เซียนกระบี่

ตอนที่ 14 : กรงขัง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,118
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 74 ครั้ง
    4 ส.ค. 63

‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ ถูกคิดค้นขึ้นจากกฎธรรมชาติที่ว่า หยดน้ำสายหนึ่งสามารถเจาะทะลุหินผา ยามใดที่หยดน้ำพร่างพรมดังหยาดพิรุณที่โปรยปรายไม่ขาดสายจากทั่วฟ้า จะก่อเกิดเป็นอานุภาพที่ไม่มีผู้ใดหลบหลีกพ้น ยามจู่โจมรุนแรงดังหยดน้ำนับล้านแตกระเบิดเข้าใส่ ยามตั้งรับหนาแน่นเป็นแผ่นผืน ไม่มีการจู่โจมใดฝ่าผ่านเข้าไปได้…

“ช่างเป็นเพลงกระบี่ที่ลึกล้ำและน่าแตกตื่นนัก” จี้หนิงครุ่นคิดในใจ ขณะที่หยิบคัมภีร์กระบี่เล่มถัดไปขึ้นมา

‘คัมภีร์อุดรดารา’ เป็นส่วนหนึ่งของเพลงกระบี่ในตำนาน ‘ตำรากระบี่อุดรดารา’ มีทั้งสิ้นเจ็ดกระบวนท่า เพียบพร้อมทั้งรุกและรับ แต่ละกระบวนท่าตั้งชื่อตามดวงดาวทั้งเจ็ดในหมู่ดาวเหนือ เมื่อฝึกปรือถึงระดับสูงจะสามารถสำแดงพลังของดวงดาวออกมา นับเป็นเพลงกระบี่ที่ลึกลับและทรงพลังจนยากที่ผู้ใดจะต้านทานได้…

“เพลงกระบี่ที่เลิศล้ำ…” จี้หนิงทอดถอนใจชมเชย แต่ยังคงวางลงแล้วพลิกดูคัมภีร์เล่มถัดไป

‘กระบี่วิชชุอัคคี’ เพลงกระบี่ที่บรรพชนตระกูลจี้พบเจอโดยบังเอิญระหว่างที่ออกเดินทางฝึกฝนก่อนมาถึงเทือกเขานางแอ่น ซากคัมภีร์ครึ่งเล่มนี้ถูกพบอยู่ในกองเพลิงที่มอดดับ ตัวอักษรที่จารึกจึงเลอะเลือนยากตีความ บนแผ่นปกมีตัวอักษรหลงเหลือเพียงสองคำ นั่นคือ ‘วิชชุ’ และ ‘อัคคี’ ส่วนเนื้อหาภายในที่พอตีความออกได้มีแค่สามกระบวนท่า ทุกกระบวนท่าล้วนเป็นท่าจู่โจม ทั้งยังมีอานุภาพรุนแรงราวกับวิชชุสวรรค์อัคคีโลกันตร์โหมกระหน่ำ ดังนั้นแม้มีเพียงสามกระบวนท่า แต่พลังทำลายของ ‘กระบี่วิชชุอัคคี’ ถูกจัดอยู่ในอันดับแรกของเพลงกระบี่ทั้งมวลที่ตระกูลจี้ครอบครอง…

“หากเพียงแต่คัมภีร์กระบี่วิชชุอัคคีจะครบถ้วนสมบูรณ์…” จี้หนิงพึมพำออกมาด้วยความเศร้าเสียดาย

“มันจะกลายเป็นเพลงกระบี่อันดับหนึ่งของเทือกเขานางแอ่นโดยไร้ข้อกังขา” จี้ยี่ฉวนกล่าวเสริมให้

จี้หนิงผงกศีรษะ ก้มลงหยิบคัมภีร์เล่มถัดไปขึ้นมา

‘เคล็ดกระบี่เงามายา’ กล่าวตามตรงนี่มิอาจนับเป็นเพลงกระบี่ หากผู้ใดสามารถตีความ ‘เคล็ดเงามายา’ ได้อย่างถ่องแท้ ก็จะดัดแปลงใช้ออกกับศัสตราวุธทุกประเภทได้ดังใจนึก ความลึกล้ำของเคล็ดวิชาอยู่ที่ผู้ฝึกจะสามารถซุกงำสำนึกและกระบวนท่าเอาไว้ จวบจนคู่ต่อสู้ถูกสังหาร ยังคงไม่รู้ตัวว่าเป็นผู้ใดลงมือ…

