เซียนกระบี่

ตอนที่ 2 : กลับชาติถือกำเนิด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,980
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 113 ครั้ง
    4 ส.ค. 63




“ท่านเจ้าตำหนักขุยส่งข้ามาช่วยนำทางเจ้าไปสู่น้ำพุศักดิ์สิทธิ์” หญิงสาวในชุดม่วงประคองแขนของจี้หนิงเหินบินไปในอากาศ ขณะที่ชายหนุ่มก้มหน้ามองลงไปเบื้องล่างอย่างงุนงง เมื่อครู่นี้เขายังอยู่ในวังของเจ้าตำหนักขุย พริบตาต่อมากลับกำลังโบกบินอยู่เหนือฟ้า?

“ท่านเจ้าตำหนักขุยแท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่?” จี้หนิงครุ่นคิดอยู่ในใจ ก่อนจะเอ่ยถามหญิงสาวที่ด้านข้างอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้ “การจะไปเกิดใหม่ ไม่ต้องถูกท่านยมบาลไต่สวนถึงผลกรรมที่เคยกระทำในระหว่างที่มีชีวิตอยู่ก่อนหรือ?”

“เจ้าก็ได้พบแล้วมิใช่หรือไร?” หญิงสาวในชุดม่วงเปล่งเสียงหัวเราะด้วยความขบขัน “เจ้าตำหนักขุยเมื่อถือครองบันทึกแห่งชีวิตและความตาย แล้วท่านจะเป็นผู้ใดไปได้นอกจากยมบาลอันดับหนึ่งแห่งยมโลก ท่านเมื่อตัดสินให้เจ้าไปเกิดใหม่ในเทวโลกด้วยตนเองเช่นนั้น คำตัดสินของยมบาลท่านอื่นก็ไม่จำเป็นแล้ว”

ในนรกภูมิทั้งสิบขุม ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดก็คือพญายมทั้งสิบตำหนัก และผู้ที่มีอำนาจรองลงมาเป็นอันดับแรกก็คือยมบาลอันดับหนึ่ง เจ้าตำหนักขุย ‘ขุยจู’ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งไตรภูมินั่นเอง

มนุษยโลกกว้างใหญ่ไพศาล ก่อนกลับชาติไปเกิดวิญญาณทุกดวงจากดินแดนหลักทั้งสามพันแห่งและดินแดนย่อยอีกหลายล้านแห่งล้วนต้องถูกไต่สวนโดยยมบาล จำนวนยมบาลในยมโลกจึงมีนับไม่ถ้วนเช่นกัน ขุยจูเมื่อเป็นถึงยมบาลอันดับหนึ่ง อำนาจที่มีจึงเป็นรองเพียงพญายมทั้งสิบเท่านั้น

“เรามาถึงเส้นทางสู่น้ำพุศักดิ์สิทธิ์แล้ว” หญิงสาวชุดม่วงชี้มือไปยังถนนขนาดมหึมาเบื้องหน้าซึ่งมีดวงวิญญาณจำนวนมากเดินตามติดกันไปเป็นแถว “เมื่อเจ้าเดินตามถนนเส้นนี้ไปเรื่อยๆ เจ้าจะได้พบกับสะพานแห่งความสิ้นหวัง เมื่อเจ้าข้ามสะพานไปและได้ดื่มน้ำทิพย์เพื่อลืมเลือนอดีตชาติของเม่งผอ เจ้าก็จะได้ไปเกิดใหม่”

“ไปเถิด”

ลำแสงสีทองเปล่งออกมาจากมือของหญิงสาวเข้าห่อหุ้มร่างของจี้หนิงเอาไว้ ส่งเขาลอยไปลงที่หัวแถวด้านหน้าของเหล่าวิญญาณที่ยืนรออยู่ก่อน ทว่าบรรดาปิศาจหัววัวที่ยืนประจำการณ์อยู่นอกจากจะไม่กล้าขัดขวางแล้ว ยังส่งตัวแทนตนหนึ่งมา’อำนวยความสะดวก’ให้แก่จี้หนิงเป็นกรณีพิเศษอีก

……..



เส้นทางสู่น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ปกคลุมไปด้วยหมอกหนาทึบ วิญญาณที่เดินผ่านเข้าไปล้วนถูกกลืนหายไม่ย้อนกลับมาอีก

“เดินเข้าไปสิ ข้างหน้านั้นคือสะพานแห่งความสิ้นหวัง” ปิศาจหัววัวที่ถูกส่งมาดูแลกล่าวขึ้นอย่างเป็นมิตร

จี้หนิงผงกศีรษะรับแล้วก้าวเข้าไปในสายหมอกโดยปราศจากความลังเล

……..



