เซียนกระบี่

ตอนที่ 15 : การต่อสู้ในกรงขัง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,124
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 67 ครั้ง
    1 ส.ค. 63

:

สนธยาของวันที่สามหลังจากสำเร็จเพลงกระบี่ จี้หนิงติดตามบุพการีทั้งสองและท่านลุงขาวออกจากตัวเมืองมุ่งหน้าสู่ ‘วังมังกร’

สถานที่แห่งนี้มีความกว้างกว่าสามร้อยเมตร ในความยาวหลายกิโลเมตรยังแบ่งออกเป็นสองส่วน คือส่วนของกรงเหล็กขนาดมโหฬารซึ่งใช้เป็นสถานที่ทำการต่อสู้ และส่วนของถ้ำโพรงมืดมิดยาวเหยียดซึ่งภายในเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายและสัตว์อสูรที่ถูกกักขังเอาไว้เป็นจำนวนนับไม่ถ้วน

ดังนั้นวังมังกรจึงถูกออกแบบให้ตั้งอยู่ห่างไกลจากบริเวณชุมชนเพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัย
………

ภายในกรงขัง

จี้หนิงเดินสำรวจพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด เขาพบว่าผนังทั้งสี่ด้านประกอบขึ้นจากซี่โลหะหยาบหนาสีดำทะมึน สูงขึ้นไปเหนือศีรษะเป็นโซ่เหล็กดำที่ขึงไขว้ตัดกันอย่างถี่ยิบหนาแน่น

“สถานที่แห่งนี้ถูกสร้างให้ไร้หนทางหลบหนี” น้ำเสียงเยียบเย็นเป็นเอกลักษณ์ของบิดาเขาดังขึ้น “ลูกกรงทั้งสี่ด้านหลอมสร้างจาก ‘เหล็กกล้าวารีทมิฬ’ โลหะชนิดนี้แข็งแกร่งทนทาน แม้แต่ยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติขั้นต้นยังยากจะทำลายลงได้ โซ่ที่ขึงอยู่ด้านบนก็หลอมสร้างจากเหล็กกล้าชนิดเดียวกัน ด้วยความสำเร็จของเจ้าในตอนนี้ ต่อให้ใช้ ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ ก็คงต้องใช้เวลาประมาณสิบชั่วลมหายใจเข้าออกจึงจะสามารถฝ่าออกไป”

จี้ยี่ฉวนชี้มือขึ้นไปเหนือโซ่เหล็ก “ทางด้านบนยังมีที่นั่งสำหรับชมการต่อสู้ พวกเราจะชมดูจากที่นั่น”

“เจ้าต้องระวังตัวให้ดี” อู่ฉีเซวียกำชับด้วยความห่วงใย สุนัขใหญ่ ‘ท่านลุงขาว’ ก็ส่งเสียงคำรามให้กำลังใจเขา

สัตว์ร้ายส่วนใหญ่เมื่อบรรลุถึงขั้นเหนือธรรมชาติก็จะกลายเป็นสัตว์อสูรเต็มตัว มีอิทธิฤทธิ์สามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ได้เช่นเดียวกับ ‘ท่านลุงดำ’ แต่ในหมู่พวกมันก็มีเผ่าพันธุ์ที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะ เช่น ‘สัตว์เทพอสูร’ ซึ่งก็คือสิ่งมีชีวิตที่สืบทอดสายเลือดของเทพอสูรอย่างเข้มข้นมาตั้งแต่ยุคอดีต พวกมันล้วนแล้วแต่มีพละกำลังและภูมิปัญญาสูงส่งกว่าสัตว์ร้ายทั่วไป ทว่ายิ่งมีสายเลือดบริสุทธิ์ก็ยิ่งยากที่จะกลายร่าง สัตว์เทพอสูรบางชนิดจวบกระทั่งบรรลุถึงระดับสาวกตำหนักม่วงหรือปรมาจารย์หมื่นสำแดงก็ยังไม่สามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ได้ ท่านลุงขาวคือสัตว์เทพอสูรประเภท ‘สุนัขวารีวิสุทธิ์’ ซึ่งจะกลายร่างหรือพูดได้เมื่อบรรลุระดับตำหนักม่วงแล้วเท่านั้น

