เซียนกระบี่

ตอนที่ 19 : เข้าเมือง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,002
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 66 ครั้ง
    4 ส.ค. 63







ภายในอาณาเขตของรั้วไม้ซุงสูงหกเมตรที่ตั้งตระหง่านเรียงรายอย่างแน่นหนาจนต่อให้ฝูงสัตว์อสูรขนาดใหญ่ก็ยังยากจะบุกฝ่าเข้าไป ปลูกสร้างไว้ด้วยบ้านเรือนที่ทำจากไม้และศิลาจำนวนมาก ผู้อาศัยมีทั้งชายและหญิง ชราและทารก จัดเป็นโครงสร้างชุมชนที่พบเห็นได้ตามปกติของชนเผ่าที่มีประชากรพันกว่าคน

“ลูกของข้าถูกจับตัวไปในรัศมีสิบกว่ากิโลเมตรนี้” มฤตยูในร่างชายชุดดำย่างเท้าตัดผ่านป่าและขุนเขา มุ่งหน้าสู่ชุมชนแห่งนั้น “และนี่คือชนเผ่าที่อยู่ใกล้ที่สุด”

“ผู้มาชะงักเท้า!” ประตูใหญ่ขณะนี้ปิดสนิท ที่หอธนูทั้งสองด้านมีมือธนูประจำอยู่ฝั่งละห้าคน ทุกผู้คนล้วนพาดธนูขึ้นสายเล็งไปที่ชายชุดดำ

“คนต่างถิ่นจงบอกจุดประสงค์ในการมาของเจ้า”

ชายชุดดำเหลือบมองผู้คนทั้งสิบด้วยสายตาหยามเหยียด เท้ายังคงก้าวเข้าหาประตูใหญ่ไม่หยุดยั้ง สร้างความเดือดดาลให้แก่บรรดามือธนูเป็นอย่างยิ่ง

“ยิงสังหาร!” ลูกธนูสิบดอกหลุดออกจากแล่งอย่างพร้อมเพรียง ทุกดอกกรีดผ่าอากาศเข้าหาชายชุดดำด้วยพลังที่เพียงพอต่อการป่นหินผา

ฝีเท้าของชายชุดดำมิได้ชะลอลงแม้แต่น้อย แต่กลับเป็นลูกธนูทั้งสิบที่ยังมิทันสัมผัสถูกเป้าหมาย ก็ผุสลายหายไปในอากาศธาตุอย่างไร้ร่องรอย

“ไม่ได้การ” มือธนูทั้งสิบตื่นตัวขึ้น หนึ่งในนั้นรีบคว้าเขาสัตว์ที่อยู่ใกล้มือขึ้นมาเป่า

เสียงเป่าหลอดเขาเตือนภัยดังสะท้านไปทั่ว ผู้คนในเผ่าต่างหยุดสิ่งที่กระทำ คว้าอาวุธคู่มือแล้วมุ่งหน้าไปรวมตัวกันที่หลังประตูใหญ่ ในโลกอันโหดร้ายแห่งนี้ไม่ว่าเด็ก สตรี หรือคนชรา ก็ต้องต่อสู้จึงจะมีชีวิตรอด

เสียงระเบิดดังสะเทือนเลื่อนลั่น ประตูหนาหนักที่ทำจาก ‘ไม้เหล็กดำ’ อันแข็งแกร่งแตกระเบิดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยพุ่งย้อนเข้าหากลุ่มคน แต่ละชิ้นล้วนแฝงพลังทำลายที่ยังรุนแรงกว่าลูกธนูสิบดอกเมื่อครู่ ส่งผลให้นักรบชนเผ่าหลายสิบคนที่ยืนอยู่แถวหน้าล้มตายสิ้นในชั่วพริบตา

เลือดสดๆไหลนองปากประตู แต่เหล่านักรบหาได้เกรงกลัวไม่ แต่ละคนส่งเสียงโห่ร้องแล้ววิ่งหนุนเนื่องไปเบื้องหน้าอย่างบ้าคลั่ง

