เซียนกระบี่

ตอนที่ 1 : : ดินแดนแห่งความตาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,546
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 114 ครั้ง
    18 ส.ค. 63

พลังฝีมือ

A. ก่อนรับทัณฑ์สวรรค์
1. ระดับธรรมชาติ (สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ) มนุษย์มีอายุขัยประมาณ 100 ปี
2. ระดับเหนือธรรมชาติ (สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ) มนุษย์มีอายุขัยประมาณ 200 ปี
3. ระดับตำหนักม่วง (สาวกตำหนักม่วง) มนุษย์มีอายุขัยประมาณ 500 ปี
4. ระดับหมื่นดาราร่วมสำแดง (ปรมาจารย์หมื่นสำแดง) มนุษย์มีอายุขัยประมาณ 800 ปี
5. ระดับจักรวาลแรกกำเนิด (นักพรตแห่งจักรวาลแรกกำเนิด) – มีอายุขัยยาวนานไม่สิ้นสุด แต่จะเริ่มเผชิญสามหายนะเก้าภัยพิบัติ
6. ระดับว่างเปล่า (ผู้อมตะพสุธา – หากไม่อาจข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์จะกลายเป็น ผู้อมตะเสเพล)

B. หลังผ่านทัณฑ์สวรรค์
B.1 ด้านพลังปราณ
1. ผู้อมตะสวรรค์: เจนจบเต๋าอย่างน้อยหนึ่งวิถี
2. ผู้อมตะเที่ยงแท้/ระดับหยางพิสุทธิ์: เจนจบเต๋าวิถีหลักอย่างน้อยหนึ่งวิถี
3. ผู้อมตะทองคำบรรจบจักรวาล/เจ้าแห่งเต๋า: เจนจบเต๋าแห่งสรวงสวรรค์อย่างน้อยหนึ่งวิถี

B.2 ด้านกายาเทพอสูร
1. เทพสวรรค์: มีพลังในระดับเดียวกับผู้อมตะเที่ยงแท้
2. เทพเที่ยงแท้: มีพลังในระดับเดียวกับเจ้าแห่งเต๋า

* แต่ละระดับยังแบ่งย่อยเป็น ‘ขั้นสูงสุด’ ‘ขั้นสูง’ ‘ขั้นกลาง’ และ ‘ขั้นต้น’
** ผู้อมตะทุกระดับอาจเรียกอย่างยกย่องโดยรวมว่า เซียน เช่นเดียวกับการเรียกผู้ฝึกตนบุรุษว่า นักพรต/ผู้บำเพ็ญพรต และ ผู้ฝึกตนสตรีว่า เทพธิดา โดยไม่ได้สนใจระดับฝีมือ

เต๋าแห่งศาสตร์แขนงต่างๆ
1. พื้นฐาน
2. เชี่ยวชาญ
3. ฟ้ามนุษย์หลอมรวม
4. ความรู้แจ้งแห่งเต๋า
5. เขตแดนแห่งเต๋า
6. เจนจบในวิถีแห่งเต๋า

สมบัติวิเศษ
1. ไร้อันดับ พลังปราณต้องบรรลุระดับเหนือธรรมชาติถึงใช้งานได้
2. อันดับมนุษย์ พลังปราณต้องบรรลุระดับตำหนักม่วงถึงใช้งานได้
3. อันดับพิภพ พลังปราณต้องบรรลุระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงถึงใช้งานได้
4. อันดับสวรรค์ พลังปราณต้องบรรลุระดับจักรวาลแรกกำเนิดถึงใช้งานได้
5. อันดับเซียน/อันดับผู้อมตะ พลังปราณต้องบรรลุระดับว่างเปล่าถึงใช้งานได้
6. อันดับหยางพิสุทธิ์ พลังปราณต้องบรรลุระดับสวรรค์ถึงใช้งานได้
7. อันดับกำเนิดจักรวาล ถืออุบัติขึ้นเองตอนที่ผานกู่สร้างจักรวาล
8. อันดับเอกภพ ถืออุบัติจากความปั่นป่วนยุ่งเหยิงแห่งเอกภพเช่นเดียวกับผานกู่