ตอนที่จี้หนิงยังเรียนวิชาเกาทัณฑ์กับเมิ่งหยูทุกเช้า ท่านลุงขาวซึ่งมีฝีมือในระดับเหนือธรรมชาติจะทำหน้าที่ติดตามดูแลอยู่เคียงข้างและเฝ้าพิทักษ์ความปลอดภัยให้แก่จี้หนิง สุนัขวารีวิสุทธิ์มีนิสัยอ่อนโยนตามธรรมชาติทั้งยังรักใคร่จี้ยี่ฉวนดั่งพี่น้องร่วมสายโลหิต จึงให้ความรักเอ็นดูจี้หนิงเป็นอย่างยิ่ง จี้หนิงเองก็ให้ความเคารพสนิทสนมกับท่านลุงขาวผู้นี้

“พวกท่านโปรดวางใจ” จี้หนิงยิ้มตอบ

หลังจากใช้สายตาติดตามส่งบุคคลทั้งสามออกจากกรงไปยังที่นั่งสำหรับชมการต่อสู้ จี้หนิงก็เริ่มเดินสำรวจไปรอบด้านอีกครั้ง ยิ่งดูเขายิ่งอดมิได้ที่จะเชื่อมโยงวังมังกรแห่งนี้กับสนามต่อสู้เพื่อความบันเทิง ‘โคลิเซียม’ ของโลกที่จากมา เพียงแต่ผู้ที่ลงมือต่อสู้กับสัตว์ร้ายในที่นี้มิใช่ทาสนักรบ หากแต่เป็นลูกหลานสายตรงของตระกูลจี้ ที่นั่งชมด้านบนก็มิได้อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้ามาวุ่นวาย หากมีไว้เฉพาะสำหรับญาติและผู้อาวุโสของตระกูล

ทันใดนั้นจี้หนิงพลันสะดุ้งตื่นขึ้นจากห้วงความคิดคำนึง เขาหันขวับจ้องมองเข้าไปในความมืดของถ้ำโพรงที่เชื่อมต่อกับกรงหลังนี้

เสียงของโซ่ตรวนที่ถูกสะบัดกระชากและเสียงขู่คำรามอันโกรธแค้นดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ สายโซ่เหล็กกล้าที่ขึงตรึงอยู่ด้านบนของกรงขังสั่นกระทบกันเกรียวกราว ส่งฝุ่นผงร่วงโปรยลงสู่พื้นดิน

ร่างมหึมาที่ปกคลุมไปด้วยขนสีเงินยวงก้าวย่างออกมาจากความมืดมิด เสียงของจี้ยี่ฉวนดังลงมาจากที่นั่งชมด้านบน “ข้าเป็นผู้เลือกคู่ต่อสู้ที่สมศักดิ์ศรีนี้ให้แก่เจ้าเอง นี่คือ ‘สุนัขป่าหอนจันทร์’ หนึ่งในสัตว์ร้ายที่มีสายเลือดของเทพอสูร”

จี้หนิงลืมตากลมกว้าง แววตื่นตระหนกปรากฏขึ้นบนใบหน้าอ่อนเยาว์

สัตว์ร้ายที่มีสายเลือดของเทพอสูร? เช่นนั้นไยมิใช่สัตว์เทพอสูร?

ท่ามกลางเสียงหลุดร่วงของโซ่ที่พันธนาการรอบร่างของสุนัขป่าหอนจันทร์ จี้หนิงรีบปลุกปลอบสมาธิกำลังขวัญของตนเอง อย่างน้อยสัตว์ร้ายที่เบื้องหน้าก็ยังคงอยู่ในระดับธรรมชาติขั้นสูงสุดเท่านั้น มิใช่สัตว์เทพอสูรที่บรรลุถึงระดับเหนือธรรมชาติอย่างท่านลุงขาว

สุนัขป่าหอนจันทร์พลันส่งเสียงหอนอันหวนโหย ร่างที่เป็นอิสระก้าวออกมายืนภายใต้แสงสว่างของกรงขัง

มันเป็นสัตว์ร้ายที่งดงามสง่า ร่างสูงราวสองเมตรปกคลุมไปด้วยขนสีเงินงดงามเป็นประกาย แววตาฉลาดล้ำแสดงถึงสติปัญญาที่มิได้ด้อยไปกว่ามนุษย์ มันรู้ดีว่าในวันนี้หลงเหลือทางเลือกเพียงสองทาง นั่นคือสังหารมนุษย์ที่เบื้องหน้าเพื่อมีชีวิตรอดต่อไปหรือถูกมนุษย์ผู้นี้สังหาร

“ในเมื่อท่านพ่อคิดว่าข้าสามารถต่อกรกับมันได้…” กระบี่ปรากฏขึ้นในมือข้างขวาของจี้หนิง “ข้าก็จะเอาชนะมันให้ดู!”
………