มิติและเวลารอบกายของจี้หนิงพลันบังเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงจนเขารู้สึกได้

จี้หนิงเหลียวมองไปรอบด้านด้วยความประหลาดใจ ที่ด้านหน้าของเขาเป็นถนนสายแคบและคดเคี้ยว มีวิญญาณเพียงไม่กี่ดวงยืนรออยู่ ส่วนที่สุดปลายของถนนเป็นสะพานทอดข้ามแม่น้ำอันเชี่ยวกราก

“นั่นคงเป็นสะพานแห่งความสิ้นหวังและแม่น้ำแห่งการลืมเลือนแล้ว… แต่ว่าก่อนหน้านี้มีวิญญาณเดินเข้ามาตั้งมากมาย ทำไมตอนนี้กลับหลงเหลือเพียงแค่ไม่กี่ดวงเท่านั้น” จี้หนิงทางหนึ่งครุ่นคิด เท้ากลับก้าวเดินไปข้างหน้าโดยไม่หยุดยั้งลง

เขาย่อมไม่อาจล่วงรู้ได้ว่ากระแสเวลาของสถานที่แห่งนี้กับภายนอกนั้นไหลด้วยอัตราเร็วที่แตกต่างกันอย่างใหญ่หลวง กระแสเวลาที่สะพานแห่งความสิ้นหวังพัดผ่านด้วยความเร็วอันน่าตระหนก เวลาหนึ่งวันในยมโลกเทียบได้กับเวลาหลายปีที่สะพานแห่งนี้

ขณะที่จี้หนิงก้าวข้ามสะพานแห่งความสิ้นหวัง เขาสังเกตเห็นว่าด้านหนึ่งของสะพานมีบ่อโลหิตอยู่ ภายในบ่อเต็มไปด้วยแมลงพิษ งูพิษ และสุนัขดุ แม้วิญญาณส่วนมากจะสามารถเดินผ่านไปได้ แต่ก็มีบางส่วนที่พลัดตกลงไปในบ่อ ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน วิญญาณเหล่านี้คือวิญญาณที่แบกเอาบาปกรรมมหาศาลเอาไว้จนไม่อาจหลีกเลี่ยงจากแรงดึงดูดของบ่อโลหิตได้พ้น

“หากทราบว่าต้องมีวันนี้ กาลก่อนไยต้องประพฤติเช่นนั้น?” จี้หนิงส่ายศีรษะทอดถอนใจ ก่อนที่สายตาของเขาจะเหลือบไปเห็นอีกด้านหนึ่งของสะพานที่เต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้อันงดงาม

ไม่ไกลจากปลายสะพานมีอัญมณีเรืองแสงที่สะท้อนภาพอันแตกต่างมากมายออกมา นี่คือ’อัญมณีสามชาติภพ’ ซึ่งประกอบไปด้วย ชาติภพก่อน ชาติภพปัจจุบัน และชาติภพหน้า

ถัดจากอัญมณีสามชาติภพเป็นแท่นหิน ซึ่งก็คือ’แท่นหินส่องบ้าน’ เหล่าวิญญาณจะขึ้นไปยืนบนแท่นแล้วมองไปยังบ้านของตนในชาติภพที่แล้วเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเข้าพบกับเม่งผอ

เมื่อดูจากภายนอก เม่งผอเป็นเพียงหญิงชราธรรมดานางหนึ่ง ท่านถือชามน้ำทิพย์ไว้ในมือ คอยยื่นส่งให้ดวงวิญญาณดื่มลงไป หลังจากที่ดื่มน้ำทิพย์แล้วดวงวิญญาณจะเข้าสู่ภวังค์ และก้าวเดินต่อไปยังอุโมงค์ทั้งหกที่เบื้องหน้าโดยมิอาจควบคุมตนเองได้

“เทวะ อสูร มนุษย์ เดรัจฉาน เปรต นรก” จี้หนิงครุ่นคิดพลางมองไปยังอุโมงค์ทั้งหกที่ด้านหลังของเม่งผอ

“ไม่ ข้าไม่ดื่ม ข้าไม่ต้องการลืม ข้าไม่ต้องการลืม…”

วิญญาณมากมายต่างพากันร้องตะโกนขัดขืน

แต่ไม่ว่าพวกเขาจะปฏิเสธหรือขัดขืนอย่างไร สุดท้ายก็จะถูกพลังงานที่มองไม่เห็นผลักดันให้เดินไปข้างหน้าและดื่มน้ำทิพย์ของเม่งผอลงไปอยู่ดี

“แม้เราจะได้ไปเกิดยังเทวภูมิ แต่เมื่อความทรงจำของเรากลับคืนมาเมื่ออายุครบสิบหกปี เราจะยังคงเป็นเราผู้นี้ หรือว่าเจ้าของความทรงจำสิบหกปีในเทวภูมินั้นจะครอบงำตัวตนของเราไป?”

“แต่ก็คงทำอะไรไม่ได้แล้ว” จี้หนังเองก็ถูกพลังอันลึกลับผลักดันให้ก้าวเดินไปข้างหน้าเช่นเดียวกัน



จนเมื่อเหลือวิญญาณข้างหน้าอีกเพียงหกดวงก็จะถึงรอบของจี้หนิง เม่งผอพลันเงยหน้าขึ้นจ้องมองท้องฟ้าพลางตวาดด้วยโทสะ “โอหังบังอาจ!”