* แต่ละอันดับยังแบ่งย่อยเป็น ‘สูงสุด’ ‘สูง’ ‘กลาง’ และ ‘ต้น/ล่าง’

เทพอสูร
1. เทพอสูรแห่งยุคก่อนกำเนิดจักรวาล ถือกำเนิดจากความปั่นป่วนยุ่งเหยิงก่อนที่ผานกู่จะแบ่งแยกฟ้าดิน
2. เทพอสูรแห่งฟ้าดิน ถือกำเนิดจากฟ้าดินในจักรวาลหลังก่อเกิด
3. เทพอสูรทั่วไป ถือกำเนิดจากฟ้าดินในดินแดนต่างๆ

พลังแห่งจิต
1. แบ่งใจเป็นสองทาง – ปกติบรรลุในระดับตำหนักม่วง
2. จิตตานุภาพ (ยกย้ายสิ่งของ) – ปกติบรรลุในระดับหมื่นดาราร่วมสำแดง
3. เทพสำนึก (เปิดเนตรสวรรค์ รับรู้รอบกาย) – ปกติบรรลุในระดับจักรวาลแรกกำเนิด
4. ญาณ (รับรู้สิ่งที่มองไม่เห็น เช่น กระแสบาปเคราะห์) – ต้องบรรลุเป็นผู้อมตะสวรรค์ก่อนถึงจะใช้ได้

พลังธาตุ (เช่น อัคคี วารี)
1. ระดับมนุษย์ – ธาตุที่เกิดจากมนุษย์ > อัคคีมนุษย์ (ไฟที่ถูกจุดขึ้น)
2. ระดับพิภพ – ธาตุที่กำเนิดจากโลก > อัคคีธรณี น้ำแข็งโลกันตร์
3. ระดับฟ้า – ธาตุที่กำเนิดจากสวรรค์ > อัคคีฟ้า วารีฟ้า
4. ระดับเที่ยงแท้ – ธาตุที่กำเนิดจากห้วงอวกาศ > อัคคีเที่ยงแท้ วารีเที่ยงแท้ (พลังหยางแท้แห่งสุริยัน พลังหยินแท้แห่งจันทรา)

พลังแห่งใจ

1. ขั้นพื้นฐาน – รับรู้ถึงพลังแห่งใจ สามารถบรรจุลงในสื่อกลางเช่นลูกธนู ช่วยเพิ่มพูนพลังทำลาย ทั้งควบคุมวิถีได้ดังใจแม้ยิงออกไปแล้ว

2. ขั้นใจน้ำแข็ง – ตัดแยกหัวใจออกจากห้วงอารมณ์ ไม่ปล่อยให้อารมณ์มีอิทธิพลเหนือจิตใจ

3. ขั้นบงการ – เป็นผู้กำหนดบงการเหนืออารมณ์ความรู้สึกของตนเองอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด



“เดินให้เร็วกว่านี้!”

“พวกแกน่ะกลายเป็นผีไปแล้ว เดินให้มันเร็วขึ้นอีก”


“เจ้าชายงั้นเรอะ? ปกครองผู้คนหลายสิบล้าน มีทหารม้าหุ้มเกราะสามล้านนายใต้บังคับบัญชาเรอะ? ในยมโลก เจ้าชายชาวมนุษย์แบบพวกแกมันก็แค่สวะ!”


ในเสียงตะคอกอันเกรี้ยวกราด ทหารปิศาจที่ดุร้ายทรงพลัง หวดแส้ใส่วิญญาณที่กล้าอวดตัวว่าเป็นเจ้าชายอย่างไม่ปรานี ทุกแส้รวดเร็วรุนแรงราวสายฟ้า ฟาดกระหน่ำจนวิญญาณดวงนั้นเกือบจะแตกสลายจึงได้หยุดลง


“นี่เราคงตายแล้วสินะ ส่วนที่นี่ก็คงเป็นยมโลก…” จี้หนิงที่เพิ่งปรากฎร่างขึ้นเหลียวมองไปรอบๆด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อเขาได้ยินเสียงโต้เถียงของเจ้าชายผู้โอหัง จี้หนิงอดมิได้ที่จะรู้สึกสงสัย “ปกครองประชากรหลายสิบล้าน? มีทหารม้าหุ้มเกราะสามล้านนาย? โลกยุคนี้จะไปมีเรื่องแบบนั้นได้ยังไงกัน?”


