร่างของครีบแดง เกล็ดที่มันภาคภูมิใจถูกผ่าแยกออก กล้ามเนื้อขาดสะบั้น โลหิตสาดกระจาย!

อสรพิษครีบแดงส่งเสียงร้องคำรามด้วยโทสะและความเจ็บปวด เด็กมนุษย์ผู้หนึ่งร้ายกาจถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?
………

จี้หนิงในวันนี้ย่อมมิใช่เด็กชายอ่อนหัดที่ต่อสู้กับสุนัขป่าหอนจันทร์ในวันนั้น การจำกัดพลังฝีมือของตนเข้าต่อสู้เสี่ยงชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าช่วยให้เขาเติบโตแข็งแกร่งยิ่งขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ

ในตอนแรกจี้หนิงใช้ออกด้วยกระบวนท่า ‘พิรุณโปรยพร่างพรม’ เป็นการหยั่งเชิง แต่เมื่อพบว่ามิอาจทำอย่างไรกับเกล็ดที่แข็งแกร่งของอสรพิษยักษ์ เขาก็พลิกแพลงกระบวนท่า เปลี่ยนเป็นใช้ออกด้วย ‘สายพิรุณสาดเท’ ซึ่งมีจุดเด่นด้านพลังทำลายล้าง ตัดผ่านการป้องกันเข้าสร้างบาดแผลฉกรรจ์อย่างได้ผล

จี้หนิงใช้ประโยชน์จากคู่ต่อสู้อันแข็งแกร่งอย่างเต็มที่ กระบี่ในมือบางครั้งโหมจู่โจมไม่หยุดยั้งบางครารั้งกลับมาป้องกันอย่างแน่นหนา ทยอยทบทวนกระบวนท่าทั้งเก้าของ ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ ตั้งแต่ ‘พิรุณโปรยพร่างพรม’ ‘ม่านพายุวารี’ ‘ม่านวารีเชื่อมสู่สวรรค์’ ‘กระแสเอื่อยไหลนิรันดร์’ ‘สายน้ำเชี่ยวไร้ปรานี’ ‘หยาดพิรุณควบแน่น’ ‘สายพิรุณสาดเท’ ‘สายน้ำไหลไม่สิ้นสุด’ และ ‘หยาดพิรุณทะลวงศิลา’ ออกมาอย่างครบถ้วน

ยิ่งใช้ออกจี้หนิงก็ยิ่งหลงใหลในความลึกซึ้งไร้สิ้นสุดที่ซ่อนอยู่ภายในเพลงกระบี่ชุดนี้ ซึ่งความจริงอย่าว่าแต่เขาที่ยังไม่สามารถบรรลุขั้นเชี่ยวชาญใน ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ แม้แต่บิดาของเขาที่บรรลุขั้นสูงสุดของเคล็ดวิชาไปแล้ว ก็ยังไม่อาจค้นพบนัยยะที่ซ่อนเร้นในเพลงกระบี่ชุดนี้ได้ทั้งหมด

ในทางกลับกัน อสรพิษครีบแดงทั้งอับอายทั้งโกรธแค้นจนแทบคลุ้มคลั่ง มันรับรู้แล้วว่าตนเองเป็นเพียงเป้าซ้อมกระบี่ของเด็กชายที่เบื้องหน้าเท่านั้น บาดแผลมากมายบนร่างของมันเป็นเครื่องยืนยันอย่างขัดเจนถึงความต่างชั้นของพลังฝีมือ ทว่าด้วยเกียรติยศแห่งสายเลือดและความหยิ่งทะนงของมัน ต่อให้ตนเองมิใช่คู่มือของอีกฝ่าย มันก็ไม่คิดตกตายในสภาพอันน่าสมเพชเช่นนี้

อสรพิษครีบแดงแหงนหน้ากู่ก้องคำรามด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ ทราบดีว่าวันนี้มันแม้ไม่ยินยอมก็มิอาจไม่จำนนต่อความตาย

เสียงกู่ร้องอันสิ้นหวังสะท้อนไปในห้วงนภาราตรี ผ่านม่านเมฆเหนือท้องฟ้าของเมืองเขตปกครองตะวันตกไปถึงอสรพิษมหึมาสีดำในกลุ่มหมอก ร่างยาวเหยียดสีดำทะมึนหันขวับไปทางต้นเสียง แล้วใช้ความเร็วขั้นสูงสุดพุ่งดิ่งเข้าหาสิ่งปลูกสร้างมหึมาแห่งนั้นในทันที!
……..