“นี่กลับเป็นเพลงกระบี่ที่ไม่เหมาะกับตัวข้า” จี้หนิงตัดสินใจได้ในทันที การเลือกฝึกวิชาที่เหมาะสมกับอุปนิสัยและตัวตนของบุคคลเป็นเรื่องสำคัญ หากฝืนฝึกปรือในสิ่งที่ไม่เหมาะกับตนเอง ย่อมไม่มีทางเข้าถึงแก่นแท้ของวิชาฝีมือนั้นได้

“ส่วนนี่คือเพลงกระบี่ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ตระกูลจี้” จี้หนิงพลิกอ่านคัมภีร์เล่มสุดท้าย

‘ท่วงทำนองหมื่นกระบี่’ ถูกยกให้เป็นเพลงกระบี่ที่ล้ำลึกที่สุดในห้าเพลงกระบี่ ในกระบวนท่าที่ซับซ้อนสามารถแบ่งออกเป็นสามท่วงทำนอง ‘หนึ่งกระบี่หมื่นประกาย’ ‘หมื่นกระบี่ร่วมขับขาน’ และ ‘ท่วงทำนองหมื่นกระบี่’…
…..

จี้หนิงหลับตาลง สงบใจครุ่นคิด

ในแง่ของความลึกล้ำพิสดาร ‘ท่วงทำนองหมื่นกระบี่’ ย่อมเป็นอันดับหนึ่งโดยมิต้องสงสัย

ในแง่ของความเร้นลับอำมหิต ‘เคล็ดกระบี่เงามายา’ สามารถนับเป็นอันดับหนึ่งได้เช่นกัน

‘คัมภีร์อุดรดารา’ เดินในแนวทางเที่ยงแท้มาตรฐาน สมบูรณ์แบบทั้งด้านการโจมตีและการป้องกัน

‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ โดดเด่นเป็นเอกในด้านการป้องกันอันเข้มแข็ง

ในทางกลับกัน ‘กระบี่วิชชุอัคคี’ เดินในแนวทางแข็งกร้าวรุนแรง เป็นอันดับหนึ่งในด้านพลังทำลาย

“อันดับแรก ‘เคล็ดกระบี่เงามายา’ สามารถตัดออกไปได้ เพลงกระบี่นี้ไม่เหมาะกับตัวตนของข้าแม้แต่น้อย ส่วน ‘คัมภีร์อุดรดารา’ แม้จะเพียบพร้อมทั้งรุกและรับ แต่ก็เท่ากับปราศจากความโดดเด่นทั้งสองด้าน เพลงกระบี่นี้สามารถตัดออกไปได้เช่นกัน”

“ในสามเพลงกระบี่ที่เหลือ ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ เป็นวิชาแรกที่ข้าจะเลือก” จี้หนิงอาศัยความทรงจำจากชาติภพก่อน รับรู้ว่าในการแข่งขันกีฬาและการต่อสู้ระดับสูง ผู้ชนะมักเป็นผู้ที่จัดเจนในการตั้งรับและหลบหลีก บางครั้งทั้งที่เป็นฝ่ายอ่อนด้อยกว่า ยังใช้การตั้งรับที่แข็งแกร่งเป็นรากฐานในการตอบโต้เอาชัย หรือต่อให้ไร้หนทางโค่นล้มคู่ต่อสู้ ก็ยังสามารถประคองตัวอยู่รอด รักษาชีวิตไว้เพื่อรอคอยโอกาสครั้งต่อไป

“ส่วนอีกหนึ่งวิชาที่เหลือ หากต้องเลือกระหว่าง ‘กระบี่วิชชุอัคคี’ กับ ‘ท่วงทำนองหมื่นกระบี่’… ข้อขอเลือกฝึก ‘กระบี่วิชชุอัคคี’!”