“เร็วเข้า!” ทหารปิศาจยักษ์หัววัวหันมาจ้องมองจี้หนิงและเหล่าวิญญาณรอบข้างแล้วเปล่งเสียงตะคอกใส่ จี้หนิงจึงรีบเดินเข้าไปต่อแถวยาวเหยียดที่เบื้องหน้า


เหล่าวิญญาณเดินติดตามกันไปราวมังกรยักษ์จำนวนมหาศาลที่คืบคลานไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ทุกครั้งที่ขบวนเคลื่อนออกไป วิญญาณในชุดสีขาวก็จะทยอยปรากฎขึ้นโดยไม่หยุดหย่อน บ้างส่ายหน้าทอดถอนใจ บ้างปาดเช็ดน้ำตา บ้างตะโกนด่าทอและสาปแช่ง ยังมีบางคนยืนงงอยู่กับที่


“กล้าดียังไงมาฟาดหวดข้า บิดาของข้าคือราชาอสูรแห่งเทือกเขาหิมะ ข้าจะกินพวกเจ้าซะ!”


“หยุดตีข้าเถิด!”


“โอยย!”


เหล่าวิญญาณที่เพิ่งเข้าสู่ยมโลกส่วนมากยังไม่รู้ตัวว่าตนเองตายไปแล้ว หลายคนยังส่งเสียงตวาดด่าทอด้วยความโกรธแค้น แต่ในที่สุดก็ต้องจำยอมรับสภาพเมื่อเผชิญการถูกทำร้ายทุบตีโดยไม่หยุดหย่อน


เมื่ออยู่ในโลกแห่งความตาย ไม่ว่าอดีตจะเคยยิ่งใหญ่เรืองรองถึงเพียงไหน ก็ไร้ซึ่งคุณค่าความหมาย
…….


ไม่ทราบว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใด จี้หนิงยังคงกัมหน้าก้มตาเดินตามแถวของเหล่าวิญญาณที่ยืดยาวไร้สิ้นสุดไปอย่างเงียบงัน เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่บังอาจส่งเสียงหรือไม่เชื่อฟังจะถูกปิศาจหัววัวฟาดหวดเข้าใส่ ข้อดีเพียงหนึ่งเดียวของการกลายเป็นวิญญาณก็คือ เขาไม่มีความรู้สึกหิวกระหายแต่อย่างใด


ทันใดนั้นเอง…


“จี้หนิง!”


เสียงกัมปนาทสะท้อนก้องไปทั่วแดนยมโลกจนจี้หนิงและเหล่าวิญญาณอีกนับไม่ถ้วนต่างอดมิได้ต้องแหงนหน้ามองขึ้นไป


เห็นที่ขอบฟ้าปรากฎเมฆดำสีสนิทลอยหนุนเนื่องออกมา บนเมฆนั้นมีเทพปิศาจหัววัวที่สูงใหญ่กว่าขุนเขา ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางประกายแสงสีดำทมิฬ


“จี้หนิง” เทพปิศาจหัววัวจ้องมองลงมา ลำแสงสีทองสาดส่องออกจากดวงตาโปนโตทั้งคู่ ครอบคลุมพื้นที่เบื้องล่างจนมาหยุดบนร่างของจี้หนิงที่ยืนตัวแข็งทื่อ


ร่างของจี้หนิงที่ถูกลำแสงสีทองจากดวงตาของเทพปิศาจห่อหุ้มไว้พลันหายวับออกจากแถวไปต่อหน้าต่อตาเหล่าทหารปิศาจที่พากันหุบปากสนิท ส่วนวิญญาณทั้งหลายนั้นขวัญกระเจิงสิ้นไปตั้งแต่แรกแล้ว
……


เหนือขึ้นไปบนหมู่เมฆทมิฬ ร่างของจี้หนิงซึ่งมีขนาดเพียงแค่จุดสีดำยืนอยู่บนฝ่ามือที่ยื่นออกไปด้านหน้าของเทพปิศาจหัววัว


“จี้หนิง ข้าได้รับคำสั่งจากท่านเจ้าตำหนักขุยให้พาเจ้าไปพบ” เทพปิศาจก้มกล่าวกับจุดสีดำบนฝ่ามือ ก่อนจะตวัดข้อมือส่งจี้หนิงเข้าสู่ช่องว่างมิติ แล้วบังคับเมฆดำลอยหายไป
…….