ภายในกรงต่อสู้

จี้หนิงรับรู้ถึงความรู้สึกของอสรพิษยักษ์ผ่านทางเสียงร้องคำราม กระบี่อีกเล่มพลันปรากฎขึ้นในมือข้างซ้าย

“เอาเถิด ในเมื่อเจ้าร้องขอความตายอันรวบรัด ข้าก็จะมอบให้แก่เจ้า!” ร่างของเขากลับกลายเป็นพายุร้ายโถมเข้าใส่อสรพิษครีบแดง

‘เพลงกระบี่วิชชุอัคคี – ประกายวิชชุแลบลั่น! วิชชุฟาดแผดเผา!’

‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย – สายน้ำเชี่ยวไร้ปรานี! หยาดพิรุณทะลวงศิลา!’
……..

ประกายสีแดงในดวงตาของอสรพิษครีบแดงหรี่ดับลง ศีรษะมหึมาถูกทะลวงเป็นโพรงลึกถึงกระโหลก ร่างช่วงบนที่ชูขึ้นสูงถล่มพังพาบลงจนพื้นดินสั่นสะเทือน โลหิตไหลทะลักเนืองนองดั่งท้องธาร ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง

จี้หนิงเพ่งสายตาพิจารณาผลลัพธ์ที่เกิดจากอานุภาพของเพลงกระบี่ที่ตนเพิ่งใช้ออก

“‘วิชชุฟาดแผดเผา’ นับเป็นกระบวนท่าโจมตีอันร้ายแรง สามารถเจาะทำลายส่วนทรวงอกของอสรพิษยักษ์ราวกับจะผ่าแยกออกเป็นสองซีก…”

“‘สายน้ำเชี่ยวไร้ปรานี’ และ ‘ประกายวิชชุแลบลั่น’ กลับมีคำจำกัดความเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือ ‘รวดเร็ว’ หนึ่งนั้นรวดเร็วพลิกแพลงจนยากหยั่งคำนวณ อีกหนึ่งนั้นรวดเร็วรุนแรงแฝงไปด้วยอำนาจทำลายล้าง…”

“‘หยาดพิรุณทะลวงศิลา’ กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจการทะลุทะลวง บาดแผลปลิดชีพที่กระโหลกศีรษะของอสรพิษยักษ์เกิดจากกระบวนท่านี้เอง…”

บนท้องฟ้าเหนือกรงต่อสู้ ร่างขนาดมหึมาที่ทำให้อสรพิษยักษ์อย่างครีบแดงกลายเป็นงูหนอนตัวน้อยลอยอยู่ในหมู่เมฆ สิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาคือร่างไร้วิญญาณที่นอนจมอยู่ใต้กองเลือดของบุตรรัก เพลิงแห่งโทสะเผาผลาญสติสัมชัญญะของมันมอดไหม้ไปจนหมดสิ้น

“มนุษย์บัดซบ ชดใช้ชีวิตลูกของข้ามา!”

แรงสั่นสะเทือนที่กระแทกกระทั้นลงบนโซ่เหนือกรงต่อสู้ ปลุกจี้หนิงให้แหงนหน้าขึ้นและพบเงาร่างขนาดยักษ์ของอสรพิษมีปีกที่พุ่งตรงลงมาจากท้องฟ้าด้วยความตระหนก และเมื่อพบว่าดวงตาแดงฉานที่ฉายโชนไปด้วยความคิดประหัตประหารจ้องจับมาที่ร่างของตน เขาก็รับรู้ในบัดดลว่าตนเองคือเป้าจู่โจมโดยตรงของมัน

ชั่วขณะนั้น ความคิดประการเดียวของเขาคือหลบหนี ทว่าประตูของกรงต่อสู้ยังคงปิดตายอยู่ เพื่อรักษาความลับเรื่องความสำเร็จของจี้หนิง คำสั่งห้ามผู้ใดแอบดูการต่อสู้ของเขายังคงถูกรักษาอย่างเคร่งครัด บุคคลภายนอกยังคงเชื่อว่าจี้หนิงเอาชนะสัตว์เทพอสูรชั้นสูงได้ด้วยความคมกล้าของกระบี่วิเศษ

จี้หนิงโยนกระบี่เหล็กทิ้งไป ในมือปรากฎกระบี่อุดรทมิฬขึ้นแทนที่ เขาเหินร่างขึ้นฟาดฟันโซ่เหล็กดำที่ขึงอยู่เหนือกรงพลางเกร็งกำลังทั่วร่างส่งเสียงตะโกนขอความช่วยเหลือ

“ท่านพ่อ!”

