เซียนกระบี่

ตอนที่ 21 : ความเป็นและความตาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 919
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 60 ครั้ง
    3 ส.ค. 63

กรีด ฟัน แทง ล้วนพื้นเพธรรมดา ทั้งมิได้ใช้กำลังแต่อย่างใด หลักไม้เบื้องหน้าแทบไม่ปรากฏริ้วรอยขูดขีดขึ้นแม้แต่น้อย

อู่ฉีเซวียแย้มยิ้มชมดูอยู่ด้านข้าง ในมือถือถังน้ำ ตักรดใส่ต้นไม้ดอกไม้โดยรอบ

ทันใดนั้นคลื่นความสั่นสะเทือนของพลังงานปริมาณมหาศาลพลันแผ่พุ่งมาถึง ทั้งคู่ส่งอุทานแล้วเหลียวมองไปในทิศทางเดียวกัน

“วังมังกร!”

วังมังกรแม้อาจเรียกได้ว่าตั้งอยู่ในเขตเมืองชั้นใน หากแท้จริงแล้วอยู่ห่างจากบริเวณใจกลางอันเป็นที่พักอาศัยเกือบสองกิโลเมตร สองสามีภรรยารีบลอยตัวขึ้นบนยอดหลังคา ค้นหาต้นเหตุของแรงสั่นสะเทือน

สิ่งแรกที่สายตาของทั้งคู่มองเห็น คือร่างมหึมาของอสรพิษเหินหาว ปีกขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยเกล็ดของมันแทบปกคลุมวังมังกรไปทั้งหลัง

จากนั้นคือภาพของเด็กชายแขนเดียวร่างชุ่มไปด้วยโลหิตที่กำลังดิ้นรนหลบหนีออกจากซากของวังมังกร ทว่าสิ่งที่ดักซุ่มรอคอยอยู่ภายนอกกลับเป็นขนดหางทรงพลังที่ฟาดหวดเข้าใส่

“ลูกหนิง!” อู่ฉีเซวียสองตาแดงฉานด้วยสายเลือด ส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความสิ้นหวัง

ระยะทางยาวไกลเกินไป ระยะเวลากลับกระชั้นสั้นเกินไป

“งูหนอนบัดซบ!” เพลิงโทสะปะทุขึ้นบนใบหน้าเย็นชาของของจี้ยี่ฉวน กระบี่ในมือสะบัดฟาดฟันออก ก่อเกิดเป็นพลังกระบี่สีฟ้าขนาดใหญ่ยิ่งกว่าตัวของอสรพิษเหินหาว ตัดผ่าท้องฟ้ายามราตรีพุ่งไปทางวังมังกร
………

จี้หนิงซึ่งกำลังเผชิญการจู่โจมที่รวดเร็วดุจสายฟ้าจากท่อนหางของอสรพิษเหินหาวทราบดีว่า ต่อหน้าอสรพิษมีปีกตัวนี้เสื้อดาราทองมีค่าไม่ต่างจากแผ่นกระดาษ แม้แต่ร่างกายาเทพอสูรระดับธรรมชาติขั้นสูงสุดของตนเอง หากรับการปะทะอย่างหักโหม สุดท้ายคงหลงเหลือเพียงกองเลือดเนื้ออันเลอะเลือน

“ไม่!” จี้หนิงไม่อาจยอมรับความเป็นจริงข้อนี้ได้ ชาติภพนี้ของเขา เขามีทั้งร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ บิดามารดาที่รักอาทร และโอกาสที่จะก้าวไปสู่ความเป็นอมตะเพื่อเป็นผู้ลิขิตชีวิตด้วยตนเอง ทุกสิ่งเพิ่งจะเริ่มขึ้นเท่านั้น เขาไม่มีวันยอมให้มันสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้

“หลบหลีก!” จี้หนิงประจุพลังทั้งหมดที่มีลงใน ‘ท่าร่างเงาวายุ’

ต้องเร็ว… ต้องเร็วกว่านี้… ต้องหลบหลีกให้เร็วกว่านี้!

ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของสายลมจากการกวาดฟาดที่พัดโหมกระหน่ำ ร่างกายของจี้หนิงคล้ายสลายกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของสายลม

ส่วนหางของอสรพิษเหินหาวกดกระแทกลงบนซากปรักหักพังของวังมังกร ส่งเศษศิลานับร้อยให้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แต่กลับไร้ซึ่งเงาร่างของจี้หนิง

“หลบได้งั้นหรือ?” อสรพิษเหินหาวขู่ตะคอก ตวัดปลายหางเข้าใส่อีกครั้ง “ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะโชคดีเช่นนี้ตลอดไป”

แต่ร่างของจี้หนิงในยามนี้กลับกลายเป็นเงาไร้สภาพที่มิอาจคาดคำนวณ คล้ายกับแผ่นกระดาษบางเบาที่ล่องลอยอยู่ในสายลม ท่าสังหารของอสรพิษเหินหาวแม้รวดเร็วรุนแรงสุดเปรียบปาน ยังคงไม่อาจสัมผัสโดนตัวเขา

“ไร้เหตุผลสิ้นดี!”

อสรพิษเหินหาวแทบกระอักโลหิตด้วยความคับข้องใจ สัตว์อสูรพันปีที่เข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงเช่นมัน ต่อให้คิดลงมือสังหารสิ่งมีชีวิตระดับเหนือธรรมชาติทั่วไปยังมิใช่ปัญหา การจัดการเด็กมนุษย์เช่นนี้ความจริงสมควรเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งกว่าเมื่อครั้งฆ่าล้างเผ่ามีดทองหลายเท่า

ดังนั้นการลงมือของมันจึงยิ่งมายิ่งบ้าคลั่ง ทั้งปีกและหางกระหน่ำเข้าจู่โจมจนวังมังกรทั้งหลังถล่มพินาศสิ้น คร่าชีวิตของไพร่พลตระกูลจี้และสัตว์ร้ายมากมายที่ติดค้างอยู่ภายใน

“ยังไงเจ้าก็ต้องตาย” พลังความเย็นแผ่ซ่านออกจากร่างของอสรพิษเหินหาว หมอกพิษสีดำสนิทพวยพุ่งออกจากปาก สิ่งมีชีวิตระดับธรรมชาติทั่วไปในบริเวณหากมิใช่แข็งตัวจนแตกสลายก็เน่าเปื่อยเสียชีวิตจนสิ้น

ทว่าร่างของจี้หนิงยังคงเคลื่อนไหวอย่างแผ่วพลิ้วหลุดรอดจากการโจมตีทางตรงทั้งหมดไปได้อย่างอย่างหมดจด ในขณะที่พลังความเย็นและหมอกพิษที่กระจายปกคลุมรอบด้านนั้นมิอาจสร้างความเสียหายร้ายแรงให้แก่กายาเทพอสูรของเขา

“ดุจเงาร่าง… ดังวายุ… นี่เองคือแก่นแท้ของ ‘ท่าร่างเงาวายุ’”

จี้หนิงจดจ่ออยู่กับเคล็ดความอันลึกซึ้งของวิชาท่าร่างที่ฝึกฝนมาตั้งแต่เล็ก ปล่อยร่างกายให้เคลื่อนไหวตามสำนึกดังใบไม้ที่ลอยเลื่อนในสายลม หลบรอดจากการจู่โจมครั้งแล้วครั้งเล่าของอสรพิษเหินหาว

“ฟ้ามนุษย์หลอมรวม!” คำพูดสี่คำแล่นปราดผ่านห้วงสมองที่แตกตื่นของอสรพิษเหินหาว หากมันรีบปฏิเสธความเป็นไปได้นี้ “ไม่มีทาง เด็กมนุษย์ผู้หนึ่งไหนเลยสามารถใช้ท่าร่างถึงระดับที่แม้แต่ข้าซึ่งฝึกปรือมานับพันปียังมิอาจบรรลุ?”