สุนัขป่ายักษ์ตัวนี้ดูไปสมควรมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่าห้าพันกิโลกรัม แต่ขาเรียวยาวทรงพลังทั้งสี่กลับช่วยให้มันก้าวเดินเข้ามาอย่างคล่องแคล่วว่องไว จี้หนิงเองก็ไม่ยอมแสดงความอ่อนด้อย กุมกระชับกระบี่คู่มือสืบเท้าเข้าหาสัตว์ร้ายที่เบื้องหน้าทีละก้าวอย่างไม่กลัวเกรง

ระยะห่างระหว่างคนและสัตว์ร้ายลดน้อยลงทุกขณะ ดวงตาสองคู่ประสานเขม็งนิ่งไม่มีผู้ใดยอมผู้ใด

การเคลื่อนไหวของสุนัขป่าหอนจันทร์พลันกลับกลายจากสง่างามเป็นป่าเถื่อน ร่างที่กำลังเหยาะย่างเปลี่ยนเป็นโถมเข้าจู่โจมอย่างรวดเร็วจนหลงเหลือเพียงเงาสีเงินจาง กรงเล็บยาวคมกริบโผล่พ้นออกจากอุ้งเท้าทั้งสี่

จี้หนิงเคลื่อนไหวดุจสายลม ร่างท่อนบนบิดเบี่ยงเล็กน้อยหลบเลี่ยงจากท่าตะปบที่จู่โจมเข้ามา กระบี่ในมือแทงสวนออกไปดุจสายฟ้า ทั้งแม่นยำทรงพลังทั้งดุดันอำมหิต ตั้งใจอาศัยแรงโถมจู่โจมของสุนัขป่าหอนจันทร์กรีดผ่าลำตัวของมันเองออกเป็นสองส่วน

ทว่าเพียงคมกระบี่สัมผัสเป้าหมายสีหน้าของจี้หนิงก็ต้องแปรเปลี่ยน ที่แท้ขนหนาของสุนัขป่ากลับแฝงแรงสะท้อนอันอ่อนหยุ่นจนกระบี่ของเขาไม่อาจทะลวงผ่าน ขณะเดียวกันพวงหางอันทรงพลังกลับวกกวาดเข้าใส่ในแง่มุมและความรวดเร็วที่มิอาจหลบหลีก ด้วยปฏิกริยาของจี้หนิงยังทำได้เพียงวกกระบี่กลับมาขวางไว้เท่านั้น

ราวกับถูกฟาดหวดด้วยแส้ขนาดยักษ์ จี้หนิงทั้งคนทั้งกระบี่ปลิวกระเด็นเข้าปะทะกับซี่กรงจนผนังเหล็กดำทั้งผืนสั่นสะท้านอย่างรุนแรง สุนัขป่าหอนจันทร์ไม่หยุดยั้งรั้งรอ มันเปล่งเสียงขู่คำรามสะท้านขวัญ ร่างมหึมากระโจนติดตามเข้าใส่ กรงเล็บอันคมกริบตบฟาดลงมาอย่างหักโหม

แต่จี้หนิงเองก็มิใช่ตะเกียงขาดน้ำมัน ร่างที่ดีดกระดอนออกจากผนังพลิกม้วนกลางอากาศหลบเลี่ยงจากกรงเล็บมฤตยูไปได้อย่างฉิวเฉียด บนผนังเหล็กกล้าอันแข็งแกร่งกลับปรากฏรอยกรงเล็บลากผ่านเป็นทางยาว

สุนัขป่าหอนจันทร์หยุดยั้งลงดูเชิง กระบวนท่ากวาดหางกระแทกเป็นหนึ่งในไม้ตายปลิดชีวิตของมัน แต่มนุษย์ผู้นี้นอกจากจะไม่ได้รับบาดเจ็บแล้ว ยังหลบหลีกจากกระบวนท่าสังหารที่ตามหลังได้อีก นี่ทำให้มันต้องประเมินคู่มือตรงหน้าใหม่อีกครั้ง

“น่าหวาดเสียวนัก หากเป็นนักรบเก้าคมเขี้ยวทั่วไป ต่อให้ขวางกระบี่ต้านรับไว้ทัน แรงกระแทกของกระบวนท่าเมื่อครู่ยังรุนแรงพอที่จะบดขยี้อวัยวะภายในให้แหลกเหลวหมดสิ้น การจะกำจัดมันคงมีแต่ต้องพึ่งพากายาเทพอสูรเท่านั้น”