หากอาวุธคู่มือของจี้หนิงเป็นกระบี่เดี่ยว เขาคงต้องตัดใจเลือกระหว่าง ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ กับ ‘ท่วงทำนองหมื่นกระบี่’ แต่ในเมื่อเขาสามารถใช้กระบี่สองเล่มได้พร้อมกัน การเลือกเพลงกระบี่ที่โดดเด่นเฉพาะทางทั้งสองนี้ กลับเป็นการตัดสินใจอันชาญฉลาด

“กระบี่คู่ของข้าจะแบ่งออกเป็นหนึ่งรุกหนึ่งรับ และหากถึงคราจำเป็น จะใช้รุกทั้งคู่หรือใช้รับทั้งคู่ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์”

“นอกจากนี้ หากข้าฝึกฝน ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ จนบรรลุระดับเหนือธรรมชาติได้เมื่อใด อักขระศักดิ์สิทธิ์สุริยันจันทราจะช่วยให้ข้าสามารถใช้พลังแห่งอัคคีและวารีได้ เมื่อนั้นพลังวารีจะช่วยหนุนเสริมอานุภาพของ ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ ส่วนพลังอัคคีจะช่วยหนุนเสริมอานุภาพของ ‘กระบี่วิชชุอัคคี’ ให้สูงส่งยิ่งขึ้นไปอีก” จี้หนิงเริ่มต้นศึกษาความเป็นไปได้และวางแผนการฝึกฝนในอนาคต

แผนอันล้ำเลิศย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์อันหอมหวาน เมื่อกำหนดเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน ต่อให้ไม่อาจประสบความสำเร็จในระยะเวลาสั้นๆ ก็ยังมีแนวทางให้ก้าวเดินต่อไปอย่างแน่วแน่ เยี่ยงนี้ย่อมประเสริฐกว่าการทุ่มเทฝึกฝนอย่างไร้จุดหมายหลายร้อยหลายพันเท่า



เทียนไขเล่มใหญ่ในห้องเผาไหม้หมดไปเกือบครึ่งหนึ่งแล้ว การใคร่ครวญของจี้หนิงในครั้งนี้กลับกินเวลายาวนานเกือบสองชั่วโมง ตลอดเวลาจี้ยี่ฉวนและอู่ฉีเซวียต่างนั่งรอคอยอย่างสงบเยือกเย็น นานๆทีจึงหันไปพูดคุยกันเองด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ท่านพ่อ ท่านแม่”

“เจ้าตัดสินใจแล้ว?” จี้ยี่ฉวนหันมาเอ่ยถาม

“ลูกหนิง ที่เจ้าเลือกฝึกเป็นเพลงกระบี่ชุดใด?” อู่ฉีเซวียถามขึ้นบ้างด้วยความตื่นเต้น

“ข้าเลือกเพลงกระบี่ทั้งสองนี้” จี้หนิงยกชูคัมภีร์ฉบับคัดย่อของ ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ และ ‘กระบี่วิชชุอัคคี’ ขึ้นมา

“เลือกได้ไม่เลว” จี้ยี่ฉวนผงกศีรษะเล็กน้อย เขาย่อมคาดเดาความคิดของจี้หนิงออก แม้จะเร้นกายไม่ประมือกับผู้ใดหลังจากที่ให้กำเนิดบุตรชาย แต่นามของ ‘กระบี่พิรุณโปรย’ กลับมีแต่จะกระเดื่องเลื่องลือมากยิ่งขึ้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมายังไม่มีผู้ใดกล้าท้าทายตำแหน่งยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งเขตปกครองตะวันตกของเขา

“ข้าอยากขอคำชี้แนะในการฝึกฝนจากท่านพ่อ” จี้หนิงรีบกล่าว

“เหลวไหล” หว่างคิ้วของจี้ยี่ฉวนขมวดลง น้ำเสียงกลับคืนสู่ความเย็นชาตามปกติ “เรื่องสำคัญเช่นนี้ ไหนเลยคิดกระทำก็กระทำอย่างรวบรัดฉาบฉวย? ข้าย่อมมีคำแนะนำในการตีความ ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ ให้แก่เจ้า แต่ตัวเจ้าในตอนนี้ยังมิได้แม้แต่จะเริ่มฝึกปรือ ต่อให้บอกออกไปไหนเลยจะเข้าใจได้? อีกประการหนึ่ง สิ่งที่เจ้าต้องการมากที่สุดในตอนนี้มิใช่การตีความเคล็ดวิชาในเชิงลึก แต่เป็นการสั่งสมประสบการณ์ผ่านการต่อสู้เสี่ยงชีวิตอย่างแท้จริง”