“หยุด!” ชายชราผมขาวในชุดขนสัตว์สีเทาทิ้งร่างลงยืนหยัดบนพื้นที่โล่งหน้าประตู

เหล่านักรบพากันหยุดยั้งลง ชายชราผมขาวคือผู้นำของชนเผ่านี้เอง

“ขอถามผู้กล้าหาญท่านนี้ มีสิ่งใดที่ ‘เผ่ามีดทอง’ ของเราจะสามารถรับใช้ท่านได้” ชายชราผมขาวกล่าวพลางโน้มกายลงด้วยท่าทีสยบยอม ผู้ที่สามารถทลายประตูไม้เหล็กดำด้วยพลังปราณเช่นนี้ย่อมต้องเป็นยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติ ไม่ว่ามันจะมีความเป็นมาเช่นไร เผ่ามีดทองก็มิอาจล่วงเกินได้

“ข้าถามเจ้า…” ชายชุดดำจ้องหน้าของผู้นำเผ่ามีดทอง “ช่วงที่ผ่านมา มีอสรพิษยักษ์ปรากฎขึ้นในพื้นที่แถบนี้บ้างหรือไม่?”

“อสรพิษยักษ์?” ชายชราผมขาวขบคิดแล้วพยักหน้า “เมื่อไม่นานมานี้มีอสรพิษประหลาดรูปร่างใหญ่โตปรากฎขึ้น ทั้งยังทำลายล้างชนเผ่าในละแวกนี้ไปไม่น้อย หนึ่งอาทิตย์หลังจากนั้นบรรดาชนเผ่าในพื้นที่ใกล้เคียงต่างร้องขอความช่วยเหลือไปยังตระกูลจี้ ตระกูลจี้จึงส่งกองกำลังนักรบเกราะดำเข้ามา”

“ตระกูลจี้…” ดวงตาแคบเรียวของชายชุดดำทอประกายเย็นยะเยียบ…

ตระกูลจี้ทรงอิทธิพลเหนือดินแดนแถบนี้มาช้านาน แม้แต่สัตว์อสูรโบราณเช่นมันยังไม่คิดจะสร้างความขัดแย้งขึ้นโดยไม่จำเป็น แต่บัดนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าการหายตัวไปของครีบแดงเกิดจากตระกูลจี้จริงๆ

“สังหารหรือจับกุม?”

“เป็นการจับกุมทั้งเป็น อสรพิษยักษ์ตนนั้นสมควรถูกส่งไปยังเมืองเขตปกครองตะวันตกแล้ว”

“เมืองเขตปกครองตะวันตก?” ประกายตาของชายชุดดำเปลี่ยนจากเย็นเยียบเป็นร้อนแรง… เป็นลุกไหม้ด้วยเพลิงโทสะ!

เมืองเขตปกครองตะวันตกนับเป็นสถานที่ต้องห้ามสำหรับสัตว์อสูร บรรดายอดฝีมือระดับสูงของตระกูลจี้ล้วนพำนักอยู่ภายใน หากครีบแดงถูกส่งตัวไปยังที่นั้นจริง โอกาสที่จะช่วยเหลือออกมาสำเร็จนับว่าเลือนลางยิ่ง

“เจ้ามนุษย์” เสียงของชายชุดดำเต็มไปด้วยความอำมหิต “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร?”

สีหน้าของชายชราผู้นำเผ่าแปรเปลี่ยนในทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายเรียกหาพวกตนเป็นมนุษย์

สัตว์อสูร! ที่แท้ฝ่ายตรงข้ามเป็นสัตว์อสูรอันร้ายกาจที่สามารถกลายร่างเป็นมนุษย์!