ยมโลก เมืองเฟ่งตู


ภายในห้องหนังสือที่เงียบสงัด จี้หนิงยืนอยู่เบื้องหน้าชายกลางคนในเสื้อคลุมยาวสีน้ำเงินที่กำลังพลิกอ่านหนังสือเล่มหนา


“ทำไมเจ้าตำหนักขุยถึงได้อยากเจอเรา?”


จี้หนิงได้แต่ประหลาดใจ เขาไม่เคยเจอและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าตำหนักขุยเป็นใคร เขาเป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ไม่เคยรู้จักเทพเจ้าที่ไหน ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ต้องถูกทรมานด้วยโรคร้ายมาตลอดทั้งชีวิต


“เขาสั่งให้นำตัวเรามาพบ แต่กลับไม่ยอมพูดอะไร” จี้หนิงเริ่มแอบมองสำรวจไปรอบห้อง


ห้องหนังสือนี้ตกแต่งอย่างเรียบง่าย นอกจากโต๊ะและตู้หนังสือแล้ว มีเพียงภาพวาดของหญิงงามใบเดียวเท่านั้น


“นี่…” จี้หนิงจับจ้องมองภาพวาดด้วยความสนใจ


สตรีในภาพสวมใส่ชุดเสื้อคลุมขนนก ทั้งรูปร่างหน้าตาและเครื่องแต่งกายล้วนแฝงด้วยแรงดึงดูดอันน่าประหลาด ริมฝีปากของนางยังประดับไปด้วยรอยยิ้มปรานีที่ลี้ลับยิ่งกว่าพระพุทธรูปองค์ใดที่เขาเคยพบเห็นมาก่อนบนโลก


พริบตานั้นจี้หนิงลืมเลือนสิ้นทุกสิ่ง จมอยู่ในภวังค์ของการจ้องมองรูปภาพหญิงงาม


“โอ…” ชายกลางคนชุดสีน้ำเงินเปล่งเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจ เขาละสายตาจากหนังสือแล้วเงยหน้าขึ้นจ้องมองมาที่จี้หนิง “ไม่คิดเลยว่าเขาจะสามารถเข้าถึงภาพนี้ได้…”


“ตื่น!” เจ้าตำหนักขุยเปล่งเสียงตวาดแผ่วเบา หากบันดาลให้โลกแห่งภวังค์ของจี้หนิงแตกทำลายลง เขารู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งและพบว่าตนเองยังอยู่ในห้องหนังสือห้องเดิม


เจ้าตำหนักขุยปิดหนังสือเล่มหนาที่บนปกมีถ้อยคำจารึกว่า “บันทึกแห่งชีวิตและความตาย” แล้วส่งยิ้มให้กับจี้หนิงที่กำลังยืนตะลึง “ข้ากำลังอ่านเรื่องราวชีวิตของเจ้า”


จี้หนิงสะดุ้งเฮือก “ชีวิตของเรา?”


เรื่องราวในอดีตชาติเอ่อท้นขึ้นในจิตใจของจี้หนิงราวกับความฝัน พ่อของเขาเป็นนักวิจัยชั้นนำของโลกในด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ส่วนแม่เป็นครูธรรมดาคนหนึ่ง


ซึ่งความจริงการได้อยู่ในครอบครัวร่ำรวยเช่นนี้ จี้หนิงสมควรมีความเป็นอยู่อันเลอเลิศ แต่โชคร้ายที่เขาป่วยเป็นโรคเรื้อรัง หมอทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า แค่เขามีชีวิตอยู่จนอายุ15-16ปีได้ก็นับว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว


ความอ่อนแอของร่างกายอันเนื่องมาจากโรคร้ายทำให้ชีวิตในวัยเด็กของจี้หนิงดำเนินไปอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย เขาไม่สามารถไปโรงเรียนหรือออกไปเล่นกับเพื่อนได้ แต่ละวันแค่ฝึกเดินเพียงครึ่งชั่วโมงเขาก็หมดแรงแล้ว