“งูหนอนบัดซบ!” เสียงตวาดด้วยโทสะเพิ่งเดินทางมาถึง พลังกระบี่สีฟ้าก็จู่โจมเข้าใส่ร่างมหึมาของอสรพิษเหินหาวจนมันต้องตวัดปลายหางเข้าต้านทาน

“จี้ยี่ฉวนดูถูกข้าเกินไปแล้ว พลังกระบี่ที่ตัดผ่านระยะไกลถึงเพียงนี้ ไหนเลยทำร้ายข้าได้”

ทว่าทันทีที่ปลายหางและพลังกระบี่เข้าปะทะกัน เสียงระเบิดก็ดังสะท้านไปทั่วทั้งบริเวณ โลหิตสีเขียวข้นสาดกระจาย ท่อนหางขนาดมโหฬารถูกตัดลึกจนแทบขาดเป็นสองท่อน พื้นดินที่ถูกละอองโลหิตพร่างพรมเดือดขึ้นเป็นฟอง สรรพวัตถุเบื้องล่างถูกกัดกร่อนจนผุพังลงอย่างรวดเร็ว

“พลังกระบี่ที่ร้ายกาจนัก” อสรพิษเหินหาวใจสั่นสะท้าน ในที่สุดมันก็รับรู้ถึงความร้ายกาจของยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งตระกูลจี้เขตปกครองตะวันตก

ในเวลาเดียวกัน เงาร่างหลายสายส่งเสียงตวาดพลางโถมเข้ามาจากทิศทางของตัวเมืองชั้นใน เหล่ายอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติของตระกูลจี้รวมทั้งจี้หลี่และจี้หยงพากันเร่งรุดมาถึง

“นับว่าเจ้าโชคดี วันนี้ข้าจะปล่อยให้เจ้ารอดชีวิตไปก่อน” อสรพิษเหินหาวส่งสายตาเคียดขึ้งไปยังจี้หนิงพร้อมกล่าวคำอาฆาต มันทราบว่าโอกาสอันดีได้ผ่านพ้นไปแล้ว จึงรีบโบกปีกมหึมาทั้งสองส่งร่างเหินบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว

จี้ยี่ฉวนเห็นดังนั้นจึงทะยานร่างขึ้นบนหลังของนกยักษ์สีฟ้าที่โบยบินอยู่ไม่ไกลออกไป นกยักษ์ที่มีเปลวเพลิงสีครามลุกไหม้บนปลายหางเป็นพาหนะของสตรีชุดดำซึ่งเป็นหนึ่งในยอดฝีมือของตระกูลจี้เช่นกัน

“โปรดให้ข้าหยิบยืม ‘วิหคอัคคีฟ้า’ ของท่าน”

“ข้าจะร่วมทางไปด้วย” สตรีชุดดำกล่าวตอบ

จี้ยี่ฉวนกวาดตาลงมองร่างของบุตรชายที่ยืนหยัดอยู่กลางซากปรักหักพังของวังมังกรแล้วลอบระบายลมหายใจด้วยความโล่งอก หากเมื่อมองเห็นแขนขาดด้วนและคราบโลหิตที่หยดหยาด เพลิงโทสะที่เพิ่งมอดลงก็ประดังขึ้นมาอีก

“ไป!” วิหคอัคคีฟ้าสะบัดปีกโบยบินนำพาจี้ยี่ฉวนและสตรีชุดดำติดตามไปในทิศทางที่อสรพิษเหินหาวหลบหนี

มนุษย์ที่บรรลุระดับเหนือธรรมชาตินั้นยังไม่สามารถบินได้ ยอดฝีมือตระกูลจี้ที่เหลือจึงได้แต่ช่วยกันสะสางสถานที่พลางก่นด่าอสรพิษเหินหาวที่บังอาจบุกเข้ามาลูบคมถึงถิ่น
………