แต่สุ้มเสียงที่เปล่งออกอย่างสุดชีวิตของจี้หนิงยังเชื่องช้ากว่าความเร็วในการโถมจู่โจมของอสรพิษเหินหาว ขณะที่จี้หนิงใช้ความเร็วสูงสุดในการฟันกระบี่ใส่โซ่เหล็กดำ คำพูดของจี้ยี่ฉวนก็ดังขึ้นในความทรงจำ “ด้วยความสำเร็จของเจ้าในตอนนี้ต่อให้ใช้พลังทั้งหมดของ ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ ก็ยังต้องใช้เวลาประมาณสิบลมหายใจเข้าออกจึงจะสามารถทะลวงฝ่าออกไปได้” ยามนี้ฝีมือของจี้หนิงรุดหน้าขึ้นจากเดิม กระบี่ในมือก็เป็นกระบี่อุดรทมิฬที่เป็นยอดศัสตรา เขาต้องการเวลาเพียงหนึ่งลมหายใจเข้าออกเท่านั้นในการทำลายโซ่เหล็ก

น่าเสียดายอสูรร้ายที่ทิ้งตัวลงมาจากท้องฟ้าไม่ยอมให้เวลากับเขามากมายถึงเพียงนั้น

ปีกอันทรงพลังฟาดกระหน่ำลงบนกรงต่อสู้ สายโซ่ที่แข็งแกร่งสุดเปรียบปานสำหรับจี้หนิงนั้นอ่อนแอไร้ค่าเมื่ออยู่ต่อหน้าสัตว์อสูรพันปี โซ่เหล็กดำเส้นแล้วเส้นเล่าถูกตัดขาดสะบั้นลงอย่างง่ายดาย ปีกมรณะข้างนั้นกวาดเข้ามาถึงร่างของจี้หนิงด้วยระดับความเร็วที่มิได้เชื่องช้าลงเลยแม้แต่น้อย

“เจ้าต้องชดใช้ชีวิตด้วยชีวิต!”

จี้หนิงถลันหลบสุดแรง กระบี่ในมือทั้งสองข้างใช้ออกด้วยกระบวนท่าป้องกัน ‘สายน้ำเอื่อยไหลนิรันดร์’ เข้าตั้งรับ ประกายกระบี่เป็นเส้นสายสานถักซ้อนเข้าด้วยกันดุจใยไหมที่ไร้สิ้นสุดตรงเข้าห่อหุ้มการโจมตีจากเบื้องบน

เมื่อปีกและกระบี่ปะทะกัน กระดูกข้อมือของจี้หนิงหักสะบั้นทันที ปีกที่แหลมคมดั่งใบมีดตัดผ่านการป้องกันของเสื้อดาราทองเข้าสู่ร่างที่กระโจนหลบหนีของเขา แขนข้างซ้ายที่ยังคงกำกระบี่อุดรทมิฬถูกตัดขาดกระเด็น พลังอันรุนแรงยังส่งร่างของจี้หนิงให้กระแทกเข้าใส่ผนังเหล็กดำจนแทบจมลึกลงไป โลหิตสดๆทะลักออกจากปากเป็นเส้นสาย

อสรพิษเหินหาวยกปีกมหึมาของมันขึ้นตระเตรียมใช้ท่าสังหารออกอีกครั้ง…

จี้หนิงฉวยโอกาสชั่วพริบตาที่ฟ้าประทานให้นั้น เร่งเร้า ‘ท่าร่างเงาวายุ’ จนถึงขีดสุด ดีดร่างที่มีแขนหลงเหลือเพียงข้างเดียวออกจากซากกรง

แต่แล้วเขากลับแว่วเสียงขู่คำรามเยาะหยันและเสียงสายลมแตกระเบิดเป็นทางใกล้เข้ามา จี้หนิงเหลียวหลังไปมองและพบกับขนดหางใหญ่โตที่ม้วนกวาดเข้ามาจนเกือบถึงร่าง เพียงกระแสลมที่ส่งออกมาก็บดกำแพงหินของวังมังกรจนถล่มทลาย ความรวดเร็วรุนแรงยังเหนือกว่าการโจมตีด้วยปีกในตอนแรก ด้วยระดับความเร็วของจี้หนิง เขาไม่มีทางหลบรอดจากการโจมตีนี้ได้อย่างเด็ดขาด

“จบสิ้นแล้ว…”

.

.

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 60 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น