นอกจากนี้การได้ยินผู้คนพร่ำพูดแต่ว่าเขาจะต้องตายมาตั้งแต่เด็กยิ่งทำให้เขาหม่นหมองตรอมตรมหนักขึ้นไปอีก


แต่นับว่าโชคดีที่เขายังมีหนังสือและอินเตอร์เน็ต! ทั้งสองสิ่งนี้ช่วยให้เขามีโลกส่วนตัวและป้องกันเขาจากการมีอุปนิสัยที่บิดเบี้ยว จี้หนิงตอบสนองความกระหายอยากรู้ต่อโลกภายนอกของเขาผ่านทางหนังสือและอินเตอร์เน็ต ซึ่งนั่นช่วยให้เขารู้จักการมองโลกอย่างมีเหตุมีผล และทำให้หัวใจของเขาสงบลงอย่างช้าๆ


เขาได้รับรู้ว่าในโลกนี้ยังมีเด็กอีกมากมายที่อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ยิ่งกว่า จะอย่างไรเขาก็ยังมีพ่อและแม่ เขายังมีอาหารกินทุกมื้อ


จี้หนิงเริ่มค้นหาความหมายของการมีชีวิต เขาไม่อยากใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อรอคอยวาระสุดท้ายไปวันๆ เขาต้องการทำอะไรบางอย่างในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่


เขาเริ่มจากการขอเงินหนึ่งแสนเหรียญจากพ่อเพื่อทำการค้าบนอินเตอร์เน็ตแก้เบื่อ แต่ไม่น่าเชื่อว่าเขากลับประสบความสำเร็จอย่างงดงาม สร้างผลกำไรมหาศาลภายในช่วงเวลาไม่กี่ปี


อย่างไรก็ตามอาการป่วยของเขากลับทรุดหนักลงเรื่อยๆ ในขณะที่พ่อแม่ของเขาก็ไม่ได้ต้องการเงินทองจากเขาแต่อย่างใด ก่อนตายจี้หนิงจึงบริจาคเงินทั้งหมดที่มีให้แก่เด็กที่เจ็บป่วยและยากไร้ทั่วประเทศ


“เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตัวเราเองได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของเด็กพวกนั้นได้” นั่นคือความมุ่งมั่นที่จารึกอยู่ในจิตใจของจี้หนิงอย่างมั่นคง!


หลังจากบริจาคเงินทั้งหมด จี้หนิงก็เสียชีวิตลงในวันหนึ่งระหว่างที่กำลังเดินเล่นกับพ่อและแม่ของเขา


“เจ้าใช้ชีวิตอย่างขมขื่นนับตั้งแต่วันแรกที่เกิดมา” เจ้าตำหนักขุยกล่าวอย่างอ่อนโยน “แต่ความขมขื่นนั้นกลับมิได้ทำให้เจ้าเดินในเส้นทางที่ผิดเพี้ยน ตรงกันข้าม มันกลับเป็นแรงผลักดันให้เจ้าประสบความสำเร็จ ไม่เพียงแต่เจ้าจะร่ำรวยมหาศาล เจ้าได้บริจาคสิ่งที่มีทั้งหมดนั้นให้ผู้อื่น”


“ขณะที่เสียชีวิตมีอายุแค่เพียงสิบแปดปี” เจ้าตำหนักขุยทอดถอนใจ “คนผู้หนึ่งยอมเสียสละเพื่อคนที่ไม่เคยแม้แต่จะรู้จักกันได้ขนาดนี้ นับว่าหาได้ยากยิ่ง”


“ท่านเจ้าตำหนักชื่นชมเกินไปแล้ว หากสามารถมีชีวิตได้ยืนยาวกว่านี้ ข้าอาจไม่ทำเช่นนั้นก็ได้”


เจ้าตำหนักขุยหัวเราะพลางพลิกดูบันทึกแห่งชีวิตและความตาย แล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เมตตาหากทรงอำนาจ “จี้หนิง ชั่วชีวิตของเจ้า เจ้าได้ช่วยเหลือผู้คนนับหมื่น ไม่ว่าตั้งใจหรือไม่ ล้วนต้องถือว่าเป็นกุศลอันประเสริฐ ดังนั้นเจ้าจะได้ไปเกิดใหม่….ในเทวโลก!”