จี้หนิงยังคงดื่มด่ำอยู่ในภาวะแห่งฟ้ามนุษย์หลอมรวม ความรู้สึกของการได้เป็นหนึ่งเดียวกับพลังและความอิสระแห่งสายลมนั้นมิอาจอรรถาธิบายเป็นคำพูดใดได้ แต่แล้วเขาก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยเสียงร้องครวญครางของเหล่าผู้คนที่ได้รับบาดเจ็บ ความยินดีปลาสนาการไปจากใจของจี้หนิง วังมังกรในตอนนี้กลับกลายเป็นเพียงกองศิลา ซากศพเกลื่อนกระจายไปทั่ว
จี้หนิงกัดกรามกรอด กระโจนกลับเข้าไปในซากของวังมังกรค้นหาแขนที่ขาดจนเจอ เขาเก็บกระบี่อุดรทมิฬเข้าไปในหินหยกเขียวก่อน จากนั้นประกบแขนที่ขาดคืนบนรอยตัด

“เชื่อมต่อ” จี้หนิงกำหนดสมาธิเชื่อมต่อแขนที่ขาด ด้วยความสำเร็จในตอนนี้เขาอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการงอกแขนขึ้นใหม่ แต่ต้องการเพียงชั่วครู่ในการเชื่อมต่อส่วนที่เพิ่งขาดออก

เขารู้สึกได้ว่ากล้ามเนื้อและกระดูกเริ่มทำการเชื่อมประสาน แขนข้างซ้ายเริ่มสามารถขยับได้อีกครั้งแม้ว่าจะยังอยู่ห่างจากสภาพที่สมบูรณ์อยู่อีกช่วงหนึ่งก็ตาม

“จี้หนิง!” เสียงที่ยังเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้น จี้หนิงหันไปมองและพบกับชายชราในชุดขนสัตว์สีแดง

ผู้ดูแลเขตปกครองตะวันตกจี้หยงทอดถอนใจด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นหลานรักยังคงปลอดภัยดี มันส่งเสียงพึมพำกับตนเอง “เจ้าไม่เป็นไรก็ประเสริฐ… เจ้าไม่เป็นไรก็ประเสริฐ…”

“ลูกหนิง!” เสียงเรียกที่เจือไปด้วยความหวาดหวั่นดังติดตามมา

“ท่านแม่!” จี้หนิงไม่สนใจทักทายจี้หยง วิ่งย้อนกลับไปหามารดาของเขาที่ใบหน้าเนืองนองไปด้วยคราบน้ำตา

เมื่อได้เห็นบุตรชายของนาง หยาดน้ำตาก็พร่างพรูออกจากดวงตาของอู่ฉีเซวียอีกครา สองแม่ลูกสวมกอดซึ่งกันและกัน

“ขอบคุณสวรรค์ เจ้าไม่เป็นไร… หากเจ้าเป็นอะไรไป ข้าไม่รู้จริงๆว่าจะทำอย่างไร”

“ท่านแม่ ข้าไม่เป็นไร” จี้หนิงพร่ำพูดปลอบใจมารดา

“แขนของเจ้า…”

“ข้าไม่เป็นไรแล้ว” จี้หนิงยกชูแขนข้างซ้ายขึ้น แขนของเขาคืนสภาพได้แปดในสิบส่วนแล้ว

ถึงบัดนี้อารมณ์ของมารดาจี้หนิงจึงค่อยสงบลง นางนับว่าทำความเข้าใจต่อระดับความสำเร็จในกายาเทพอสูรของบุตรชาย

“อสรพิษเหินหาวกลับกล้าบุกรุกเข้ามาถึงตัวเมืองเขตปกครองตะวันตกของตระกูลจี้ งูหนอนตัวนี้นับว่ารำคาญในการมีชีวิตอยู่สืบไป” สุ้มเสียงอันหาญกล้าดังมาจากจี้หลี่ “พวกเราต้องสืบดูให้รู้แน่ ว่ามันต้องการสิ่งใด”

วังมังกรซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ของตระกูลจี้เขตปกครองตะวันตกกลับพังราบเป็นหน้ากลอง โลหิตเนืองนอง ซากศพกองสุมซ้อน เหล่ายอดฝีมือตระกูลจี้ต่างมีสีหน้าเคียดแค้นอัปยศ

“ส่งกำลังออกไป อสรพิษเหินหาวต้องตาย!”
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 60 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น