อุณหภูมิของพื้นที่โดยรอบลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ชั้นน้ำแข็งแผ่ปกคลุมผืนดิน หิมะลูกเห็บโปรยปรายลงมาจากบนท้องฟ้า นักรบชนเผ่าที่อยู่ใกล้ชายชุดดำทยอยแข็งตัวเป็นน้ำแข็งแล้วแตกสลายลงเป็นเศษซาก

“ทุกคนรีบหนีไป!” ชายชราผมขาวที่ตอนนี้หนวดเคราผมเผ้าล้วนถูกน้ำแข็งเกาะคลุมพยายามส่งเสียงร้องตะโกน

ชาวเผ่าที่เบื้องหลังต่างพากันร่ำร้องบอกต่อและหันกายวิ่งหนี ยังมีนักรบผู้กล้าบางส่วนที่วิ่งสวนเข้าหาศัตรู แต่เพียงแค่เข้ามาในระยะของหิมะน้ำแข็ง ทุกคนก็กลายสภาพเป็นแท่งน้ำแข็งแล้วแตกสลายลงในทันที

ชายชราผมขาวรวบรวมพลังจากทั่วร่างเข้าต่อต้านความหนาวเย็น “เจ้ากล้าก่อเรื่องในพื้นที่ของตระกูลจี้เช่นนั้นหรือ?”

“ก่อเรื่อง?” ผมยาวสยายของชายชุดดำพัดพลิ้วในสายลมหนาวที่โหมกรรโชก ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน “อสรพิษยักษ์ตนนั้นคือบุตรของข้า บุตรชายที่ข้ารักมากที่สุด ดังนั้นข้าไม่เพียงแต่จะก่อเรื่อง ข้าจะทำลายเมืองเขตปกครองตะวันตกให้ราบเป็นหน้ากลอง!”

เสียงตะโกนของชายชุดดำแปรเปลี่ยนเป็นเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนพื้นแผ่นดิน ร่างของมันกลับกลายเป็นอสรพิษขนาดยักษ์สยายปีกโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้า แม้แต่ดวงอาทิตย์ยังถูกเงาปีกอันกว้างใหญ่ของมันบดบังไปจนสิ้น ชาวเผ่าที่กำลังวิ่งหนีต่างพากันแหงนหน้าขึ้นมองแล้วอุทานด้วยความสิ้นหวัง

“อสรพิษเหินหาว!”

ยามนี้ไม่มีผู้ใดหลงเหลือความคิดต่อสู้อีกต่อไปแล้ว ตำนานของอสรพิษเหินหาวถูกเล่าขานมานับพันปี ไม่เคยมีชนเผ่าใดกล้าต่อกรกับมัน

“พวกเจ้าทุกคนต้องตาย!”

ปากมหึมาของมันอ้ากว้าง สายลมเย็นยะเยือกสีดำเข้มพวยพุ่งลงครอบคลุมบริเวณทั้งหมด พื้นดินที่ถูกพัดปะทะโดยตรงบังเกิดการปริแตก บ้านเรือนพังพินาศย่อยยับ ชาวเผ่าที่หลงเหลือต่างส่งเสียงไออย่างรุนแรง ยกมือขึ้นกุมลำคอที่เปลี่ยนเป็นสีดำสนิท แม้กระทั่งนักรบผู้ทรงฝีมือที่ทำการปิดกลั้นลมหายใจก็ยังถูกพิษร้ายแทรกซึมเข้าทางรูขุมขน เสียงคร่ำครวญและสาปแช่งดังระงมไปทั่วบริเวณ

“อสรพิษเหินหาว ตระกูลจี้จะล้างแค้นให้พวกเรา”

ชั่วเวลาไม่นาน อาณาเขตของชนเผ่ามีดทองก็กลับกลายเป็นดินแดนแห่งความตาย สิ่งที่เคยเป็นร่างของชาวเผ่ามีดทองหากมิใช่กลายเป็นเศษน้ำแข็งที่หักสลายก็เน่าเปื่อยไปด้วยพิษร้าย ภายในรัศมีสิบกว่ากิโลเมตรโดยรอบไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่รอดไปได้ กระทั่งแมลงพิษสักตัวก็ไม่หลงเหลือ

อสรพิษเหินหาวขยับปีกอันใหญ่โตช้าๆ ลอยตัวอยู่เหนือซากแห่งความพินาศ เมื่อตรวจสอบจนมั่นใจว่าไม่มีสัญญาณแห่งชีวิตใดแล้ว จึงบินหายลับไปในท้องฟ้า
………

ความมืดโรยตัวลงปกคลุม ลมราตรีพัดเฉื่อยฉิว เมืองเขตปกครองตะวันตกอันกว้างใหญ่ทอดยาวออกไปสุดสายตา