“เทวโลก” จี้หนิงทวนคำเบาๆ


“มีเพียงผู้ที่สร้างสมกุศลอันยิ่งใหญ่จึงมีสิทธิ์เข้าสู่เทวโลก ซึ่งหาได้ยากนักในโลกที่เจ้าเพิ่งจากมา” เจ้าตำหนักขุยทอดถอนใจ “ยิ่งผู้ที่เจ้าได้ช่วยเหลือไว้เป็นเด็ก ก็ยิ่งถือเป็นการสร้างกุศลกรรมอันยิ่งใหญ่”


“ท่านหมายความว่าอย่างไร?” จี้หนิงงุนงงไปกับคำพูดนั้น


“มนุษย์ถือกำเนิดมาด้วยความบริสุทธิ์ปราศจากความอาฆาตมาดร้าย เด็กทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็นเช่นนั้น หากว่าที่เจ้าช่วยเหลือเป็นพวกผู้ใหญ่ อย่างนั้นก็ยากบอกได้แล้วว่าเจ้าช่วยเหลือคนดีหรือช่วยเหลือคนเลว หากว่าเจ้าช่วยเหลือคนเลว นั่นจะทำให้กุศลกรรมของเจ้าลดลง” รับฟังถึงตอนนี้ จี้หนิงจึงเริ่มเข้าใจ


“ที่จริงในบันทึกแห่งชีวิตและความตายได้ลิขิตให้เจ้าตายเมื่ออายุสิบหกปี แต่เนื่องจากความดีงามที่เจ้าได้สั่งสมไว้ เจ้าจึงเสียชีวิตเมื่ออายุได้สิบแปดปี”


“ท่านว่าไงนะ?” จี้หนิงตกใจสุดขีด “ท่านกำลังบอกว่าลิขิตของบันทึกแห่งชีวิตและความตายสามารถเปลี่ยนแปลงได้?”


“แน่นอนว่าสามารถเปลี่ยนแปลงได้” เจ้าตำหนักขุยหัวเราะ “สำหรับข้า การจะเพิ่มเติมอายุขัยของคนผู้หนึ่งสักร้อยปี ไม่นับเป็นอย่างไรได้ อย่าว่าแต่ลิขิตของบันทึกแห่งชีวิตและความตายนี้เลย แม้แต่สวรรค์เองก็เถอะ สวรรค์กำหนดให้มนุษย์ทุกคนต้องตาย แต่สุดท้ายก็ยังละเว้นหนทางรอดไว้ให้”


“แต่ว่าผู้ที่ก่อกุศลกรรมยิ่งใหญ่สมควรมีอยู่มากมาย ทำไมท่านเจ้าตำหนักจึงได้เรียกข้ามาพบเพียงผู้เดียว”


เจ้าตำหนักขุยหัวเราะลั่น “นั่นเพราะว่าข้าและเจ้าเป็นคนบ้านเดียวกัน”


“คนบ้านเดียวกัน?” จี้หนิงนิ่งอึ้ง “ท่านเองก็มาจาก…”


“ถูกต้อง ถ้าใช้คำศัพท์ของมนุษย์ยุคใหม่เช่นพวกเจ้า ข้าเองก็มาจากดาวเคราะห์ที่เรียกว่าโลก แต่ว่าต้องย้อนกลับไปในยุคแห่งราชวงศ์สุย-ถัง”


“เช่นนั้นที่ข้าได้ยินวิญญาณบางดวงอ้างว่าเป็นเจ้าชาย เป็นราชาอสูร วิญญาณเหล่านั้นก็คงไม่ได้มาจากโลก” จี้หนิงกล่าวด้วยความตื่นเต้น


“เป็นเรื่องปกติที่วิญญาณส่วนใหญ่จะไม่ได้มาจากโลกที่เราจากมา ในจักรวาลอันไร้สิ้นสุดนี้ประกอบไปด้วยดินแดนไตรภูมิ ซึ่งก็คือ เทวโลก ยมโลก และมนุษยโลก สำหรับมนุษยโลกนั้นแบ่งออกได้เป็นดินแดนหลักสามพันแห่งและดินแดนย่อยอีกนับไม่ถ้วน โลกที่พวกเราจากมานั้นเป็นหนึ่งในดินแดนย่อยเหล่านั้นเอง”