“รุ่งสางของวันพรุ่งนี้ ข้าจะมอบคัมภีร์ฉบับจริงของเพลงกระบี่ทั้งสองให้แก่เจ้า เจ้าจะต้องฝึกปรือต่อหน้าข้าจนกว่าจะสามารถใช้กระบวนท่าทั้งหมดได้อย่างถูกต้อง แล้วอีกสามวันหลังจากนั้น ข้าจะให้เจ้าลงมือต่อสู้… เป็นการต่อสู้แบบถึงตาย!”

“แต่ว่าท่านพ่อ… ก่อนหน้านี้ท่านมิใช่เคยให้ข้าต่อสู้และสังหารเหล่านักโทษประหารมาแล้วหรอกหรือ?” จี้หนิงกล่าวด้วยความงุนงง เขายังคงจดจำความรู้สึกของการสังหารมนุษย์ครั้งแรกได้เป็นอย่างดี

ตอนนั้นร่างของเขาสั่นสะท้านโดยมิอาจควบคุม นั่นมิใช่ปฏิกริยาที่เกิดจากความหวาดกลัว หากเป็นความรู้สึกที่มิอาจอธิบายได้ประการหนึ่ง จวบจนสังหารนักโทษประหารไปหลายสิบคน ความรู้สึกนี้จึงค่อยจางหายไป

“เฮอะ! นั่นไหนเลยเรียกว่าเป็นการต่อสู้ นักโทษเหล่านั้นล้วนแล้วแต่อ่อนแอกว่าเจ้า อย่างมากก็เพียงนับเป็นบททดสอบความกล้าเท่านั้น คู่ต่อสู้ของเจ้าในครั้งนี้ คือสัตว์ร้ายที่อยู่ในขั้นสูงสุดของระดับธรรมชาติจนมีพลังไล่เลี่ยกับสัตว์อสูร พวกมันต่อสู้ด้วยความหิวกระหายและเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ไม่มีทางขลาดกลัวหรือออมรั้งยั้งมือให้แก่เจ้าอย่างแน่นอน”

จี้ยี่ฉวนกล่าวต่อราวกับมิได้ใส่ใจบุตรชายที่รับฟังจนสีหน้าเริ่มบังเกิดความเปลี่ยนแปลง

“เจ้าจะต้องต่อสู้กับพวกมันแบบตัวต่อตัว นี่เป็นบททดสอบสำคัญที่ทายาทสายตรงของตระกูลจี้ทุกคนต้องข้ามผ่าน ‘การต่อสู้ในกรงขัง’ ที่มีผู้รอดชีวิตเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น”

มีผู้รอดชีวิตเพียงครึ่งเดียว?

จี้หนิงนิ่งงันไปชั่วขณะ แต่กลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็ว เขานึกถึงความโหดร้ายของโลกและยุคสมัยอันรกร้างว่างเปล่านี้ ในขณะที่มนุษยชาติสืบตระกูลโดยไม่หยุดยั้ง ความหนาแน่นของประชากรกลับไม่เคยเพิ่มขึ้นเลย นั่นเนื่องเพราะผู้คนเหล่านี้ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมอันเลวร้าย เบื้องบนต้องดิ้นรนต้านทานมหันตภัยจากธรรมชาติ เบื้องล่างต้องต่อสู้แย่งชิงกับชนเผ่ารอบด้านและบรรดาสัตว์อสูรในป่าเขา มีเพียงผู้เข้มแข็งที่แท้จริงเท่านั้นที่สามารถอยู่รอดต่อไป

ตระกูลจี้แม้จะร่ำรวยทรงอิทธิพลก็มิได้มีข้อยกเว้น สายเลือดของตระกูลต้องดิ้นรนพิสูจน์ตนเองเพื่อคงศักดิ์ฐานะของตนเองในตระกูลเอาไว้ และมีแต่ผลักดันทายาทของตระกูลด้วยบททดสอบอันโหดร้ายเช่นนี้ ตระกูลจี้จึงจะมั่นใจว่า รากฐานที่บรรพชนสละชีวิตสร้างเอาไว้จะคงอยู่สืบต่อไป!
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 74 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น