หลายปีมานี้พลังปราณของจี้หนิงก็ขึ้นสู่ขั้นสูงสุดของระดับธรรมชาติแล้วเช่นกัน แต่การประมือเมื่อครู่ แสดงแน่ชัดว่าปราณกระบี่ของเขายังไม่อาจแทงทะลุขนสุนัขป่าได้ ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์

จี้หนิงส่งเสียงตวาดก้อง ลมหายใจที่ระบายออกปรากฏเป็นคลื่นพลังที่สั่นสะท้านมวลอากาศโดยรอบ พลังงานแห่งสุริยันและจันทราในร่างกายเกิดการแตกปะทุ เปล่งประกายสีชาดจางๆออกมา

สุนัขป่าหอนจันทร์รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มันส่งเสียงคำรามแหบต่ำ ดวงตาทั้งคู่จับนิ่งอยู่บนร่างสีแดงตรงหน้า กล้ามเนื้อทั่วร่างถูกปลุกกระตุ้นให้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะระเบิดพลังออกมาได้ทุกเมื่อ
………

“ในที่สุดเด็กน้อยก็ยอมใช้ ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ ” อู่ฉีเซวียหัวเราะเบาๆ “ก่อนหน้านี้เขายังพยายามอดกลั้น ไม่ใช้ออกโดยง่ายดาย”

จี้ยี่ฉวนพยักหน้า “นี่คือสาเหตุที่ข้าเจาะจงเลือกสุนัขป่าหอนจันทร์ สัตว์ร้ายนี้มีสายเลือดเทพอสูร ขนของมันหนาและแข็งแกร่งจนพลังปราณระดับธรรมชาติไม่อาจทำอย่างไรได้ ข้าต้องการให้ลูกหนิงใช้พลังทั้งหมดในการต่อสู้ครั้งนี้”

“แล้วท่านคิดว่าลูกของเราจะเอาชนะมันได้หรือไม่?”

“นี่ยังยากบอกได้ แต่อย่างน้อยที่ผ่านมา เขายังเป็นฝ่ายคุมสถานการณ์เอาไว้”
………

ขณะที่ทั้งสองกล่าววาจา การต่อสู้ในกรงขังก็ดำเนินถึงขั้นคับขัน จี้หนิงกวัดแกว่งกระบี่ในมือเดินวนเป็นวงรอบร่างของสุนัขป่าหอนจันทร์ที่ยืนหยัดอย่างมั่นคง ทั้งสองล้วนเร่งเร้าพลังจากทั่วร่าง ตระเตรียมใช้ออกด้วยกระบวนท่าเสี่ยงชีวิต

เสียงกู่ร้องและเสียงคำรามดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงจนแทบเป็นเสียงเดียว จี้หนิงดีดกายขึ้น ร่างทั้งร่างกลายเป็นเงาสีแดงเลือนราง สุนัขป่าหอนจันทร์ก็แยกเขี้ยวกางเล็บ เหินทะยานเข้าปะทะอย่างซึ่งหน้า

ประกายกระบี่ทั้งลากยาวและกรีดสั้นพร่างพรายเต็มผืนฟ้า หลังจากสับเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็วเก้าครั้งครา เลือดสดๆก็สาดกระจายออกจากแผ่นอกที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของสุนัขป่าหอนจันทร์

“ไม่มีทาง!” ใบหน้าของจี้หนิงปราศจากความลิงโลด กระบี่ที่เพิ่งฟันลงถูกกระชากกลับมาปิดป้องกรงเล็บที่ทะลวงเข้ามาจนเกือบถึงร่าง จากนั้นอาศัยแรงปะทะดีดกายตีลังกาย้อนกลับไปด้านหลัง

ดวงตาของสุนัขป่าหอนจันทร์สาดประกายอาฆาตอย่างรุนแรง บาดแผลขนาดใหญ่บนทรวงอกเริ่มสมานเข้าหากันแม้ว่าจะยังปรากฏโลหิตหยดหยาดไม่ขาดสาย กลิ่นอายแห่งความตายอันเข้มข้นกระตุ้นสัญชาตญาณของมันให้ตื่นขึ้น กรีดร้องตักเตือนให้มันเข่นฆ่าศัตรูตรงหน้าแล้วมีชีวิตรอดต่อไป

“กระบวนท่า ‘ประกายวิชชุแลบลั่น’ ใน ‘กระบี่วิชชุอัคคี’ มีอานุภาพเหนือธรรมดาจริงๆ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 67 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น