จี้หนิงไม่อาจข่มกลั้นความตระหนกเอาไว้ได้
ไตรภูมิงั้นหรือ? มนุษยโลกช่างกว้างใหญ่ไพศาลนัก โลกที่เขาจากมาเพียงแค่เป็นหนึ่งในดินแดนย่อยที่มีมากมายนับไม่ถ้วนเท่านั้น? คิดไปช่างน่าขันที่มนุษย์บนโลกกลับคิดว่าตนเองเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล

†★★†

“ดินแดนหลักสามพันแห่ง ดินแดนย่อยอีกนับไม่ถ้วน แน่นอนว่ามีวิญญาณที่สร้างกุศลกรรมยิ่งใหญ่อยู่มากมาย หากว่าคนที่มาจากโลกเดียวกับข้าช่างมีน้อยนิดนัก นี่ยังไม่นับว่าเจ้ามีอายุขัยแสนสั้นแต่กลับสามารถสร้างสมกุศลจนถึงขั้นนี้ ข้าถึงได้อยากพบเจ้าเป็นพิเศษ… ตอนนี้ข้าพอมีเวลาว่างอยู่บ้าง ส่วนเจ้าก็ถูกกำหนดให้ไปเกิดใหม่ ดังนั้นข้าจะอธิบายเรื่อง ‘หกสังสารวัฏแห่งการถือกำเนิด’ ให้เจ้าฟัง”


“หกสังสารวัฏแห่งการถือกำเนิด ประกอบไปด้วย เทวภูมิ อสุรภูมิ มนุษยภูมิ เดรัจานภูมิ เปรตภูมิ และนรกภูมิ ผู้ที่ถือกำเนิดในเทวภูมิและอสุรภูมิถือว่าได้กำเนิดในเทวโลก ผู้ที่ถือกำเนิดในมนุษยภูมิและเดรัจฉานภูมินั้นจัดว่ากำเนิดในมนุษยโลก ส่วนผู้ที่ถือกำเนิดในเปรตภูมิและนรกภูมินั้นเป็นถือว่าเป็นชาวยมโลก”


“เทวโลกที่เจ้าจะได้กลับชาติไปเกิดนั้นถือเป็นโลกที่ดีที่สุด เนื่องจากธรรมชาติจะเป็นผู้ให้กำเนิดแก่เหล่าเทวะ และมีแต่ผู้ที่ธรรมชาติให้กำเนิดเท่านั้นจึงจะถือว่าเป็น’รูปแบบชีวิตบริสุทธิ์’ ”


“ธรรมชาติเป็นผู้ให้กำเนิด? ไม่ใช่พ่อแม่?” จี้หนิงอดมิได้ต้องอุทานออกมา


“ถูกต้องแล้ว ไม่เช่นนั้นจะนับเป็น’รูปแบบชีวิตบริสุทธิ์’ได้อย่างไร? สวรรค์และพิภพนั่นแหละคือบุพการีของเจ้า หลังจากที่ถือกำเนิดในเทวโลกแล้วเจ้าจะถูกชักนำเข้าสู่ตำหนักสวรรค์เพื่อเป็นนักรบหรือขุนพลสวรรค์”


จี้หนิงเอามือขยี้ตาตนเอง
นักรบหรือขุนพลสวรรค์? เราจะได้เป็นนักรบหรือขุนพลสวรรค์?


“ผู้ถือกำเนิดในเทวภูมิยังมีอภิสิทธิ์อีกประการหนึ่ง เมื่อเจ้าอายุครบสิบหกปี เจ้าจะได้รับความทรงจำของชาติก่อนกลับคืน ที่จริงการที่ข้าเรียกเจ้ามาพบก็เนื่องจากกรรมดีของเจ้าและความเป็นคนบ้านเดียวกัน” เจ้าตำหนักขุยหยุดทอดถอนใจแล้วจึงกล่าวต่อไป “ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะถูกดึงดูดโดยภาพของหนี่วา-เทพธิดาผู้สร้างมนุษยชาติ ความสามารถในการรับรู้ของเจ้ากลับสูงส่งอย่างไม่น่าเชื่อ เอาเถอะ ถือว่านี่เป็นการสนับสนุนเจ้าให้เป็นขุนพลสวรรค์ชั้นแนวหน้าก็แล้วกัน”


จี้หนิงมองตามมือของเจ้าตำหนักขุยที่ชี้ไปทางภาพวาดที่แขวนผนังไว้ ที่แท้นี่เป็นรูปของเทพธิดาหนี่วา?