เงาดำอันเจือจางข้ามผ่านแนวกำแพงเมือง หลบรอดจากการเฝ้ารักษาของขบวนนักรบเกราะดำไปได้อย่างง่ายดาย

“ลูกข้า เจ้าอยู่ที่ใด?” อสรพิษเหินหาวในร่างชายชุดดำทำการสืบค้นจนทั่ว ในที่สุดมันก็จำต้องยอมรับความเป็นจริงอันน่าเจ็บปวด “ข่าวที่ได้รับกลับเป็นความจริง สัตว์อสูรทั้งมวลที่ถูกจับได้ล้วนถูกส่งเข้าไปคุมขังที่ตัวเมืองชั้นในซึ่งมียอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติจำนวนมากเฝ้ารักษา…”

ลอบเข้าเมืองเป็นเรื่องหนึ่ง ลอบเข้าตัวเมืองชั้นในเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ตัวเมืองชั้นในเป็นที่อยู่อาศัยของบุคคลสำคัญในตระกูลจี้ มาตรการรักษาความปลอดภัยย่อมเป็นไปอย่างเข้มงวดสูงสุด
………

เที่ยงคืนพ้นผ่าน

อสรพิษเหินหาวเหินบินอยู่เหนือตัวเมืองชั้นในของเขตปกครองตะวันตก อาศัยความสามารถพิเศษควบคุมวารีธาตุในอากาศสร้างชั้นเมฆหมอกขึ้นกำบังตน ลอบสอดส่องสำรวจพื้นที่เบื้องล่างอย่างละเอียด

อีกด้านหนึ่งจี้หนิงกำลังสาวเท้าเข้าสู่วังมังกร เหล่านักรบเกราะดำต่างส่งเสียงทักทายทำความเคารพในทุกระยะ พวกมันย่อมมิกล้าเพิกเฉยต่อว่าที่ผู้นำเขตปกครองในอนาคต

จี้หนิงตอบรับการทักทายพร้อมกล่าวอย่างอารมณ์ดี “ครบกำหนดสามวันแล้ว รีบนำสัตว์อสูรที่ร้ายกาจที่สุดออกมา”

“เรียนนายน้อย เมื่อไม่นานมานี้ ท่านเมิ่งหยูเพิ่งส่งสัตว์เทพอสูรมา กำชับว่าให้มอบแก่ท่าน” นักรบแขนเดียวซึ่งเป็นหัวหน้าของนักรบที่อยู่เวรในคืนนี้รีบกล่าว

“สัตว์เทพอสูร?” จี้หนิงทวนคำด้วยความพึงพอใจ “ประเสริฐ รีบนำมันออกมา”

เพียงไม่นานเหล่านักรบก็ฉุดลากอสรพิษยักษ์ที่ถูกล่ามโซ่อย่างแน่นหนาออกมา มันส่งเสียงคำรามลั่นด้วยความโกรธแค้น

“ขู่คำรามไปเถิด เจ้าเข่นฆ่าและกินมนุษย์มามากมาย วันนี้ถึงคราวของเจ้าบ้างแล้ว” นักรบแขนเดียวกล่าวเสียงเย็นชาก่อนหันไปทางนักรบคนอื่น “ส่งมันเข้าไปในกรง เตรียมปลดพันธนาการ”

โซ่เส้นแล้วเส้นเล่าถูกปลดให้หย่อนลง อสรพิษยักษ์รีบสะบัดกายสลัดสายโซ่ที่พันรอบร่างลงสู่พื้น มันส่งสายตาอาฆาตไปยังนักรบแขนเดียวนอกกรงขัง ก่อนเลื้อยออกไปสู่ลานกว้างเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว

ที่ลานกว้างภายในกรงต่อสู้ อสรพิษครีบแดงพบเห็นเงาร่างของเด็กหนุ่มในชุดขนสัตว์หยัดยืนรอคอยอยู่ก่อน น้ำลายของมันแทบไหลทะลักออกจากปากมหึมา หลังจากอดอยากมานาน คิดไม่ถึงว่าอาหารอันโอชะจะพาตัวมาให้กินจนถึงที่


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 66 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น