ภายใต้เสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาท ท้องฟ้าที่เบื้องบนปริแตกออก หมอกหนาที่ปกคลุมรอบด้านถูกพัดพาจนจางหาย เผยให้เห็นดวงวิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วนที่ยังยืนรออยู่ด้านนอกของสะพาน

พลังงานมหาศาลที่ปะทุออกจากรอยแยกบนท้องฟ้าบดขยี้ทำลายดวงวิญญาณนับพันนับหมื่นที่อยู่ภายใต้จนกลายเป็นฝุ่นผง ส่งผลให้บังเกิดเสียงกรีดร้องดังก้องไปทั่วบริเวณ เหล่าวิญญาณที่น่าเวทนาทยอยแตกสลายราวกับฟองน้ำในหม้อที่เดือดพล่าน

การระเบิดยังปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง มังกรยักษ์สีดำทะมึนจำนวนมากทะลวงออกจากรอยแยกโผบินอยู่กลางท้องฟ้า แต่ละตัวล้วนมีขนาดใหญ่โตราวกับขุนเขา ปากมโหฬารของพวกมันปลดปล่อยสายฟ้าทมิฬจำนวนนับไม่ถ้วนฟาดทลายลงบนพื้นดิน

“พวกเจ้าเป็นใครกลับกล้าใช้ค่ายกลชีวาอาสัญของเหล่ามังกรวิบัติเข้าโจมตีหกสังสารวัฏแห่งการถือกำเนิด?!” เม่งผอแผดเสียงตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยว ร่างของนางแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงพุ่งทะยานเข้าหาฝูงมังกรดำ

แรงสะท้อนจากการต่อสู้อันรุนแรงบนท้องฟ้าส่งผลให้แม่น้ำแห่งการลืมเลือนบังเกิดระลอกคลื่นยักษ์กระแทกทำลายสะพานแห่งความสิ้นหวังจนขาดสะบั้นแล้วซัดโถมเข้าสู่ฝั่ง เหล่าวิญญาณที่ถูกคลื่นซัดใส่ต่างพากันจางหาย ถ้ำลึกทั้งหกสายที่เบื้องหน้าก็บังเกิดการสั่นสะเทือน ในส่วนลึกของถ้ำปรากฏแสงสว่างแลบลั่นขึ้น

จี้หนิงยืนตกตะลึงกับหายนะที่เกิดขึ้นรอบกาย ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าพลังลึกลับที่ครอบงำร่างของเขาค่อยๆจางหายไป

“คงต้องยอมเสี่ยงดูแล้ว” เมื่อพลังที่ครอบงำร่างของเขาหายไป จี้หนิงทั้งแตกตื่นทั้งยินดี เขารีบวิ่งหนีไปยังอุโมงค์ ‘มนุษยภูมิ’ ซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด แล้วกระโดดเข้าไป

วิญญาณทั้งหลายต่างพยายามวิ่งหลบเข้าไปในอุโมงค์ที่อยู่ใกล้กับตนที่สุด ยังมีวิญญาณบางส่วนที่ทดลองวิ่งไปทางอุโมงค์ ‘เทวภูมิ’ ซึ่งอยู่ห่างออกไป….

ตูม!

สายฟ้าทมิฬผ่าลงมายังเหล่าวิญญาณโลภมากและพวกที่หนีไม่ทันจนสลายกลายเป็นฝุ่นผง

………

เกิดอะไรขึ้นกับยมโลก? กองทัพมังกรดำและสายฟ้าทมิฬยังสร้างความแตกตื่นหวาดกลัวให้กับจี้หนิงไม่คลาย แต่เขาก็รู้ตัวดีว่าในฐานะของวิญญาณธรรมดาดวงหนึ่ง ต่อให้คิดมากไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา ที่จริงตอนนี้จี้หนิงก็ไม่มีเวลามากังวลกับเรื่องพวกนั้นแล้วเพราะศีรษะของเขารู้สึกปวดเหลือเกิน

จี้หนิงรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างบีบศีรษะของเขาแล้วดึงออก คอของเขาเจ็บ ร่างกายก็ถูกบีบรัดอย่างรุนแรง

ผลุบ!

ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกโล่งสบาย ตามด้วยความรู้สึกหนาวเย็นเสียดกระดูก ในเวลาเดียวกัน เขารู้สึกได้ถึงอากาศอันสดชื่นที่ไหลผ่านเข้ามาทางปาก นี่นับเป็น’ลมหายใจ’แรกของเขา นับจากวันที่เขาตาย

หลังลมหายใจแรกนั้น จี้หนิงก็เปล่งเสียงร้องออกมา

เป็นเสียงร้องของเด็กทารก

“เด็กผู้ชาย เป็นเด็กผู้ชาย!” แม้ว่าเสียงที่เขาได้ยินจะเพี้ยนไปบ้าง แต่เขาก็ยังสามารถเข้าใจได้ว่าคำพูดเหล่านั้นหมายความว่าอย่างไร

“เราได้เกิดใหม่แล้ว” จี้หนิงเข้าใจในบัดดล
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 113 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น