“เทพธิดาหนี่วาคือผู้ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดและทรงอิทธิฤทธิ์ที่สุดแห่งยุคกำเนิดโลก” เจ้าตำหนักขุยกล่าวด้วยสีหน้าอันเคร่งขรึม “นับตั้งแต่ที่ผานกู่เสียชีวิตจากการสร้างห้วงจักรวาล มีเพียงนางที่มีความสามารถเทียบเท่ากับผานกู่ได้ เทพธิดาหนี่วาสามารถทำลายห้วงจักรวาลและสามารถซ่อมแซมมันได้ นางสร้างสรรพชีวิตที่มีอยู่นับไม่ถ้วน ทั้งยังเข้าใจในหลักความจริง84,000ประการอย่างปรุโปร่ง นางคือผู้ที่ทรงอำนาจที่สุดในไตรภูมิโดยไร้ข้อโต้แย้ง”


“ผู้ที่ทรงอำนาจที่สุดในไตรภูมิ” จี้หนิงทวนคำ เขาเองก็เคยได้ยินตำนานของเทพธิดาหนี่วามาก่อนเช่นกัน


“ภาพวาดนี้ใช้สำหรับฝึกการเพ่งจิต แม้ว่าอีกหน่อยเจ้าเองก็จะได้เรียนรู้วิชาเพ่งจิตนี้ในเทวโลก แต่ข้าจะถือโอกาสนี้ชี้แนะเจ้าเอง บางทีนี่คงเป็นผลแห่งกรรมที่เราเคยผูกพันกันไว้และทำให้เราได้มาเจอกัน”


“ขอบพระคุณท่านเจ้าตำหนัก” จี้หนิงโค้งคารวะจนเกือบถึงพื้น


“ไม่ต้องมากพิธี ที่จริงนี่เป็นเพียงเคล็ดวิชาทั่วไป เท่านั้น มิใช่เคล็ดวิชาลับแต่อย่างใด” เจ้าตำหนักขุยพลันจิ้มนิ้วลงบนหน้าผากของจี้หนิง


ตูม!


ห้วงสมองของจี้หนิงเต้นระทึกจนแทบแตกระเบิด ภาพของเทพธิดาหนี่วาถูกจารึกลงในจิตใจของเขาอย่างมั่นคง


“จดจำไว้ เพ่งจิตไปที่ภาพของเทพธิดาหนี่วาเป็นประจำจะช่วยให้จิตของเจ้าแข็งแกร่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ในการกลับชาติไปเกิดเจ้าจะต้องดื่มน้ำทิพย์ของเม่งผอซึ่งจะลบความทรงจำของเจ้าไปชั่วคราว ก่อนที่ความทรงจำของเจ้าจะกลับคืนมาอีกครั้งเมื่ออายุสิบหกปี แต่แค่นั้นก็น่าจะเพียงพอแล้วที่จะช่วยส่งเสริมให้เจ้าเป็นนักรบที่โดดเด่นในทัพสวรรค์ ด้วยการฝึกเพ่งจิตนี้ เจ้าจะมีโอกาสสูงทีเดียวที่จะบรรลุเป็นผู้อมตะสวรรค์ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงเราคงได้พบกันอีกครั้งในตำหนักสวรรค์”


ทัพสวรรค์?


ผู้อมตะสวรรค์?


ภายในใจของจี้หนิงเอ่อล้นไปด้วยความตื่นเต้น เขาแทบรอไม่ไหวที่จะไปให้ถึงจุดนั้น


“ไป!” เจ้าตำหนักขุยโบกมือส่งจี้หนิงหายลับไปจากห้องหนังสือ…
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 114 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น